<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099</id><updated>2012-01-03T03:06:36.904-08:00</updated><title type='text'>เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>51</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-5840064516398049859</id><published>2011-12-18T03:40:00.000-08:00</published><updated>2011-12-18T03:50:08.733-08:00</updated><title type='text'>ตามหาพระเจ้า - นักฟิสิกส์ใกล้ค้นพบอนุภาค Higgs-Boson</title><content type='html'>source: http://www.spiegel.de/wissenschaft/natur/0,1518,803420,00.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใกล้เจอแล้ว อนุภาคพระเจ้า ผู้ให้มวลแก่ดวงดาวทั้งหลาย ยืนยัน 95 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะไม่มีจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; Higgs-Boson เป็นอนุภาคในทฤษฏีที่นักฟิสิกส์เชื่อว่า เป็นอนุภาคให้มวลแก่อนุภาคอื่นๆที่ปกติมีคุณสมบัติเหมือนแสง ตามข่าว นักฟิสิกส์ที่เิซิร์น เจนีวา สามารถคำนวณน้ำหนักของอนุภาคนี้ได้แล้ว พบว่ามวลอยู่ระหว่าง 115.5 ถึง 131 Gigaelectronenvolt (GeV) โดย 126 เป็นมวลที่วัดได้บ่อยที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ยังสงสัยว่าอนุภาคนี้มีจริงหรือไม่ โดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการทดลอง และการทดลองนี้มีค่าทางสถิติเพียง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางฟิสิกส์ค่าที่เชื่อถือได้ต้อง วัดมั่นใจถึง 99.9999 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมอนุภาค Higgs-Boson จึงสำคัุญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Higgs-Boson เป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์พื้นฐานทางฟิสิกส์ของการเกิดมวลจากอนุภาคพื้นฐานที่เป็นแสง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนุภาคพื้นฐานที่ประกอบเป็นอะตอมที่มีมวล มี 12 ตัว ทุกอนุภาคจะมี anti-อนุภาค ที่มีประจุึตรงกันข้าม ซึ่งตามโมเดลปัจจุบันทุกอนุภาคนี้ไม่มีมวล เมื่อไม่มีมวล อนุภาคก็จะมีความไวได้ดั่งแสง มันจึงไม่สามารถที่จะเกิดอะตอม เกิดดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือ สิ่งมีชีวิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่ออธิบายว่าทำไมจึงเกิดมวล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ Peter Higgs และเพื่อนร่วมงานได้อธิบายกลไกการเกิดมวลนี้ เขาเปรียบว่า อนุภาพ Higgs Boson เหมือนกับ ดารา ที่มาร่วมงานปาร์ตี้ แล้วอนุภาคพื้นฐานก็เหมือนแขกในงาน เมื่อดาราเข้ามาก็จะไปรุมล้อมดารานี้ ก็จะเกิดสนามพลังงาน Higgs ขึ้นมา เมื่อดาราเดินไปไหน แขกก็จะตามไปทำให้ดาราดังนั้นต้องเคลื่อนที่ช้าลง ก็เกิดเป็นมวลขึ้นมา แล้วแขกก็จะสะสมมวลนั้น รวมตัวเป็นอะตอม เป็นมวลเป็นดวงดาวขึ้นมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่นี้สำหรับศาสนาที่มีพระเจ้า ก็เปรียบเสมือนว่าอนุภาคนี้เป็นพระเจ้าที่ให้มวลเกิดขึ้นมา เกิดโลก เกิดมนุษย์ได้ แต่ถ้าเทียบกับพุทธ ที่ไม่มีพระเจ้า อนุภาคนี้น่าจะไม่มี แต่เป็นเพราะอนุภาคพื้นฐานเกิดการยึดติดขึ้นมา จึงเกิดโลก (หรือเปล่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งถ้าในที่สุดอาจจะค้นพบว่า Higgs-Boson ไ่ม่มีจริง อย่างน้อยนักฟิสิกส์ก็ยังมีความสุขว่าอย่างน้อยก็ได้ตึโจทย์ที่ครุ่นคิดมามากกว่า 40 ปี อย่างไม่มีคำตอบ และจะพยายามหาโมเดลใหม่มาอธิบายปรากฏการณ์การเกิดมวลต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล ที่พิมพ์มาเป็นการแปลข่าวภาษาเยอรมันที่ให้ชาวบ้านอ่านทั่วไป เขาอธิบายได้เห็นภาพมาก ข่าวไทยนี่อ่านแล้วงง ไม่่ค่อยมีอธิบาย เขียนให้คนยิ่งงง ยิ่งได้รับการยกย่อง:-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-5840064516398049859?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/5840064516398049859/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=5840064516398049859' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/5840064516398049859'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/5840064516398049859'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2011/12/higgs-boson.html' title='ตามหาพระเจ้า - นักฟิสิกส์ใกล้ค้นพบอนุภาค Higgs-Boson'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-8939977831098949867</id><published>2011-08-27T07:51:00.000-07:00</published><updated>2011-08-28T03:47:14.024-07:00</updated><title type='text'>กำเนิดและการพัฒนาการของอาหารชาววัง (ฉบับย่อ)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หมายเหตุ &lt;/span&gt;บทความนี้เป็นบทความของ คุณ สุนทรี อาสะไวย์ นักวิจัยเชี่ยวชาญ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันไทยคดีศึกษา เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วนำมาลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม โดยจุดประสงค์หลักของงานวิจัยคือ การทำความเข้าใจอาหารชาววังที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อมนุษย์และความต้องการทางสังคม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมนี้อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองตลาดการท่องเที่ยวที่ขยายตัว โดยการเข้าใจลึกซึ้งถึงที่มาจุดกำเนิดของวัฒนธรรมการกินในวังจะทำให้สามารถพัฒนาอาหารชาววังนี้ได้อย่างมีคุณภาพ แม้ว่าบทความจะเน้นเรื่องธุรกิจแต่ผมก็เห็นว่าน่าสนใจ ผู้เขียนได้เล่าเกร็ด และเรื่องราวไทยๆเกี่ยวกับอาหารไทยที่เราหลงลืมหรือไม่เคยได้ยินมาก่อนเกี่ยวกับอาหารไทยไว้ด้วย จึงขอนำมาเล่าใหม่ในลีลาชาวบ้านๆแอบมองรั้ววังในบล็อกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผู้สนใจอ่านฉบับเต็มขอเิชิญได้ที่ (มี 4 ตอน)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305020582&amp;grpid=no&amp;catid&amp;subcatid"&gt;ตอนที่ 1&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305020708&amp;grpid=no&amp;catid=53"&gt;ตอนที่ 2&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309411005&amp;grpid=&amp;catid=53&amp;subcatid=5300"&gt;ตอนที่ 3&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309411077&amp;grpid=&amp;catid=53&amp;subcatid=5300"&gt;ตอนที่ 4&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังการปราบดาภิเษกขึ้นพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่แทนกรุงธนบุรีที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำใน พ.ศ. 2325 พระบรมมหาราชวังจึงกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงรวมทั้งอาหารด้วย โดยราชสำันักฝ่ายในที่เป็นเจ้านายฝ่ายหญิงและลูกหลานของข้าราชการที่ถวายตัวมีบทบาทสำคัุญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมเืพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์และราชอาณาจักรใหม่ ซึ่งบทบาทของฝ่ายในนี้ช่วยส่งเสริมตำแหน่งและอำนาจของสตรีในวัง&lt;br /&gt;สตรีใดที่ได้รับถวายหน้าที่เป็นฝ่ายอาหารที่เีรียกว่า "เครื่องต้น" จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายและมีโอกาสได้เลื่อนขั้นหรือรับรางวัลจากพระมหากษัตริย์ได้ อย่างเจ้าฟ้าบุญรอด เจ้าตำรับอาหารแห่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารชาววังหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากับข้าวเจ้านาย ก็มีลักษณะพื้นฐานทั่วไปเหมือนอาหารชาวบ้าน แต่อาหารชาววังจะมีคุณลักษณะพิเศษคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ความอุดมสมบูรณ์และความสดใหม่ของวัตถุดิบในการประกอบอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. มีวิธีการทำอันซับซ้อน ประณีต พิถีพิถัน  ต้องใช้เวลา เช่น ข้าวแช่ชาววังที่นอกจากต้องหุงข้าวให้สวยแล้วยังต้องนำไปใส่ตะแกรง ใช้ผ้าขาวบางขัดเมล็ดข้าวจนสวยกรากแล้วค่อยใส่น้ำลอยดอกไม้หอมแล้วอบร่ำด้วยเทียนหอมอีก กลิ่นจึงหอมและใสสะอาดไม่มีตะกอนเหมือนข้าวแช่ชาวบ้าน ในบางครั้งที่ของทำยากก็ต้องการกำลังผู้คนในการทำจำนวนมากเช่น ขนมจีบไทยที่ต้องแบ่งคนผัด คนนวดแป้ง คนปั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. มีความแปลกแตกต่าง วิจิตรบรรจง กล่าวคือ นอกจากเป็นอาหารปากแล้วยังต้องเป็นอาหารตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. มีรสชาติที่นุ่มนวล กินแล้วไม่สะดุด คือ รสไม่จัด ไม่เผ็ดมาก แต่ไม่ได้หวาน เพียงแต่มีความกลมกล่อมเป็นหลัก ไม่มีของหมักๆดองๆอย่างหน่อไม้ ไม่มีของคาวๆ เช่น ไตปลา ไม่มีของแข็ง ไม่มีกระดูก อาหารจะเคี้ยวง่ายและตัดพอดีคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. แต่ละมื้อจะจัดเป็นชุดที่เรียกว่า "เครื่องเจ้านาย" ประกอบด้วยอาหารรสหลากหลายอย่างน้อย 7 ประเภท ซึ่งต้องมีครบรสชาิติอาหารไทยคือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ซึ่งจะจัดถวายในถาดเงินหรือถาดทอง และรสชาติของแต่ละอย่างต้องสอดคล้องกัน เช่น น้ำพริกที่เผ็ดๆก็จะมีหมูหวานเพื่อล้างความเผ็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือลักษณะเด่นของอาหารชาววัง แ่ต่วังแต่ละที่ก็จะมีสูตรการทำต่างกันไป โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง โดยทั่วไปแล้วอาหารชาววังมีความแพร่หลายอยู่ในขอบเขตที่จำกัดคืออยู่ในแวดวงของเจ้านายและพระประยูรญาติ แต่ละครัวก็จะมีตำรับของตัวเองไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ จะสอนให้เฉพาะวงเครือญาติหรือศิษย์ที่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความจงรักภักดีและรับใช้ใกล้ชิด บทความนี้จะศึกษาเฉพาะตำรับอาหารชาววังที่เจ้าของตำรับได้รวบรวมและมีหลักฐานอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผู้รวบรวมส่วนใหญ่ก็เป็นสะใภ้ของราชวงศ์หรือตระกูลขุนนาง ซึ่งมีรายชื่อตำรับอาหารดังนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;1. ตำรับอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี "กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;    เป็นตำรับอาหารชาววังที่เก่าแก่ที่สุด ที่ปรากฏหลักฐานมาถึงปัจจุบันคือ พระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อยกย่องความสามารถด้านอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ารอด โดยอาหารในตำรับมีเครื่องคาว ผลไม้และ เครื่องหวาน ที่น่าสนใจก็คือ ความเป็นนานาชาติที่ถูกสอดแทรกอยู่ในตำรับอาหารนี้ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่นที่ได้อิทธิพลจากแขก (อาหารอันดับหนึ่งของโลกจากเว็บไซต์ CNN) ยำใหญ่ที่ใส่น้ำปลาญี่ปุ่น (โชยุ) หรือ ขนมจีบ และรังนกที่เป็นอาหารจีน เรียกได้ว่า ท่านเป็นอัจฉริยะด้านอาหารที่รู้เชี่ยวชาญอาหารทั้งไทยและเทศ และพัฒนาปรับเปลี่ยนอาหารต่างชาติให้เข้ามาอยู่ในตำรับอาหารไทย ได้อย่างเลิศรส (ลิงก์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน&lt;a href="http://www.suandusitcuisine.com/food4/central/royalfood/kab_index.php"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; หรือ &lt;a href="http://www.watchari.com/board/index.php?topic=1417.0"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;2. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ บุนนาค "ตำราแม่ครัวหัวป่าก์"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นบุตรีคนโตของ นายสุดจินดา (พลอย ชูโต บุตรจมื่นศรีสรรักษ์) กับคุณนิ่ม สวัสดิชูโต (ธิดาพระยาสุรเสนา) นับเนืองเป็นราชนิกุลบางช้าง ได้แต่งงานกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการและกระทรวงธรรมการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด และสามารถในกิจการหา ผู้เสมอเหมือนยาก มีความชำนาญในการประกอบอาหาร คาวหวาน เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ และตกแต่ง เป็นผู้ริเริ่มทำลูกชุบให้ดูเหมือนของจริงถึงขนาดประดิษฐ์เป็นกระถางต้นไม้ ซึ่งรับประทานได้ทั้งหมด งานปักรูปเสือลายพาดกลอนได้รับพระราชทานรางวัลจากรัชกาลที่ 4 และส่งไปประกวดในระดับโลก ได้รับรางวัลที่ 1 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเงินหลายพันดอลลาร์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง เมื่อ พ.ศ.2436 ในคราวเหตุการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสภากาชาดไทย ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ร.ศ.130 สิริอายุได้ 65 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็น ผู้พิมพ์หนังสือตำราอาหารออกเผยแพร่ขึ้นเป็น ครั้งแรก เมื่อ ร.ศ.127 ตรงกับ พ.ศ.2451 (สมัยรัชกาลที่ 5) โดยตั้งชื่อว่า “แม่ครัวหัวป่าก์” ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการเขียนตำรากับข้าวกันเป็นกิจจะลักษณะเลย หนังสือ “แม่ครัวหัวป่าก์” จึงนับเป็นตำรากับข้าว เล่มแรกของคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัุญของสังคมไทยเพราะการมีตำรับอาหารประจำชาติของตนเองเปรียบเสมือนการยกระดับประเทศให้มีความทันสมัยเท่าเทียมกับประเทศตะวันตก โดยได้ริเริ่มทดลองใช้วิธีการชั่งตวงวัดเป็นมาตรวัดไทยโบราณคือ บาท สลึง เฟื้อง ไพ ไว้ใช้ในการประกอบอาหาร ให้มีมาตรฐานเหมือนทางตะวันตก จึงทำให้ได้รสชาติอาหาร ที่คงที่ ซึ่งโดยธรรมเนียมในการปรุงอาหารของไทยในสมัยก่อนนั้นไม่นิยมการใช้ชั่งตวงวัดอย่างยุโรป แต่อาศัยความชำนาญหัดเรียนรู้ด้วยตนเอง สืบทอดกันตามโคตรตระกูล ซึ่งก็ได้สร้างความรำคาญใจให้แก่บุคคลอื่นๆ ที่เป็นแม่ครัวมือเก่าบ้างพอควร  ในตำรับแม่ครัวหัวป่าก์แบ่งเป็น 5 เล่ม แต่ละเล่มประกอบอาหารประเภทใหญ่ๆ 7 ประเภทคือ หุงต้มข้าว ต้มแกง กับข้าวของจาน เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวาน ขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง ซึ่งการจัดจำแนกนี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการจัดหมวดหมู่ตำรารุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ทุกประเภทจะมีทั้งอาหารไทย อาหารเทศ อาหารพื้นเมืองที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นในวังเช่น ปลาร้า ไตปลา กะปิ ตะพาบน้ำ อีกทั้งยังรวมสูตรอาหารที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาด้วย นอกจากนี้แม่ครัวหัวป่าก์ได้เขียนเล่าเรื่องสนุกๆของประวัติศาสตร์ไทยรวมทั้งสภาพธรรมชาิติและความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย เช่น ประวัติขนมค้างคาวของเจ้าครอกทองอยู่ หรือ ทุเรียนต้องทุเรียนบางบน (บางขุนนนท์) หรือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับตลาดรอบๆกรุง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ได้ถูดจัดพิมพ์ครั้งแรกในประติทินบัตรแลจดหมายเหตุเมื่อปีพ.ศ.2432 และได้ตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือเมื่อคราวที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ทำบุญฉลองอายุครบ 61 ปี และฉลองวาระสมรส 40 ปีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ.127 แจกเป็นของชำร่วยจำนวน 400 ฉบับ และระหว่างนั้นก็ได้รับการพิมพ์ใหม่หลายครั้งจนปัจจุบันเป็นครั้งที่ 6 เมื่อปีพ.ศ. 2545 &lt;br /&gt;(ข้อมูลเพิ่มเติม&lt;a href="http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=lovesiamoldbook&amp;date=10-10-2010&amp;group=1&amp;gblog=8"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.wiseknow.com/blog/2009/02/12/1882/#axzz1WFo3RHeC"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;3. ตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) เป็นภรรยาของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) ท่านจึงอยู่ในฐานะสะใภ้ของสกุลบุนนาค เช่นเดียวกับ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์  สำหรับตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน นั้นปรากฏหลักฐานในรูปหนังสือครั้งแรกในปีพ.ศ. 2441 ในชื่อว่า ตำรากับเข้า เมื่อเปรียบเทียบกับตำราแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยนแล้ว ตำรากับเข้าของหม่อมส้มจีนจะมีรายการอาหารน้อยกว่าเน้นประเภทแกงและกับ และเน้นการใช้วัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์ป่าเช่น แย้ อ้น หมูป่า เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;4. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร เป็นธิดาของหมื่นนรารักษ์ (ปิ่น บางยี่ขัน) ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอยู่ที่บางยี่ขัน ธนบุรี มารดาชื่อหุ่น กำเนิดในสกุลสนธิรัตน์ สมรสกับเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) สกุลไกรฤกษ์ เป็นสกุลที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา และเริ่มรับราชการในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีสืบต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งกรณีของตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร จะไม่เน้นถ่ายทอดสู่วงนอกเหมือนของสองท่านก่อนนี้แต่เน้นให้สืบทอดภายในตระกูลไกรฤกษ์และญาติของตน ตำราอาหารนี้จะมีการแบ่งอาหารหลายอย่างมากกว่าสิบประเภท และมีอาหารจีนมากขึ้นเช่น หนังแรดเอ็นกว่าง ข้าวผัดเต้าหู้ยี้ หรือ แกงจืดเซี่ยงจี๊ แต่ก็ยังมีอาหารนานาชาติเช่น ข้าวบุหรี่ (อย่างเเขกเทศ ที่นำข้าวไปผัดกับเนยก่อนหุงรวมกับหญ้าฝรั่นใส่ไก่) ข้าวหมกไก่&lt;br /&gt;ที่่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จะมีอาหารจีนที่ำทำทานง่ายๆมากขึ้น อาจจะสะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชาวจีนเริ่มมีฐานะในสังคมเพิ่มขึ้นจนอาหารจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 ตำรับอาหารนี้คือ ตำรับอาหารชาววังดั้งเดิมที่ถึงแม้จะเก่าแก่กว่าร้อยปี แต่ก็สามารถเห็นได้ถึงกระแสโลกาภิวัฒน์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนทำให้อาหารในวังบางส่วนกลายเป็นอาหารนานาชาิติโดยปริยาย ต่อมาเมื่อพ.ศ.2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยทำให้ความสำคัญของอาหารในวังลดลงไป บางส่วนสูญหายไปกับยุคสมัย เพราะ เจ้านายเ้จ้าของสูตรไม่ถ่ายทอดเพราะหวงวิชา แต่ก็ได้มีลูกหลานในวังได้นำอาหารในวังมาประยุกต์และเผยแพร่ใหม่ในสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทำให้อาหารสูตรในวังแพร่หลายสู่้สามัญชนมากขึ้น ผู้ที่ได้ถือว่าเป็นผู้สืบทอดสูตรอาหารในวังที่สำคัญในยุคนี้ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;1. มรว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ กับ เชลล์ชวนชิม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเผยแพร่อาหารในสื่อสารมวลชนเริ่มครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสโดย บริษัททำล้อยาง มิชชิลิน ที่ทำแจกลูกค้าเป็นคู่มือในการเดินทางสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์โดยเริ่มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2443 หม่อมถนัดศรีก็เช่นกัน โดยการสนับสนุนของเชลล์เเก๊สใ้ห้เขียนคอลัมน์เชลล์ชวนชิมในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์และต่อมาในมติชน รวมถึงจัดรายการโทรทัศน์อย่าง การบินไทยไขจักรวาล ครอบจักรวาล รวมไปถึงพ่อลูกเข้าครัวทำให้อาหารในวังได้มีโอกาสเผยแพร่สู่วงกว้าง นอกจากนี้หม่อมถนัดศรียังเป็นผู้แนะนำร้านอาหารตำรับชาววังให้คนธรรมดาได้ลองไปลิ้มรสอย่าง ห้องอาหารท่านหญิงที่ถนนประมวญ สีลม ห้องอาหารหลายรสที่ซอยสุขุมวิท 49 ห้องอาหารดรรชนี เชิงสะพานวันชาติ ถนนประชาธิปไตย สวนทิพย์ ปากเกร็ด และห้องฝั่งน้ำ โรงแรมรอยัลริเวอร์ที่เป็นลูกศิษย์ของมล. เติบ ชุมสาย&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;2. มล. เติบ ชุมสาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;มี่พี่สาวคือ มล. ติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่สูตรอาหารวังรุ่นใหม่ด้วย เเต่มล. เติบ จะมีผลงานปรากฏเป็นรูปเล่มด้วย อาทิ ตำรับอาหารประจำวัน ตำรับอาหารทางทีวี และ กับข้าวรัตนโกสินทร์ เป็นต้น และที่สำคัญได้มีโอกาสทำรายการ"แม่บ้าน" ถ่ายทอดทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม และ ช่อง 9 ติดต่อกันนานถึง 20 ปี ซึ่งข้อดีของตำรับอาหารมล.เติบคือการนำเสนอตำรับอาหารชาววังให้ทำได้ง่ายขึ้นสำหรับแม่บ้านสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง ประสบความสำเร็จมากจนฮิตติดดาว สามารถเอาสูตรไปเปิดร้าน "ครัวชุมสาย" ซอยราชครู ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วย นอกจากนี้หม่อมเติบยังได้มีโอกาสเป็นพระเครื่องต้นทำอาหารถวายในหลวงองค์ปัจจุบัน รวมถึงทำอาหารเลี้ยงดาราระดับโลกอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เนื่องในโอกาสเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์ ugly american ที่ถ่ายทำในไทยและมรว.คึกฤทธิ์นำแสดงอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนึ่ง หลังจากการเผยแพร่อาหารของ หม่อมถนัดศรี และหม่อมเติบทำให้เกิดผู้แนะนำอาหารในสื่อมวลชนขึ้นอีกมากมายอย่าง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รงค์ วงษ์สวรรค์ แม่ช้อยนางรำ พิชัย วาสนาส่ง เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;3. วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้สืบทอดอาหารตำรับวังบ้านหม้อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ตำรับวังบ้านหม้อเป็นวังของพระองค์เจ้ากุญชร ต้นราชสกุล ณ บางช้าง ที่มีเจ้าจอมมารดาศิลาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศรีสุริเยนทรฯ ทำให้วังบ้านหม้อเป็นวังหนึ่งที่ได้รับสืบทอดตำรับอาหารมาจากสายของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ แต่ปัญหาคือ เจ้าของสูตรที่สืบทอดกันมาหวงสูตรมาก แม้แต่ลูกหลานก็ไม่ยอมให้ แต่โชคดีที่คุณ วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ลุกหลานของสกุลนี้ได้พยายามเก็บบันทึกสูตรและขอเรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่จนสามารถเก็บรักษาวิชาอาหารได้บางส่วน อย่าง ขนมจีบไทยและปั้นสิบ ที่มีวิธีทำเฉพาะของวังนี้เท่านั้น ปัจจุบัน ขนมจีบและปั้นสิบของวังบ้านหม้อได้ผลิตออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบอาหารกล่อง โดยส่งไปขายทุกวันศุกร์ที่ร้านภูฟ้า (สยามดิสคัฟเวอรี่และจตุรัสจามจุรี) และทุกวันเสาร์ที่สวนจตุจักร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;4. ตำรับบ้านจักรพงษ์ หรือวังท่าเตียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เดิมเป็นของพระเจ้าลูกเธอ เ้จ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ปัจจุบันได้ตกทอดสู่ทายาทคือ มรว. นริศรา จักรพงษ์ ปัจจุบันได้เปิดพื้นที่บางส่วนเป็นโรงแรมและ้ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารตำรับชาววัง สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaivillas.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านเสร็จแล้วต้องขอไปลองชิม:-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-8939977831098949867?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/8939977831098949867/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=8939977831098949867' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/8939977831098949867'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/8939977831098949867'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2011/08/blog-post_27.html' title='กำเนิดและการพัฒนาการของอาหารชาววัง (ฉบับย่อ)'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-648921484907631828</id><published>2011-08-21T02:47:00.000-07:00</published><updated>2011-08-21T02:51:05.427-07:00</updated><title type='text'>กรุงศรีปฏิวัติ : ศึก ๒ ราชวงศ์ วงศ์พระราม รบ วงศ์พระอินทร์</title><content type='html'>เป็นบทความประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยาตอนต้นที่น่าสนใจจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงนำมาแปะไว้เผื่อผู้สนใจ&lt;br /&gt;โดย ปรามินทร์ เครือทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312195601&amp;grpid=no&amp;catid=&amp;subcatid=&lt;br /&gt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312196673&amp;grpid=no&amp;catid=&amp;subcatid=&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         มีใครสามารถอดทนรอเก็บความคั่งแค้นไว้ด้วยความสงบ ได้ถึง ๑๘ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมเด็จพระราเมศวร ทรงผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ พระราชบัลลังก์ที่ต้องตกเป็นของพระองค์ชัดๆ ในฐานะ หน่อพระพุทธเจ้า ของสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ก็เป็นจริงเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพราะถูกสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยึด ไป ส่วนพระองค์ต้องทรงล่าถอยกลับไปยังฐานที่มั่นเก่า ณ เมืองลพบุรี เฝ้ารอจังหวะและโอกาสอย่างอดทนถึง ๑๘ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ที่น่าเจ็บปวดยิ่งขึ้น คือการเฝ้ารออย่างอดทนเกือบ ๒ ทศวรรษนี้ กลับเป็นการเฝ้าดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของศัตรู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ถือเป็นยุคสมัยเริ่มแรกของการขยายความมั่นคง ยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะการ กำราบ หัวเมืองเหนือในอำนาจของรัฐสุโขทัย เช่น ในปีพุทธศักราช ๑๙๑๔ หรือปีรุ่งขึ้นหลังจากทรงทำรัฐประหารยึดกรุงศรีอยุธยา ก็เสด็จขึ้นไปยึดเมืองเหนือ แม้จะมีคำอธิบายว่าการศึกครั้งแรกนี้ ทรงยึดได้ไม่เกินนครสวรรค์ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ศักราช ๗๓๓ กุญศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเหนือ แลได้เมืองเหนือทั้งปวง๑&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การเสด็จขึ้น ไปเอาเมืองเหนือ นั้น มิได้สำเร็จเด็ดขาดในคราวเดียว แม้ตลอดรัชกาลของพระองค์ก็ยังทำไม่สำเร็จดังที่ทรงตั้งพระทัยไว้ ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงมีแต่เสด็จ ไปเอาเมืองเหนือ ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เหตุที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ต้องมี การบ้าน ในการทำสงครามกับเมืองเหนือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ทรง ญาติดี กับรัฐสุโขทัยอยู่ ก็เพราะว่ากษัตริย์สุโขทัยที่เป็นพี่เขยคือพระมหาธรรมราชา (ลิไทย) นั้นเสด็จสวรรคตในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยานั่นเอง๒ ทำให้กษัตริย์สุโขทัยพระองค์ใหม่คือ พระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) และหัวเมืองใหญ่น้อย ไม่ยอมรับอำนาจจากกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เมื่อถูกทำรัฐประหารหลังรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงไม่มีการต่อต้าน หรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากรัฐพันธมิตรเมืองเหนือใดๆ เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยึดหัวเมืองเหนือ การบ้าน ของขุนหลวงพ่องั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เมืองชากังราวหรือเมืองกำแพงเพชร เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของรัฐสุโขทัย ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) หมายมั่นปั้นมือจะต้องพิชิตให้ได้ ดังนั้นระยะเวลา ๑๘ ปี ตลอดรัชกาลของพระองค์ จึงทรงยกทัพเข้าตีเมืองนี้หลายต่อหลายครั้ง เช่น ในปีจุลศักราช ๗๓๕ (พ.ศ. ๑๙๑๖) เสด็จไปเมืองชากังราว รบกับพระยาคำแหงเจ้าเมืองชากังราว โดยมีพระยาใสแก้วที่ฝ่ายสุโขทัยส่งให้ลงมาช่วยรบ การศึกคราวนี้พระยาใสแก้วตายในสนามรบ ส่วนพระยาคำแหงหนีเข้าไปตั้งมั่นอยู่ในเมือง ทำให้สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ไม่สามารถตีเมืองชากังราวแตกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         และดูเหมือนว่าหัวเมืองเหนือ จะไม่ยอมให้กรุงศรีอยุธยากวาดรวมเข้าเป็นเมืองบริวารได้ง่ายๆ ดังนั้น ๒ ปีถัดมา ในปีจุลศักราช ๗๓๗ (พ.ศ. ๑๙๑๘) สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก หัวใจ ของรัฐสุโขทัยในขณะนั้น ครั้งนี้ได้ทั้งตัวเจ้าเมืองขุนสามแก้วและกวาดต้อนชาวเมืองมาเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ปีรุ่งขึ้นจุลศักราช ๗๓๘ (พ.ศ. ๑๙๑๙) เสด็จไปตีชากังราวเป็นการแก้มืออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทรงทำได้ดีกว่าคราวก่อน แม้จะมีท้าวผ่าคองจากเมืองเหนือมาช่วยรบเสริมทัพชากังราว แต่ปรากฏว่าท้าวผ่าคองแตกทัพหนีไป ส่วนพระยาคำแหงเจ้าเมืองนั้น ไม่แน่ชัดว่าถูกจับตัวได้หรือไม่ เพราะพระราชพงศาวดารบันทึกเพียงว่า จับได้ตัวท้าวพระญาและเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก ซึ่งเป็นไปได้ว่าการศึกคราวนี้ก็คงยังไม่ได้ตัวพระยาคำแหงและเมืองชากังราว เพราะอีกเพียง ๒ ปีต่อมา กรุงศรีอยุธยาก็ยกทัพเข้าตีชากังราวอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ศักราช ๗๔๐ มะเมียศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นมหาธรรมราชาออกรบทัพหลวงเปนสามารถ แลเห็นว่าจะต่อด้วยทัพหลวงมิได้ จึงมหาธรรมราชาออกถวายบังคม๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ผลจากการได้เมืองชากังราวมาในครั้งนี้ ย่อมมีความหมายถึงการได้รัฐสุโขทัยมาด้วย เนื่องจากทรงมีชัยเหนือพระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) กษัตริย์แห่งรัฐสุโขทัย เป็นอันว่า การบ้าน สำคัญของพระองค์บรรลุผลระดับหนึ่งแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ต่อมาสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงตัดสินใจที่จะ ทำการบ้าน ให้ถึงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งคอยสนับสนุนช่วยเหลือรัฐสุโขทัยอยู่เรื่อยๆ และที่สำคัญการจะขึ้นตีไปถึงเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นถือว่า ทางสะดวก เพราะไม่มีรัฐสุโขทัยกีดขวางอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ดังนั้นในปีจุลศักราช ๗๔๘ (พ.ศ. ๑๙๒๙) จึงยกทัพไปหมายจะตีเมืองเชียงใหม่ให้จงได้ แต่ทัพกรุงศรีอยุธยายกมาได้เพียงเมืองลำปาง เพราะไม่สามารถตีเมืองลำปางแตกได้ ต้องยกทัพหลวงกลับกรุงศรีอยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         จะเห็นได้ว่าตลอด ๑๘ ปีในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) นั้น ทรงติดพันอยู่กับราชการ หัวเมืองเหนือ เกือบตลอดเวลา คือในปีจุลศักราช ๗๓๓, ๗๓๔, ๗๓๕, ๗๓๗, ๗๓๘, ๗๔๐ และทิ้งห่างไปอีก ๘ ปี จึงยกทัพไปหมายจะตีเชียงใหม่ในปีจุลศักราช ๗๔๘&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เหตุที่ทรงทิ้งห่างไว้ถึง ๘ ปีนั้น อาจจะเป็นเพราะทรงพอพระทัยเพียงแค่ได้รัฐสุโขทัย ซึ่งเป็นอันตรายต่อกรุงศรีอยุธยามากกว่าเมืองเชียงใหม่ เท่ากับ การบ้าน เสร็จแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะทรงพระชราแล้วก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          หากคำนวณพระชนมายุตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ว่าทรงครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ ๖๓ พรรษา๔ ดังนั้นเมื่อคราวยกทัพไปตีเชียงใหม่จึงมีพระชนมายุมากถึง ๗๙ พรรษาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          แม้จะทรงพระชรามากถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุศัตรูประชิดหัวเมือง ทำให้ต้องทรง ออกกำลัง อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรง ฝืนสังขาร ด้วยพระชนมายุ ๘๑ พรรษา เสด็จออกสงครามครั้งสุดท้ายเพื่อตีเมืองชากังราวในปีจุลศักราช ๗๕๐ (พ.ศ. ๑๙๓๑)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เหตุที่ต้องทรงนำทัพออกรบคราวนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเมืองชากังราวแข็งเมือง แต่เป็นเพราะเจ้ามหาพรหมกษัตริย์เชียงรายประสงค์จะได้พระสีหลปฏิมาหรือพระพุทธสิหิงค์ จึงยกทัพมาประชิดเมืองชากังราว ฝ่ายเจ้าเมืองกำแพงเพชรขณะนั้นคือพระยาญาณดิส หรือในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า ติปัญญาอำมาตย์ ก็ส่งสาสน์ขอความช่วยเหลือมายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงต้องยกทัพมาหมายจะรบกับเจ้ามหาพรหม แต่ทัพทั้งสองยังไม่ทันได้รบพุ่งกัน เพราะพระยาญาณดิสขอให้เจ้ามหาพรหมถอยออกไปตั้งทัพที่เมืองตาก เจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาพรหมก็ยินยอมทำตามเพราะได้พระสีหลปฏิมาไปแล้ว พร้อมกับประกาศว่าหากกองทัพกรุงศรีอยุธยายกตามมาก็พร้อมจะรบกัน กองทัพกรุงศรีอยุธยาซึ่งตั้งทัพอยู่เพียงปากน้ำโพ ก็ไม่ได้ยกตามขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เหตุหนึ่งที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาไม่คิด ปิดบัญชี กับเจ้าเมืองเหนือ ก็อาจเป็นเพราะถึงคราว สุดวิสัย แล้วก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ศักราชได้ ๗๕๐ มะโรงศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก แลเสด็จกลับคืน ครั้งเถิงกลางทางสมเด็จพระบรมราชาเจ้านฤพาน...๕&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แม้จะเป็นการประชวรสวรรคตที่ค่อนข้างปัจจุบันทันด่วน แต่หากคิดถึงพระชนมายุที่มากถึง ๘๑ พรรษาแล้ว ก็คงจะไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหวังหยั่งเชิงแต่ประการใด ที่สำคัญสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) น่าจะทรงเตรียมการทางการเมืองไว้พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะเรื่ององค์รัชทายาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          แต่สิ่งที่ทรงคิดไม่ถึงก็คือ ปัญหาทางการเมืองหลังจากพระองค์สวรรคต ไม่ได้เกิดขึ้นภายในกรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่ปัญหาการแก่งแย่งราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้อง หรือขุนนางอำมาตย์ แต่เป็นปัญหาที่ทรง ปล่อย ไปเมืองลพบุรี เมื่อ ๑๘ ปีก่อน และบัดนี้ได้ย้อนกลับมา ทวง ราชบัลลังก์คืนนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิวัติครั้งที่ ๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วงศ์พระราม ขอคืนราชบัลลังก์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงศึกครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่า เสด็จมาแค่ปากน้ำโพ๖ ยังไม่ได้ขึ้นไปจนถึงเมืองชากังราว ก็มีการเจรจาหย่าศึกกันเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การยุติศึกครั้งนี้ดูจะเป็นผลดีต่อกรุงศรีอยุธยาอย่างยิ่ง เพราะหากสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงฝืนพระวรกายเข้ารบด้วยเจ้ามหาพรหม ผลอาจจะเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และบานปลายถึงเสียบ้านเสียเมืองได้ เพราะมีพระอาการประชวรหนักอยู่ ไม่น่าจะนำทัพจนมีชัยเหนือศัตรูได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ดังนั้นเมื่อทรงยกทัพกลับพระนครได้เพียงกลางทางก็เสด็จสวรรคต การอัญเชิญพระบรมศพกลับพระนครคงใช้เวลาประมาณ ๑ วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ช่วงเวลาเช่นนี้ ย่อมเกิด ความเคลื่อนไหว จากฝ่ายต่างๆ ไปทั่วแผ่นดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ข่าวการสวรรคตย่อมไปเร็วกว่าพระบรมศพ นี่คือจังหวะและโอกาสในการ ขยับตัว ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เวลานั้นภายในพระนครคงจะโกลาหลพอสมควร ไม่ว่าจะต้องเตรียมการรับพระบรมศพกลับสู่พระนคร การจุกช่องล้อมวังเตรียมอัญเชิญ หน่อพระพุทธเจ้า ขึ้นครองราชสมบัติในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เมื่อข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) และการอัญเชิญ เจ้าทองลัน พระราชกุมารที่มีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ แพร่กระจายออกไป เจ้าเมืองใหญ่น้อยจากหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ย่อมตระเตรียมการเดินทางมาสู่พระนคร เพื่อถวายบังคมพระบรมศพและถวายพระพรพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          แต่สมเด็จพระราเมศวรทรงเตรียมไพร่พลเพื่อการอื่น ทรงรอเวลาเช่นนี้มาอย่างยาวนานและน่าจะทรง พร้อมเสมอ สำหรับการทวงราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ด้วยเหตุนี้การรัฐประหารครั้งที่ ๒ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาจึงสำเร็จเด็ดขาดภายในเวลาเพียง ๗ วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แลจึงเจ้าทองลันพระราชกุมาร ท่านได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยาได้ ๗ วัน จึงสมเด็จพระราเมศวรยกพลมาแต่เมืองลพบูรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยา แลท่านจึงให้พิฆาฎเจ้าทองลันเสีย๗&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับอื่นๆ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อยดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ๘&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึง เทคนิครัฐประหาร ไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรจนหมดพระสติแลสิ้นหวังว่าจะหายประชวร จึงแสดงพระองค์ขึ้นโดยเปิดเผย ทรงรวบรวมพวกข้าราชบริพารเท่าที่จะหาได้ขึ้นไว้อย่างลับๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ครั้นเมื่อพระราชกุมารขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงลอบเสด็จเข้าไปยังพระนครศรีอยุธยาในเพลากลางคืน บุกโจมเข้าไปในราชฐานแล้วกระทำประทุษร้ายแก่เยาวกษัตริย์ให้สำเร็จโทษเสียด้วยความขัดเคือง แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง๙&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สรุปว่าพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ตรงกันว่าทรง ยกพลมาแต่เมืองลพบุรี ในทำนองยกพลเข้ายึดเมือง ส่วนวัน วลิต บันทึกว่าเป็น แผนลอบสังหาร คือ ลอบเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาในยามค่ำคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ส่วนใครจะถูกหรือผิดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับตอนจบที่เหมือนกันคือ สมเด็จพระราเมศวรทรงทำรัฐประหารครั้งนี้สำเร็จโดยง่าย เป็นการนำกรุงศรีอยุธยาคืนจาก วงศ์พระอินทร์ แห่งสุพรรณบุรี กลับมาเป็นของ วงศ์พระราม แห่งอโยธยาอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          การรัฐประหารที่จบลงด้วย บัลลังก์เลือด ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยานี้ ได้สร้างความยากลำบากต่อคำอธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพพอสมควร เพราะเมื่อคราวที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทำรัฐประหารสมเด็จพระราเมศวรครั้งก่อนนั้น ทรงเห็นว่าสมเด็จพระราเมศวรทรง ยอม ยกราชบัลลังก์ให้แต่โดยดี โดยมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะมีการ คืน ราชบัลลังก์ให้เมื่อสิ้นรัชกาล คล้ายกับความพยายามที่จะอธิบายเรื่องการ แทรก ขึ้นสู่บัลลังก์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และจะ คืน ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัตนโกสินทร์อย่างไรอย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมราชาธิราช น่าจะมีความตกลงหรือเข้าพระทัยกันว่า สมเด็จพระราเมศวรเป็นรัชทายาทของสมเด็จพระบรมราชาธิราช คือตกลงกันว่า เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชแล้ว ก็ให้สมเด็จพระราเมศวรเข้ามาครองกรุงศรีอยุธยาอย่างเดิม ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้สมเด็จพระราเมศวรไปครองเมืองลพบุรีอย่างเดิม๑๐&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แต่แล้วเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยกราชสมบัติให้กับเจ้าทองลัน พระราชโอรส เสมือนมีการ หักหลัง กันขึ้น ดังนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายแก้ให้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เห็นจะไม่ทันได้ทรงสั่งเสียจัดวางการเรื่องรับรัชทายาท ข้าราชการพวกหนึ่งซึ่งมีความนิยมต่อเจ้าทองลันหรือไม่นิยมต่อสมเด็จพระราเมศวร จึงยกเจ้าทองลันราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช อันหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ ว่ามีพระชันษาได้ ๑๕ ปี ขึ้นครองราชสมบัติ๑๑&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แต่เมื่อเหตุการณ์รัฐประหารจบลงด้วยการนำเอากฎมนเทียรบาล ว่าด้วยการสำเร็จโทษเจ้านายมาใช้เป็นครั้งแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายในบรรทัดต่อมาว่า มีผู้นิยมต่อเจ้าทองลันน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          พอสมเด็จพระราเมศวรทราบว่าพวกข้างกรุงศรีอยุธยายกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติ ก็รีบรวบรวมไพร่พลยกลงมากรุงศรีอยุธยา เห็นจะไม่ได้มีผู้ใดต่อสู้เท่าใดนัก ด้วยผู้นิยมต่อเจ้าทองลันมีน้อย สมเด็จพระราเมศวรจึงได้กรุงศรีอยุธยา และจับเจ้าทองลันได้ภายใน ๗ วัน ถ้าหากว่าการที่ยกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติต้องด้วยความนิยมของคนทั้งหลาย เห็นสมเด็จพระราเมศวรจะชิงราชสมบัติได้ด้วยยาก หากจะได้ก็คงจะช้ากว่า ๗ วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพคงจะมีพระประสงค์ดี ไม่ต้องการให้คนเห็นว่าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเริ่มต้นด้วยการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ ดังนั้นจึงทรงอธิบายการรัฐประหารครั้งแรกของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่าเป็นการ ยอม มากกว่า ยึด แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงออกไปอีกทางหนึ่ง จึงต้องทรง อธิบายแก้ อีกในครั้งต่อๆ มา แม้แต่คำว่า พิฆาต ก็ทรงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง ทรงใช้แต่เพียงว่า จับเจ้าทองลันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          แต่สิ่งหนึ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งข้อสังเกตไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบจนบัดนี้ นั่นคือ ความนิยมต่อเจ้าทองลัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เหตุใดสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงทรงเลือกเจ้าทองลันให้เป็นรัชทายาท แน่นอนว่าพระองค์คงจะต้องมีพระราชโอรสจำนวนมาก หากไม่นับ พระเทพาหูราช ที่ประสูติจากพระมหาเทวีแห่งราชวงศ์สุโขทัย๑๒ ซึ่งคงจะเป็นการลำบากหากจะให้ ข้ามฟาก มาครองกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในเรื่อง ความนิยม แต่พระราชโอรสพระองค์อื่นๆ ก็น่าจะมีไม่น้อย เพราะทรงเป็นทั้งกษัตริย์แห่งสุพรรณบุรีและกรุงศรีอยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แต่เหตุผลที่จะต้องเป็นเจ้าทองลันพระองค์นี้เท่านั้น ก็คงจะเป็นเพราะเป็นพระราชโอรสพระองค์โตหรือทรงเป็น หน่อพระพุทธเจ้า ที่เกิดในเศวตฉัตรแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          เพราะเมื่อเทียบเวลาที่ทรงครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๘ ปี กับพระชนมายุของเจ้าทองลันเมื่อขึ้นครองราชสมบัติคือ ๑๕ พรรษา (วัน วลิต ว่า ๑๗ พรรษา) ก็เป็นเวลาที่สอดคล้องกันพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ส่วนพระราชโอรสในแผ่นดินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรีหรือสุโขทัย ล้วนไม่มีสิทธิเทียบเท่ากับเจ้าทองลันได้ และอาจจะก่อปัญหาเรื่อง ความนิยม ที่เลวร้ายกว่ากรณีของเจ้าทองลันก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         อย่างไรก็ดี ความนิยมต่อเจ้าทองลัน ก็อาจจะไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญที่พระองค์ไม่สามารถรักษาเมืองจากการรัฐประหารครั้งนี้ได้ เพราะสมเด็จพระราเมศวรไม่ยอมรอนานไปกว่านี้อีกแน่ และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการรัฐประหารครั้งนี้ทรง เตรียมพร้อม อยู่เสมอตลอด ๑๘ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เมื่อการรอคอยสิ้นสุดลง สมเด็จพระราเมศวรทรงทำมากกว่าการยึดเมืองคืน ทรงสำเร็จโทษกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ และทรงสยบรัฐสุพรรณบุรีไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวอันจะเป็นภัยต่อกรุงศรีอยุธยาได้นานกว่า ๒๐ ปี ใน ๒ รัชกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์อันเป็นที่รักของขุนนางและราษฎร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมเด็จพระราเมศวรทรงครองกรุงศรีอยุธยาไม่ยาวนานนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ทรงรอคอย คือเป็นเวลาเพียง ๗ ปี (บางฉบับว่า ๖ ปี) แต่นับว่าเป็น ๗ ปี ที่มีความหมายต่อราชวงศ์อู่ทองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางการเมืองภายในกรุงศรีอยุธยา และการควบคุมนครรัฐอื่นๆ ที่เคยมีปัญหากับกรุงศรีอยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระราชพงศาวดารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสมเด็จพระราเมศวรมากนัก โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ไม่ได้พูดถึงเลยแม้แต่น้อย ส่วนฉบับอื่นๆ ก็พูดถึงแต่เพียงทรงทำศึกกับเชียงใหม่และกรุงกัมพูชา แต่ที่ชัดเจนคือ ตลอดรัชกาลของพระองค์กรุงศรีอยุธยาและกรุงสุโขทัย ไม่เคยกระทบกระทั่งกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ส่วน วัน วลิต ได้บันทึกเรื่องราวที่ทำให้เราได้รู้จักกับพระองค์มากขึ้นบ้าง โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงหลังจากทรงขึ้นครองแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงพระองค์ในทำนองว่าเป็นคนไม่ฉลาด โหดร้าย กระหายเลือด โลภ ตัณหาจัด และเรื่องในทางลบอื่นๆ จนเมื่อทรงขึ้นครองราชสมบัติครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ทรงเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระองค์ได้ละพระนิสัยเดิมแล้วทั้งสิ้น ในรัชสมัยครั้งที่สองนี้ พระองค์ทรงพระคุณอันเลิศผิดกว่าความชั่วร้ายที่เป็นมนทินคราวเสวยราชครั้งที่แล้ว ทรงพระเมตตา มีพระการุณยภาพ ละเมียดละไม ไม่ด่วนลงพระราชอาญา แต่กลับพระราชทานอภัยโทษให้โดยง่ายดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระองค์ทรงพระปัญญา สุขุมคัมภีรภาพ แกล้วกล้าในการใช้พระแสงบนช้างทรงและม้าทรง อีกทั้งอย่างทหารราบเดินเท้าด้วย ทรงบำเพ็ญทานแด่พระภิกษุสงฆ์แลยาจกวณิพก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไว้หลายแห่ง เนื่องจากทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา จึงมักเสด็จไปทรงสักการะบูชาพระพุทธเจ้า (gods - พระมหาเจดีย์ฐานทั้งห้า?) อยู่เนืองๆ ทำให้พระองค์ดูดุจภิกษุมากกว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชน๑๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ไม่ว่า วัน วลิต จะถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปเพียงใด แต่สำหรับประโยคที่ว่า พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชน (He was much loved by the mandarins and the common man) ได้พิสูจน์ไว้อย่างชัดเจน เห็นได้จากการเมืองภายในและภายนอก ปลอดจากการรบกวนไปยาวนานทั้งในรัชสมัยของพระองค์ และรัชสมัยต่อมา ซึ่งปกครองโดยพระราชโอรสของพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แม้ภายนอกจะดูสงบก็จริงอยู่ แต่คลื่นใต้น้ำนั้นเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา มหากาพย์แห่งสองราชวงศ์ ทั้ง วงศ์พระราม และ วงศ์พระอินทร์ จึงยังไม่ถึงตอนอวสาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิวัติโค่น วงศ์พระราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ศักราช ๗๕๗ กุญศก สมเด็จพระราเมศวรเจ้านฤพาน จึงพระราชกุมารท่านเจ้าพระญารามเสวยราชสมบัติ๑๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          สมเด็จพระราเมศวรเสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช ๑๙๓๘ ด้วยพระชนมายุ ๕๖ พรรษา ครองราชสมบัติ ๗ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          สมเด็จพระราเมศวรทรงพระประชวรก่อนเสด็จสวรรคต ดังนั้นจึงน่าจะมีโอกาส สั่งราชการ ไว้ล่วงหน้าถึงองค์รัชทายาท หรือไม่เช่นนั้น สมเด็จพระรามราชาธิราช ก็คงจะเป็น หน่อพระพุทธเจ้า จึงได้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์โดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระราชประวัติของสมเด็จพระรามราชาธิราชนั้น เรารู้เพียงว่าเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราเมศวรเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นปริศนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แม้แต่จำนวนปีที่ทรงครองราชสมบัติก็ยังสับสน พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ระบุใกล้เคียงกันคือ ๑๔-๑๕ ปี, สังคีติยวงศ์ว่า ๓ ปี, วัน วลิต ว่า ๓ ปี เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         หากยึดเอาพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่แม่นยำเรื่องศักราชที่สุดเป็นหลัก ก็จะได้ปีที่ทรงครองราชสมบัติตั้งแต่ปีจุลศักราช ๗๕๗-๗๗๑ นับปีเริ่มต้นและปีสุดท้ายด้วยก็จะได้ ๑๕ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          อย่างไรก็ดี จำนวนปีที่ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยานั้นไม่น่าสงสัยมากไปกว่า ไม่มีพระราชพงศาวดารฉบับใดที่กล่าวถึงพระราชกรณียกิจไว้แม้แต่เพียงเหตุการณ์เดียว เรื่องราวของพระองค์มาปรากฏ ก็เมื่อทรงถูกทำรัฐประหารในตอนท้ายเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ส่วน วัน วลิต ได้พูดถึงพระราชประวัติไว้เล็กน้อยดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระราม กษัตริย์สยามองค์ที่ ๖ เสวยราช ๓ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนม์ ๒๑ พรรษา ทรงพระนามพระราม (Prae Rhaem) เสวยราชอยู่ ๓ ปี...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ข้อความต่อจากนี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระองค์ถูกทำรัฐประหาร แต่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากหลักฐานชิ้นอื่นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระองค์ทรงพระปัญญาน้อย ตัดสินพระทัยผิดพลาดที่ส่งพระเชษฐาของพระทองจัน (ซึ่งถูกพระราเมศวร พระราชบิดาพระองค์จับสำเร็จโทษ) ให้เสด็จไปครองเมืองสุพรรณบุรี (Soupanna Boury) และพระราชทานอำนาจให้ล้นมือ จนท่านเจ้าเมืองนี้ประสบชัยชนะและสามารถปลงพระชนม์กษัตริย์พระรามลงได้ แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวถึง พระรามกษัตริย์พระองค์นี้อีกต่อไป ก็ดังกล่าวมาแล้วว่าพระองค์ครองราชอยู่เป็นเวลาอันสั้น มิได้ทรงกระทำสิ่งใดที่สลักสำคัญขึ้นไว้๑๕&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แต่หลักฐานจากพระราชพงศาวดารอื่นๆ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ตรงกันว่า การรัฐประหารเกิดขึ้นจากเสนาบดีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขัดแย้งกับสมเด็จพระรามราชาธิราชจนถึงขั้น แตกหัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ศักราช ๗๗๑ ฉลูศก สมเด็จพระรามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าเสนาบดี แลท่านให้กุมเจ้าเสนาบดีๆ หนีรอด (แลข้ามไป) อยู่ฟากปท่าคูจามนั้น แลเจ้าเสนาบดีจึงให้ไปเชิญสมเด็จ (พระอินท) ราชาเจ้า มาแต่เมืองสุพรรณบูรี ว่าจะยกเข้ามาเอาพระนครศรีอยุทธยาถวาย...๑๖&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เจ้าเสนาบดี ท่านนี้ ดูท่าจะเป็นใหญ่สูงสุดในบรรดาขุนนางอำมาตย์ และอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์อีกด้วย เพราะพระราชพงศาวดารฉบับนี้ไม่นิยมเรียกขุนนางอำมาตย์ทั่วไปด้วยคำว่า เจ้า (พระราชพงศาวดารฉบับอื่นเรียกท่านผู้นี้ว่า เจ้าพระยามหาเสนาบดี แต่ตำแหน่ง เจ้าพระยา เกิดขึ้นหลังจากนี้หลายรัชกาล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         แต่จะเป็น เจ้า ฝ่ายไหนนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพราะจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้เห็นที เจ้าเสนาบดี คงจะไม่นับญาติกับ วงศ์พระราม อีกต่อไป ดังนั้นพอหนีรอดได้ก็ ย้ายพรรค ไปสนับสนุนเจ้า วงศ์พระอินทร์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ความผิดพลาดครั้งนี้ของสมเด็จพระรามราชาธิราช คือการปล่อยให้ เจ้าเสนาบดี หนีไปตั้งหลักได้ คงคิดไม่ถึงว่าผลของมันจะบานปลายถึงขั้นนำไปสู่จุดจบของพระองค์ ความสงบเรียบร้อยตลอด ๑๕ ปี ที่ทรงรับอานิสงส์จากสมเด็จพระราเมศวรก็เป็นอันหมดสิ้นลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เจ้าเสนาบดี ไม่ได้หนีตายออกจากพระนครไปเพียงลำพัง แต่เป็นการ ยกพล ออกจากพระนคร ก่อนจะตัดสินใจ ยกพลเข้าไปปล้นเอาพระนคร ได้ในที่สุด โดยมีสมเด็จพระอินทราชาหรือสมเด็จพระนครอินทราธิราช เจ้าผู้ครองนครรัฐสุพรรณบุรี หลานของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ยกพลเข้ามาสนับสนุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ครั้นแลสมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จมาเถิงไซ้ จึงเจ้าเสนาบดียกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครศรีอยุทธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติ๑๗&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เทคนิครัฐประหาร ครั้งนี้คงเป็นการล้อมพระนครทั้ง ๒ ด้าน โดยมี เจ้าเสนาบดี เป็นแม่ทัพใหญ่เป็นฝ่ายบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจากทางทิศใต้ของเกาะเมืองคือบริเวณปทาคูจาม จนกระทั่งบุกเข้าถึงพระราชวังหลวงปล้นเอาราชบัลลังก์ได้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ฝ่ายสมเด็จพระอินทราชานั้นคงจะทรงเข้าร่วมเป็น ทัพสนับสนุน นำกำลังพลล้อมพระนครฝั่งทิศเหนือหรือตะวันออกในคราวนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เมื่อบุกเข้าพระราชวังได้ ทำรัฐประหารสำเร็จ เจ้าเสนาบดี ท่านนี้ ก็ทำตัวเป็น ผู้จัดการรัฐบาล โดยอัญเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          หลังจากนั้นสมเด็จพระอินทราชาก็ไม่ได้ สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ สมเด็จพระรามราชาธิราช เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเจ้าทองลัน พระญาติ ของพระองค์ ที่ถูกสมเด็จพระราเมศวรสำเร็จโทษไปเมื่อรัฐประหารครั้งก่อน แต่ทรงพระเมตตา ให้สมเด็จพระญารามเจ้าไปกินเมืองปท่าคูจาม ทางทิศใต้ของเกาะเมืองนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การรัฐประหารครั้งที่ ๓ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา มีผลทำให้ราชวงศ์อู่ทองสลายตัว หมดบทบาท และหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างถาวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ศึกแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์อู่ทองกับราชวงศ์สุพรรณภูมิถึงตอนอวสานอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ต่อจากนี้ไป ก็ได้เวลารบกันเองแล้ว!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิงอรรถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับพิมพ์ตามฉบับพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. ๑๒๖, ๒๕๔๐), น. ๑.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๒ ประเสริฐ ณ นคร. สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร. (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑), น. ๓๑๑.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๓ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๔ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ม.ป.ป)., น. ๑๑.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๕ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๖ แสง มนวิทูร (แปล). ชินกาลมาลีปกรณ์. (กรุงเทพฯ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพงษ์สวัสดิ์ สุริโยทัย, ๒๕๑๘), น. ๑๑๒.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๗ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๘ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๑๖), น. ๑๑๕.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๙ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๐ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, น. ๔๒๗.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๒๘.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๒ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. ศาสนาและการเมืองกรุงสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, ๒๕๒๘), น. ๑๘.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๓ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๔ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๕ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๓.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๖ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ๑๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๓.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-648921484907631828?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/648921484907631828/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=648921484907631828' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/648921484907631828'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/648921484907631828'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='กรุงศรีปฏิวัติ : ศึก ๒ ราชวงศ์ วงศ์พระราม รบ วงศ์พระอินทร์'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-4834387437147941550</id><published>2011-02-26T07:59:00.000-08:00</published><updated>2011-03-01T10:32:03.354-08:00</updated><title type='text'>Synchronicity หรือ เหตุผลเบื้องหลังความบังเอิญ</title><content type='html'>เรียบเรียงจาก "Schöpfungsakte in der Zeit: Synchronizität oder Der Sinn hinter dem Zufall" จาก วารสาร Zeitgeist 3/2001 โดย Dr. rer. biol. hum. Theodor and Angela Seifert และ วิกิพีเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดกับทุกคน คุณต้องการจะโทรศัพท์หาใครสักคนหนึ่ง แต่สายไม่ว่าง หลังจากนั้นคุณก็ได้ค้นพบที่หลังว่า เขาก็กำลังโทรมาหาคุณเหมือนกัน โดยที่เขาไม่ใช่คนที่คุณจะเจออยู่ทุกวัน แต่เป็นคนที่ไม่ได้เจอกันนานแสนนาน สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่จากกันแสนนาน คุณก็คงจะสงสัียความบังเอิญนี้ คุณอาจจะคิดว่าสิ่งนี้มีความหมายว่าอะไร คงไม่ใช่ความบังเอิญล้วนๆแน่นอน มันยังมีเหตุการณ์แบบนี้อีกมากมายที่ทำให้เราบางครั้งทำให้เราประหลาดใจ บางครั้งทำให้เราอมยิ้ม สะกิดความดีใจให้เราเบิกบาน แต่บางครั้งก็ทำให้เราถึงกับสั่่นไหว แล้วมันมาจากไหน มันฝากข้อความหรือหมายความว่าอย่างไร เเล้วใครที่จัดฉากแบบนี้ให้ ทุกคนได้เจอแบบนี้กันหรือเปล่า หรือแค่คนแปลกๆบางคนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายแพทย์และจิตวิทยา ชาวสวิส คาร์ล ยุง (Carl Jung, 1875-1961) เป็นคนแรกที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เขาเชื่อว่านอกเหนือจากกฏแห่งเหตุและผลที่พิสูจน์ให้ประจักษ์ได้และแน่นอน (causal events) มันยังมีกฏอื่นที่เป็นความเชื่อมโยงที่กฏแห่งเหตุและผลทั่้วไป แต่เป็นเรื่องที่สามัญสำนึกบอกว่ามันเกี่ยวข้องกัน ห่วงโซ่แห่งเหตุการณ์นี้ ยุง เรียกมันว่า Synchronicity ที่พอแปลเป็นไทยได้ว่า เหตุการณ์ที่มีความพ้องกันของเวลาการเกิด (temporally coincident occurrences of acausal events) ซึ่งกว่าที่ ยุงจะตีพิมพ์งานชิ้นนี้ก็ใช้เวลานานมาก (คิดค้นประมาณ 1920 ตีพิมพ์ครั้งแรก 1952) เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ขัดกับเหตุแลผลของวงการวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมันในสิ่งที่เห็นประจักษ์ได้เด่นชัดแน่นอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-yPrKF2YSEUg/TWlDy6sqLWI/AAAAAAAAAFQ/dJjz0amN-OY/s1600/Sch%25C3%25A9ma_synchronicit%25C3%25A9_in_English.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 180px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-yPrKF2YSEUg/TWlDy6sqLWI/AAAAAAAAAFQ/dJjz0amN-OY/s320/Sch%25C3%25A9ma_synchronicit%25C3%25A9_in_English.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5578064155504160098" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;แผนภาพ&lt;/span&gt;อธิบายเหตุการณ์ในธรรมชาิติที่รวมซิงโครนิซิตี้ไ้ว้ด้วยกับเหตุการณ์ทั่วไปและปรากฏการณ์ทางควอนตัมฟิสิกส์ โดย คาร์ล ยุง และ โวล์ฟกัง เพาลี พลังงาานที่ถูกทำลายไม่ได้นี้เเทนพลังงานทั้งหมดที่เหลือจากในกระบวนการทางกายภาพ รวมถึงพลังงานที่เปลี่ยนจากวัตถุมาด้วย ซึ่งพลังงานนี้จะเผยตัววิวัฒน์บนกาลและอากาศ เป็นตัวที่สร้างซิงโครนิซิตี้ ที่เพิ่มช่วยอธิบายเหตุผลของการเกิดแต่ละเหตุการณ์ว่านอกจากการเกิดแบบเหตุผลทั่วไปอย่างประจักษ์ได้ (causal events)ยังมีเหตุผลของเหตุการณ์ที่เป็นแบบ acausal events (ซิงโครนิซิตี้) ด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ดีจึงรอให้เพื่อนร่วมงานของเขา Marie-Louise von Franz ตีพิมพ์หนังสือ Psyche und Materie (จิตและวัตถุ) ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันก่อน เพื่อจะได้พิสูจน์ทฤษฏีของเขาในหลายๆรูปแบบ ซึ่งหลังจากนั้น โวล์ฟกัง เพาลี นักควอนตัมฟิสิกส์ก็ได้ยืนยันว่าซินโครนิซิตี้นี้เกิดได้ในระดับอะตอมเช่นกัน (non-local process from Bell) และอธิบายว่าในระดับล่างสุดที่ไม่มีอนุภาคคงอยู่ มีความเป็นไปได้ของรูปแบบ (form) ที่สามารถทำให้เกิดความเป็นไปได้นี้ มันเหมือนกับการถ่ายทอดสัญญาณความคิด (นามธรรม) แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องถ่ายทอดสัญญาณทางกายภาพ (รูปธรรม) ไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้มีจริง มิใช่แค่เพ้อไป แต่เรายังไม่สามารถอธิบายมันได้ เมื่อเราพยายามจะอธิบายมันด้วยเหตุผลทางนามธรรมและความรู้สึก มันก็ชวนเราตั้งคำถามถึงเหตุผลของความบังเอิญนี้ ยุงและนักจิตวิทยาบำบัดคนอื่นๆพบจากการตรวจผู้ป่วยทางจิตว่า พวกเขาป่วยเมื่อเขาไม่สามารถหาเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ได้ และเมื่อพวกเขาหาความหมายได้ ชีวิตเขาก็กลับมาเป็นปกติ ยุงจึงสรุปต่อไปว่า นอกจากซิงโครนิซิตี้มีจริงเกิดขึ้นได้ตามเหตุและผลแล้วแต่ละครั้งที่เกิดยังมีความหมายที่สำคัญอีกด้วย บทสรุปนี้ทำให้หลายคนปวดหัวจนถึงวันนี้  คุณสมบัิติแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับวิทยาศาสตร์สาขาอื่นเช่นกัน อย่าง โรเจอร์ เพนโรสที่ค้นพบ รูปทรงเรขาคณิตใหม่ๆ หรือ อัลเิบิร์ต ไอน์สไตน์ที่คิดทฤษฎีฟิสิกส์อันโด่งดัง พวกเขาต่างบอกว่าพวกเขาไม่ได้ป็นผู้ค้นพบแต่ทฤษฎีเหล่านั้นแ่ต่เป็นทฤษฎีหรือสมการเหล่านั้นผู้เลือกให้พวกเขาเปิดเผยมันออกมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมายของซิงโครนิซิตี้แต่ละครั้งก็เช่นกัน ที่มีขึ้นก่อนแล้วแต่อยู่ห่างไกลออกไป ทันใดก็ผุดบังเกิดให้ความหมายกับชีวิตให้เราเคลื่อนต่อไป ในแต่ละคร้งที่เกิด มันจะให้ความหมายใหม่ๆกับชีวิตและมักจะให้สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราที่สุดในวินาทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นของส่วนตัว เห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะทำซ้ำกับคนอื่นได้ หรือกล่างอีกอย่าง ซิงโครนิซิตี้นำความสำคัญ ศักดิ์ศรี ของปัจเจกกลับมา ปลดปล่อยตัวเองออกจากกับดักของความเฉยชาที่เห็นตัวเองไร้ค่า ให้ความสดใหม่กับชีวิต มันเปิดพื้นที่แห่งเสรีภาพโดยการปลดเปลื้องพันธนาการของห่วงโซ่แห่งเหตุผลที่ประจักษ์ได้และความรู้สึกผิดที่ติดมาจากโลกอันน่าเบื่อออกไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างที่คลาสสิคจากรายงานผลการวินิจฉัยผู้ป่วยของยุง คือ สารจากแมงทับศักดิ์สิทธิ์ (scarabaeus) ยุงเขียนไว้ว่า “ในช่วงเวลาสำคัญของการรักษาผู้ป่วยหญิงสาวคนหนึ่ง เธอได้ฝันว่าได้แมงทับศักดิ์สิทธิ์สีทองเป็นของขวัญ ระหว่างที่เธอเล่าเรื่องนี้ ผมก็นั่งหันหลังให้หน้าต่างที่ปิดสนิท ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรมาเคาะที่หน้าต่าง ผมหันหลังไปดูก็พบแมลงตัวหนึ่งกำลังบินชนหน้าต่างอยู่... มันเป็นดั่งภาพเหมือนอุปมา (analogy) ของแมงทับศักดิ์สิทธิ์นั้น ที่ต้องการสื่อสารกับเรา” ประสบการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นประสบการณ์อันน่าตื่นตาของยุง แต่ยังเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งยวดในการรักษาผู้ป่วยหญิงคนนี้ เธอมีอาการดีขึ้นและสามารถออกจากการดูแลพิเศษมาสู่การรักษาแบบปกติได้ การเชื่อมโยงภายในและภายนอกคือ กระบวนการหลักของซินโครนิซิตี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;่ยุงยังได้เสนอต่อไปว่า ซิงโครนิซิตี้เป็นหลักฐานสำคัญของแนวคิดของเขาเรื่อง ต้นแบบโบราณ (archetype) และ จิตไร้สำนึกร่วม (collective unconscious) ที่พยายามอธิบายทุกอย่าง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคำสอนทางศาสนาทุกศาสนา เพราะซิงโครนิซิตี้สามารถอธิบายหลักการที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งหมด รวมถึง ประวัติศาสตร์ สังคม อารมณ์ จิตวิทยาและจิตวิญญาณ ยุงเชื่อว่าเหตุการณ์บังเอิญต่างๆที่คิดตามเหตุผลทัึ่วไป (causual events) เป็นเหตุการณ์ที่เเสดงถึงกฏที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังได้ ที่เขากับเพาลี เีรียกว่า "Unus mundus" ระเบียบระดับลึกที่นำไปสู่การหยั่งรู้ตนเอง เป็นเหมือนกับการตื่นทางจิตวิญญาณ (ปิ๊งเเว่บ หรือที่ เฮสเสเรียกว่า เสียงเรียกจากภายใน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงถือว่านี่เป็นการสร้างสรรค์ในเวลาชั่วขณะ (act of creation in the time) ที่มีส่วนร่วมในการวิวัฒนาการทางจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเทียบได้กับแนวคิด "ปัจจุบันอันเป็นนิรันดร์" ของมาสเตอร์ เอ็กฮาร์ดท์ (Master Eckehart) หรือ "ธรรมะจัดสรร" ในพุทธศาสนา ซึ่งกระบวนการนี้ของซิงโครนิซิตี้ยังสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎี morphogenetic field (สนามสัณฐาณก่อรูป) และ morphic resonance (การสั่นพ้องก่อรูป) ของ รูเพิร์ต เชลล์เดรก ได้ว่า เมื่อเกิดการสั่นพ้องของอย่างน้อยสองสิ่งขึ้นมา จะเกิดการก่อรูปขึ้นมาใหม่จะทำให้เกิดพลังงานที่มีผลข้ามพื้นที่และเวลา ส่งผลให้เกิดสนามใหม่ได้ที่เป็นการสร้างสรรค์และเหมาะสมกับสิ่งนั้นมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสรุป ซิงโครนิซิตี้ เหมือนคำเตือนให้เรากลับมาหาเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เป็นภูมิคุ้มกันความจำเจในความรู้สึกที่มนุษย์พัฒนาได้มากับวิวัฒนาการ เพื่อป้องกันอาการป่วยทางจิตวิญญาณ และที่สำคัญยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการพัฒนาตัวเองไปสู่การหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณที่เสมือนร่องรอยบอกทางในชีวิตได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ล้อมกรอบ 1 อะไรคือซิงโครนิซิตี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity) เป็นประสบการณ์ของเหตุการณ์ตั้งแต่สองเหตุการณ์ขึ้นไปที่เกิดขึ้นอย่างไม่เกี่ยวพันกันตามเหตุผลทั่วไป หรือ ไม่น่าจะเกิดขึ้นด้วยกันอย่างบังเอิญ ที่ถูกมองว่าการเกิดด้วยกันนั้นมีความหมาย แนวคิดนี้เริ่มต้นโดย คาร์ล ยุง (1875-1961) ช่วงปี 1920 (สมัยรัชกาลที่ 6) แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งคำถามหรือแข่งกับแนวคิดเรื่องเหตุผลทั่วไป แต่เพียงแต่จัดกลุ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความหมายของมัน เพราะความหมายเป็นระบบความคิดที่ซับซ้อนที่เกิดจากจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ดังนั้นไม่จำเป็นที่ทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์จะสามารถให้คำอธิบายได้ด้วยเหตุผลทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงได้แบ่งซิงโครนิซิตี้เป็นสามแบบ&lt;br /&gt;1. เหตุการณ์ภายนอกที่ตรงกับประสบการณ์ภายใน&lt;br /&gt;2. ฝันหรือนิมิตที่ตรงกับเหตุการณ์ภายนอก&lt;br /&gt;3. ภาพภายในที่บอกอนาคต (เดจาวู)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมายุงก็พยายามขยายขอบเขตของซินโครนิซิตี้ไปสู่โหราศาสตร์และปรจิตวิทยา (parapsychology) อย่างไรก็ตาม ยุงไม่เคยสามารถแสดงสถิติที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับซิงโครนิซิตี้ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ล้อมกรอบ 2 ซิงโครนิซิตี้ในสังคม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซิงโครนิซิตี้นำพาเราไปสู่ประสบการณ์แปลกใหม่ที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอง แต่ที่ๆเราพบซิงโครนิซิตี้ได้บ่อยและคุ้นเคยที่สุดคงเป็นในภาพยนตร์ ที่เป็นศิลปะการรวมเหตุการณ์ ภาพ ดนตรี ต่างๆ สั่นพ้องพร้อมกันทำให้เกิดประสบการณ์ซิงโครนิซิตี้เสมือนจริงไ้ด้ จนถึงขนาดบางคนบอกว่า ภาพยนตร์ทำให้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป บางทีนี่เป็นสาเหตุที่ธุรกิจภาพยนตร์เจริญรุ่งเรืองเพราะสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของคนได้ นอกจากนี้ซิงโครนิซิตี้ยังถูกอ้างอิงในภาพยนตร์โดยตรงหลายเรื่องเช่น The eagle has landed (1976), Repo man (1984) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนึ่งซิงโครนิซิตี้อาจถูกเร้าให้เกิดได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดโปร่งเช่น จากการสุนทรียสนทนา ที่เป็นวงเล่าเร้าพลัง ที่เปิดโอกาสให้ทุกความเป็นไปได้เพราะความคิดทั้งหมดในวงรวมทั้งจิตใต้สำนึกสามารถไหลเวียนระหว่างวงและผู้สนทนาในวงอย่างมีพลวัตร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-4834387437147941550?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/4834387437147941550/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=4834387437147941550' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/4834387437147941550'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/4834387437147941550'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2011/02/synchronicity.html' title='Synchronicity หรือ เหตุผลเบื้องหลังความบังเอิญ'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-yPrKF2YSEUg/TWlDy6sqLWI/AAAAAAAAAFQ/dJjz0amN-OY/s72-c/Sch%25C3%25A9ma_synchronicit%25C3%25A9_in_English.png' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-4637634769546371634</id><published>2010-11-13T12:10:00.000-08:00</published><updated>2010-11-14T02:40:38.353-08:00</updated><title type='text'>ภูมิปัญญาจากภาษิตท้องถิ่นแอฟริกา</title><content type='html'>วันนี้ไปเดินเล่นในเมือง เข้าร้านหนังสือเจอหนังสือรวมข้อคิดจากแอฟริกา ตอนแรกคิดดูถูกว่าทวีปนี้ที่ไม่มีอารยธรรมใหญ่ๆมันจะมีอะไรลึกซึ้ง แต่พอเปิดมาอ่านดู ทำให้ตัวเองประทับใจ หลายภาษิตถือว่าคมคายมาก คนเหมือนกันไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใด อารยธรรมแบบไหน ก็มีความรู้ที่สั่งสมกันมาหลากหลายและลึกซึ้งเช่นเดียวกัน มีอะไรคล้ายๆกันเลยกับภาษิตจากชาิติอื่นๆ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์เคยบอกว่า "ความรู้ ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้จากโรงเรียน แต่คือสิ่งที่คุณสะสมมาทั้งชีวิต (ในที่นี้ก็เป็นสิ่งที่สะสมมารุ่นสู่รุ่นได้เช่นกัน)" ผมจึงขอคัดลอกบางส่วนมาแปลแ่บ่งกันอ่านกันไว้ที่นี่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"แนบหูซ้ายไว้กับพสุธา แล้วหูข้างขวาจะเปิดรับเสียงฟ้า"&lt;br /&gt;จาก แอฟริกากลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คนที่มองแต่ฟากฟ้า จะไม่สามารถค้นพบสิ่งสำคัญบนพื้นดิน"&lt;br /&gt;จาก กาน่า และ โตโก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สังคมที่แท้จริงเริ่มจากหัวใจของผู้คน"&lt;br /&gt;จาก มาลิโดม่า โซเม่ นักเขียนจากแอฟริกาตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ความผิดดังภูเขา เรายืนอยู่บนยอดเขานั้นกล่าวว่าความผิดของผู้อื่นโดยไม่เห็นของตัวเอง"&lt;br /&gt;จาก แอฟริกาตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เป็นเพื่อนกับสัตว์ป่า ง่ายกว่าเป็นเพื่อนกับคนขี้นินทา"&lt;br /&gt;จาก ชาวมอริเชียส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เมื่อเจ้าเลี้ยงดูเด็กชาย เจ้าจะได้ผู้ชายหนึ่งคน เมื่อเ้จ้าเลี้ยงดูเด็กหญิง เจ้าจะได้ปวงชน"&lt;br /&gt;จาก กาน่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตามรอยแม่น้ำ เจ้าจะพบมหาสมุทร"&lt;br /&gt;จาก ชาวสวาฮิลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ในชีวิตคนหนึ่งคนจะมีช่วงเวลาพริบตาที่กำหนดชีวิต"&lt;br /&gt;จาก แอฟริกาตะวันออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คนไม่รู้จักต้นไม้ ใช้ไม้ได้แค่ไม้ขีดไฟ"&lt;br /&gt;จาก อูกันดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ความหวังเป็นเหมือนดั่งหมุดหมายแห่งโลก"&lt;br /&gt;จาก แอฟริกาใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สูเจ้าผู้ใดคิดทำการใหญ่ มันผู้นั้นต้องเดินทางไกลผ่านหลายราตรีกาล"&lt;br /&gt;จาก แอฟริกาเหนือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ความจนเหมือนดั่งสิงโต ถ้าไม่สู้มัน เจ้าก็ถูกมันกิน"&lt;br /&gt;จาก เผ่า ฮายา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การช่วยเหลือผู้อื่น หาใช่การละเลยตัวเอง"&lt;br /&gt;จาก เผ่า มัมพรุสซี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ปีนต้นไม้ต้องเริ่มจากโคน หาใช่จากยอด"&lt;br /&gt;จาก เผ่า ชี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"กินข้าวคนเดียว ก็เหมือนตายไปคนเดียว"&lt;br /&gt;จาก เผ่า มามพรุสซี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไฟที่เผาหญ้าเลวได้ ก็เผาหญ้าดีได้เหมือนกัน"&lt;br /&gt;จาก เผ่า กานดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ข้าีชี้ดวงจันทร์ให้เจ้าดู แต่เ้จ้ากลับเห็นเพียงแค่นิ้วของข้า"&lt;br /&gt;จาก เผ่า ซูกูม่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษิตสุดท้ายนี้เรื่องการชี้ดวงจันทร์นั้นตรงกับนิทานเซนอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่ง บรูซ ลี ได้นำไปใส่ไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Enter the dragon ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายของตัวเองด้วย ภูมิปัญญานี้ได้อยู่ในฉากการสอนศิษย์น้อยคนนึงให้จิตใจมีสติ สมาธิ (emotional content) ไว้เสมอทุกเวลาที่อยู่ต่อหน้าศัตรู โดยไม่ต้องสนใจปรากฏการณ์มายาภาพที่หลอกล่อ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ศัตรูอันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงดุจนิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ อย่าไปเพ่งที่นิ้วมือ ให้จิตใจไหลลื่นมองผ่านนิ้วมือไปแล้วจะเห็นดวงจันทร์ เป้าหมายที่แท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดนี้ช่างแสนลึกซึ้งที่ อาจารย์เซน บรูซ ลี และ ชาวเผ่าในแอฟริกาก็ได้ถ่ายทอดข้อคิดนี้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังสืบมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยจิตคารวะ บรรพชนของมนุษยชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันที่ http://www.ffgleo.de/wb/media/news/2010_Afrikanachmittag/Weisheiten%20aus%20Afrika.pdf และ http://www.afrika-start.de/afrikanische-sprueche-und-weisheiten/)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-4637634769546371634?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/4637634769546371634/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=4637634769546371634' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/4637634769546371634'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/4637634769546371634'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='ภูมิปัญญาจากภาษิตท้องถิ่นแอฟริกา'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-3610188957851200552</id><published>2010-10-11T06:52:00.000-07:00</published><updated>2010-10-11T07:27:12.712-07:00</updated><title type='text'>เป็นคนหรือไม่? อยู่ที่ความหมายไม่ใช่ที่สมอง</title><content type='html'>ผมเพิ่งอ่านบทความ อาจารย์ หมอ ประสาน ต่างใจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553 แล้วพบว่าน่าสนใจ แต่พบว่าอ่านยากมากเลยลองเรียบเรียงใหม่ให้กระชับขึ้น ตัดบางอย่างออก และเติมคำบางคำเพิ่มเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็ลองอ่านกันดูนะครับ:-)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.thaipost.net/sunday/101010/28515&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราคงไม่ชอบ หรือบางคนอาจจะโกรธเสียด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าถูกดูถูก-หากใครมาพูดใส่หน้าตรงๆ  ว่า “คุณเป็นคนที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับใครๆ เลย-รู้มั้ย?” เพราะเราคิดว่า เรา-และจริงๆ แล้วทุกคนในโลกเลย ต้องมีความหมายไม่อะไร-ก็อะไรซักอย่างกับคนที่รักเรา เช่น แม่ของเราคนนั้นๆ ความหมายจึงเหมือนเป็นคู่กับความรักในกรณีนี้ แต่ในกรณีทั่วๆ ไป ทั้งความหมายกับความรักเป็นเรื่องของจิตคนละอย่างและคนละส่วนของวิวัฒนาการกัน ความหมายจึงเป็นจุดมุ่งหมาย (purpose)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์หลายคนจึงคิดว่า ความหมาย เป็นเรื่องที่สมองกำหนดมาให้มี แต่จากงานวิจัยของวิทยาศาสตร์ใหม่ พบว่า แม้สมองจะเหมือนกับ&lt;br /&gt;อวัยวะอื่นๆ เช่นเดียวกับหัวใจ ตับ ไต ปอด ฯลฯ ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามนั้น โดยประสานงานกันเพื่อให้เราและสัตว์เหล่านั้นอยู่รอด บนโลกนี้จักรวาลนี้ เช่นกัน - โดยแต่ละอวัยวะก็มีหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นอิสระ แม้ว่าจะประสานกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนและนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงคิดและเชื่อว่าสมองก็มีหน้าที่ที่เป็นอิสระเหมือนกับอวัยวะอื่นที่ยกมาเช่นเดียวกัน นั่นคือ สมองมีหน้าที่หลักในการบริหาร (carried out  order) จิตไร้สำนึกของจักรวาล ให้เป็นจิตสำนึกใหม่และใหม่ๆ ตลอดเวลาไปตามความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ส่วนคำถามที่บางคนอาจจะถามว่า “แล้วใครหรือสิ่งอะไรล่ะ? ที่เป็นผู้บัญชาให้จิตไร้สำนึกโดยรวมของจักรวาลเข้ามาอยู่ในสมองคนแต่ละคนเป็นปัจเจก แล้วสั่งให้สมองนั้นบริหารจิตไร้สำนึกให้เป็นจิตสำนึก?” ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า อาจจะตอบว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง” ซึ่งวิทยาศาสตร์ใหม่ของมาตาเรลลาจะบอกว่า มันคือระบบจัดองค์กรให้กับตนเอง (self-organizing system) แต่ศาสนาที่มีพระเจ้าทั้งหลายที่เชื่อตามความเคยชินของมนุษย์ว่า ถ้าไม่มีเหตุแล้วจะมีผลได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น จักรวาล โลกและทุกๆ อย่างจึงต้องมีผู้สร้างทั้งหมดนั้นขึ้นมา และผู้สร้างที่อยู่ข้างนอกการสรรค์สร้างนั้น ก็คือ พระเจ้านั่นเอง ดังนั้นสมองก็เป็นเช่นอวัยวะที่อยู่ในร่างกายทั้งหลาย นั่นคือ มันจะมีหน้าที่หลักเช่นเดียวกับหัวใจ ซึ่งมีหน้าที่ปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกาย จิตไร้สำนึกจักรวาลจึงไม่ใช่สมองและไม่ใช่กาย แต่มาจากจักรวาลนอกรูปกายของตัวตนคนนั้นๆ ดังนั้นใคร่ขอบอกอีกครั้ง ไม่ว่าใครจะเชื่อเป็นตรงกันข้ามถ้าหากเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และคิดอย่างมีเหตุผลบนหลักฐานของงานวิจัยแล้วไม่ใช่เชื่อแบบที่ไม่ฟังอะไร ทั้งไม่ยอมอ่านดูหลักฐานอะไรทั้งนั้น “ข้าจะเชื่อของข้าอย่างนี้ มีอะไรมั้ย? ถ้าพูดกันอย่างนั้นก็จนปัญญา จิตที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย เช่น จอห์น เอคเคิลส์ วิลลิส ฮาร์แมน จอร์จ วอลด์ ฯลฯ และแม้แต่นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษคนหนึ่ง เซอร์ คาร์ล ป๊อปเปอร์ ก็เชื่อว่าการวิจัยหลากหลายในปัจจุบัน ต่างล้วนแลัวแต่ชี้บ่งไปทางเดียวกัน นั่นคือ จิตไม่ใช่สมอง วิลเดอร์ เพ็นฟิลด์ ศัลยแพทย์สมองที่ฝีมือเยี่ยมที่สุดของแคนาดา ผู้ที่ทีแรกไม่เชื่อว่าจิตกับสมองแยกจากกันเป็นคนละเรื่องในทีแรก ดังที่ได้เคยเล่าไปแล้วที่นี่เมื่อวันก่อน วิลเดอร์ เพ็นฟีล์ดได้บอกกับจอร์จ วอลด์ - หลังจากเขาใช้เวลาผ่าตัดสมองผู้ป่วยจนแทบนับไม่ถ้วนเพื่อหาตำแหน่งของจิตในสมอง - ว่า “จะบอกอะไรให้ จิตมันไม่ได้อยู่ในสมองอย่างแน่นอน” แต่สมองมีความสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์  เพราะมันให้ตัวรู้ที่รู้ว่าฉันเป็นผู้ที่รู้นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสมองไม่ใช่จิต ไม่ได้เป็นตัว "ให้" ความหมาย แก่แต่ละอย่างที่เรารับรู้แล้ว แล้วจริงๆ ความหมาย (meaning) ที่เราพูดถึงอยู่มันคืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมาย (meaning) ในที่นี้หมายความถึง “ความสำคัญของความหมายอันละเอียดที่สุดแสนละเอียดที่ซ่อนไว้จากสิ่งที่เรารู้ตามปกติ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วมันมาจากไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาจากสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เรารู้ตามปกติจะต้องประกอบด้วย 3 อย่างคือ &lt;br /&gt;1.เราต้องมีสติที่จะรับรู้ &lt;br /&gt;2.การรู้ต่างๆ ของเรานั้นต้องอาศัยตัวรู้หรือจิตรู้หรือจิตสำนึก &lt;br /&gt;3.รู้ว่าสิ่งอันสำคัญนั้นคืออะไร? และรู้ว่ามันมีความสำคัญอย่างไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งพวกนี้นั้นปกติเราไม่รู้ ที่เราสามารถจะทำได้คือ รอคอยให้สิ่งที่สุดแสนจะละเอียดนั้น-ออกมาจากที่ซ่อน เพื่อที่เราจะได้รู้ด้วยจิตรู้หรือจิตสำนึกปกติของเรา ถ้าหากมันไม่ออกมาจากที่ซ่อนและไม่มีทางที่จะให้มันออกมาได้ตามปกติธรรมดา เราก็ไม่มีทางรู้ ยกเว้น 2 กรณีอันไม่ปกติเลยคือ 1.เราเป็นผู้วิเศษ เป็นฤๅษี 2.เราอาจรู้ได้ด้วยจิตจักรวาลซึ่งเป็นจิตไร้สำนึก (unconsciousness continuum AS  consciousness) เช่น คนที่ตายไปแล้ว แต่ยังไม่เกิดใหม่ หรือ “ชีวิตระหว่างภพ (life between life)” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากเราแปลคำว่าความหมาย (meaning) อย่างหนึ่งเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เดวิด โบห์ม นักควอนตัมฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ คนหนึ่งของโลก - เพื่อนต่างวัยกันของกฤษณามูรติ ปราชญ์แห่งพุทธศาสนาที่ตายไปไม่นานนัก (1986 A.D.) ความเห็นของทั้ง 2 คน ก็เป็นไปได้ที่อาจจะถูก เพราะมันใกล้เคียงกับพุทธศาสนาในเรื่องที่มาของจักรวาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดวิด โบห์ม บอกว่า จักรวาลเป็นองค์รวมที่เป็นทั้งหมด (wholeness) ซึ่งเป็นความจริงทางควอนตัมฟิสิกส์ โดยเดวิด โบห์ม บอกต่อไปว่าในรายละเอียดนั้น จักรวาลจะเคลื่อนตัวเองโดยการเคลื่อนที่เป็นวงจรอยู่ตลอดเวลา (holomovement) ด้วยลักษณะเหมือนกับหยดหมึกลงไปในถังน้ำเชื่อมที่เหนียวข้น ซึ่งเมื่อกวนน้ำที่เหนียวข้นนั้นไปทางหนึ่ง หยดหมึกนั้นจะละลายหายไปในน้ำเชื่อมนั้น แต่ถ้าเรากวนน้ำเชื่อมนั้นในทางกลับกัน หยดหมึกที่หายตัวไปโดยละลายในน้ำเชื่อมหรือ “เป็นองค์กรที่ซ่อนตัวเอง”  (enfold) อยู่ในน้ำเชื่อมนั้นก็จะโผล่ปรากฏออกมาเป็นหยดหมึกเหมือนเดิม คือเป็นเสมือน “องค์กรที่คลี่ออกมาจากที่เคยซ่อนตัวเองอยู่นั้น” (unfold หรือ implicate order ก็ได้) และหยดหมึกหรือองค์กรที่  “ซ่อนตนเอง” และ “คลี่ขยายตนเอง” (enfold and unfold) จะเคลื่อนตัวเองเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งที่ว่าง อวกาศ (space) ของจักรวาลก็จะเป็นประหนึ่งน้ำเชื่อมที่ข้นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนองค์กรที่จะ unfold แล้วแทนที่หยดหมึกที่อยูในน้ำเชื่อมที่ข้นเหนียวหนืด มี 3 องค์กรคือ &lt;br /&gt;1. ความหมาย (meaning) ที่ผู้เขียนคิดว่าคือจิตไร้สำนึกนั้น  &lt;br /&gt;2. พลังงาน  (energy)  &lt;br /&gt;3. สสารวัตถุ (matter) &lt;br /&gt;ทั้งหมดจะผลัดกันซ่อนเร้นตัวเองแล้วก็ผลัดกันคลี่ขยายตัวเองออกมาเรื่อยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผู้เขียนพูดว่ามีความใกล้เคียงกับพุทธศาสนาก็เป็นดังได้อธิบายไว้ในคอลัมน์นี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว  คือพุทธศาสนาในระยะแรกๆ บอกว่า ที่ว่างหรืออวกาศนั้นเป็นต้นตอที่กำเนิดของจิตไร้สำนึกก่อนจะมีจักรวาล หรือก่อนมีบิกแบ็งเสียอีก นั่นคือก่อนมีจักรวาลจะมีที่ว่างหรืออวกาศ จิตไร้สำนึกที่แยกออกจากกันไม่ได้กับพลังงานจะปรากฏขึ้นมาจากที่ว่าง อวกาศนั้น ตอนนี้ก็คล้ายๆ องค์กรซ่อนตัวเองที่คลี่ขยายออกมาจากองค์กรที่ซ่อนเร้นตนเอง (unfold ออกมาจากที่มันซ่อนเร้นตัวอยู่ enfold or implicate order)  ในที่ว่างอวกาศ - นั่นคือ ความหมายที่ผู้เขียนว่าคือจิตไร้สำนึกนั้น พอมีจักรวาลขึ้นมาแล้ว จิตไร้สำนึกก็เข้าไปอยู่ในทุกๆ ที่ว่าง (infiltrate and permeate) เรียกว่าจิตร่วมจักรวาลตามนักควอนตัมฟิสิกส์และเซอร์อาร์เธอร์ เอดดิงตัน บอก ซึ่งตรงกับที่ชวนจื่ออธิบายเต๋าไว้ หรือ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ปราชญ์บนรถเข็นก็กล่าวว่า จักรวาลออกมาจากสิ่งที่ไม่อะไรเลย ซึ่งองค์กรซ่อนตัวเองของโบห์มนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติ (Erwin Laszlo) เรียกว่าควอนตัมสุญญากาศ (quant um vacuum) - ที่เดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้ว่ามีจริง (Casimir’s effect) นั่นคือความว่างเปล่าที่เป็นความเต็มที่พุทธศาสนาบอก ที่ผิดไปก็ตรงที่พุทธศาสนาบอกว่าจิตปฐมภูมิแยกออกจากพลังงานปฐมภูมิไม่ได้หนึ่ง กับสสารวัตถุรุปกายที่แยกออกมาจากที่ว่างอวกาศ “หลัง” ที่มีจักรวาลแล้ว ซึ่งเดวิด โบห์ม  ไม่ได้บอกเช่นนั้นอีกหนึ่ง&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเชื่อเดวิด โบห์ม ตามนักควอนตัมฟิสิกส์มีชื่อหลายคนเชื่อ หรือเชื่อในพุทธศาสนาเรื่องจักรวาลหรือไม่? แต่ผู้เขียนเชื่อ ความหมายไม่ใช่เรื่องของสมองแน่ๆ.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-3610188957851200552?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/3610188957851200552/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=3610188957851200552' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/3610188957851200552'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/3610188957851200552'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='เป็นคนหรือไม่? อยู่ที่ความหมายไม่ใช่ที่สมอง'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-7682731388892297881</id><published>2010-08-17T14:21:00.000-07:00</published><updated>2010-08-29T03:22:48.603-07:00</updated><title type='text'>รีวิวหนัง: ลุงบุญมีระลึกชาติ (จากนักวิจารณ์เยอรมัน)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ภาพยนตร์&lt;/span&gt; "ลุงบุญมีระลึกชาติ" &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ประเภท&lt;/span&gt; ตลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ลุงบุญมี หมอผีที่ประตูแห่งความตาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงแล้ว หนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับชาวไทย อภิชาิตพงศ์ วีระเศรษฐกุล ไม่มีทางที่จะหาคำอธิบายได้ ดังนั้นต้องดูด้วยตัวเอง และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่คานส์ปีนี้ ต้องออกจากโรงก่อนเวลา แต่ใครที่ทนอยู่จนจบได้ จะได้รางวัลเป็นประสบการณ์หนังที่ภาพยนตร์สมัยนี้น้อยครั้งจะให้ได้ เพราะความยากที่จะควบคุมขนาดของหนังและความยากที่จะตีความความเชื่อและโลกของผู้กำกับในหนัง ทำให้ "ลุงบุญมีระลึกชาติ" เป็นความงามที่แปลกประหลาด และเป็นความแปลกประหลาดที่งดงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงบุญมี (ธนพัฒน์ สายเสมา) รู้ตัวหลังจากอาการไตวายว่าตัวเองจะเหลือเวลาอีกไม่นาน จึงอยากจะกลับบ้านที่อีสานเพื่อรอความตายในแวดล้อมของครอบครัวและคนรู้จัก ขณะที่ลุงบุญมีรับประทานอาหารเย็นกับน้องสาว ป้าเย็น (เจนจิรา พงพาส) กับหลานชาย ต้อง (ศักดา แก้วบัวดี) วิญญาณภรรยาของลุงบุญมี ก็ปรากฏมาในวงกินข้าว หลังจากนั้นไม่นาน ลุงบุญมี ก็เจอกับ สัตว์ประหลาดร่างลิงที่มีดวงตาสีแดงวาว แล้วลุงก็พบว่า สัตว์ตัวนี้คือลูกของลุงที่หายไปอย่างลึกลับ แล้วลุงบุญมีก็ออกเดินทางครั้งสุดท้ายกับคนที่ยังมีชีวิตไปยังถ้ำ้ที่ลุงได้เกิด เพื่อจะจบชีวิตลงที่นั่น ขณะที่วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วพาลุงไปสู่ความลับของการเกิดใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่า เผด็จการทหารที่ปกครองประเทศไทยจะต่อต้านความเชื่อของการเกิดใหม่และเรื่องผีห่าซาตาน แต่ความเชื่อเรื่องพวกนี้ของคนไทยก็ไม่ได้ถูกทำลายไป อภิชาตพงศ์ที่มีความเชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นแฟ้นได้พัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้จากหนังสั้นเรื่องจดหมายถึงลุงบุญมี ในงานศิลปะชุด primitive ของเขา งานชุดนี้ เป็นงาน Installation และ รวมภาพถ่าย ที่ได้จากการผสมผสานประสบการณ์ส่วนตัว ภาพสารคดี และ ความคิดเรื่องชาิติพันธุ์ ผู้กำกับได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ด้วยพลังสร้างสรรค์เต็มไปด้วยศิลปะ รวมทั้งเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม ตามด้วยภาพของความตายและการเกิดใหม่ ที่ลุงบุญมีได้รับประสบการณ์จากการค้นหาทางวิญญาณนี้ ถ้าตัวหนังได้เล่าเรื่องตามเวลา ในขณะเวลาที่หนังดำเนินไปเกือบสองชัี่่วโมง หนังค่อยๆละลายประสบการณ์ จินตนาการ และแฟนตาซี ระหว่างโลกจริงและโลกวิญญาณ ไปสู่ภาพหลอนที่เต็มไปด้วยคำถามและเวทมนตร์ประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงบุญมีฯ เป็นภาพยนตร์ที่เป็นตัวของตัวเองและอาร์ตที่สุดในงาน และสำหรับผู้ชมหลายคนมันเป็นหนังที่เข้าใจยากที่สุดในคาสน์ปีนี้ มันเป็นหนังที่ไม่ใช้เทคนิกพิเศษหรือทริกใดๆ มันเล่าเรื่องโดยตัวของมันเองและทำให้ผู้ชมได้เห็นอะไรบ้างอย่างที่ตนเองได้ปกปิดไว้ ในแต่ละเฟรมและการจัดตัวแสดงประกอบ อภิชาติพงศ์ สร้างเรื่องราวด้วยการใช้แว่บแรกของแต่ละฉาก ทำให้ผู้ชมเหมือนมองทิวทัศน์บ้านเกิดของเขาในกล้องคาไลโดสโคป ที่ความตาย และ วิญญาณแห่งอดีต ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับลุงบุญมี แต่เป็นดั่งบทกวีเปรียบเปรยดินแดน ในภาวะที่หยุดชะงัก ในชายขอบระหว่างชีวิต ความตาย และ การเกิดใหม่&lt;br /&gt;ในประสบการณ์แบบผ่านพ้นและในการติดอยู่ในประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและภาพเหมือนฝัน หนังจะเดินเป็นเพื่อนผู้ชมไปอย่างสบายๆไปสู่การรับรู้อีกระดับหนึ่ง เเละเมื่อคุ้นเคยกับหนัง ผู้ชมก็จะเชื่อการมีอยู่ของวิญญาณ สิ่งเหนือจริง และวงจรการเกิดใหม่ แม้จะไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้มาก่อน ลุงบุญมีฯเป็นหนังที่ควรดูอย่างยิ่งที่ด้านหนึ่งช่างไร้เดียงสาแต่ก็ถ่ายทอดมุมมองที่ยิ่งใหญ่ต่อความจริงรูปแบบใหม่และการมองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่ต้องมีภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกใดๆ นี่คือ มหัศจรรย์ของโลกภาพยนตร์จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของอภิชาติพงศ์ แต่เป็นหนังที่ดูง่ายที่สุดของเขา และการที่หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลปาล์มทองคำก็เหมือนเป็นสัญญาณต่อไปว่า หนึ่งที่คานส์นั้นรับรู้สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยและสนับสนุนศิลปินผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างอภิชาติพงศ์ด้วย และสอง ภาพยนตร์ที่แปลกประหลาดเต็มไปด้วยปริศนาและงดงามอย่างมีเอกลักษณ์ แม้จะเข้าถึงได้ยากก็ยังมีที่ยืนอยู่ในวงการภาพยนตร์โลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่หนังของอภิชาติพงศ์จะมาเข้าโรงที่เยอรมันนั้นยังไม่เป็นที่รับรู้ และก็เป็นไปได้ที่หนังเรื่องนี้จะไม่เข้าฉายแก่ผู้ชมทั่วไปในเยอรมันอย่างไรก็ตาม เมื่อมีโอกาสได้ฉาย ก็ควรชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ไม่ว่าคนจะชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ ความตายของลุงบุญมีนี้เป็นประสบการทางภาพยนตร์บนชายขอบของประสบการณ์ที่มีคุณค่าและหาชมได้ยากในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย Joachim Kurz&lt;br /&gt;http://www.kino-zeit.de/filme/uncle-boonmee-who-can-recall-his-past-lives&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล แปลโดยคนยังไม่ได้ดูหนัง มีข้อผิดพลาดแน่นอนครับ ต้องขออภัยด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-7682731388892297881?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/7682731388892297881/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=7682731388892297881' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/7682731388892297881'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/7682731388892297881'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='รีวิวหนัง: ลุงบุญมีระลึกชาติ (จากนักวิจารณ์เยอรมัน)'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-1268882552165456569</id><published>2010-05-27T12:40:00.001-07:00</published><updated>2010-06-05T05:39:06.206-07:00</updated><title type='text'>มนุษย์แสงมนุษย์สีมนุโส</title><content type='html'>มนุษย์เป็นดั่งแสง   เพราะแบ่งแยกจึงเกิดสี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คละ เคล้าชั่วตาปี    ลืมกำเนิดมืดมัวมน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสอนพระชินสีห์   เกิดมีดีชั่วปะปน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายเราก็คน      จะเกลียดกันไปทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ เริ่มด้วยรัก       ใช่แช่งชักหักหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางออกเห็นไวไว   แสงสว่างอาบโลกา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-1268882552165456569?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/1268882552165456569/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=1268882552165456569' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/1268882552165456569'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/1268882552165456569'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='มนุษย์แสงมนุษย์สีมนุโส'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-2317287129505158004</id><published>2010-03-17T14:34:00.000-07:00</published><updated>2010-04-12T12:33:19.185-07:00</updated><title type='text'>Et tu Brute เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ บรูตัส</title><content type='html'>เดือนมีนาคม ภาษาอังกฤษเรียกว่า March  ตามชื่อเทพแห่งสงครามดาวอังคาร จึงคาดว่าเดือนนี้จะมีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้น&lt;br /&gt;ในประวัติศาสตร์ที่ค้นไปได้ เหตุการณ์นองเลือดแห่งเดือนมีนาคมที่โด่งดังที่สุคครั้งหนึ่งก็คงเป็นเหตุการณ์ที่ จูเลีัยส ซีซ่าร์ ถูกลอบสังหารโดยคณะรัฐประหารที่มีลูกบุญธรรมของเขา บรูตัส ร่วมอยู่ในนั้นด้วย เลยเป็นที่มาของวลีประวัติศาสตร์ "Et tu Brute เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ บรูตัส"  หลังจากนั้นบรูตัสก็ได้ขึ้นสู่อำนาจแต่อยู่ได้ไม่นานก็โดนลอบสังหารเช่นกัน และเป็นจุดเริ่มการนองเลือดและการเสื่อมถอยของอาณาจักรโรมันตั้งแต่หลังรัฐประหารครั้งนั้นเป็นต้นมา&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้นคติความเชื่อเรื่องนี้ (The Ides of March) ก็หลอกหลอนผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกหัวฝรั่งตลอดมา ในประเทศไทยคตินี้ก็เหมือนจะใช้ได้เพราะเลือดได้หลั่งชโลมแผ่นดิน เปรีัยบดั่งสัญญาณนำทางไปสู่ความรุนแรง แต่เคราะห์ดีที่ในเดือนมีนาคมนี้ยังไม่มีคนเสียชีวิตเพราะเป็นเพียงพิธีกรรมหลั่งเืลือดบูชายัญทางการเมืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องไกลตัวแต่อยู่ในประเทศ พอมาเป็นเรื่องของตัวเองที่อยู่นอกประเทศเข้าหน่อย ก็เหมือนจะกระอักเลือดขึ้นมาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนนี้แม้จะไม่มีเหตุการณ์นองเลือดของตัวเอง แต่ก็เป็นเดือนที่หนักหนา ถ้าจะหาไพ่ยิปซีเป็นตัวเเทนคงเลือกไพ่ Death ให้แก่ตัวเองได้ไม่ยากนัก ตามตำราเขาว่าใครที่ได้ไพ่ใบนี้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญและเด็ดขาด สำหรับเราที่เจอแล้ว death คาที่แน่ๆก็เช่น งานวิจัยที่ทำมาเป็นปี ผลสุดท้ายก็ตีพิมพ์ไม่ได้เพราะมีคู่แข่งแย่งตีพิมพ์ไปก่อน หนำซ้ำยังมาพบข้อผิดพลาดในข้อมูลที่ทำมาเป็นปีจนข้อมูลนั้นอาจจะไร้ค่าไปในทันใด แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่ หรือว่าต้องเดินสายไปสอบสัมภาษณ์มาราธอนที่โคตรทรหด ก็พลาดไปเกือบหมดเช่นกัน แต่เรื่องนี่ก็ไม่เท่าไหร่ แม้จะยังมีที่คาใจนิดๆที่ำำตำแหน่งที่น่าจะได้กลับไม่ได้แต่ที่ไม่น่าได้กลับได้มากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่นั่นก็ไม่น่าเศร้าใจกว่าการที่เห็นคนที่เคารพรักอย่างหัวหน้าที่ทำงานหนักแต่เช้ายันดึก ทิ้งเพื่อนฝูง ทิ้งครอบครัวมาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกลับต้องพลาดโอกาสในชีวิตเพราะงานนี้ถูกตีพิมพ์แย่งไปก่อน แม้เขาไม่บอกและยังใจถึง พูดให้ฟังว่า เพราะเราทำมาถูกทาง ก็เลยมีคนทำผลได้เหมือนๆกันแค่เราช้าไปหน่อยแค่นั้น แต่สายตาและน้ำเสียงนั่นบ่งบอกถึงความเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก ชีวิตนักวิจัยที่นี่แข่งขันกันสูงมาก พลาดไปนิดเดียว โอกาสก้าวหน้าในวิชาชีพอย่างที่ใฝ่ฝันก็ผ่านเลยไปในทันใด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาว่าชีวิตนักวิจัยจริงๆเริ่มต้นเมื่อจบ ป เอก อย่างเรานี่เป็นแค่ผู้ฝึกวิจัยยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หัวหน้าเราเมื่อจบ ป เอก ก็ทำ post-doc แล้วก็มาเป็น Group leader ต่อไปที่พัฒนาเป็นได้ มีหนึ่งคือ เป็นโปรเฟสเซอร์ ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด สองคือ ไปทำงานในบริษัทเอกชน ซึ่งได้เงินดีกว่า แต่ไม่ท้าทาย และสาม อาจเรียกได้ว่าเป็นวิถีของผู้แพ้บนเส้นทางสายนี้ คือต้องเลิกงานด้านนี้ไปทำอย่างอื่น เช่น ครูมัธยม คนประสานงาน(เบ๊ดีๆนั่นเอง) หรือ แม้แต่เป็น เจ้าหน้าที่คุมเครื่อง อนาคตของหัีวหน้าเรา ถ้าไม่มีงานตีพิมพ์ก็คงมาทางนี้ นับว่าเสียดายความรู้ความสามารถของเขามาก เพราะเขาทั้งสอนเก่ง ถามก็อะไรก็รู้ไปหมดเหมือนอับดุล เอ้ย! ตามาหรือยัง:-) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้สิ เรื่องของตัวเองแม้จะปวดหัวแล้ว (โดยเฉพาะเรื่องที่เรียนต่อ) ก็ยังโอเค แต่เรื่องแย่ๆของคนที่เราเคารพรัก นี่แหละที่ทำให้เราเศร้าใจจริงๆ บางทีนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่อาจจะดีกว่าของเขาก็ได้กระมัง เห็นชีวิตหัวหน้าแบบนี้ นักวิจัยคงไม่เหมาะกับ life style ที่เราต้องการ ชีวิตต้องออกแบบได้ ใช่ไหม:-)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เก็บเรื่องไม่พึงปรารถนาไว้ก่อน หวังว่าจะกลับบ้านมาพักกายพักใจ  คุึณปู่เจ้าของบ้านที่คุ้นเคยกันก็เข้ามาบอกว่า &lt;br /&gt;"เพราะมีคนรู้จักของปู่เขาอยากได้ห้อง ขอให้คุณหลานย้ายออกไปก่อนฤดูร้อนปีนี้!" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ้! Et tu Brute! บรูตัส! เจ้าก็เอากะเขาด้วยหรือนี่!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HAHAHA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-2317287129505158004?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/2317287129505158004/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=2317287129505158004' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/2317287129505158004'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/2317287129505158004'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/03/et-tu-brute.html' title='Et tu Brute เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ บรูตัส'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-6145259935933565695</id><published>2010-02-13T04:00:00.000-08:00</published><updated>2010-02-13T04:08:57.354-08:00</updated><title type='text'>อนาคตสดใส แต่ไม่เห็นอนาคต</title><content type='html'>ก็ผ่านพ้นไปอีกครับ กับการสอบสัมภาษณ์ครั้งที่ 2 ที่ ETH ก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทั้งเรื่องโลกๆ อย่างการเตรียมตัว การพบเพื่อนใหม่ การเข้าหาโปรเฟสเซอร์ การเข้าหาคนในแล็บ วิธีคุย เพื่อจะได้ตำแหน่งปริญญาเอก เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนมาดีทีเดียว ต้องรู้งานของเเล็บนั้นอย่างแจ่มแจ้งและดิสคัสกับเขาได้ เราจะไม่สามารถที่เข้าไปอย่างคนรู้น้อยไม่ได้เลย ประตูที่เปิดไว้อยู่ใชว่าจะรับได้ทุกคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปครั้งนี้ก็ได้แบบฝึกหัดดูใจตัวเอง อย่างไม่โกหกตัวเองด้วยว่า ซูริกไม่ใช่เมืองที่ผมอยากอยู่ เเม้จะเป็นเมืองที่สวยงามและมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง พอได้ไปใช้ชีวิต ไปค้างคืน แล้วพบว่าเมืองนี้ไม่ใช่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่เคยผ่านๆไปก็รู้สึกชื่นชมเมืองนี้อยู่ไม่น้อย ที่ผมรู้สึกกระดากใจก็คงเป็นเรื่องของเงินที่เหมือนกับว่าจะปั่นขึ้นไปจากความเป็นจริงทำให้ค่าครองชีพแพง เงินเดือนสูง ทุกคนที่นี่ดูเหมือนจะเป็นคนรวยทั้งนั้น ดูภาพโดยรวมเมืองนี้เป็นทุนนิยมเต็มขั้นมากกว่าเยอรมันที่เหมือนจะเป็นสังคมนิยมกว่าหน่อย แต่ที่สำคัญผมรู้สึกขาดรสชาตเผ็ดมันอะไรบางอย่างที่มากับความยากแค้น ความขาดแคลนทางวัตถุ อันพบไม่ได้ง่ายๆในเมืองสวรรค์อย่างสวิสเซอร์แลนด์หรือว่ายังไม่พบเลย อีกทั้งแล็บที่เขาเปิดตำแหน่งว่าง ก็ไม่มีตำแหน่งที่เหมาะกับผม ที่ตรงกับความชอบของผม ที่พอผมได้รับรู้แล้วบอกด้วยอารมณ์ภายในทันทีว่า "ใช่เลย" มีแต่ความรู้สึกแบบว่า "โอเค เราปรับตัวได้" ซึ่งยังไม่แรงพอที่จะทำให้ผมละทิ้งบ้านเกิดในเยอรมันของผมอย่างไฟร์บวก (แม้ว่าปีที่ผ่านมาของผมจะทำลายผมมากก็ตาม) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการที่บอกมาทางใจนั้น มันมาในแว่บแรก และเหมือนคลื่นโผล่ออกมาจากทางหน้าอกประมาณหัวใจ แต่ไม่ใช่ที่หัวใจ เสร็จเเล้วความคิดต่างๆก็ขึ้นมารกสมอง ปรุงแต่งเปลี่ยนความหมายจากสัญญาณใจนั้นไปต่างๆนานา ทำให้เกิดความสับสน ความมึนงง ความคาดหวัง ตึงเครียด ไม่สบายใจ แต่เมื่อพอรู้ทุกอย่างก็คลี่คลายแต่พอเผลอเพียงชั่วจิตเดียว ก็กลับมาหลงเพ้อ เละเทะไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปสัมภาษณ์ครั้งนี้ ผลของการไปครั้งนี้ แม้ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่ดี ที่เจ็บใจ และที่รู้ใจ ครับ:-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-6145259935933565695?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/6145259935933565695/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=6145259935933565695' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/6145259935933565695'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/6145259935933565695'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='อนาคตสดใส แต่ไม่เห็นอนาคต'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-5102570951421191675</id><published>2010-01-14T18:11:00.000-08:00</published><updated>2010-01-14T23:40:10.803-08:00</updated><title type='text'>PK Jan 12 a.m.‏</title><content type='html'>เวลาในเมืองไทยของผมใกล้งวดเ้ข้าไปทุกทีแล้ว เวลาส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปเพื่อพบปะเพื่อนฝูงแต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่ครบอยู่วันยังค่ำเพราะเพื่อนๆเขาแยกย้ายกันไปหมด เรียนอยู่บ้าง ทำงานบ้าง อยู่บ้านบ้าง ก็กระจายกันไปทั่วทั้งโลก &lt;br /&gt;ดังนั้น ถ้าได้มีโอกาสเจอเพื่อนคนใดได้แม้จะเจอได้เพียงสั้นๆ ค่อยๆตามไปทีละคน ก็จะพยายามดั้นด้นไปหา&lt;br /&gt;อย่างวันก่อนก็ได้ไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่ในการกลับมาครั้งนี้ ผมตั้่งใจจะเจอมาก เพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นคนสนใจทางชีววิทยามากๆเหมือนกัน และ หลายปีก่อนโน้น ได้สัญญาว่าจะเอาเท๊กซ์บุ๊กมาฝาก ครั้งนี้ก็ได้เวลาเสียที อุตส่าห์หอบหิ้วเท๊กซ์บุ๊กหนาๆมาจากเยอรมัน&lt;br /&gt;ไอ้ตัวผมก็เสียดาย เนื่องจากว่ามันแพงอยู่เอาการ วันที่จะเอาไปให้ตั้งท่าอ่านเท็กซ์หนาๆหนักๆ บนรถไฟฟ้า รถเอนไปเอนมา ผมก็เอนไปเอนมา พาลเท็กซ์จะตกลงทันใด แต่ก็อ่านพอได้เนื้อหาอยู่&lt;br /&gt;แต่เจ้ากรรมคุณพระช่วย อยู่ดีๆก็มีมือที่สามยื่นมาอุ้มหนังสือเรา เป็นมือขนดกๆ มองขึ้นไปเป็นหน้าเครียดๆของฝรั่งคนหนึ่ง&lt;br /&gt;เขาพร้อมใจยินดีที่จะช่วยถือเพื่อให้ผมอ่านหนังสือได้อย่างราบรื่น ผมก็อ่านต่อไปด้วยท่าทีที่เคอะเขิน&lt;br /&gt;แต่ชะรอยบรรทัดต่อไปของหนังสือเป็นเรื่องพฤติกรรมการช่วยเหลือผู้อื่นของมนุษย์ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเราต้องช่วยเหลือผู้อื่น&lt;br /&gt;มันก็สะดุ้งให้ผมกลับมาคิดว่า ทำไมฝรั่งคนนี้ต้องช่วยผมด้วย ผมกลับมาจดๆจ้องๆในหนังสือ มันมีอยู่สามทฤษฏีที่เขาถกเถึยงกันเท่าไหร่ก็ไม่จบคือ&lt;br /&gt;1. ช่วยเพราะอยากให้ตัวเองได้ดี ได้สิ่งดีๆ ได้ความสุข หรือให้เผ่าพันธุ์ ได้แพร่พันธุ์มากขึ้น&lt;br /&gt;2. ช่วยเพราะถูกสอนมาแบบนี้ สังคมสั่งสอน หรือต้องปรับตัวตามสังคม&lt;br /&gt;3. ช่วยเพราะเป็นการเมืองที่ถูกบังคับให้ต้องทำ&lt;br /&gt;ผมอ่านถึงตรงนี้ก็วางสายตาลงและชวนเขาคุยแทนเพราะในความรู้สึกผมมันเกินกว่าที่จะรับได้ ถ้าผมจะอ่านต่อไปโดยไม่สนใจคนๆนี้ แล้วเขาก็เอ่ยว่า เขาเคยอ่่านงานของ E.O. Wilson นักวิชา่การฮาร์วาร์ดที่คิดเรื่องนี้อย่างหนัก แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้ไม่ได้ตามมาก ผมเลยถามเขาว่า ทำไมต้องช่วยผม เขาตอบว่า "เพราะการคิดเป็นสิ่งสำคัญ เมืองเเบงค๊อก ที่เติบโตอย่างไร้ทิศทางไปเรื่อยๆนี้ ต้องการคนที่คิดจริงจังกับปัญหาโลกแตกทางวิชาการบ้าง มากกว่าคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบคนไทยทั่วไป เมืองหลวงนี้ขาดคนอย่างคุณ" ผมขอบใจเขาและบอกว่า คำกล่าวของเขาออกจะยกย่องผมเกินไป &lt;br /&gt;เขากล่าวต่อไปด้วยเเววตาจริงจังว่า "การคิดเป็นเรื่องที่น่าสนุกที่สุดของมนุษย์และเป็นตัวอย่างที่สำคัญของความเป็นตัวเป็นตนของมนุษย์" ผมออกจะเห็นคัดค้านแต่คิดไม่ออกว่าจะเถียงอะไรออกไป แล้วเราก็คุยกันเรื่องอื่น เขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยและชอบทำบุญ ตอนนี้ก็อยู่เมืองไทยมา 20 ปีแล้ว พูดไทยได้นิดหน่อย ถึงสถานีที่ผมต้องลงพอดี ผมต้องลาเขาซะแล้ว เขาก็ให้นามบัตรผมไว้เผื่อติดต่อ บนนั้นเขียนไว้ว่า "PK Jan 12 a.m.‏ ยินดีที่ได้พบกับ Mr. Tim BTS"&lt;br /&gt;แม้เราจะไม่ได้คุยอะไรกันมาก แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ผมค่อนข้างที่จะปิ๊งแว๊บกัีบอะไรบางอย่าง &lt;br /&gt;คำพูดของคนๆนึงลอยมาในหัวผม "ความบังเอิญไม่มีในโลก" อันจะเป็๋นแนวคิดที่ค่อนข้างจะต่อต้านกับวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียนว่า อะไรๆก็เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แล้วเย็นวันนั้นผมก็ได้เจอกับนักวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...ผมอาจจะฝันไป...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-5102570951421191675?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/5102570951421191675/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=5102570951421191675' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/5102570951421191675'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/5102570951421191675'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2010/01/pk-jan-12-am.html' title='PK Jan 12 a.m.‏'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-4743475035772517091</id><published>2009-11-08T12:41:00.000-08:00</published><updated>2009-11-08T12:42:23.017-08:00</updated><title type='text'>จิตวิทยาการศึกษา-จงเร่งเอสคิวจิตวิญญาณ</title><content type='html'>http://www.thaipost.net/sunday/081109/13205&lt;br /&gt;จิตที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อนที่สุด  -  ดังที่คิดเอาเองทั้งได้พูดได้เขียนมาตลอด   โดยเฉพาะในช่วง   4-5  ปีหลังๆ  มานี้  -  โดยส่วนหนึ่งได้มาจากหลายๆ  ที่มา   ซึ่งจะไม่อ้างอิง  เพราะมาจากหลายที่เหลือเกินจนอ้างไม่ไหว  แต่พอจะสรุปได้ว่าเอามาจาก  3  ที่มาใหญ่ๆ  (นอกจากที่คิดเอาเอง)  คือเอามาจากมหายานและวัชรญาณพุทธศาสนา  ปรัชญาและจิตวิทยา  โดยเฉพาะจอห์น  เซิร์ล  วิลเลียม  เจมส์  กับคาร์ล  จี. จุง  กับฟิสิกส์ใหม่ทั้ง   2  ทฤษฎี  โดยเฉพาะควอนตัมเม็คคานิกส์  คือผู้เขียนคิดและเชื่อว่า  หนึ่ง  จิตไม่ใช่สมอง   แต่สมองเป็นตัวแทนหรือตัวแสดงของจิต   สอง  จิตรู้หรือจิตสำนึก   (conscious   mind)  ที่อยู่ในปัจเจกบุคคลมาจากจิตไร้สำนึกร่วมของสากลของจักรวาล  (unconscious   continuum)  สาม  สมองมีหน้าที่บริหารหรือเปลี่ยนจิตไร้สำนึกร่วมที่เข้ามาอยู่ในสมองของแต่ละ คนให้เป็นจิตสำนึกด้วยกลไกควอนตัมเม็คคานิกส์   (quantum-wave   collapse)  ซึ่งข้อ  3  นี้  จะยกเว้นจิตหนึ่งซึ่งเป็นแก่นแกนของจิตไร้สำนึกอันกระจ่างใส   ซึ่งอยู่ภายในสุดของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล  (ที่เราเรียกเช่นนั้นเฉพาะขามาของวิวัฒนาการของจักรวาลจากหนึ่งสู่ความหลาก หลายเท่านั้น   ส่วนวิวัฒนาการขากลับจากความหลากหลายกลับไปหาหนึ่งนั้นเราจะเรียกว่านิพพาน  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับจิตหนึ่ง)  -  นั่นตรงกับภาษาอังกฤษ  uni + verse  การหวนกลับไปหาหนึ่ง  -  นักศาสนปรัชญาส่วนใหญ่เชื่อว่าจิตสำนึกต้องหาแก่นแกนของจิตไร้สำนึกให้พบ  หรือรวมกับแก่นแกนของจิต  ด้วยวิวัฒนาการขากลับตามวิวัฒนาการโดยธรรมชาติของจิตผ่านจิตวิญญาณอันเป็น จิตเหนือสำนึก  (super-conscious)  ไปเรื่อยๆ  จนถึงนิพพาน  เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านจะเชื่อก็ได้  ไม่เชื่อเลยก็ได้  หรือว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็สุดแล้วแต่  ทั้งนี้  ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่านของท่านผู้อ่านที่อ่านบทความนี้แต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     บทความวันนี้  -  ตามหัวข้อที่ตั้งไว้ข้างบน  -  มีความหมายที่จะชี้บ่งถึงการปลูกฝังหรือการเร่งเร้าให้มนุษย์เกิดหรือมี วิวัฒนาการของจิตเหนือสำนึกเร็วขึ้นและมากขึ้น  เพราะภัยธรรมชาตินานัปการซึ่งเราสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเองจากความไม่รู้ และความอวดดีหลงตัวเอง  (อวิชชา  และ  anthropocentric)  นั่นคือ  เอสคิว (SQ  ซึ่งคนทั่วไป  และดาเนียล  โกลแมน   จะเรียกว่า  social  quotient  ซึ่งสัมพันธ์กับเวลาและสถานที่ของสังคมในขณะนั้นๆ  ซึ่งไม่ได้สัมพันธ์กับวิวัฒนาการของมนุษยชาติ  ฉะนั้นในที่นี้  SQ  จะมีความหมายที่จิตวิญญาณ   หรือหมายถึง  spiritual  quotient)  ซึ่งนักจิตวิทยาเด็กมักจะพูดรวมๆ  กันไปกับสติปัญญาความฉลาดที่วัดได้  (IQ)  ที่ฟรานซิส  แกลตัน  นักจิตวิทยาอังกฤษคิดขึ้นและแพร่มาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านเราตอนที่ผู้เขียนยังเล็กๆ  และบ้านเราก็รับทันที  เพราะฟรานซิส  แกลตัน  เชื่อหนักเชื่อหนาว่าสืบทอดในตระกูลได้โดยเป็นกรรมพันธุ์  หรืออย่างน้อยก็เป็นลักษณะจำเพาะเป็นพิเศษ  (trait)   ประจำครอบครัว  ที่ผู้เขียนบอกว่าที่บ้านเรารับในทันทีจนกระทั่งปัจจุบันนี้  -  ทั้งๆ  ที่มีข้อมูลใหม่ๆ   ที่บอกว่าการวัดสติปัญญาความฉลาด  (psychometric)  หรือไอคิวนั้นเชื่อไม่ได้  -  ก็เพราะว่าความเชื่อดังกล่าว  มันเกิดไปตรงกับภูมิปัญญาชาวบ้านของบ้านเราที่บอกว่า  "เสือย่อมไม่ทิ้งลาย"  หรือ  "เชื้อย่อมไม่ทั้งแถว"  อะไรพวกนี้  นั่นคือ  ถ้าพ่อเป็นโจรก็ให้ระวังลูกที่อาจเป็นโจรตามพ่อก็เป็นได้   จริงๆ  แล้วผู้เขียนคิดว่าภูมิปัญญาชาวบ้านน่าจะถูกอย่างน้อยก็น่าจะเป็นลักษณะ จำเพาะ  (trait)  ที่ว่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่าความรู้สึกแยกออกจากอารมณ์   (EQ)   ไม่ได้   ความชอบ  ไม่ชอบ  หรือเฉยๆ  จึงแยกจากเวทนาไม่ได้  เพราะอารมณ์นั้นเป็นผลพวงของความรู้สึกทางกายภาพ  (sensual)  ที่เป็นไปในทันทีทันใด  คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้  แต่ระงับ  (suppress)  ได้โดยจิตที่อยู่เหนือสำนึกที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติบางส่วน  โดยซ่อนตัวอยู่ลึกล้ำที่ภายใน   ซึ่งจะโผล่ปรากฏออกมาเมื่อชีวิตหนึ่งชีวิตใดกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือกำลัง จะตายไปในทันทีถ้าหากช่วยไม่ทัน   จิตเหนือสำนึก  (spirituality  หรือในที่นี้ก็คือ  SQ)  -  ซึ่งพ้นผ่านหรือก้าวล่วง  -  จิตสำนึก  เราเรียกว่าจิตวิญญาณ  หรือธรรมจิต  ซึ่งก็คือจิตบริสุทธิ์ที่งามพร้อมที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของในทุกศาสนา   ในศาสนาพุทธคือเส้นทางไปสู่นิพพาน  ส่วนในศาสนาที่มีพระเจ้าคือการที่จิตอันบริสุทธิ์แต่ละดวงได้รวมกับพระจิต ของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว   3  ความฉลาดที่วัดได้  (quotients)  ที่ว่า  ทั้งไอคิว  อีคิว  และเอสคิว  นั้นมีส่วนที่มนุษย์เองสามารถสร้าง  (co-creator)  บางส่วน  หรือเร่งเร้าให้เกิดขึ้นมาก็ได้  ซึ่งนักจิตวิทยาที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล   รวมทั้งสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยเฉพาะมนุษย์-เชื่อ   มนุษยชาติได้ผ่านหรือพบกับไอคิวและอีคิวมาแล้ว  แต่เรายังขาดเอสคิวที่โดยปกติแทบไม่มีเลย  ที่มีอยู่บ้างก็ถูกซ่อนตัวเอาไว้อย่างล้ำลึก  นั่นคือเนื้อหาสาระของบทความวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อย่างไรก็ตาม  การอภิปรายถึงการสร้างสรรค์ของมนุษย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความฉลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดที่วัดได้  (นักจิตวิทยาการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเชื่อโฮวาร์ด  การ์ดเนอร์  ว่าวัดไม่ได้)  เราจะต้องรู้ความหมายของทั้ง  3  ความฉลาดเสียก่อน  (ไอคิว  อีคิวและเอสคิว)  ก่อนอื่นควรจะอธิบายนิยามของสติปัญญาความฉลาด   (intelligence)  รู้และเข้าใจอารมณ์ที่แยกออกจากความรู้สึกยากมาก  (emotion)  และจิตวิญญาณ  (spirituality)  พอสังเขปตามที่ผู้เขียนเข้าใจและนำมาใช้ในบทความนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ในความเห็นของผู้เขียน  ทั้ง  3  หรือไอคิว  อีคิวและเอสคิวนั้น  เราเอามาเรียงกันอย่างผิดๆ  ซึ่งหากเราเรียงตามการเจริญเติบโตวิวัฒนาการ  ไม่ใช่สนใจหรือว่าพบอันไหนและวัดอันไหนก่อน   ความฉลาดทางอารมณ์ต้องมาก่อนเพื่อนนานนักหนา  เพราะเป็นเรื่องของการ  "รู้รอด"  ซึ่งสัมพันธ์กับสัญชาตญาณ  จริงอยู่ทั้ง  3  เป็นวิวัฒนาการของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาลที่เข้ามาอยู่ในปัจเจกบุคคล เพื่อ  "การรู้"  (cognition)  แต่อีคิวเป็นวิวัฒนาการที่หยาบ  ซึ่งมาก่อนในสัตว์ที่มีระบบลิมบิกวิวัฒนาการแล้วเท่านั้น  เราต้องรู้ว่าจักรวาลมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือวิวัฒนาการเท่านั้น   และวิวัฒนาการนั้นจะต้องดำเนินไปสู่  "การรู้"  ที่สูงขึ้นกว่า   ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่า   และลึกล้ำมากขึ้นกว่าตลอดเวลา  ทั้งในทางกายภาพและทั้งจิตภาพ  แต่กายภาพจะมีวิวัฒนาการก่อนและจิตภาพมาทีหลัง  โดยมีวิวัฒนาการช้ามากกว่า  กระทั่งส่วนใหญ่มากๆ  หรือแทบทุกคนก็ว่าได้  ซึ่งพุทธศาสนาบอกว่าจะต้องมีการสะสมบารมีข้ามภพข้ามชาติมาตลอดเวลา  และผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น  ทั้งจะเป็นวิวัฒนาการสุดท้ายของจักรวาลเมื่อมนุษย์ทุกคน  สัตว์โลกทั้งหมดทุกๆ  ตัวสามารถจะ  "รู้แจ้ง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เค็น   วิลเบอร์  จะบอกว่า  วิวัฒนาการทางจิตในมนุษย์  -  ผ่านสเปกตรัมต่างๆ  ที่เรียกว่า  "เส้นทาง"  (line)  -  จะเป็นการต่อยอดของเส้นทางที่เดิมมีเพียงเส้นทางเดียวก็ได้  หรือจะเป็นวิวัฒนาการที่เริ่มต้นจะมีหลายๆ  เส้นทางก็ได้  ฉะนั้น  เส้นทางหรือ  line   จึงไม่มีความสำคัญเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของจิตรู้ที่สัมพันธ์กับรูปร่างทาง กายภาพ  แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหากพิจารณาจากลักษณะของความเป็นองค์รวมของวิวัฒนาการ แล้ว   องค์กรใหม่จะเป็นการวิวัฒนากรขององค์เก่า  บวกกับส่วนที่ได้มาใหม่เสมอ   (transcend   and   include)   ซึ่งเค็น  วิลเบอร์  ก็ได้พูดมาเองและผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น  เพราะฉะนั้น  กระบวนการวิวัฒนาการก็น่าจะเป็นเช่นนั้น  มนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายจะต้องเรียนรู้หรือวิวัฒนาการมาตามลำดับ   รู้รอดต้องผ่านสัญชาตญาณก่อน  และรู้เพื่อรู้ต้องตามหลังรู้รอด   ฉะนั้นสติปัญญาความฉลาด  (intelligence)  จึงต้องตามหลังการต่อสู้และหนีภัย  และความฉลาดเหนือสติปัญญา  (wisdom)  ต้องผ่านความฉลาดธรรมดาๆ  ก่อน  เอสคิว  หรือการรู้ของจิตวิญญาณ  (spirituality)  -  อันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งแทงตลอดและวิมุตติ  -  จึงเหนือกว่าสติปัญญาความฉลาดธรรมดามากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     จากที่พูดมาทั้งหมด   เราสามารถสรุปและสามารถยืนยันได้ว่า  ทั้งศาสนาและปรัชญากับทั้งวิทยาศาสตร์  -  ที่ต่างก็พยายามอธิบายความจริงแท้ของธรรมชาติ   แต่อธิบายบนหลักการและวิธีการคนละอย่างแตกต่างกัน  -  บอกเหมือนๆ  กันว่าความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว  ซึ่งศาสนากับปรัชญาบอกว่าเป็นจิตเป็นปฐม   ส่วนวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นรูปกายวัตถุที่ตั้งอยู่ข้างนอก   แล้วก็อธิบายจักรวาล  ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างไปตามนั้น  และทั้ง  2  ก็บอกว่าจักรวาลมีเป้าหมายอย่างเดียวจริงๆ  คือวิวัฒนาการ  และวิวัฒนาการไปทำไม?  ทั้งศาสนากับวิทยาศาสตร์บอกว่าวิวัฒนาการเพื่อให้มีชีวิตและมนุษย์ดำรงอยู่ ได้  นั่นคือที่มาของความรู้  เห็นกับไม่เห็นที่พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือรูปกายวัตถุไม่ได้  เพราะจิตไม่ใช่กาย  วิทยาศาสตร์จึงปลดความรู้ออกจากศาสนา  เหลือไว้แค่ความเชื่อความศรัทธาอันไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง  ส่วนศาสนาก็เถียงว่าวิทยาศาสตร์ไม่ยุติธรรม  เพราะเล่นใช้แต่วิธีการทางรูปกายวัตถุอย่างเดียวในการพิสูจน์  แต่ไม่ใช้วิธีการทางจิตเลย  เช่น  การทำสมาธิที่มีในทุกๆ  ศาสนาอย่างไม่มีการยกเว้น   หลังจากนั้นเมื่อเถียงกันไม่รู้จักจบหรือจบไม่ได้   ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้ง  2  ก็แยกไปเด็ดขาดโดยเดินกันคนละทาง   จนกระทั่งมีฟิสิกส์ใหม่ที่คล้ายๆ  กับศาสนา  โดยเฉพาะศาสนาที่อุบัติขึ้นทางตะวันออก  ฟิสิกส์ใหม่ซึ่งให้ความจริงแท้ของธรรมชาติ  (ทั้ง  2  ระดับคือทั้งกายและจิต)  ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์กายวัตถุเป็นไหนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เอสคิวที่ผู้เขียนหมายถึงในที่นี้  คือการวัดความฉลาดทางวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ  และความฉลาดนั่นก็ไม่ใช่สติปัญญา  (intelligence)  หากแต่เป็นปรีชาญาณการหยั่งรู้หรือภาวนามยปัญญา   (intuition  or  wisdom)  ซึ่งเป็นไปเพื่อวิวัฒนาการของเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล  คือเป็นอารมณ์ด้านบวก  อารมณ์ทุกๆ  อารมณ์จะไม่มีเหตุผลทั้งนั้น  จริงๆ  แล้วก่อนหน้านี้  อารมณ์กับเหตุผลเชื่อกันว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้   ถ้ามีเหตุผลก็ต้องไม่มีอารมณ์  หรือถ้าหากคนกำลังมีอารมณ์อยู่ก็อย่าหวังว่าจะใช้เหตุผลช่วยได้  เพราะเราอยู่ในยุคที่มีเหตุผลเป็นใหญ่  -  ที่ผิดความจริงทางควอนตัมอย่างชัดๆ  -  ดังนั้นเรื่องของอารมณ์โดยเฉพาะด้านลบจึงเป็นของต้องห้าม  ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด  แต่ผลของการวิจัยใหม่ๆ ชี้บ่งอย่างเป็นตรงกันข้าม  ทั้ง  2  กลับเสริมเติมซึ่งกันและกันเพื่อวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ  รักเมตตาและให้อภัยด้วยใจจริง   อารมณ์ช่วยให้เหตุผลเกิด   และเหตุผลจะช่วยกำจัดอารมณ์ในคราวต่อๆ  ไปให้มีน้อยลงๆ  และค่อยๆ  หมดไป   (Antonio   Damasio  :  Descartes' Error, 1999)  โลกในอนาคตอันใกล้นี้   การอยู่รอดของมนุษยชาติจะไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผล  (rational)  และสติปัญญาความฉลาด  (intelligence)  อีกต่อไปแล้ว  หากแต่จะขึ้นอยู่กับภาวนามยปัญญา  (wisdom)   ซึ่งจะมีได้เป็นปกติธรรมชาติต่อเมื่อมนุษยชาติมีวิวัฒนาการทางจิตไปสู่ระดับ จิตวิญญาณหรือธรรมจิต  (spirituality)  เส้นทางไปสู่นิพพานแล้วเท่านั้น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-4743475035772517091?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/4743475035772517091/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=4743475035772517091' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/4743475035772517091'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/4743475035772517091'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='จิตวิทยาการศึกษา-จงเร่งเอสคิวจิตวิญญาณ'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-6047789221362579372</id><published>2009-10-04T04:18:00.000-07:00</published><updated>2009-10-04T04:22:09.072-07:00</updated><title type='text'>รายงานสภาพภูมิอากาศของโลกโดยสังเขป</title><content type='html'>ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ดี มีภัยธรรมชาติมากเหลือเกิน คนก็ตายรับทุกข์แสนสาหัส โดยเฉพาะในแถบเอเชียและแปซิฟิก&lt;br /&gt;1. ออสเตรเลีย พายุทะเลทราย&lt;br /&gt;2. พายุกฤษณา ที่ฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;3. ซึนามิ ที่ซามัว แปซิฟิกใต้&lt;br /&gt;4. แผ่นดินไหวที่สุมาตรา อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;5. พายุป้าหม่าลูกใหม่ที่ฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;6. ....เชิญเลือกภัยธรรมชาิติตามใจต้องการ เพราะมันจะมีตามมาอีกแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าเราจะประสบภัยกันเช่นนี้ แต่อีกฟากโลกที่ไม่มีภัยธรรมชาิิติก็พยายามสร้างภัยคุึกคามกันเองไม่หยุดหย่อน อย่างที่ อิรัก อิหร่าน อัฟกานิสถาน หรือล่าสุด จีนก็โชว์อาวุธนิวเคลียร์มหาศาลในวันชาติแบบพร้อมรบเสมอ เยอรมันเองที่ผมอยู่ตอนนี้ แม้ไม่ได้มีกองทัพอะไรพิเศษแต่คนเยอรมันก็เลือกพรรคที่ทำลายธรรมชาติที่สุดขึ้นมาเป็นรัฐบาลเพราะกลัวว่าตังค์ในกระเป๋าตัวเองจะหายไป (เขาว่าเป็นตลกร้าย ท่ามกลางบรรยากาศการล่มสลายของทุนนิยม คนเยอรมันกลับเลือกพรรคที่ทุนนิยมสุดโต่งมาเป็นรัฐบาลแบบไม่สนใจอะไร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนึ่งว่า โลกเราได้กลายเป็นนรกอเวจีไปกลายๆเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณพร้อมแล้วหรือยัง:-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-6047789221362579372?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/6047789221362579372/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=6047789221362579372' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/6047789221362579372'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/6047789221362579372'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='รายงานสภาพภูมิอากาศของโลกโดยสังเขป'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-44706441091938454</id><published>2009-09-20T07:54:00.000-07:00</published><updated>2009-09-20T07:55:20.755-07:00</updated><title type='text'>2012-13: กระบวนทัศน์ใหม่มาถึงแล้ว</title><content type='html'>from&lt;br /&gt;http://www.thaipost.net/sunday/200909/10999&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ผู้เขียนมีความยินดีเอามากๆ  ที่ได้เห็นชาวโลกโดยเฉพาะชาวไทย  (ส่วนเล็กๆ)  มีการตื่นตัวที่ภายใน  (interiority)  กันมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งสำหรับผู้เขียนที่ได้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตหรือภายในมานานถึง  20  ปี-แบบผู้อ่านทั่วไปมักจะพูดว่าเขียนเรื่องอะไร  โดยที่คนอ่านไม่รู้เรื่อง-ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของความรู้  ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของจักรวาล  (ภายใน)  ศาสนา  วัฒนธรรม  และฟิสิกส์แห่งยุคใหม่  หรือควอนตัมเมกานิกส์ในส่วนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับจิต-ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ แห่งยุคใหม่และนักศาสนาหลายๆ  คน  รวมทั้งผู้เขียนที่ไม่ได้เป็นอะไร-เชื่อเช่นนั้นว่ามีส่วนสัมพันธ์กับภายใน  คือเป็นคลื่นพลังงานสั่นสะเทือน  (vibration)  และคล้ายๆ  กันมากเป็นพิเศษ  ซึ่งจริงๆ  แล้วความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ที่ว่านั้นคือ  ความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันและกันที่ภายในอย่างที่ไม่มีทางแยกออกจากกันเป็น บูรณาการได้ตลอดกาล  หรือจะพูดได้ว่าไม่มีการสิ้นสุดเลยก็ว่าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อยากจะขออนุญาตผู้อ่านว่า  อย่าเพิ่งเบื่อ-เซ็งที่เห็นว่าผู้เขียนพายเรืออยู่ในอ่าง  หรือคิดว่าจะได้ยินแผ่นเสียงตกร่องอีกเมื่อเห็นปี  2012  ในหัวเรื่องของบทความของวันนี้  โดยหลายคนอาจคิดว่า  ไม่ว่าผู้เขียนจะเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนที่จะเกิดกับ ชาวโลกและคนไทยอย่างไร?  ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ  ผู้อ่านส่วนมาก?  อาจคิดต่อไปว่าถึงจะรู้แล้วหรือเชื่อแล้วก็ทำอะไรไม่ได้  แต่ทว่าจริงๆ  แล้วที่เขียนบ่อยเพราะมันสามารถช่วย  บางคน  ได้  และช่วยได้ทันด้วย  เพราะเรามีเวลาตั้งกว่าสามปีถึงจะถึงวันที่  21  หรือ  22 เดือนธันวาคม  ปี  2012  หากเราบางคนที่ว่านั้นปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ-ไม่ว่าเชื่อตามศาสนาต่างๆ  นั้นๆ  หรือไม่?  มันก็เป็นเรื่องที่ดีงามกับตัวเองทั้งนั้น-ปฏิบัติกันตั้งแต่บัดนี้  ซึ่งผู้เขียนขอรับรองว่าจะช่วยได้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สาธารณชนคนทั่วไปโดยเฉพาะคนไทย-ยกเว้นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คน-แทบว่าจะทุกคน กระมัง?  คงจะไม่รู้ว่าเร็วๆ  นี้มันได้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบสุริยะที่สำคัญยิ่งอยู่สองเรื่อง  เรื่องที่หนึ่ง  สนามแม่เหล็กโลก  (magnetosphere)  ที่ป้องกันรังสีอันตรายจากลมสุริยะที่อยู่ๆ ก็มีรอยโหว่มหึมาขึ้นมาเฉยๆ  ดังที่ผู้เขียนได้เขียนลงไทยโพสต์ไปเมื่อเดือนสองเดือนก่อน  ประเด็นก็คือ  องค์การนาซาได้บอกว่าลมสุริยะ  (solar  wind)  จะมีขนาดและจำนวนที่ใหญ่และมากขึ้นๆ  สามารถที่จะรบกวนไม่เพียงแต่ระบบการสื่อสารหรือทั้งดาวเทียมเท่านั้น  แต่ยังอาจจะรบกวนพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ภายใน  3-4  ปีนี้  ซึ่งไปตรงกับปี  2012-13  พอดี  กับเรื่องที่สองก็ได้เขียนลงที่นี่ประมาณสิบปีเห็นจะได้  ว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา-ซึ่งเป็นกาแล็กซีขนาดกลาง  จึงหมุนรอบๆ  ศูนย์กลางทุกๆ  250  ล้านปี  ทำให้ระบบสุริยะหมุนตามไปด้วย-ฉะนั้นในรอบหนึ่งของการหมุน  ดวงอาทิตย์และดาวนพเคราะห์  รวมทั้งดวงจันท์จะไปเรียงเป็นแถวเดียวกันกับศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้าง เผือกพอดี  (grand  planetary  alignment)  ซึ่งตรงกับวันที่  21  ธันวาคม  ปี  2012  ชาวโลกเราในขณะนี้กำลังได้รับรังสีจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากศูนย์กลางทางช้าง เผือก  ซึ่งก็เป็นที่รู้ดีกันทั่วไปแล้วว่ารังสีจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในบางไวเบรชัน มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจิต   (ไร้สำนึก)  ของมนุษย์  (Robert  Becker:  The  Electromagnetic  Fields,  What  They  Can  Do  For  Us, 1990)  นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเขียนเรื่องปี  2012-13  ไม่จบสักที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อเร็วๆ  นี้  สมาชิกของชมรมจิตวิวัฒน์คนหนึ่งได้ถามผู้เขียนที่ชอบพูดเรื่องของปี  2012  อันเป็นปีที่โลกพัง  (บางส่วน)-ที่หมายถึงประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน-และจิตใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่   ที่ผู้ติดตามงานของผู้เขียนทุกๆ  คนเลย   มักรู้ดีว่าเป็นเรื่องที่ผู้เขียนจัดเป็นเสมือนเป้าหมายหลักของงานเขียนของ ผู้เขียน   คือสมาชิกผู้นั้นถามคล้ายๆ  กับว่า   ตอนนี้ผู้เขียนยังคงคิดถึงปี  2012  เช่นเดิมหรือไม่?   ผู้เขียนได้ตอบไปว่าก็คงเป็นเหมือนเดิม   แล้วผู้เขียนก็ได้บรรยายถึงเรื่องของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ชื่อ  ริชาร์ด  มูลเลอร์  ที่เบิร์กเลย์พูดกับหลุยส์   อัลวาเรซ   นักฟิสิกส์ที่พบหลุมอุกกาบาตที่ตกลงมาชนโลกที่อ่าวยูตาคาน  ทำให้เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปทันทีทั้งหมดเมื่อ  65  ล้านปีก่อน   ซึ่งอยู่ในยุคเครตาเซียส-ทำให้หลุยส์   อัลวาเรซ   ได้รับรางวัลโนเบลจากการที่เขาพบหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตตกลงมาชนโลกนั้น-จน อัลวาเรซเชื่อว่าหากมีดาวใหญ่เข้ามาใกล้ๆ  ระบบสุริยะ  (เช่นมีดวงอาทิตย์สองดวง)  เกิดไปเกี่ยวให้ดาวหาง-อุกกาบาตหลุดจากที่อยู่ของมันในขณะเดียวกัน   ดาวใหญ่หรือดวงอาทิตย์อีกดวงนั้นโคจรเข้ามาใกล้ๆ  กับระบบสุริยะ   ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าดาวหาง-อุกกาบาตอาจจะวิ่งมาชนโลกเราก็ได้   เพราะฉะนั้นการที่ระบบสุริยะเป็น  "ระบบดาวคู่แฝด"  หรือมีดวงอาทิตย์สองดวง   จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งอย่างที่ทั้งริชาร์ด   มูลเลอร์  และหลุยส์   อัลวาเรซ   คิดและเชื่อ   อย่างไรก็ดี   เรื่องของระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์สองดวงนี้   นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่มากๆ  ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น   แต่ผู้เขียนคิดว่าความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่   และผู้เขียนเชื่อว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปี  2012  ซึ่งทุกๆ  ศาสนาและทุกๆ   ลัทธิความเชื่อ-เท่าที่ผู้เขียนรู้-ต่างพูดว่าเป็นปีที่ต้องระวัง   แถมนักพยากรณ์บางคน  เช่น  นอสตราดามุส  และพวกนิวเอจเยอร์ส  (newagers)  ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นปีที่โลกพัง  (บางส่วน)  แต่คงไม่หมดสิ้นทั้งเผ่าพันธุ์   กับจะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างใหญ่หลวงที่สุดในประวัติของมนุษยชาติที่ เรามีมาทั้งหมด   และ  ผู้ที่รอดพ้น  จะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างลึกล้ำ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อาจารย์อาจอง   ชุมสาย  ณ  อยุธยา   สมาชิกของจิตวิวัฒน์เช่นกัน   ได้บอกไว้ว่าปี  2013  เป็นต้นไป  มนุษย์ส่วนใหญ่จะมีวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาน  (spirituality)  ที่ไม่เคยมีมาก่อน   ตรงกับที่  เตยา  เดอ  ชาดัง,  ศรีอรพินโธ  และนักคิดเขียนไว้   นั่นคือสัญชาตญาณของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์   หากเข้าที่คับขันที่เสี่ยงกับภยันตรายต่อเผ่าพันธุ์ประเทศชาติและศาสนา   ความคับขันอันตรายนั้นจะเร่งเร้า  หรือกระตุ้นให้เราปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างถอนรากถอนโคน   นั่นคือสาเหตุอีกอย่างหนึ่งของผู้เขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มีอยู่สามเรื่องที่ต้องย้ำกันเป็นพิเศษ  คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     1.เรื่องโลกพัง  (บางส่วน)  กับปี  2012  นี้  แม้จะมีเหตุผลที่ยกมาข้างบน   แต่รู้สึกว่าเขียนบ่อยจริงๆ  ที่เขียนนั้นเพราะเชื่อว่า   ถ้าหากความรู้ที่เรายอมรับกันว่าเป็นฐานของความจริงที่เชื่อถือได้   ไม่ว่าความรู้นั้นจะได้จากทางจิต  เช่น  ศาสนา  ลัทธิความเชื่อ  หรือโหราศาสตร์ที่มองไม่เห็น   ไม่มีตรรกะหรือเหตุผล   หรือความรู้นั้นได้มาจากทางกาย  เช่นวิทยาศาสตร์ที่มองเห็น  (รวมทั้งที่ใช้อุปกรณ์ช่วย)  หรือมีตรรกะเหตุผลที่ชมรมวิทยาศาสตร์บางส่วนยอมรับ   เมื่อเชื่อว่าเป็นไปได้ที่โลกต้องพัง  อย่างกะทันหัน  เช่นน้ำท่วมโลกมากๆ  และฉับพลัน   การย้ายแผนที่โลก  (geographic  upheaval)  อุกกาบาต  ฯลฯ-ไม่ว่าในปี  2012  นี้  ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้มาก   หรือโลกจะต้องพังเป็นบางส่วนในวันข้างหน้าและเร็วๆ นี้  (ถ้าหากไม่พังในวันที่  21  หรือ  22  ธันวาคม  ในปีนั้น-ทั้งยังอาจช่วยบางคนได้  ไม่ว่าอย่างไรผู้เขียนก็ต้องเขียน     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     2.โดยธรรมชาติและความรู้ที่มี   เรารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ระบบนิเวศน์โลกเท่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้จะเป็นสมดุล ซิเมตรี   หรือพอเพียงพอดีกับประชากรโลก  7,000  ล้านคนที่โลกมีอยู่ในขณะนี้  เพราะเรารู้ว่าถ้าหากประชาชนทั้งโลกมีกินมีใช้อย่างเท่าเทียมกันสม่ำเสมอกัน จริงๆ-ไม่ใช่ในปัจจุบันที่ประชากรเพียง  2%  ของโลก   ส่วนใหญ่มากๆ  อยู่ในสหรัฐอเมริกาบริโภคทรัพยากรธรรมชาติถึง  80%-ที่ไม่ใช้โดยฟุ่มเฟือยด้วย   ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่โลกสามารถที่จะรองรับประชากรโลกได้เพียง  2,500  ล้านคนเท่านั้น   ประชากรของโลกส่วนใหญ่จำต้องหายไป   และการหายไปจะต้องเกิดอย่างกะทันหัน   เช่น  ดาวหาง-อุกกาบาตวิ่งมาชน   หรือการย้ายขั้วโลก  ย้ายแผนที่โลก   หรือน้ำท่วมโลกที่เกิดในทันทีทันใด  เหมือนสึนามิแต่ใหญ่กว่ามากๆ  ฉะนั้นจงอย่าประมาทเป็นอันขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     3.เรารู้ว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกเพียงเเผ่าพันธุ์เดียว   จะต้องมีวิวัฒนาการหรือการเรียนรู้ตลอดเวลา   ดังที่ผู้เขียนได้เขียนมาตลอดเวลาว่ามนุษย์ต้องเรียนรู้ทั้งสามรู้คือ  รู้รอด  รู้เพื่อรู้  และรู้แจ้ง   ที่สัตว์โลกทุกตัวกับมนุษย์ทุกคนไล่ขึ้นมาตามลำดับ   ซึ่งข้อแรกเป็นคุณสมบัติของสัตว์โลกทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์   ส่วนรู้เพื่อรู้  (intelligence)  เป็นคุณสมบัติของสัตว์ชั้นสูงโดยเฉพาะของมนุษย์   ส่วนรู้แจ้งเป็นคุณสมบัติของมนุษย์เท่านั้น   ซึ่งก็คือวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ  (spirituality)  ไล่ต่อไปจนถึงนิพพาน   ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อแรกจะเป็นการวิวัฒนาการของกายล้วนๆ  ข้อที่สองเป็นวิวัฒนาการของกายและจิต   โดยทั้งสองจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน   และวิวัฒนาการของจิตจะเป็นวิวัฒนาการของจิตสำนึกเท่านั้น   ส่วนข้อที่สามหรือรู้ที่สามเป็นของมนุษย์แต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว   และเป็นวิวัฒนาการของจิตเพียงอย่างเดียว   ตอนแรกจิตของปัจเจกบุคคลหรือจิตสำนึกและใต้สำนึกก่อน   ตอนหลังจึงเป็นจิตไร้สำนึก  (unconsciousness)  ของปัจเจกบุคคล   หรือจิตสากลโดยรวมของจักรวาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     จากทั้งสามข้อที่เล่ามานั้นจะเห็นได้ว่า   ไม่ว่าอย่างไรทั้ง  3  ประการจะต้องเกิดกับเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง   และน่าจะเป็นในเร็วๆ  นี้  เช่น  1)  โลกจะต้องพังไปบางส่วนอาจจะเป็นปลายปี  2012  หรือล่าช้าไปกว่านั้น   แต่เร็วๆ  นี้อย่างแน่นอน  2)  ผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างมีเหตุผลว่า   เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่จะหายไปในกะทันหันแต่ไม่หมด  โดยจะเหลือพอที่จะรักษาความสมดุลพอเพยงพอดีเป็นธรรมชาติอย่างยั่งยืน   3)  มนุษย์ที่เหลือจะเปลี่ยนแปลง  (transform)  ตัวเองเป็นปัจเจกก่อน   แล้วจะไปเป็นโดยรวมหรือกระบวนทัศน์แห่งสังคมใหม่ในตอนหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เป้าหมายของจักรวาลที่มีขึ้นมาก็เพื่อวิวัฒนาการอย่างเดียวเท่านั้น   และการวิวัฒนาการจะเป็นไปได้อย่างเด่นชัด   จะต้องมี  "สิ่ง"  และมีขั้นมีตอนซึ่ง  "สิ่ง"  ที่เห็นจะมีอยู่เพียงหนึ่งหรือองค์รวมที่แยกออกไปเป็นสอง   รูปกับนามหรือกายกับจิต   โดยทั้งสองจะมีพลังงานเป็นเครื่องมือ   ทั้งหมดวิวัฒนาการไปเป็นวัฏจักร   จากหยาบสู่ละเอียด  จากความง่ายสู่ความยากและซับซ้อน   รูปหรือกายได้แก่สสารวัตถุกับรูปชีวิตและมนุษย์   นามได้แก่จิต   ทั้งหมดจะต้องผ่านสามขั้นตอนของวิวัฒนาการ   จากสสารวัตถุไม่มีชีวิตไปสู่ชีวิต   และจากชีวิตไปสู่มนุษย์  (นั่นคือ  matter life  and  man)  จากวิวัฒนาการของรูปหรือกายจึงถึงวิวัฒนาการของนามหรือจิต  (man  ในแบบหนึ่งคือ  mind)  ที่มีการเดินทางหรือเรียนรู้  (ซึ่งก็คือพลังงานเป็นเครื่องมือ)  ซึ่งวิวัฒนาการจะแล้วเสร็จก็เมื่อจิตของมนุษย์ส่วนใหญ่บรรลุธรรมในระดับจิต วิญญาณ  (spirituality)  ขึ้นไปจนถึงนิพพาน   สรุปก็คือ  จักรวาลต้องมีวิวัฒนาการของโลกกับมนุษย์   ตามที่นักฟิสิกส์ใหม่บางคนคิดโดยหลักการมนุษยจักรวาลวิทยา  (cosmological  Anthropic  principle)  และมีวิวัฒนาการของกายกับของจิต   ซึ่งทั้งหมดมีความจริงแท้อยู่เพียงแค่นั้น  (matter life  mind  หรือ  ดิน  มนุษย์  (ชีวิต)  และฟ้า)  ขณะนี้เรากำลังเดินทางไปสู่จุดเป้าหมายสุดท้ายหรือฟ้าที่ยังยาวไกลไม่น้อย นั้น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-44706441091938454?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/44706441091938454/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=44706441091938454' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/44706441091938454'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/44706441091938454'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/09/2012-13.html' title='2012-13: กระบวนทัศน์ใหม่มาถึงแล้ว'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-2675221989437190991</id><published>2009-09-12T13:21:00.001-07:00</published><updated>2009-09-12T13:21:51.915-07:00</updated><title type='text'>วิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจจะเป็นจริง</title><content type='html'>ในทุกๆการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะชีววิทยาจะมีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นตลอด นั่นคือ เมื่อเราต้องการศึกษาปรากฏการณ์ในหลอดทดลองที่ไร้การปนเปื้อนจากสิ่งใดๆ เราต้องพยายามลดตัวแปร ตัวก่อกวนการทดลองออกไปให้มากที่สุด แต่ปัญหาก็คือ ในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในธรรมชาติที่แท้จริง ไม่เคยไม่มีการปนเปื้อน และก็จะมีตัวรบกวนระบบเสมอๆ แต่ ก็นั่นแหละ การเข้าใจสภาพแท้จริงของสิ่งที่ศึกษานั้น สิ่งรบกวน สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะสิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการมาเพื่ออยู่กับสิ่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่าง เช่น เราแยกเอนไซม์ออกจากสภาพแวดล้อมในเซลล์เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของมันในสารละลาย ในอุดมคติที่สะอาด ไร้การปนเปื้อน ในสภาวะเช่นนี้ มันก็ยังทำงานได้ อย่าง โปรตีเอส ก็จะตัดสายเปปไตด์ แต่คำถามคือในสิ่งมีชีวิตจริงๆแล้ว เอนไซม์นี้มันทำหน้าที่อย่างนี้หรือเปล่า เพราะสภาพแวดล้อมในเซลล์จริงๆแล้วจะไม่ใช่แบบสารละลายแต่จะเป็นเหมือนเยลลี่ มีความยืดหยุ่น มีโปรตีนอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งข้อนี้ หลายปีก่อน ก็มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียได้ทำการทดลองไว้แล้ว ว่า ใน ภาวะที่เหมือนเยลลี่ (แบบง่าย) โปรตีเอส บางตัวแทนที่จะตัดสายเปปไตด์ แต่กลับต่อสายเปปไตด์เข้ากันเป็นโปรตีนใหม่ขึ้นมา  (J. Biol. Chem.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;277, S. 43253)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออย่าง อีโคไล เพื่อนรักของเรา ในห้องทดลองที่มันได้เติบโตในสภาวะที่เหมือนสวรรค์ ไม่มีศัตรู ไม่มีการแข่งขัน มีอาหารอุดมสมบูรณ์  นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทีหลังว่า มันได้สูญเสียคุณลักษณะที่ใช้ในการอยู่รอดไปอย่างเช่น มันจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์อีกต่อไป หรือ แม้แต่สูญเสียคุณสมบัติในการสร้าง ไบโอฟิล์ม ที่ก่อโรคได้ ซึ่งทำให้อีโคไลนี้ต่างจากอีโคไลดั้งเดิมออกไป (J.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bacteriol. 188, S. 3572).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่ง ผลการทดลองนี้ก็ได้รับการยืนยันภายหลังจากความรู้ทางชีววิทยาที่มากขึ้น อย่างความรู้เรื่องความคงตัวของจีโนมของแบคทีเรียที่น่าทึง หลังจากนั้นก็มีรีวิวออกมามากมายยืนยันว่า อีโคไลสายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในห้องทดลองหลายๆปีจะสูญเสียความสามารถสำคัญๆไป และจะไม่สามารถเป็นตัวแทนอีโคไลที่อยู่ในธรรมชาติได้ (Trends&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Microbiol. 13, S. 58) นอกจากนี้ มันก็มีตัวอย่างด้านตรงข้ามออกไปเลย อย่าง หนอน C. elegans แมลงหวี่ Drosophila หรือกระทั่งสัตว์ชั้นสูงอย่าง หนู และลิง นักวิจัยพบว่า ถ้ามันกินน้อยลง ได้รับ แคลอรี่น้อยลง มันจะอายุยืนขึ้น (Science 325, S. 201 คนค้นพบได้โนเบลไปแล้ว)  แต่นั่นเป็นจริงกับชีวิตนอกห้องทดลองงั้นหรือ เราต้องระวังไว้ให้ดีเพราะที่นักวิจัยศึกษานั้นเพียงแค่ดูอิทธิพลของการลดอาหารต่อการเกิดโรคแก่ชราเท่านั้น ตัวสัตว์ทดลองก็ยังอยู่ในดินแดนเหมือนสวรรค์อยู่นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหัวข้อนี้ก็มีงานวิจัยล่าสุดออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันต้องการพลังงานส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการต่อต้านเชื้อโรค แต่ว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่เมื่อติดโรคแล้วจะลดการกินอาหารลงไป เขาเลยทดลองกับแมลงหวี่เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกินอาหารกับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียสามชนิด ผลลัพธ์คือ แมลงหวี่ที่อดอหารสามารถทนต่อการติดเชื้อชนิดแรกได้ดีเท่าๆกับแมลงหวี่ในธรรมชาติ ส่วนเชื้อชนิดที่สองกลับตายเร็วขึ้น ส่วนเชื้อชนิดที่สามตายช้ากว่า (PLoS Biol. 7: e1000150)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์จากห้องทดลอง in vitro หรือ แม้แต่ in vivo ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้กับโลกจริงๆได้เสมอไป แต่มันก็ทำให้ระลึกได้ว่า โลกจริงๆที่ปนเปื้อนนั้นมันง่ายกว่าที่คิด ต้องการการแก้ปัญหาอย่างง่ายๆที่ยืดหยุ่นเท่านั้นเป็นพอ ปวดขี้ก็ให้ไปขี้ ไม่ใช้ทำยังไงไม่ให้ปวดท้อง ไม่อยากแก่ก็ให้อารมณ์ดี มีความสุขไว้ อย่าคิดมากเด๋วเยี่ยวเหลือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกมันง่ายกว่าที่คิดเว้ย ไอ้นักวิทย์ทั้งหลาย แสดดดด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ralf Neumann&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;From http://www.laborjournal.de/rubric/archiv/domfac/bellbio/schoen_09_09.pdf&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เติมน้ำใส่ไข่ โดย นายทิม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-2675221989437190991?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/2675221989437190991/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=2675221989437190991' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/2675221989437190991'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/2675221989437190991'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='วิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจจะเป็นจริง'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-3998235827259788364</id><published>2009-08-17T14:29:00.000-07:00</published><updated>2009-08-18T09:32:11.847-07:00</updated><title type='text'>วัน พัก ใจ</title><content type='html'>เคยมีบ้างไหมที่จู่ๆ โลกเราชื่นชอบได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งใดเคยรักเคยหวง กลับกลายเป็นสิ่งเชยชาน่าเบื่อ การงานที่คุ้นเคยกลับกลายเหมือนโซ่ตรวนที่หน่วงหนัก คนเคยร่วมสังสรรค์เฮฮากลายเป็นคนแปลกหน้าที่เหมือนไม่เคยจะรู้จัก กระทั่งห้องหอที่เคยคุ้มหัวก็แปรเปลี่ยนไปเหมือนเป็นเรือนจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นความเงียบเหงา อึมครึมก็โอบล้อมเข้ามาราวเมฆหมอกปีศาจ รู้สึกหมดพลังไปเสียทุึกอย่าง ไร้ซึ่งพลังจินตนาการสร้างสรรค์ใดๆสิ้น จบดิ่งสู่หุบเหวลึกล้ำหาที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพเ่ช่นนี้ บางทีอาจนับได้ว่าเป็นความป่วยไข้ชนิดหนึ่ง ไ่ม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บในความหมายสามัญ หากเป็นโรคร้ายที่ทุกคนต้องเผชิญ เป็นทางสองแพร่งของชีวิตกับความตาย ด้านหนึ่งมองเห็นความไร้แก่นสารของสรรพสิ่งที่เคยผูกพัน อีกด้านหนึ่งเป็นความกลัวที่จะต้องสูญทุกอย่างไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเหมือนสภาพกึ่งๆ ครึ่งๆ ไม่เต็มเต็ง จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะกลับข้างหลังก็ไม่ดี จะคิดว่าเป็นมายาก็ไม่ใช่เพราะความรู้สึกทรมานนี้มันจริงเหลือเกิน จะคว้าสิ่งใดมายึดเหนี่ยวบรรเทาก็ไม่มี เหมือนลอยคว้างอยู่กลางทะเล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณเป็นเวลาให้เดินทางค้นหาความกลวงโบ๋ของสิ่งที่อยู่ข้างใน เส้นทาง-สาย-หัวใจ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-3998235827259788364?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/3998235827259788364/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=3998235827259788364' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/3998235827259788364'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/3998235827259788364'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/08/blog-post_17.html' title='วัน พัก ใจ'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-7756749070595918411</id><published>2009-08-08T16:48:00.000-07:00</published><updated>2009-08-08T16:49:17.133-07:00</updated><title type='text'>ความรู้โลกความจริงโลกไม่ใช่ความแท้</title><content type='html'>http://www.thaipost.net/sunday/090809/8973&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงต้นเดือนตุลาคม  ปี  พ.ศ.2518  ร่วม  35  ปีมาแล้ว  เอกอัครราชทูตของประเทศสแกนดิเนเวียประเทศหนึ่ง   ส่งเจ้าหน้าที่สถานทูตชาติเดียวกันไปรับผู้เขียนถึงสถานที่หนึ่งที่นัดไว้   ไม่ไกลจากบ้านที่ผู้เขียนหลบไปซ่อนตัว   ตอนนั้นวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศว่า  ผู้เขียนได้หนีไปที่ทุ่งไหหินไปแล้ว   สองเดือนหลังจากวันนั้น   หนังสือพิมพ์และแมกกาซีนที่พิมพ์เมืองนอกได้บอกว่า   นักการเมืองที่เป็น  "ลิเบอรัล"  คนหนึ่งได้หลบหนีภัยการเมืองไปอยู่ในสถานทูตของประเทศยุโรปตะวันตก   ซึ่งในตอนนั้นผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนเป็นนักการเมือง  "ลิเบอรัล"  จริงๆ  เพราะไม่รู้  "ความรู้"  รอบตัวอะไรเท่าใดนัก   คิดแต่ว่าในทางการเมืองของประเทศไทยนั้น   ถ้าไม่เป็นเผด็จการทหารหรือเผด็จการทุกรูปแบบ   รวมทั้งคอมมิวนิสต์สุดโต่ง  เป็นรอยัลลิสต์หรืออนุรักษนิยมแล้ว   คำว่า  สังคมนิยม  รัฐสวัสดิการ  ก็ไม่ได้แตกต่างจาก  "ลิเบอรัล"  เท่าใดนัก   ทั้งที่ว่าไปแล้วผู้เขียนเกลียดหรืออย่างน้อยก็ไม่ชอบระบบเศรษฐกิจทุนนิยม   และกายวัตถุนิยมกับเทคโนโลยีที่ทำลายและทำร้ายธรรมชาติอย่างที่สุด   นั่นเป็นตอนนั้นเมื่อ  35  ปีมาแล้ว  ตอนนี้ถึงได้รู้ว่า  "ลิเบอรัล"  นั้นหมายเฉพาะเสรีภาพของ  "มนุษย์"  เท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ทำให้พลอยไม่ชอบ  "ความรู้"  ในทางกายภาพ   สิทธิมนุษยชน   และประชาธิปไตยตัวแทนแบบสหรัฐอเมริกา   ซึ่งไม่เป็นธรรมที่แท้จริง   เพราะมีฐานที่มีมนุษย์เป็นใหญ่  (anthropomorphic)  กว่าชีวิตทั้งหลายทั้งปวง   ที่แม้มนุษย์ด้วยกันเองก็ขึ้นกับความฉลาดแกมโกง  อำนาจ  เงินที่เจือจางด้วยกิเลสตัณหา   รวมทั้งสิ่งอะไรๆ  ที่มนุษย์คิดขึ้น-ที่ล้วนแล้วแต่ทำร้ายหรือผิดธรรมชาติแทบจะทั้งสิ้น-ไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร?  ผู้เขียนก็คิดว่าโลกและจักรวาลของเราอันนี้หรือแห่งนี้   มีชีวิตอย่างแน่นอน   การมีชีวิตคือการมีจิตที่เข้าไปอยู่   ดังที่ผู้เขียนได้เขียนเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว  คืออยู่  "ภายใน"  จักรวาลและ  "ภายใน"  หัวสมองของสัตว์โลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เรา   และจิตจักรวาลส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ภายในหัวสมองของมนุษย์   ได้ถูกบริหารโดยสมองให้เป็นจิตรู้หรือจิตสำนึก-ทั้งของปัจเจกบุคลและจิตร่วม โดยรวม   สำหรับหมู่คนชุมชนหรือสังคม-นั่นทั้งไม่ผิดไปจากศาสนาที่มีพระเจ้าและไม่มี พระเจ้า   สำหรับกลุ่มแรกเพียงแต่พระเจ้าอยู่ในจักรวาลนี้  (ไม่ใช่อยู่นอกจักรวาลนี้)  และเป็นผู้สร้างสรรค์จักรวาลอันนี้ขึ้นมาจาก  "ซิงกูลาริตีที่เป็นซูเปอร์ซิมเมตรี"  ซึ่งเป็นส่วนของจิตพระเจ้า  (mind  of  God)  สำหรับกลุ่มหลังเช่น ศาสนาพุทธที่บอกว่า  "เป็นไปของมันเอง"  ซึ่งสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่ไม่เดินเป็นเส้นตรง (non-linear  dynamicity  science)  ซึ่งทำงานด้วยระบบของการจัดองค์กรให้กับตนเอง   โดยมีทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นเครื่องมือ  (self-organizing  system  and  chaos  theory)  ทั้งสองกลุ่มจึงผิดกันที่ลำดับก่อนหลัง   โดยกลุ่มแรกเกิดก่อนและกลุ่มหลังอธิบายหนักไปทางกลไก   แบบนี้ทั้งสองกลุ่มยังไปสอดคล้องกันกับความพ้องจองกัน  (coincidence) ที่มีนับร้อยนับพัน   ประหนึ่งทำให้จักรวาลเป็นเหมือนกับผลพวงของฤทธิ์เดชของปาฏิหาริย์มายากล   ดังที่นักฟิสิกส์ระดับนำของโลกหลายๆ  คนเชื่อในทุกวันนี้   นั่นคือพื้นฐานของจักรวาลวิทยาใหม่และฟิสิกส์ดาราศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผู้อ่านทุกคนเลยคิดว่าตนรู้ดีว่าความรู้  (knowledge)  คืออะไร?   แต่ที่เราเข้าใจว่าเรารู้ดีนั้น   อาจจะเป็นความรู้กายวัตถุที่เป็นประหนึ่งสิ่งของที่ถูกแช่แข็งอยู่ตลอด เวลา   แน่นิ่งอยู่กับที่ดุจจะพูดได้ว่าเป็นก้อนหินที่ไม่มีชีวิตชีวา   เราเข้าโรงเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ  อายุยังไม่ถึงสามขวบ   เพื่อเรียนและรู้ซึ่งความรู้ที่ไม่มีชีวิตชีวานั้นๆ  โดยเข้าใจว่าความรู้คือความจริงหรือนำไปสู่ความจริง   และโดยทั่วไปของเด็กเล็กๆ  เหล่านั้นในเมืองใหญ่ของปัจจุบัน  เด็กเล็กๆ  ในวัยแค่นั้นยังไม่รู้จักโลกรอบตัว   หรือรู้จักตัวเองได้มากพอที่จะรู้ถึงความสัมพันธ์ของตัวตนต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านั้น   นั่นคือความสัมพันธ์และความสำคัญของตัวเองกับสังคมและจิตวิญญาณ   หรือวัฒนธรรมที่แสดงออกของสังคมนั้น   เพราะฉะนั้นไปๆ  มาๆ  เราก็จะรู้หรือเรียนแต่เฉพาะความสำคัญของตัวเองกับความสัมพันธ์ของตัวเองกับ สิ่งแวดล้อมกายวัตถุ   ในที่นี้และในเมืองใหญ่คือสังคม   ตกลงสิ่งที่เราเรียน  เรารู้  และสิ่งที่เราใช้กำกับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย   คือการเรียนเพื่อที่จะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน   หรือความเกี่ยวเนื่องระหว่างสังคมกับตัวตนของตัวเองที่สำคัญที่สุด   เราเรียนเพื่อรู้แค่นั้น-สำหรับคนส่วนใหญ่-จริงๆ  แต่จริงๆ  แล้ว  ความรู้ไม่ใช่ทั้งสองอย่างสองประการที่กล่าวมานั้น   คือทั้งไม่ได้ถูกแช่แข็งตายซากอยู่เฉยๆ   และที่สำคัญกว่านั้นความรู้ไม่ใช่ความจริงแท้   แต่ตรงกันข้าม   ความรู้คือกระบวนการหรือเป็นกรรมวิธีของธรรมชาติ  (natural  process)  จึงไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาโดยเชื่อมโยงกันทั้งหมด   และความรู้ไม่ใช่ความจริงที่แท้จริงเพราะว่าอธิบายเฉพาะแต่รูปธรรมวัตถุภาย นอก   ไม่มีอะไรแม้แต่น้อยที่เป็นเรื่องของภายใน   ความรู้ในโลกของรูปธรรมวัตถุนิยมจึงไม่สมบูรณ์เลย   เพราะธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องของภายนอกกับภายในเป็นบูรณาการ    จริงๆ  แล้วแม้ว่าภายนอกจะสำคัญ   แต่ว่าภายในสำคัญยิ่งกว่า   อย่างไรก็ตาม  ทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดอย่างใดไปไม่ได้ในเรื่องของธรรมชาติแห่งองค์ รวม   นั่น-ก็เป็นการอธิบายอีกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่าความรู้ไม่ใช่ความ จริง   เนื่องจากธรรมชาติของความจริงจะต้องเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม  ซ้อนๆ  องค์รวม...ฯลฯ  ภายนอกกับภายในเป็นบูรณาการ... แอดอินฟินิตัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผู้เขียนใช้คำว่าจิตวิญญาณ  (spirituality)  ของสังคมหรือวัฒนธรรมในที่นี้   จริงๆ  แล้วเพียงเพื่อต้องการที่จะเน้นความสำคัญของคำว่าวัฒนธรรมเท่าที่ผู้เขียน เข้าใจ   ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากที่คนทั่วไปเข้าใจและใช้ๆ  กันอยู่ในทุกวันนี้มากนัก   ในความเห็นของผู้เขียนนั้น   ผู้เขียนเข้าใจว่าวัฒนธรรมคือจิตรวมทั้งจิตวิญญาณร่วมของสังคมด้วย   ในขณะที่สังคมคือรูปกายวัตถุโดยรวม   พูดง่ายๆ  สังคมมีบริบททางรูปธรรมหรือมีบริบทไปในทางพฤติกรรม   ขณะที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องของจิตรู้กับจิตไร้สำนึก   คำว่าจิตนั้นกว้างมากที่สุดเลย   ที่ทำให้นักคิดนักปราชญ์เข้าใจไม่ตรงกัน   ผู้เขียนอาจเป็นคนที่ชอบคิด  จึงอาจจัดว่าเป็นนักคิดทั่วไปก็ได้   แต่เป็นถึงนักปราชญ์นั้นคงจะยาก   อย่างไรก็ตาม   ผู้เขียนได้อ่านและได้คิดเรื่องจิตนี้อย่างจริงจังและยาวนาน   ที่ทำให้ผู้เขียนสามารถจะเข้าใจมันได้บ้าง   ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน   หากว่าเรายอมรับกันว่าจักรวาลนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพียงประการเดียวคือ  วิวัฒนาการ-จากหนึ่งสู่ความหลากหลายที่ซับซ้อนมากขึ้นๆ  เป็นวัฏจักรเช่นล้อของเกวียน   เพื่อที่กลับมาหาหนึ่งใหม่ไปเช่นนั้นเรื่อยไปอย่างไม่รู้จบ-ของจิต   ฉะนั้น  จิตจะรวมทั้งหมดตั้งแต่จิตปฐมภูมิ  (primordial  mind)  ของจักรวาลที่เป็นจิตไร้สำนึก  (cosmic  unconsciousness)  ที่มีอยู่ทุกหนแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     และต่อมาส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในสมองของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์   และจะถูกบริหารโดยสมองไปเป็นจิตที่เรียกรวมๆ  ว่าจิตใจ   และมีวิวัฒนาการและถูกบริหารต่อไปเป็นจิตสำนึก  (consciousness  or  conscious  mind)  ที่รวมความรู้สึก  อารมณ์  ความจำ  หรือจิต  (ตื่นรู้  (cognition)  ไล่ต่อๆ  ไปตามสเปกตรัมของจิต   ไล่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ  ถึงจิตวิญญาณและนิพพาน   ปัจเจกบุคคลก็เช่นนั้น   โดยรวมหรือสังคมก็เช่นนั้น   นิพพานที่ผู้เขียนเข้าใจจึงเป็นทั้งลักษณะของปัจเจกพุทธและโพธิสัตว์   วัฒนธรรมจึงหมายความคล้ายๆ  กับจิตที่รวมจิตใจ  จิตสำนึก  รวมทั้งจิตวิญญาณไล่ไปถึงนิพพาน-ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นทั้งสภาวะและไม่ใช่ สภาวะ-ฉะนั้น  วัฒนธรรมที่สาธารณชนคนทั่วไปนำมาใช้ๆ  กันนั้น   ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงคำที่มักจะหมายถึงจิตใจของสังคม   จารีตประเพณีที่ดีงามและยั่งยืน   รวมถึงวิญญาณของเทพเทวดา  เจ้าพ่อเจ้าแม่   ผีหรือวิญญาณที่เราใช้กันจนเปรอะไปหมด   ซึ่งอย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาหรือวัฒนธรรม   ก็คือเรื่องของจิตที่กำกับควบคุมพฤติกรรมของสังคมอีกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การรับรู้ของเราที่ทำให้เรา  "รู้"  ซึ่งความรู้  (หนึ่งๆ  ใดๆ)  แล้วจำเอาไว้เป็นประสบการณ์เพื่อระลึกเอามาใช้เมื่อเราต้องการนั้น   เราจึงจำเป็นที่ต้องระลึกถึงความเป็นทั้งหมดของความรู้นั้นๆ  ซึ่งได้แก่   ความสนใจหรือความจงใจ-หนึ่ง   พฤติกรรม  (การอ่านหรือการฟัง)-หนึ่ง    บริบทของสังคมในขณะนั้น-หนึ่ง   และวัฒนธรรมของสถานที่-เวลาในขณะนั้นๆ อีกหนึ่ง   ความรู้ทุกๆ  อย่างจะต้องประกอบด้วยความเป็นทั้งหมดทั้งสี่อย่างนั้นเสมอไป   เป็นบูรณาการโดยขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้   และต้องเข้าใจตลอดเวลาว่าดังที่ได้พูดมาแล้ว  ความรู้ที่เรารับและเรียนรู้นั้น   มันไม่เคยอยู่กับที่   หากแต่มันเป็นกระบวนการธรรมชาติอย่างหนึ่ง   ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสัมพันธ์กับทั้งหมด   เหมือนกับความจริงทางโลกหรือทางสังคมที่ไม่ใช่ความจริงแท้   ที่คล้ายๆ  กันกับสายน้ำด้วย   จริงๆ  แล้วผู้เขียนคิดว่า  การเรียนรู้  ทั้งสามรู้  คือ  รู้รอด   รู้เพราะมีความรู้   และรู้แจ้ง   ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือของวิวัฒนาการของมนุษย์และจักรวาล   จากหนึ่งสู่ทั้งหมด   เพื่อหวนกลับสู่หนึ่งใหม่ไปเรื่อยๆ  อย่างไม่รู้จบ   นั่นคือขามาและขากลับของวิวัฒนาการ   อันเป็นเป้าหมายของจักรวาลที่ยาวมากๆ  และมนุษย์ที่สั้นมากๆ  ดังที่ผู้เขียนมองเห็น  เชื่อ  และเอามาเขียนเล่าตลอดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     นั่นคือขั้นตอนของวิวัฒนาการของจักรวาล   วิวัฒนาการทางกายภาพจะต้องผ่านขั้นตอนของชีววิวัฒนาการของพืชและสัตว์ต่างๆ  ไล่ไปตั้งแต่ต่ำไปหาสูง   ทวีความซับซ้อนขึ้นไปตามลำดับก่อน   ต้องผ่านการ  "รู้รอด"  ของพืช  สัตว์และมนุษย์ก่อน   ถึงจะเป็นการรู้หรือการแสวงหาความรู้ของสัตว์ชั้นสูง   ไล่มาตั้งแต่แมมมอล  ไพรเมต  เอปส์  เช่น  ชิมแปนซี  และมาถึงมนุษย์ตามลำดับ   ไล่มาอีกทางกายภาพตั้งแต่ปัจเจกและโดยรวมหรือสังคมตามลำดับ   ก่อนที่จะมาถึงวิวัฒนาการของจิตและวัฒนธรรม   ซึ่งก็คือจิตแห่งสังคมตามลำดับเช่นเดียวกัน    ความรู้ทางโลกหรือทางสังคม-อันไม่ใช่ความจริงแท้ดั่งที่ได้ว่าไปแล้ว-จะ ประกอบด้วยความตั้งใจ-หนึ่ง   พฤติกรรม-หนึ่ง   สังคมในเวลานั้น-หนึ่ง   และวัฒนธรรมในเวลาและสถานที่อีกหนึ่ง  แล้วจึงจะมาถึงการค้นพบความจริงที่แท้จริงหรือ  "รู้แจ้ง"  ไล่ไปตั้งแต่จิตวิญญาณ  (spirituality)  ถึงนิพพานการรู้  (knowing  or  cognition)  และความรู้  (knowledge)  จึงเป็นกลไก   หรือเครื่องมือของวิวัฒนาการของจักรวาลที่มีมนุษย์เป็นตัวแสดง   การรู้และความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิวัฒนาการของมนุษย์   ที่ต้องเรียนรู้ทั้งสามรู้ที่กล่าวมานั้นจนรู้แจ้งหรือรู้ว่าความจริงแท้ นั้นคืออะไร?  และการรู้ความจริงที่แท้จริง-อันเป็นเป้าหมายของจักรวาลนั้นจำเป็นที่จะต้อง รู้จักรู้การเอาตัวให้อยู่รอดหรือรู้รอดก่อน  และการรู้เพื่อแสวงหาความรู้ก่อน-หรือรู้แจ้งนั้น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-7756749070595918411?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/7756749070595918411/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=7756749070595918411' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/7756749070595918411'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/7756749070595918411'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='ความรู้โลกความจริงโลกไม่ใช่ความแท้'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-1270998996418866222</id><published>2009-07-25T15:16:00.000-07:00</published><updated>2009-08-02T05:05:16.353-07:00</updated><title type='text'>อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ ผู้ขมังเวท ๕ แผ่นดิน</title><content type='html'>http://www.thaipost.net/tabloid/260709/8277&lt;br /&gt;http://www.thaipost.net/tabloid/020809/8623&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ เฮง ไพรวัลย์ เป็นคนพื้นเพ ณ ทุ่งหันตรา พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นบุตรของนายตำรวจผู้ตรวจการเรือนจำ ท่านเกิดในปี พ.ศ.๒๔๒๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แล้วสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ข้อมูลบางที่บอกว่าท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเมื่อดูจากปี พ.ศ.แล้วเป็นการสันนิษฐานผิด เพราะแผ่นดินของในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยุติลงที่ พ.ศ.๒๔๑๑&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ฐานะ ครอบครัวทางบ้านของอาจารย์เฮง นับได้ว่าเป็นตระกูลที่มีทรัพย์สินมากระดับขั้นเศรษฐีมีที่ดินที่นามากใน ทุ่งหันตรา คุณพ่อของอาจารย์เฮง เป็นคนที่มองการณ์ไกลได้ให้อาจารย์เฮงไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ คือ ปีนัง ประเทศสิงคโปร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คน ในไทยยุคนั้นหากสามารถส่งลูกไปเรียนที่ต่างประเทศได้ถือว่าไม่ธรรมดาทางด้าน ฐานะ อาจารย์เฮงตกลงได้เดินทางไปสิงคโปร์ตามคำของคุณพ่อทุกประการ การไปศึกษาถึงต่างประเทศทำให้อาจารย์เฮงได้พบเพื่อนใหม่ๆ มากมาย และเหล่าพ้องเพื่อนนั้นต่อมาได้รับราชการกันเกือบหมด ได้เป็นพระยา ได้เป็นคุณหลวงหลายคน อาทิ พระยาเพชรปรีชา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     แต่ ขณะที่ศึกษาอยู่นั้นภายใต้จิตของอาจารย์เฮง จิตใจยังระลึกวันที่บวชเป็นพระอยู่แล้วเพิ่งจะลาสิกขาบทมาหมาดๆ ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อ อาจารย์เฮงบวชครั้งแรกที่วัดสุวรรณคาราราม  เหตุ ที่ทำให้ในใจของอาจารย์เฮงเป็นเยี่ยงนี้เพราะว่า หลวงตาชื้นในวัดสุวรรณคาราราม เล่นแร่แปรธาตุอะไรบางอย่างให้ดูด้วยคาถาอาคม จึงรู้สึกชอบและอยากจะให้ได้อย่างนั้นบ้าง ครั้นจะบวชอยู่ต่อก็ไม่ไหว เพราะพ่อเร่งรัดว่าต้องไปศึกษาต่อ จึงจำใจต้องลาสิกขาบทก่อน เพื่อเป็นการมิขัดใจต่อพ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ใคร จะไปคิดได้ถึงว่าที่สุดอาจารย์เฮง ก็ทำเรื่องลาออกจากโรงเรียนที่ปีนังด้วยตัวเอง เพราะการเรียนอยู่ที่นั้นรู้สึกฝืนจิตใจชอบกล อาจารย์เฮงจึงได้หารือกับเพื่อนสนิทซึ่งต่อมาได้เป็นพระยาเพชรปรีชา ว่าจะลาออกกลับเมืองไทยเพื่อศึกษาไสยเวทเพราะชอบทางนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ท่านพระยา เพชรปรีชาก็มิได้ทักท้วง แต่ได้แนะนำว่าของดีของขลังทางภาคใต้บ้านเราก็มีอยู่มากโดยเฉพาะที่เขาอ้อ พัทลุง ที่สุดแล้วได้เดินทางกลับประเทศไทย โดยเข้ามาอาศัยอยู่ทางภาคใต้ก่อน หลังจากที่ได้ยินคำเพื่อนแนะนำ จึงบ่ายหน้าไปที่ เขาอ้อ พัทลุง ที่มีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์มากมาย  อาทิ อาบน้ำว่าน, สักยันต์นะ ๙ เฮชาตรี ศึกษาพืชสมุนไพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การ หาสมุนไพรไม่ใช่หากันได้ง่ายๆ เมื่อเดินเข้าไปในป่าเขาลึกแล้ว เมื่อพบสมุนไพรบางตัว ตามสูตรต้องเก็บตามฤกษ์ยาม เพราะสมุนไพรบางตัวต้องเก็บยามเช้า บางตัวต้องเก็บกลางคืน เพราะสมุนไพรบางตัวจะคลายตัวยาออกมาที่ใบตอนกลางคืน พอเราไปเก็บตอนกลางวันก็คงไม่มีประโยชน์ หรือบางตัวเราต้องเก็บยามเช้าแต่พอไปเก็บยามบ่ายก็ไม่ส่งผลแต่ประการใด นับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านโดยแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สมุนไพร ที่เก็บยากมากที่สุดเห็นจะเป็นจำพวกที่ต้องไปเก็บตอนเดือนหงาย เวลาเก็บต้องกลั้นหายใจ เพราะในป่าเงียบมากพอไปถึงต้นแล้วหายใจดังจะทำให้ว่านตกใจหุบดอกหุบใบจนสิ้น ก็จะไม่สามารถเก็บได้ เพราะถึงเก็บมาตัวยาของว่านก็วิ่งกลับเข้าลำต้นแล้ว ก่อนเด็ดก็ต้องว่าคาถาบัดพลีต่อเจ้าป่าเจ้าเขาในใจก่อน ไม่ใช่เจอแล้วจู่ๆ เด็ดเลย เรื่องต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ท่าน ชอบเรื่องของการสักยันต์เป็นอย่างมาก จึงพยายามศึกษาในขั้นพื้นฐานจากที่สำนักเขาอ้อ ที่สำนักเขาอ้อนี้แม้แต่นายหัวมหาเศรษฐีอย่าง ดร.ไมตรี บุญสูง ก็ได้มาศึกษาถวายตัวเป็นศิษย์และได้อาบน้ำว่านด้วย การอาบน้ำว่านนี้ทำให้ผิวหนังดี คือ หนังเหนียวฟันแทงยิงไม่เข้า อดีตนายตำรวจปราบปรามเสือร้ายอย่าง พล.ต.ต.ขุนพันธ์ฯ ก็เป็นศิษย์สายเขาอ้อนี้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อาจารย์ เฮงอยู่เขาอ้อได้ประมาณสามเดือนก็เดินทางกลับเข้าพระนคร (กรุงเทพฯ) จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านเกิดที่ทุ่งหันตรา ไม่นานพ่อของท่านซึ่งป่วยอยู่ก็ได้จากไป ท่านจึงมุ่งหน้าศึกษาเรื่องไสยเวทอีกครั้งอย่างจริงจัง โดยคราวนี้ท่านได้เดินไปที่วัดประดู่โรงธรรม ซึ่งเป็นวัดที่เก็บเอกสารวิชาตำรับตำราโบราณตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร มหาราช มีบัญชาให้สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว พระเกจิเชื้อสายรามัญ เป็นผู้เรียบเรียงและรวบรวมขึ้น โดยเฉพาะวิชาเดินทัพพิชัยสงคราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หลักการของตำราพิชัยสงคราม สามารถแตกออกได้หลายแขนง อาทิ วิชาสมุนไพรรักษาโรคนานาชนิด, วิชาการสักยันต์และอักขระอันศักดิ์สิทธิ์, วิชาการตั้งพิธีกรรม, วิชาการตั้งค่ายกล, วิชาการตั้งทัพ, วิชาการเลือกชัยภูมิสร้างเมือง (ฮวงจุ้ย), วิชาตั้งปั้นเครื่องราง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อาจารย์ เฮง ได้ศึกษาคัมภีร์รัตนมาลา หรือ คาถามหาพุทธาธิคุณ ซึ่งว่าด้วยบทอิติปิโสครบสูตร ในนั้นมียันต์มหาจักรพรรดิตราธิราช การศึกษาสมัยนั้นเมื่อท่องได้แล้วก็ต้องเขียนได้ เมื่อเขียนได้ก็ต้องเรียนพิธีกรรมเสริม เพราะแต่ละบทต่างก็ต้องใช้พิธีกรรมควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่ทำไปเรื่อยอย่างคนรุ่นหลังๆ อย่างการลบกระดานเพื่อเอาผงพุทธคุณ มือก็เขียนกระดานชนวนไปใจก็ตรึกนึกบริกรรมคาถา เขียนไปจนครบจบขบวน เวลาลบก็กลั้นใจให้คาถาอีกบทลบเอาผงเพื่อใส่ในบาตรพระ นั่นแลกว่าจะได้สักหนึ่งย่อมยากเย็นประณีตนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เครื่อง รางของขลังในยุคสมัยก่อนจึงมากไปด้วยความขลังศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพจริงๆ ไม่ใช่เปิดโรงงานนั่งปั๊มกันตึงๆ ทั้งวันทั้งคืน ของคนโบราณเขาดีทั้งในทั้งนอก เนื้อหามวลสารดีแล้ว แต่กว่าจะเป็นมวลสารได้ก็ต้องว่าคาถาทุกขั้นตอน จึงไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมพระเครื่องรางของขลังเก่าๆ จึงขลัง ผู้ใดใครมีจึงห่วงแหนนัก เพราะเป็นของที่ดีจริงๆ เลิศจริงๆ เพราะเขาไม่ได้ทำกันเล่นๆ ในการเสกเครื่องรางก็ต้องตั้งราชวัตรฉัตรธง เป็นสถานที่สำหรับเสก ต้องมีการบวงสรวงพิธีกรรมต่างๆ นานาชนิด ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิด คนที่ขาดความละเอียดและไม่ได้ศึกษามาโดยตรงหากไปจับไปต้องคงจะทำไม่ได้ตาม สูตรแน่แท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อ อาจารย์เฮงศึกษาจนแตกฉานแล้ว จากนั้นท่านคิดที่จะศึกษาเรื่องของยันต์นะครบสูตรอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งตอนท่านอยู่ทางใต้ยังไม่ทันได้ศึกษา เพราะมีเหตุต้องกลับมาที่บ้านก่อนด้วยเรื่องของพ่อท่าน สูตรยันต์ที่ว่านี้คือ ยันต์นะ ๙ เฮชาตรี เป็นที่สุดยอดอีกหนึ่ง ผู้ที่มีความรู้เรื่องยันต์นี้เหลือน้อยเต็มที แต่บังเอิญ หลวงพ่อกลั่น ธรรมโชติ วัดพระญาติการาม พระนครศรีอยุธยา ท่านมีความรู้เจนจบในเรื่องนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อาจารย์ เฮงจึงได้มอบกายถวายชีวิตอุทิศตนเป็นลูกศิษย์ โดยขอบวชกับท่านนับเป็นการบวชครั้งที่สอง โดยมีหลวงพ่อกลั่น เป็นพระอุปัชฌาย์ วิชาของหลวงพ่อกลั่นไม่มีการจดบันทึกรวบรวมเอาไว้เป็นคัมภีร์ ใครจะศึกษาต้องถ่ายทอดกันปากต่อปาก คือ อยู่กันคนละฝาห้องอาจารย์จะเป็นผู้บอกตัวคาถาและอักขระให้ท่องจำเอาเองให้ ได้ เหตุที่ไม่มีการจดบันทึกเกรงว่าคาถานั้นจะร่วงหล่นไปตามพื้นเมื่อกระดาษนั้น หล่นหายหรือทิ้งทำลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วิชาที่อาจารย์เฮงศึกษาจากหลวงพ่อกลั่นนั้นมีอยู่หลายแขนง อาทิ ชักยันต์นะ ๙ เฮชาตรี, การฝังเข็มทอง, การ สักยันต์ณาณาณา เป็นกงจักรนารายณ์ ซึ่งมาจากอิติปิโสแปลงรูป (นารายณ์แปลงรูป) การฝั่งเข็มทอง คือ เอาทองคำแท้มาทำเป็นเข็มเล็กๆ ฝังเข้าไปในลำตัว การฝังโดยมากจะใช้ถึง ๙ เล่ม ฝังพร้อมกัน โดยว่าคาถาแล้วให้พลังจิตดันเข็มเข้าไป เมื่อฝังแล้วเวลาที่เข็มวิ่งหรือว่ามีเหตุอันใดเกิดขึ้นนั้นเข็มทองจะวิ่ง เข้าเนื้อทิ่มแทงเนื้อเตือนตน ให้เรารีบออกจากสถานที่นั่นเสีย เป็นสุดยอดอีกหนึ่งวิชาของหลวงพ่อกลั่น เมื่อการเรียนรู้อยู่กับหลวงพ่อกลั่นนั้นจบสิ้นตามปรารถนาแล้ว อาจารย์เฮงอยู่รับใช้หลวงพ่อกลั่นอีกระยะหนึ่งแล้วจึงลาสิกขาบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มี เรื่องเล่ากันว่าเพราะท่านเรียนมามากจึงเกิดอาการร่ำร้อนวิชาขึ้นมาทุกขณะ ที่สุดก็ลาสิกขาบท เพื่อนๆ ของท่านที่เป็นพระยาทราบว่าสึกจากพระแล้ว ได้วิชาดีมากมาย จึงมาขอของดีด้วยการน้อมตัวเป็นศิษย์ พระยาเพชรปรีชา เป็นผู้นำมา การสักยันต์ในคราวแรกต้องทำกันที่วัดสะแก โดยอาจารย์เฮง ไพรวัลย์ ได้นิมนต์ หลวงปู่สี พินทสุวณฺณ เป็นฝ่ายสงฆ์ในการสวดทำพิธี การจะสักยันต์ของอาจารย์เฮงนั้นต้องตั้งราชวัตรฉัตรธง ทำแท่นบูชาพระอรหันต์ ๑๐๘ รูป พระสงฆ์สวดพระคาถา ส่วนอาจารย์เฮงท่านก็สักและว่าคาถากำกับไปด้วย (อ่านต่อสัปดาห์หน้า).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; อาจารย์ เฮง ไพรวัลย์ ท่านสร้างเครื่องรางเอาไว้มากมาย เครื่องรางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้แก่ เหรียญสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เป็นเหรียญพรหมสี่หน้า ด้านหลังหลวงปู่สี วัดสะแก เป็นผู้จาร อาจารย์เฮงลงคาถาอาคมกำกับก่อน จากนั้นหลวงปู่สีท่านจารเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกสำทับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ประสบการณ์ ของผู้ที่ได้บูชาเหรียญพรหมของอาจารย์เฮงนั้นมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการอธิษฐานขอ การขอนั้นโดยมากจะสำเร็จไปในเรื่องของการค้า และความเมตตาในด้านต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มี แขกแถวๆ พาหุรัดคนหนึ่งได้เหรียญของอาจารย์เฮงเอาไว้บูชา แรกๆ ก็ขายผ้าโดยเช่าห้องเล็กๆ ขายอยู่ แต่ทว่าการค้าไม่ค่อยดี ทั้งที่ร้านของคนอื่นขายดี ทุกวันๆ เมื่อได้เหรียญพรหมมาเลยทำพิธีคงคาอารตี ซึ่งเป็นพิธีบูชาเทพแบบฮินดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อ ทำไปแล้วอธิษฐานขอให้ขายค้าผ้าดีๆ หลังจากนั้นไม่ถึงเจ็ดวัน การค้าที่ซบเซามานานก็เริ่มมีคนมาซื้อของมากขึ้น เริ่มมีลูกค้ามาสั่งผ้าชุดยกชุดขนาดใหญ่ๆ มากขึ้น จนผ่านไปสองปีถึงกับตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ได้อย่างภาคภูมิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เครื่อง รางของอาจารย์เฮงจึงได้โด่งดังมีผู้นิยมมากด้วยเหตุนี้ เหรียญพรหมสี่หน้าของท่านมีทั้งแบบเนื้อเงิน เนื้อนาก เนื้อทองคำ เนื้อทองแดงก็มีปรากฏเช่นกัน ราคาอยู่ที่ระดับหลักหมื่นกลางๆ ถึงแสน แล้วแต่สภาพและความสวยงามของเหรียญเป็นหลัก อย่างไรก็ตามต้องระวังของเก๊ที่มีระบาดเพียบครับ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                       ราช รามัญ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-1270998996418866222?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/1270998996418866222/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=1270998996418866222' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/1270998996418866222'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/1270998996418866222'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/07/blog-post_25.html' title='อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ ผู้ขมังเวท ๕ แผ่นดิน'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-1032743513598388333</id><published>2009-07-12T15:40:00.000-07:00</published><updated>2009-07-12T15:44:51.044-07:00</updated><title type='text'>ถึงจะไร้เหตุผล-ถ้าเป็นนักวิชาการก็ต้องฟัง</title><content type='html'>นับวันอาจารย์ ประสาน ต่างใจ จะเขียนย้ำเตือนมากขึ้นเรื่อยๆถึงภัยพิบัติที่ำกำลังจะมาถึง 2012 มีหลักฐานมากมายที่ถูกอ้างถึง คราวนี้เป็นเรื่องดวงดาว และคำทำนายของนอสตราดามุสที่ตรงกันอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ผมก็อยากให้คุณรอดชีวิต และเป็นคนดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญอ่าน&lt;br /&gt;http://www.thaipost.net/sunday/120709/7634&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยกเป็นหัวข้อของบทความของวันนี้   ขอให้ผู้อ่านคิดให้ถ้วนถี่ว่าเหตุผลที่เรามีเราใช้  ในการกำหนดและกำกับวิถีชีวิตของเราอยู่ทุกวันนั้น   คืออะไร?   และคิดว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวของโลกหรือไม่?   คิดให้ดีแล้วถึงค่อยอ่านต่อให้จบ   เพราะบทความวันนี้น่ากลัวแถมยังเป็นไปได้   และต้องรู้ว่าที่ยกมานั้นไม่ใช่คำพูดของผู้เขียน   หากแต่เป็นของศาสตราจารย์ของโรงพยาบาลเคมบริดจ์   มหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด   จิตแพทย์จอห์น  อี. แม็ก  ที่เสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อนทั้งๆ  ที่มีอายุเพียง  60  ปีต้นๆ  ในคำนำหนังสือของเขา  (John  E. Mack: Abduction,  1995)-ซึ่งผู้เขียนได้นำเนื้อหามาเขียนลงในไทยโพสต์ในปีนั้น   และปีต่อๆ  มาสองหรือสามบทความ   โดยเฉพาะข้อสงสัยของผู้เขียนที่เขียนลงในบทความชื่อว่า  ทำไม?  การลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาวถึงเกิดกับฝรั่ง-เพิ่งมารู้คำตอบในเว็บไซต์  www.abovetopsecret.com  ลงวันที่  16  พฤษภาคม  2008  นี่เองที่บอกว่า   มนุษย์ต่างดาวมักจะลักพาตัวหรือเลือกคนที่มีเลือดเป็นชนิด   Rh-negative  โดยเฉพาะมาจากครอบครัวฝ่ายแม่ทั้งตระกูล  ซึ่งคนฝรั่งมีหมู่เลือดเช่นนี้มากถึง  15%  แต่คนเอเชียมีน้อยมาก   คือมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์  ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่า-ดังที่ได้เขียนมาตลอด-คนมองโกลอยด์รวมทั้งไทยเรามา จาก  โฮโมอีเรกตัส  ที่อพยพไปและวิวัฒนาการไปด้วยกัน-เป็นโฮโมซาเปียนส์  หรือมนุษย์ปัจจุบัน-ที่เอเชียหรือทางตะวันออก   แทนที่จะรอให้มีวิวัฒนาการที่แอฟริกาก่อนถึงจะอพยพในทีหลัง  เช่น  คอร์เคเซียนและนิโกร   ซึ่งทำให้สามารถอธิบายกำเนิดการของมนุษย์ชวาและมนุษย์ปักกิ่ง  (Java  man  and  Peking  man)  ซึ่งเป็นโฮโมอีเรกตัสได้ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     กลับมาที่จอห์น  อี. แม็ก  อีกครั้ง   ตอนนั้นหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่บ้านเราได้ลงข่าวหน้าหนึ่งในเรื่อง หนังสือ  (เรื่องที่ว่า)  ของเขาหลังจากหนังสือวางตลาด   เพราะอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการได้ไปฟ้องอธิการบดีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดใน ตอนนั้นว่า   หนังสือของเขาไม่เป็นวิทยาศาสตร์   ทำให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง   อธิการบดีจึงตั้งคณะกรรมการ  ส่วนมากเป็นนักวิทยาศาสตร์มาสอบสวน   คณะกรรมการได้ทำการตรวจงานวิจัยอันเป็นที่มาของหนังสือดังกล่าว   ปรากฏว่าคณะกรรมการต่างเห็นด้วยอย่างเป็นเอกฉันท์   ว่างานวิจัยและหนังสือของเขาเป็น  "วิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง"  ทำให้อธิการบดีและคณะกรรมการต้องออกหนังสือเป็นทางการ   พร้อมกับเดินทางไปพบจอห์น  อี. แม็ก  ถึงบ้านเพื่อขอโทษ   และได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่หนังสือพิมพ์บ้านเราต้องเอามาลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ที่เอาเรื่องทั้งหมดมาลงที่นี่    ก็เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์หัวเก่าไม่ว่าที่ไหนรวมทั้งบ้านเรา ที่จอห์น  อี. แม็ก  เรียกว่า  คนที่อยู่ในยุควัตถุนิยมจ๋า  (material  paradigm)  ที่กำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว   และเปลี่ยนมาสนับสนุนวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่-ซึ่งส่วนใหญ่มากๆ  กลับเป็นตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์เก่าเดิม   ซึ่งให้ความจริงน้อยกว่ามากนัก-โดยที่วิทยาศาสตร์ใหม่จะให้ความจริงที่ เหมือนกับความจริงทางศาสนาที่เกิดขึ้นมาจากทางตะวันออก   ซึ่งไม่มีเหตุผลดังที่นักฟิสิกส์ใหม่หลายๆ  คนบอกเรื่องที่ปราศจากตรรกะและไร้เหตุผลอย่างนี้   ก็เหมือนกับคำทำนายของศาสนาและลัทธิความเชื่อในวัฒนธรรมต่างๆ  เช่นเรื่องของความล่มสลายระดับโลกในปี  2012  ตามปฏิทินของชาวมายาที่อเมริกากลางบอกไว้  (the  crash  of  2012!)  ซึ่งตรงกับปีมะโรง  พ.ศ.2555  อันเป็นปีที่พระเถระอาวุโสมากหลายในพุทธศาสนาและของศาสนาใหญ่ต่างๆ  แทบจะทุกศาสนาเตือนให้ชาวโลกระวังไว้เหมือนๆ  กัน  ทั้งยังตรงกับผู้เขียนอายุครบ  84  ปี  ซึ่งที่ผู้เขียนได้บอกกับเพื่อนๆ  หลายคนว่าผู้เขียนน่าจะตายในปีมะโรงนั้น  จริงๆ  แล้วไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ   เพราะไม่มีตรรกะและเหตุผล  มองไม่เห็น  อันเป็นที่มาของเหตุผล   ไม่เกี่ยวกับการเกิดหรือไม่เกิดของเหตุการณ์นั่น   ทั้งยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ทั้งในพุทธศาสนา   และทั้งในทางฟิสิกส์ใหม่หรือควอนตัมเมคานิกส์   ซึ่งทั้งสองวินัยที่บอกไว้เหมือนๆ  กันว่า  เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นศักยภาพของความ  "น่าจะเป็นไปได้"  หรือทางเลือกของผู้สังเกต  (choice)  หรือจิตของเรา  (Henry  Stapp:  Mind,   Matter  and  Quantum  Mechanics,  2004;  Arthur  Zajonc  editor:  New  Physics,  Cosmology  and  Buddhism  (dialogue  with  Dalai  Lama), 2004)  เนื่องจากภาวะล่มสลายของสภาพความเป็นคลื่น  (wave-function  collapse)   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เพราะฉะนั้น   ตรงนี้เราต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำทำนาย   ไม่ได้หมายความว่าผู้ทำนายอย่างผิดๆ  หรือคาดการณ์เอาเอง   แต่โดยที่ทางเลือกของความ  "น่าจะเป็นไปได้"  มีหลายๆ  อย่างทำให้เหตุการณ์   ซึ่งเกิดจากการเลือกหรือความล่มสลายของคลื่นไปเป็นอย่างอื่น   อย่าลืมว่าควอนตัมเมคานิกส์นั้นไม่มีทั้งตรรกะและเหตุผลเช่นในคลาสิคัล ฟิสิกส์ของนิวตัน   ที่เป็นความจริงทางโลกแห่งกายวัตถุโลกที่เรามองเห็นหรือรับรู้   อันเป็นที่มาของตรรกะและเหตุผล  (ซึ่งเป็นไปเพื่อใช้กับมนุษย์ด้วยกันเอง)  การเกิดของเหตุที่ก่อผลซึ่งทำนายได้  (cause  and  effect;  and  determinism)  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ในโลกแห่งกายวัตถุที่มีเหตุผล  และกฎแห่งคลาสิคัลฟิสิกส์กำหนด   ซึ่งเป็นตรงกันข้ามกับควอนตัมเมมานิกส์  ดังที่  เดวิด   ฟิงเกลสไตน์   นักฟิสิกส์มีชื่อจากเอ็มไอที  (MIT)  ที่กล่าวว่า  "เราจะหาตรรกะเหตุผลในควอนตัมเมคานิกส์ไม่ได้หรอก   ต้องหาตรรกะทางควอนตัมถึงจะได้"  (cited  by  Nick  Roberts:  Quantum  Reality, 1985)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เพราะฉะนั้น    คำทำนายในศาสนาใหญ่ๆ  ต่างๆ  รวมทั้งคำทำนายของนอสตราดามุส  เอดการ์  เคซี  รวมทั้งปฏิทินชาวมายาในเรื่อง  2012  และเรื่องการย้ายแผนที่โลกหรือย้ายขั้วโลก  (geographical  reversal &amp; pole  shift)  ก็คล้ายๆ  กับเรื่องของ  5-5-2000  ที่ดาวมาเข้าแถวกันถึง  7  ดวง  ซึ่งในวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไร   แต่เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นในวันและ เวลานั้นๆ  ก็ไม่ใช่ว่าเป็นการทำนายที่ผิด   แต่จะเป็นไปตามกฎทางเลือกแห่งควอนตัมที่อธิบายว่าความ  "น่าจะเป็นไปได้"  ที่กล่าวมาข้างบนนั้น   อย่าลืมว่าศาสดาอรหันต์  หรือเซนต์นะบี  หรือนักบุญในศาสนาต่างๆ  นั้น  ต่างก็รับรู้เหตุการณ์ทั้งหลายในสมาธิหรือเป็นญาณหยั่งรู้  (intuition)  ในขณะที่จิตของผู้สังเกตเผชิญกับทางเลือกหลายๆ  อย่างพร้อมกัน   แต่ละคนที่เป็นศาสดาอรหันต์หรือเซนต์นะบี  หรือนักบุญนั้นๆ  ย่อมเห็นหรือรับรู้เหมือนๆ  กัน  แต่การสลายคลื่นศักยภาพของความน่าจะเป็นไปได้  (wave-function  collapse)  ขึ้นกับจิตในขณะนั้น   และยังขึ้นกับสิ่งแวดล้อมขณะนั้นด้วย   แต่ผู้ทรงศีลหลายคนรวมทั้งผู้ที่มีความสามารถต่างก็เห็นหรือรับรู้เช่นเดียว กัน   แม้เวลาจะต่างกัน  เช่น  ปรากฏการณ์ที่จะเกิดในปี  2012  หรือปีมะโรง  2555  จึงมีความน่าจะเป็นไปได้สูงมากกว่าปกติ   ที่นักวิชาการจะต้องฟังเพื่อเตรียมบอกประชาชนว่า   จงอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ริชาร์ด   มูลเลอร์   (Richard   Muller:  Nemesis, 1988)  นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กเลย์   คิดว่าดวงอาทิตย์ของเราเป็นหนึ่งของดาวคู่แฝด  (binary-star  system)  ที่มีวงโคจรที่ดวงอาทิตย์ทั้งสองจะปรากฏให้เราเห็นในท้องฟ้า   ว่าเรามีดวงอาทิตย์สองดวงในทุกๆ  26-30  ล้านปี   ที่พ้องกันกับเหตุการณ์ล่มสลายของโลก  (mass  extinction)  ที่เกิดจากอุกกาบาตหรือดาวหางวิ่งมาชนโลกเพราะดาวใหญ่จะเกี่ยวมา  เช่น  ที่เกิดขึ้นเมื่อ  65  ล้านปีก่อนพร้อมๆ  กับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์   และในยุคอีโอซีน   พร้อมๆ  กับการสูญพันธุ์ของแมมมอสยักษ์เมื่อราวๆ  30  ล้านปีก่อน  จริงๆ แล้วภายใน  250-260  ล้านปีที่แล้ว  โลกเราเกิดสภาวะล่มสลายทั้งหมดสิบครั้ง   ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดว่าเกิดจากอุกกาบาตหรือดาวหางวิ่งมาชน   สังเกตได้จากช่วงเวลาที่พบอิริเดียมในชั้นดินแต่ละครั้งล้วนห่างกัน  26-30  ล้านปีทั้งนั้น   ยกเว้นสองครั้งที่วิทยาศาสตร์ไม่รู้  (periodic  extinction)  คาดว่าอุกกาบาตหรือดาวหางวิ่งเฉียดเฉี่ยวโลกไป  (Raup  and  Salowski)  เรื่องที่ริชาร์ด  มูลเลอร์  กับหนังสือของเขา  (Nemesis, (ผู้ล้างแค้น) 1988) นี้  ผู้เขียนได้เขียนเป็นบทความลงในไทยโพสต์ไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน   ที่สำคัญคือ  ทฤษฎีของริชาร์ด  มูลเลอร์   เรื่องของดวงอาทิตย์คู่แฝดที่มีวงโคจรทำให้สองดวงต้องมาเจอกันในท้องฟ้า ทุกๆ  26-30  ล้านปีที่เล่ามานี้-ซึ่งนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อ-ไม่เพียงแต่ ตรงกับสภาพล่มสลายโลกเป็นประจำ  (periodic  extinction)  จากแรงโน้มถ่วงของดาวที่ไปเกี่ยวกับอุกกาบาต-ดาวหางให้มาชนโลกของสองคนดัง กล่าวเท่านั้น   แต่ยังไปตรงกับรายงานของนักวิทยาศาสตร์ชื่อ  ปีเตอร์  วอร์โลว์  (Peter  Warlow:  Pole  Flipping  and  Earth  Magnetism,  New  Scientist, 1978)  ที่คิดว่าการย้ายแผนที่โลก  (geographical  upheaval)  ต่างหากที่เป็นสาเหตุของการสลับขั้วแม่เหล็ก   ดวงอาทิตย์กับโลกในทุกๆ  26-30  ล้านปี  ไม่น่าใช่ตามที่นักคอมพิวเตอร์ขององค์กรนาซาคิด   นอกจากทางวิทยาศาสตร์แล้วยังตรงกับคำทำนายของศาสนาใหญ่ๆ  เช่น  พุทธ  คริสต์  หรืออิสลาม   และของนอสตราดามุส   กับปฏิทินมายาที่เลิกไปในปี  2012&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     นอสตราดามุสเขียนในโคลง  2:41  ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     "ดาวใหญ่ดวงหนึ่งจะแผดเผาอยู่เจ็ดวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมฆจะทำให้ดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นสองดวง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     และโคลงที่ 1:84 ที่มีว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     "ดวงจันทร์จะเกิดความมืดอย่างที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     พี่ชาย (ดวงอาทิตย์) ผ่านสิ่งที่มีสีแดงคล้ำเช่นสีเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดาวใหญ่ที่ซ่อนตัวมานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ทำให้เหล็ก (อาวุธ) ของเขาอุ่นชุ่มในฝนสีเลือด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คำแปลโคลงของนอสตราดามุสโดย  แอลเลน  วอห์น  (Alan  Vaughn:  Patterns  of  Prophecy, 1976)  ได้แปลส่วนหนึ่งของคำทำนายในโคลงของนอสตราดามุส  (2:41  and  1:84)  ว่า  "จะมีดาวใหญ่สีเลือดดวงหนี่ง  (อีกดวง)  ปรากฏให้เห็นซึ่งลุกไหม้อยู่เจ็ดวัน   และเมฆจะทำให้เห็นดวงอาทิตย์มีสองดวง"  แอลเลน  วอห์น  บอกว่าดวงอาทิตย์ที่มีสองดวงนั้น  "เป็นเรื่องที่เหลวไหล"  ทางด้านของดาราศาสตร์   แต่ก็จะอธิบายโคลง  1:84  ได้  (โคลงของนอสตราดามุสทั้งหมดไม่เคยเรียงลำดับก่อน-หลังกันเลย)  (John  White:  Pole  Shift, 1994)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผู้เขียนได้เรื่องที่น่าคิดและน่ากลัวยิ่งนี้   ก็มีความลังเลใจว่าจะเขียนดีหรือไม่เขียนดี  เพราะวันนี้เวลานี้ไม่เหมือนกับเมื่อสิบปีก่อนที่ผู้เขียนยังเรียนรู้น้อย กว่านี้   และผู้เขียนก็อายุมากขึ้นด้วย   แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้เขียนคิดว่าวิทยาศาสตร์คือวินัยที่หาความจริง   ทั้งเรื่องเช่นนี้ยังสนับสนุนชาวโลกให้มีการเปลี่ยนแปลงสู่ระดับจิตวิญญาณ ที่สูงกว่านี้ได้   จึงตัดสินใจเขียน   อาจารย์อาจอง  ชุมสาย  ณ  อยุธยา   พูดให้ที่ประชุมจิตวิวัฒน์ฟังว่าปี  2013  มนุษยชาติจะมีระดับจิตสูงกว่าเดี่ยวนี้   แต่ไม่บอกว่าประชากรโลกเหลือเท่าไร?  หรือจะเป็นอย่างที่เจมส์  ลัฟล็อก  นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์การ์เดียนเมื่อต้นปีนี้ว่า   โลกจะเหลือคนเพียง  18%  หรือราวหนึ่งในห้าคนเท่านั้น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-1032743513598388333?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/1032743513598388333/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=1032743513598388333' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/1032743513598388333'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/1032743513598388333'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='ถึงจะไร้เหตุผล-ถ้าเป็นนักวิชาการก็ต้องฟัง'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-6346891921280735403</id><published>2009-07-06T09:07:00.000-07:00</published><updated>2009-07-06T09:11:34.966-07:00</updated><title type='text'>ไทยโพสต์ แทบลอยด์: สิทธิบัตรข้าวหอม GMO ได้หรือเสีย</title><content type='html'>from Thaipost.net 5.07.2009&lt;br /&gt;http://www.prachatai.com/journal/2009/07/24973&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าว สวทช.จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในอเมริกาสำเร็จ ทำให้คนเข้าใจว่าข้าวหอมมะลิจะเป็นของคนไทยตลอดไป จากนั้นอลงกรณ์ พลบุตร รีบสั่งให้รับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในไทย และรับจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ทุกชนิด ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี....แต่นี่คืออีกด้านหนึ่งของเหรียญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ที่เขาไปจดสิทธิบัตรในอเมริกาเป็นกระบวนการสร้างข้าวแปลงพันธุ์ ข้าวตัดแต่งพันธุกรรมให้มันหอม จากข้าวที่ไม่เคยหอมให้มันหอม นั่นคือสิ่งที่เขาไปขอรับสิทธิมา เขาไม่ได้จดตัวยีนข้าวหอม แต่เขาพยายามจะมาเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดยีน"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"สวทช.จดอาจไม่เป็นไร แต่พอเราเปิดปัง เท่ากับว่าเราต้องรับจดของทุกคน ต่างชาติก็จะเข้ามาทันที เราไม่สามารถบอกว่ารับจดเฉพาะ สวทช. แต่ฝรั่งมาเราไม่รับ ไม่ได้ เท่ากับเราต้องแบตลอด ปัญหาคือเราวิจัยแข่งกับเขาทันหรือเปล่า สุดท้ายแล้วเราจดได้ 1 เขาจดได้ 100 เราจดได้ 2 เขาไป 1,000 ทุกอย่าง ยีนอะไรก็ได้ เชื้อราก็ได้ พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมียีนทั้งนั้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข่าวสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประสบความสำเร็จในการจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในสหรัฐอเมริกา ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางความปลาบปลื้มภาคภูมิของคนไทย ซึ่งเข้าใจว่าการจดสิทธิบัตรจะทำให้ข้าวหอมมะลิเป็นของคนไทยตลอดไป ไม่มีนักวิจัยฝรั่งต่างชาติที่ไหนมาลักขโมยเหมือนที่เคยพยายามเมื่อหลายปีก่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารีบรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในประเทศไทยพร้อมให้นโยบายรับจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ทุกชนิด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีอีก&lt;br /&gt;เช่นกัน ทั้งยังมีคำถามว่าเหตุใดกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงไม่รีบจดให้ สวทช.&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี นักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ในนามเครือข่ายวิชาการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพไทยได้ออกมาแถลงคัดค้านการจดสิทธิบัตรดังกล่าวในประเทศไทย โดยชี้ว่าจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะเปิดทางให้มีการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ เปิดช่องให้ "โจรสลัดชีวภาพ" เข้ามาปล้นทรัพยากรพันธุกรรมของคนไทย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากนี้ นักวิชาการกลุ่มนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การจดสิทธิบัตรในต่างประเทศก็ไม่ได้มีแต่ผลดีอย่างเดียว แต่มีผลเสียผลข้างเคียงที่ สวทช.ไม่ได้พูดถึง นี่คือการมองต่างมุมที่ต้องตามติดคิดใคร่ครวญ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่แท้ GMO จดแค่กระบวนการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรานัดสนทนากับ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(BioThai) ผศ.สมชาย รัตนชื่อสกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และรศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ แห่งคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิฑูรย์เล่าให้ฟังก่อนว่า จริงๆ แล้ว สวทช.ยื่นขอจดสิทธิบัตรยีน (gene) ควบคุมความหอมของข้าวใน 10 ประเทศ คืออเมริกา อินเดีย ออสเตรเลีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส สหภาพยุโรป และประเทศไทย ในคำขอจดได้ยื่นขอให้มีการผูกขาดในเรื่องยีนควบคุมความหอม เมล็ดพันธุ์ต้นข้าวดัดแปลงพันธุกรรม และกรรมวิธีที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ได้รับอนุมัติเฉพาะที่สหรัฐเท่านั้น โดยได้รับอนุมัติในแง่กรรมวิธีเพียง 4 ข้อถือสิทธิ์ คือ 1)วิธีการเพิ่มสารหอม Os2AP (2- acetyl-1-pyrroline) เพื่อผลิตข้าวจีเอ็มโอ 2) วิธีการทำให้ระดับ mRNA ของยีนควบคุมความหอมทำงานลดลง 3) การทำให้ลดลงคือการแสดงออกของโครงสร้างที่รบกวนการทำงานของ mRNA 4) การรบกวนดังกล่าวทำ ณ ตำแหน่งนิวคลีโอไทด์ที่ 609 -867 ของยีนความหอม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 โดย สวทช.เป็นเจ้าของสิทธิบัตร หัวหน้าคณะวิจัยคือ รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ม.เกษตรศาสตร์ และนักประดิษฐ์อื่นอีก 4 คน เป็นโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับศูนย์พันธุและวิศวกรรมแห่งชาติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่คือข้าว GMO! หรือ&lt;br /&gt;"กระบวนการสร้างข้าว GMO" อ.สุรวิชบอก &lt;br /&gt;"มันชัดเจนอยู่ในชื่อสิทธิบัตรเลย the method วิธีการ transgenic นี่คือข้อถือสิทธิที่เขาส่งไป(เอาเอกสารให้เราดู) ชื่อสิทธิบัตรคือ transgenic rice plant ก็คือสิทธิบัตรข้าว GMO ที่มีความหอมแบบเดียวกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งในงานวิจัยทั้งหมดเขาไม่ได้ใช้ข้าวหอมทำการทดลองเลย เขาไปเอาข้าวอื่นมาแล้วไปหยุดการทำงานของยีนตัวหนึ่ง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สมชายอธิบายว่าสิทธิบัตรที่ไปจดในอเมริกา เป็นเพียงกระบวนการควบคุมยีนตัวหนึ่งที่เกี่ยวกับความหอมของข้าวหอมะลิ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"อธิบายง่ายๆ คือ เขาไปพบว่าในข้าว ถ้าเราไปทำอะไรบางอย่างให้ยีนตัวหนึ่งมันไม่เปลี่ยนสภาพไป ปกติข้าวทั่วไปยีนตัวนี้มันแปรสภาพไป มันจะทำให้ไม่หอม นี่คือธรรมชาติของมัน แต่ข้าวหอมมะลิของเรายีนตัวนี้มันกลายพันธุ์ มันไม่แปรสภาพไปตามปกติเหมือนข้าวพันธุ์อื่นๆ มันเลยยังคงความหอมอยู่"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เขาวิจัยพบว่า อ๋อ กระบวนการอย่างนี้ถ้าเราไปหยุดยั้งไม่ให้มันแปรสภาพไปตามปกติ มันก็จะยังคงความหอมได้ เพราะฉะนั้นเขาเลยไปจดกระบวนการนี้ว่าเข้าไปลดการเปลี่ยนแปลงของยีนตัวนี้ให้น้อยลง ให้มันยังคงสภาพเดิมอยู่ ความหอมก็ยังคงมีได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"วิธีการที่เขาทดสอบคือ เขาเอาข้าวนิปปอนบาร์เลย์ของญี่ปุ่น ซึ่งไม่หอม เอายีนตัวนี้ใส่เข้าไปแล้วลดกระบวนการลง ไม่ให้มันเปลี่ยนตามปกติ ข้าวก็หอมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเอายีนตัวนี้ไปตัดต่อกับข้าวพันธุ์ไหนก็ได้ ควบคุมอย่าให้มันแปรสภาพ มันก็หอมหมด นี่คือสิ่งที่เขาจดได้ สหรัฐอเมริการับ&lt;br /&gt;จด ณ ขณะนี้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผลที่เกิดขึ้นคือ ต่อไปใครก็ตามถ้าจะทำให้ข้าวหอมโดยใช้วิธีการอย่างเดียวกัน เหมือนที่ สวทช.จดไว้ ทำไม่ได้ นั่นคือการตัดต่อพันธุกรรมโดยใช้ยีนนี้และใช้วิธีไปยับยั้งมันอย่างนั้น-อย่างที่เขาจดไว้แล้ว คุณทำซ้ำเขาไม่ได้แล้ว แต่สิทธิบัตรฉบับนี้เป็นสิทธิบัตรเฉพาะกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าหากผมไม่ใช้กระบวนการอย่างเดียวกับ สวทช. ผมไปคิดกระบวนการอื่นขึ้นมาได้ ผมก็สามารถจดได้เหมือนกัน วิทยาการก้าวหน้าในอนาคต นักวิจัยอาจจะเจออะไรเพิ่มขึ้นอีกได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ถ้าเป็นวิธีการอย่างนี้ ข้าว 2 พันธุ์ทำให้หอมเหมือนกันด้วยวิธีการที่ต่างกัน ต่างคนต่างจะไม่ละเมิดสิทธิบัตรกันและกัน สุดท้ายมันหอมออกมาเหมือนกันนะ แม้ว่าผมจะเอาข้าวพันธุ์นิปปอนบาร์เลย์แต่ผม&lt;br /&gt;ใช้วิธีการอื่นออกมาหอมเหมือนกัน คุณจะมาว่าผมละเมิดสิทธิบัตรคุณไม่ได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้นก็ต้องเริ่มตั้งแต่จดยีนตัวนี้เลย จดให้ได้เลยว่ายีนตัวนี้เราค้นพบ ถ้าคุณคุมยีนตัวนี้ได้คุณจะคุมเรื่องความหอมได้ ถ้าคุณจดเป็นเจ้าของได้ใครจะเอายีนตัวนี้ไปทำก็ละเมิดสิทธิบัตร เห็นไหมว่าขอบเขตความเป็นเจ้าของมันจะเริ่มใหญ่ขึ้น ใครก็ตามไม่สามารถผลิตข้าวที่มียีนตัวนี้เหมือนของ สวทช.เด็ดขาด"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แล้วทำไมอเมริกาไม่รับจด&lt;br /&gt;"ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสหรัฐอเมริกาไม่รับจดตัวนี้ เพราะที่ตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรฉบับก่อนหน้า&lt;br /&gt;นี้ สวทช.ขอไปหมด ซึ่งรวมทั้งที่เขายื่นขอในสหภาพยุโรป ก็ขอไปหมด ตั้งแต่ตัวต้นข้าวที่เป็นจีเอ็ม ตัว&lt;br /&gt;ยีนความหอม สิทธิบัตรนี้ชื่อสิทธิบัตรข้าวตัดต่อพันธุกรรมให้มีความหอม เขาขอตัวเมล็ดด้วย และกระ&lt;br /&gt;บวนการด้วย ขอใน 4 เรื่องใหญ่ๆ ซึ่งคลุมทั้งหมด แต่ออกมาเฉพาะกระบวนการเท่านั้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต เหยื่อบรรษัท&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี วิทูรย์ชี้ว่าแนวทางของเครือข่ายนักวิชาการคุ้มครองชีวภาพคือ คัดค้านการจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต เพราะการจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต เป็นการแปรรูปทรัพยากรชีวภาพให้กลายเป็นทรัพย์สินผูกขาดของเอกชนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ระบบกฎหมายสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต จะกลายเป็นโอกาสให้&lt;br /&gt;บรรษัทและประเทศอุตสาหกรรมเข้ามายึดครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศกำลังพัฒนา ที่ผ่านมา มหาอำนาจพยายามผลักดันให้มีข้อตกลงเรื่องนี้ในองค์กรการค้าโลก แต่ยังไม่สำเร็จ จึงพยายามผลักดันผ่าน FTA เช่น FTA ไทย-สหรัฐ ก็มีข้อตกลงเรื่องนี้ซึ่งได้คัดค้านกันอย่างหนักมาแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สมชายยกตัวอย่างว่า ถ้า สวทช.จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิได้จะเกิดอะไรขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ถ้าสมมติเขาสามารถจดเป็นเจ้าของยีนตัวนั้นได้ ไปตรวจแล้วพบยีนที่เหมือนกับยีนตัวนี้อยู่ในข้าวต้นไหน นั่นหมายความว่าคุณกำลังใช้ยีนที่เขาเป็นเจ้าของ การที่เขาจดยีน ถ้าดูที่คำขอเขาไม่ได้จดเฉพาะที่มันเหมือนกันเป๊ะๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาขอยีนที่ใกล้เคียงกับยีนของเขา 70 เปอร์เซ็นต์ 80 เปอร์เซ็นต์ 90 เปอร์เซ็นต์ เขาขอหมดเลยนะครับ ถ้าหากว่าได้ไปหมายความว่ายีนที่เหมือน 100 เปอร์เซ็นต์โดนแน่นอน ยีนที่เหมือน 90 เปอร์เซ็นต์ก็โดน 80 ก็โดน 70 ก็โดน หรือถ้าเขาวินิจฉัยว่าอย่างนี้เหมือนมาก ก็โดนอีกเหมือนกัน"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผลมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเขาได้สิทธิบัตรกระบวนการแต่ผมได้ข้าวหอมเหมือนกันโดยกระบวนการคนละอย่าง เขาว่าผมไม่ได้ แต่ถ้าได้สิทธิบัตรยีน เป็นยีนเดียวกัน คุณจะใช้วิธีต่างกันอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ถ้ายีนออกมาเหมือนกัน ยีนนี้ผมเป็นเจ้าของ ฉะนั้นคุณละเมิดสิทธิบัตรผม มันต่างกันแล้ว ขอบเขตการคุ้มครองสิทธิของเขาเยอะขึ้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ในประเทศไทยตอนนี้กรมทรัพย์สินฯยังไม่ให้จด สมมติเขาไปจดที่อเมริกาได้ ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศอเมริกา เข้าไปที่กรมศุลที่ท่าเรือแล้วเขาบอกว่าข้าวล็อตนี้มียีนที่เขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตร ผลจะเกิดอะไรขึ้น เท่ากับคุณละเมิดสิทธิบัตรเขา ห้ามนำเข้า อะไรจะเกิดขึ้น และถ้าเขาตามไปจดทั่วโลกล่ะ ประเทศไหนที่อนุญาตให้จดยีนมีสิ่งมีชีวิตเป็นสิทธิบัตรได้ เวลาเราส่งไปขายประเทศนั้นๆ เขาก็ตามไปอ้างว่ายีนแบบนี้ในประเทศนี้ผมเป็นเจ้าของ คุณส่งเข้ามาไม่ได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"จะบอกว่าโชคดีก็นับว่าโชคดี ที่คนที่ได้สิทธิบัตรค้นพบเรื่องยีนหอมเป็นคนไทย บังเอิญเป็น สวทช. ขณะนี้ สวทช.ยังจดยีนที่สหรัฐไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าเขาคงพยายามที่จะจด สมมติก็แล้วกันว่าถ้า สวทช.ไม่ใช่คนพบ เป็นฝรั่งพบ ระเนระนาดเลยธุรกิจเรื่องข้าวหอมมะลิ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิทูรย์ยกตัวอย่าง "เคยเกิดขึ้นแล้วกรณีถั่วอีโนล่าของเม็กซิโก ซึ่งนักวิจัยสหรัฐตั้งบริษัทคอทเนอร์ และจดสิทธิบัตรอีโนล่าซึ่งเป็นถั่วของเม็กซิโกที่เคยส่งมาขายที่อเมริกา ผลคือส่งเข้าไม่ได้ ถูกกันไว้ที่ท่าเรือ เขาบอกว่าถ้ามาขายเมื่อไหร่เขาจะฟ้อง ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะเขาอ้างว่าถั่วที่ส่ง&lt;br /&gt;มามียีนซึ่งเขาจดสิทธิบัตรอยู่ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาบอกว่าตอนนี้ก็เกรงจะเกิดขึ้นเพราะออสเตรเลียกำลังยื่นขอจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิในยุโรป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ถ้าสมมติเป็นยีนตัวเดียวกันแล้วคนออสเตรเลียไปจดได้ในสหภาพยุโรป เราส่งข้าวหอมมะลิไปในสหภาพยุโรป เขาตรวจแล้วบอกว่ามียีนเดียวกับที่เขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตรอยู่ ฉะนั้นเราละเมิดสิทธิบัตรห้ามนำเข้าในสภาพยุโรป" อ.สมชายชี้ผลทางกฎหมาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบนี้ ระบบสิทธิบัตรมีมาตั้งนานแล้ว ทำไมมันไม่มีปัญหาอย่างนี้ เพราะเดิมสิทธิบัตรใช้คุ้มครองการประดิษฐ์อะไรก็ตามที่มันไม่มีชีวิต มันไม่เคยมีโทรศัพท์มือถือมาก่อน ใครสักคนคิดขึ้นมา อย่างนี้ให้เขา แต่คุณจดสิทธิบัตรยีนตัวหนึ่งที่อยู่ในต้นข้าว ข้าวนี้ออกมาเป็นเม็ด ถามว่าในเมล็ดข้าวมียีนอันนี้หรือเปล่า มี เอาเมล็ดข้าวนี้ไปปลูกมันงอกเป็นต้นข้าวขึ้นมาอีก ถามว่ามียีนอันนี้หรือเปล่า มี เพราะฉะนั้นไม่ว่าตรวจส่วนไหนก็จะเจอ แต่ถามว่าเขาเป็นคนสร้างยีนในต้นข้าวนี้รุ่นที่ 2 รุ่น ที่ 3 หรือเปล่า คุณแค่ค้นพบยีนตัวนี้เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องโทรศัพท์ คุณมีสิทธิบัตรในโทรศัพท์ซึ่งโทรศัพท์มันออกลูกเองไม่ได้ เจ้าของต้องผลิตออกมาเป็นเครื่องที่ 2 3 4 มันต่างกันเยอะเลย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้าวพันธุ์อื่นมันก็มียีนที่คล้ายๆ กันมานานแล้ว&lt;br /&gt;"ถูกต้อง ซึ่งไม่เคยมีใครเป็นเจ้าของมาก่อน มันเป็นเรื่องมนุษยชาติที่เราใช้กันมา และกว่าที่จะเป็นข้าวหอมมะลิที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าเกษตรกรกี่รุ่นแล้วที่ค่อยๆ เก็บ เริ่มต้นมันอาจจะไม่หอมก็ได้ อาจจะใครสักคน รุ่นต่อรุ่นค่อยๆ สอนกันมา จนกระทั่งมาเป็นพันธุ์นี้ ถามหน่อยอยู่ดีๆ ใครสักคนบังเอิญเก่งทางวิทยาศาสตร์ ผมไปเจอว่ายีนตัวนี้มันมีความหอม แล้วผมก็อ้างสิทธิเป็นเจ้าของหรือ อย่างนี้เขาเรียกว่าขโมยหรือเปล่า ของที่ทุกคนไม่เคยมีใครสามารถอ้างได้คุณเอามาอ้างว่าเป็นเจ้าของ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คนไทยอาจจะบอกว่า สวทช.ไปจดก่อนที่จะมีฝรั่งจด ไม่ดีกว่าหรือ&lt;br /&gt;อ.สมชายบอกว่ามีสองมุมเหมือนกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ในกรณี สวทช.ตอนนี้คือคุ้มครองเฉพาะกระบวนการ มันไม่ได้คุ้มครองอะไรเท่าไหร่เลยนะ เพราะคนอื่นสามารถใช้วิธีการอื่นเพื่อให้ได้ของอย่างเดียวกัน ซึ่ง สวทช.ไม่สามารถไปกีดกันเขาได้ แต่ถ้า สวทช.สามารถเป็นเจ้าของยีน ถามว่าได้สิทธิอะไรบ้าง แน่นอนคุ้มครองได้อย่างหนึ่งก็คือตลอดระยะเวลา 20 ปีนี้ใครก็ตามไม่สามารถจะใช้ยีนที่ สวทช.เป็นเจ้าของได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ จะตกเป็นสมบัติสาธารณะทันที"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"และเวลาที่คุณยื่นจด คุณจะต้องบอกเขาว่ายีนตัวไหน ใช้วิธีการอย่างไรในการทำให้มันยังคงสถานะอย่างนั้นอยู่ได้ ฉะนั้นคนไม่รู้ก็จะรู้ทันที นักวิทยาศาสตร์ที่เขาเก่งๆ อ๋อ ยีนตัวนี้เอง วิธีการแบบนี้เอง ถ้าเขาสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปได้ เขาทำให้ข้าวหอมมะลิหอมเป็น 3 เท่าเลย ถามว่ามีความใหม่ มีขั้นการผลิตที่สูงขึ้นไหม มี เขาสามารถจดสิทธิบัตรได้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำไป"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิฑูรย์เสริมว่าบรรษัทยักษ์ใหญ่มีความสามารถที่จะวิจัยได้มากกว่า สวทช.หลายเท่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ความสามารถในการวิจัยของไทยกับของโลกเทียบกันไม่ได้ นี่คือประเด็นสำคัญ นักวิจัยกลุ่มนี้เก่งไหม เก่ง แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับบรรษัททั้งหลาย ขนาดรัฐบาลสหรัฐตั้งโครงการ Human Genome Project ใช้เงินมหาศาล ใช้เวลาหลายปี แต่ปรากฏว่าบริษัทเซเรล่าจีโนมิค ใช้เวลาไม่กี่เดือนเอง แล้วก็ทำ mapping เกือบเสร็จ จนบิล คลินตัน ต้องรีบมาแถลงว่าเขาทำเสร็จแล้วทั้งที่ตอนนั้นทำเสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะบริษัทบริษัทเซเร่ล่าจีโนมิคจะประกาศผลสำเร็จตัดหน้า นั่นขนาดรัฐบาลอเมริกามีงบประมาณมหาศาล มีทรัพยากร นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ยังไม่สามารถแข่งกับบริษัทเอกชนได้เลย ในกรณีนี้การที่เราเปิดโอกาสให้มีการจดสิทธิบัตร เราอาจจะจดได้ตัวนี้ตัวหนึ่ง แต่ว่าทรัพยากรทั้งหมดของเราล่ะ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เปิดช่องต่างชาติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สมชายบอกว่า การที่ สวทช.จะไปจดเมืองนอกก็เป็นเรื่องดี แต่ที่สำคัญคือทำไมจะต้องมาจดเมืองไทย ซึ่งกฎหมายสิทธิบัตรไทย มาตรา 9(1) ไม่อนุญาตให้จดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ถ้ากรมทรัพย์สินทางปัญญายอมให้ สวทช.จดได้ ก็จะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทต่างชาติจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผมอยากพูดอย่างนี้ว่า สวทช.ไปจดที่เมืองนอกก็ดี แน่นอนครับมันกันคนอื่นได้ ประเทศไหนที่เขาเปิดให้จด สวทช.จะไปจด ผมก็ไม่ว่าหรอก แต่ปัญหาที่กำลังจะตามก็คือมีคนเสนอว่าทำไมประเทศไทยไม่รับจดด้วยล่ะ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"คำถามก็คือ วิธีการคุ้มครองของประเทศไทยทำไมจำเป็นต้องเท่าอเมริกา ถามว่าที่เราเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ผิดกติกาโลกอะไรตรงไหนหรือเปล่า ไม่ผิดเพราะเราทำตามข้อตกลง TRIPS ภายใต้ WTO ครบถ้วนแล้วของสหรัฐเขาคุ้มครองสูงกว่า ประเทศไทยควรคุ้มครองสูงเท่าเขาหรือเปล่า เรื่องการคุ้มครองแบบนี้มันขึ้นอยู่กับว่าคุ้มครองแล้วได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ แน่นอนสหรัฐเขาคุ้มครองแล้วเขาได้ประโยชน์ เพราะเขามีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี เขาค้นพบอะไรใหม่ๆ เต็มไปหมดเลย ยิ่งมีการคุ้มครองเยอะเท่าไหร่เขายิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น แต่ในทางกลับกับสหรัฐอเมริกา ความหลากหลายทางชีวภาพเทียบกับประเทศไทยไม่ได้เลย เรามีเยอะกว่ามาก เพราะฉะนั้นถ้าอเมริกาเปิดให้จดแล้วเราก็ข้ามไปจดบ้านเขา นั่นประเด็นหนึ่ง แต่จะเปิดประเทศไทยให้รับจดได้ แน่นอน สวทช.จดไม่เป็นไร แต่พอเราเปิดปัง เท่ากับว่าเราต้องรับจดของทุกคน ต่างชาติก็จะเข้ามาทันที เราไม่สามารถบอกว่ารับจดเฉพาะ สวทช. แต่ฝรั่งมาเราไม่รับ ไม่ได้ เท่ากับเราต้องแบตลอด ปัญหาคือเราวิจัยแข่งกับเขาทันหรือเปล่า สุดท้ายแล้วเราจดได้ 1 เขาจดได้ 100 เราจดได้ 2 เขาไป 1,000"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นั่นคือพันธุ์พืชทุกอย่าง สมุนไพร&lt;br /&gt;"ทุกอย่าง เพราะถ้าเปิดจดยีน คือยีนอะไรก็ได้ เชื้อราก็ได้ พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมียีนทั้งนั้น มันห้ามได้ไหม"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"จริงๆ แล้วระบบกฎหมายสิทธิบัตรมันเป็นเรื่องที่กฎหมายจะให้สิทธิมากน้อยแค่ไหนก็ได้ การประดิษฐ์อะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสม ถามว่าห้ามได้ไหม ห้ามได้ไม่ขัดอะไรเลย ในสหรัฐอเมริกาเขาไม่รับจดสิ่งประดิษฐ์เรื่องนิวเคลียร์ มันมีกฎหมายห้ามไว้เลย เพราะเขากลัวเรื่องความมั่นคง และของเรา ผมอยากถาม ความมั่นคงทางอาหารเราอยู่ไหน เพราะฉะนั้นต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่เราจะตัดสินใจเปิดอะไร เพราะเปิดไปแล้วแก้ไม่ได้ มันจะเป็นปัญหาตามมา ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะรั่วไหลไปแค่ไหน"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การต่อสู้ 2 แนวทาง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิฑูรย์บอกว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพหรือสิ่ง&lt;br /&gt;มีชีวิต&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"มันมี 2 ชุดความคิด ตอนนี้มันสับสน แม้กระทั่งเราอ่านข่าวดูข่าวก็ดี ก็คือคนเข้าใจว่าถ้าจดสิทธิบัตรจะเป็นคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศ แต่เรากำลังจะบอกว่าไม่ใช่นะ การจดสิทธิบัตรมันเป็นการจดสิ่งประดิษฐ์มีความใหม่ ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์นี้ในการจดเพื่อคุ้มครองสิ่งมีชีวิตทรัพยากรชีวภาพ มันจะให้สิทธิผูกขาดแก่บริษัทหรือนักวิจัยหรือประเทศที่มีความสามารถที่จะเอาของที่มีอยู่ไปจดเพื่อใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม และในภายหลังมันขยายมาถึงขั้นที่ว่าแค่ค้นพบ function ว่าทำให้ข้าวเกิดความหอมมันก็จดได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"แต่มีกติกาของโลกอีกชุดหนึ่ง คืออนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งให้สิทธิอธิปไตยของประเทศเหนือทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเรายังใช้ประโยชน์น้อยไป เพราะดันไปเข้าใจว่าสิทธิบัตรจะคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สมชายกล่าวว่านี่คือแนวทางที่เราควรจะเลือกใช้มากกว่าการเปิดให้จดสิทธิบัตร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศตัวเดียวที่พูดถึงเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ แต่สหรัฐอเมริกากลัวเสียเปรียบ ก็เลยไม่ยอมเข้าไปเป็นภาคี เพราะเขาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพเยอะ ถ้าเข้าเป็นภาคีเขาต้องทำตามกติกานี้ คือใครก็ตามที่จะไปใช้ทรัพยากรชีวภาพ เอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า ต้องบอกเจ้าของเขาก่อน ขออนุญาตเจ้าของเขา ถ้าเจ้าของเขาไม่ยอมก็เข้าไปไม่ได้ ถ้าเขายอมเขามีสิทธิที่จะขอแบ่งผลประโยชน์ กระบวนการนี้กำลังถูกสร้างขึ้นอยู่บนเวทีโลก ในประเทศไทยมีแม่แบบแล้วคืออยู่ใน พรบ.คุ้มครองพันธ์พืชปี 2542 แม้กฎหมายลูกยังไม่ทำงานดีนัก แต่เริ่มเห็นทิศทางของมัน"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ต่อไปสมมติกติกาโลกอันนี้ได้รับการยอมรับ ทุกประเทศเอาไปใช้ในกฎหมายภายใน สหรัฐอเมริกาจะเอายีนข้าวหอมมะลิของเราไปวิจัยเพื่อดูว่ายีนตัวไหนทำให้หอม เขาจะต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งภายใต้ พรบ.คุ้มครองพันธ์พืชของไทย เขาจะต้องขออนุญาตกรมวิชาการเกษตร และก็ทำข้อตกลงเรื่องผลประโยชน์ด้วย การที่เขาจะเข้ามาใช้ต้องขออนุญาตเรา ดูผิวเผินอาจเป็นเรื่องธรรมดาปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่มันซ่อนอยู่ลึกๆ คือเท่ากับเขายอมรับว่าประเทศไทยเป็นเจ้าของข้าวหอมมะลิ เท่ากับเขายอมรับอำนาจอธิปไตยของประเทศที่มีอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ นี่คือข้อกฎหมายที่ซ่อนอยู่ข้างใน แต่เขาไม่อยาก เพราะนั่นเท่ากับยอมรับว่าเราเป็นเจ้าของ เขาอยากได้ใช้ฟรีๆ ซึ่งถามว่ามันใช้ฟรีได้ง่ายไหม ง่ายมากเลย เดินเข้ามาหยิบข้าวไปกำหนึ่ง เด็ดใบไม้ไปใบหนึ่ง เขาก็สามารถวิจัยได้ เดิมเขาก็ทำกันมาอย่างนี้ แต่กติกาโลก ณ ขณะนี้ไม่ใช่แล้ว เพียงแต่ว่าอเมริกายังไม่ยอมเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ นี่เป็นการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง แน่นอน สหรัฐอเมริกาพยายามจะผลักดันให้ประเทศไทยขยายสิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในเวที WTO เขาก็พยายามผลักดัน แต่ว่ายังไม่สำเร็จเพราะประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศจับมือกัน รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพราะ ณ ปัจจุบันข้อตกลง TRIPSบอกไว้ว่าจะจดสิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งมีชีวิตหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่แต่ละประเทศ มันเปิดช่องอยู่ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ใช้สิทธิอันนี้ เราไม่คุ้มครองสิ่งมีชีวิต ตอนนี้เขากำลังพยายามจะให้คุ้มครองทุกอย่าง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เราบอกว่าคนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ คิดว่าจดสิทธิบัตรน่าจะดีกว่า&lt;br /&gt;"ขณะนี้ถามว่าประเทศไทยเป็นเจ้าของข้าวหอมมะลิอยู่หรือเปล่า เป็นอยู่ กติกาในการเข้าถึงพันธุ์พืชในบ้านของเราเองที่อ่อนด้อย จนให้ใครก็ตามสามารถเอาไปใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว แต่จริงๆ แล้วเรื่องของพันธุ์พืชมันแพร่หลายไปทั่ว อย่างอีรี มันกระจายไปทั่ว เพราะฉะนั้นในหลายองค์กรเขาบอกว่าคุณเอาไปใช้ได้ คุณเอาไปวิจัยแต่คุณห้ามหวงกันห้ามเป็นเจ้าของแต่เพียงคนเดียว แต่พอเอาระบบสิทธิบัตรมาใช้ ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของมันจะหวงกันคนอื่นได้ตลอดเลย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ประเทศไทยได้ร่วมกับหลายประเทศ บราซิล อินเดีย เข้าไปในเวที WTO ให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงTRIPS ว่าต่อไปนี้ใครก็ตามที่ยื่นขอสิทธิบัตรซึ่งเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพ จะต้องบอกด้วยว่าคุณเอาทรัพยากรชีวภาพนั้นมาจากที่ไหน และแบ่งผลประโยชน์ให้เจ้าของประเทศหรือเปล่า ประเทศไทยยื่นเสนอเข้าไปแล้วนะครับ แต่ยังอยู่ในระหว่างเจรจา สหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยเพราะเขาไม่อยากเปิดเผย เพราะจริงๆ แล้วสิ่งประดิษฐ์ที่เริ่มจากทรัพยากรธรรมชาติมันอาจจะแปรรูปได้หลายอย่าง จากยีนเขาไม่เพียงเอาไปตัดต่อเพื่อให้ข้าวพันธุ์อื่นหอม แต่เขาอาจจะเอายีนนั้นไปสร้างสารเคมีบางอย่างออกมาเป็นยา เป็นน้ำหอม มันคนละเรื่องแล้วนะครับ จากข้าวกลายมาเป็นน้ำหอมขวดหนึ่ง เวลาจดบอกว่าน้ำหอมผลิตจากจุลินทรีย์หรือยีนตัวนี้ เฮ้ยยีนนี้คุณเอามาจากไหน ตอนคุณหยิบมาคุณขโมยมาจากประเทศเขาหรือเปล่า หรือขออนุญาตเขาหรือเปล่า คุณแบ่งให้เขาหรือเปล่า นี่คือกติกาอีกชุดหนึ่งที่จะใช้ในการคุ้มครองตัวทรัพยากรชีวภาพ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อมองจากกติกาใหม่แล้ว การที่ สวทช.ไปจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ แม้ถือว่าคุ้มครองแต่ก็คุ้มครองได้ระดับหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"การที่จะคุ้มครองไม่ให้สิ่งมีชีวิตถูกจดสิทธิบัตรเพื่อให้ใครสักคนเป็นเจ้าของ มันทำได้ 2 วิธี วิธีแรกก็คือเราจดตัดหน้าก่อน เพราะถ้าเราจดแล้วคนอื่นจดไม่ได้ อีกวิธีหนึ่งก็คือว่าคิดได้แล้วแบเลย ทำให้ความรู้นี้ไม่ใหม่อีกต่อไป เพราะฉะนั้นใครก็จดไม่ได้แล้ว ณ เวลานี้ประเทศไทย สวทช.ไปจดในต่างประเทศ คำถามคือคุ้มครองได้ไหม คุ้มครองได้ในระดับหนึ่ง เป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีการคุ้มครอง แต่หลังจาก 20 ปีมันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะตกเป็นสมบัติสาธารณะ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการจดในประเทศไทย&lt;br /&gt;"ประเด็นที่เรากำลังซีเรียสคือกำลังจะบอกว่าแม้แต่ประเทศไทยก็จดได้ด้วย นี่คนละเรื่องแล้วนะ คำถามคือจดในประเทศไทยดีไหม ถ้าจด ก็เท่ากับเราต้องแก้กติกาให้ประเทศไทยเปิดรับจด แน่นอน สวทช.จดในประเทศไทยได้ คนอื่นก็จะใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือถ้าเราเปิดกติกานี้แล้วมันต้องใช้กับทุกอย่าง นั่นหมายความว่าทรัพยากรชีวภาพไม่ใช่แค่ข้าว ทุกอย่างจะสามารถจดได้ภายใต้กติกาที่เราเปิดเอง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ถ้าเราจด เท่ากับเรายอมรับกติกาที่ต่างชาติเขียนให้เดิน ถามว่าเกมแบบนี้เราแข่งชนะเขาได้ไหม ไม่มีทางชนะ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่คือทิศทางที่ประเทศไทยจะต้องเลือกว่าจะเดินตามเกมเปิดสิทธิบัตร หรือเลือกใช้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อ.สมชายบอกว่ามี 2 ชุดความคิด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ชุดความคิดแรกคือ ถ้าเราจดเองเท่ากับเรายอมรับในกติกาว่าเดินอย่างนี้และเราก็ลงไปเล่นในเกมของเขา แต่อีกชุดความคิดหนึ่งบอกว่าเนื่องจากโลกมันไปทางนี้ ถ้าเราจะปกป้องผลประโยชน์ของเราในระดับหนึ่ง ก็ออกไปจดซะ ประเทศไหนเปิดให้จดออกไปจดหมดเลย ทีนี้ย้อนกลับมาว่าแล้วในประเทศไทยเอาอย่างไร นี่อีกประเด็นหนึ่ง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แล้วถ้าไม่ให้ สวทช.จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมในประเทศไทย คนอื่นจะมาจดได้ไหม วิทูรย์บอกว่าไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตอยู่แล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ใครก็มาจดไม่ได้ คนไทยก็จดไม่ได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิทูรย์ชี้ว่าปัจจุบันกติกาโลกชุดใหม่คืออนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเร่งพัฒนาขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเลือกว่าจะเล่นในกติกาไหน "ตอนนี้มันมีกติกาที่เราเล่นได้แต่เราไม่เล่น เราไปเล่นในเกมเขา"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า ตอนนี้มีการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตหลายอย่างแล้วในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่ยอมให้จด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"มันจดเกลี้ยงเลยนะเช่นสิทธิบัตรมะละกอ GMO ไวรัสต้านทานโรคมะละกอ เป็นไวรัสของไทย เอาไปวิจัยแล้วมันจดทั้งตัวยีนไวรัส ทั้งตัวมะละกอ กรรมวิธีทั้งหมด เมล็ดมะละกอ การจดยีนเป็นการผูกขาดเป็นเจ้าของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งสายพันธุ์ แล้วเอายีนนี้ไปไว้ในพันธุ์พืชไหน เช่นพืชตระกูลอื่นเพื่อให้ต้านทานโรค ก็คุ้มครองหมดเกลี้ยงเลย เพราะตรวจส่วนไหนของพันธุ์พืชต้นนั้นก็เจอยีนนั้นเสมอ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การจดสิทธิบัตรมะละกอส่งผลกับเราไหม&lt;br /&gt;"เขาไม่ได้จดในประเทศไทย และเรายังไม่ได้ส่งออกมะละกอจีเอ็มโอ ตลาดจำนวนมากก็ปฏิเสธมะละกอจีเอ็มโอ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้อำนวยการไบโอไทยย้อนให้ฟังว่า การคุ้มครองข้าวหอมมะลิ ที่จริงประเทศไทยก็ได้ต่อสู้มาตลอด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"การคุ้มครองข้าวหอมมะลิมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ครั้งแรกสุดคือปี 2540 เราพบว่าบริษัทไรซ์เทคที่เท็กซัสไปจดเครื่องหมายการค้าและอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิ ตอนนั้นก็เป็นกระแสใหญ่พอสมควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ตอนกรรมการของ IRRI(สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ) มาเข้าเฝ้า พระองค์ท่านถามเลยว่ากรณีนี้ที่ IRRI เกี่ยวข้องกับการวิจัยเรื่องข้าวจะจัดการอย่างไร อีรีก็ตอบว่าไม่เห็นด้วยอยู่แล้วที่มีการไปอ้างแบบนั้น IRRI จะสนับสนุนรัฐบาลไทยอย่างเต็มที่ นั่นเป็นครั้งแรก เป็นสัญญาณ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"พอครั้งที่ 2 มีนักวิจัยอเมริกา คริส เดีย เรน สถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ที่รัฐอาร์คันซอซึ่งเป็นรัฐปลูกข้าวใหญ่ที่สุดทำโครงการวิจัยข้าวหอมมะลิเพื่อปลูกในอเมริกา ครั้งนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการถูกจดสิทธิบัตรที่สุด เขาเอาข้าวหอมมะลิไป โดยที่ไม่ได้ลงนามในข้อตกลง เขาอ้างว่าได้มาจากอีรี เราก็เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทักษิณว่าเรื่องนี้คุณต้องคุยกับอเมริกา ในที่สุดอเมริกาก็รับว่าจะไม่จดสิทธิบัตร"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ระหว่างนั้น กฎหมายไทยพยายามออกมาคุ้มครองข้าวหอมมะลิ เราเสนอว่าต้องคุ้มครองชื่อข้าวหอมมะลิด้วย เพราะชื่อข้าวหอมมะลิอิงกับแหล่งทางภูมิศาสตร์ เวลาพูดถึงข้าวหอมมะลิทุกคนก็นึกถึงประเทศไทย นึกถึงทุ่งกุลาฯ เหมือนอินเดียเขาก็คุ้มครองข้าวจัสมาติ ในที่สุดรัฐสภาเห็นด้วยกับเราก็มีบทบัญญัติเปิดทางให้คุ้มครองชื่อข้าวหอมมะลิ แต่ในทางปฏิบัติยังต้องดำเนินการต่อ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ที่ผ่านมา เราก็เคลื่อนไหวมาโดยตลอดในเรื่องเอฟทีเอ ว่าคุณไม่มีสิทธิผลักดันให้เราแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต เราผลักดันกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้มีภาคที่ว่าด้วยการเปิดเผยที่มาของทรัพยากรชีวภาพ ใครก็ตามจะจดสิทธิบัตรถ้าคุณไม่แสดงที่มาก็ไม่ชอบ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาย้ำว่านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ต่อสู้มาตลอด เพื่อคัดค้านการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"กรณีข้ามหอมมะลิของคริส เดียเรน ปี 2545 อเมริกาไม่เป็นภาคีในอนุสัญญานะ ในทางกฎหมายเขาไม่ยอมรับว่าประเทศไทยมีสิทธิเหนือข้าวหอมมะลิ แต่เมื่อมีการพัฒนาโครงการวิจัยนั้นและจะนำไปสู่การจดสิทธิบัตร เราค้าน เราบอกว่าข้าวหอมมะลิเป็นทรัพยากร เป็นมรดกของประเทศ คุณจะจดสิทธิบัตรไม่ได้ ในทางการเมืองเขาเลยไม่ทำ ยุโรปส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกในอนุสัญญาเกือบหมดแล้ว ดังนั้นการที่เราส่งสัญญาณว่าเราเห็นด้วยกับการจดสิทธิบัตร มันเท่ากับเรายอมรับกติกาของสหรัฐ คือเรายอมไปเล่นในเกมเขา ทั้งๆ ที่ตอนนี้มันมีกติกาที่เจรจาต่อรองกันอยู่ แต่เหมือนกับเราไปส่งสัญญาณว่าเราจะเลือกใช้เครื่องมือสิทธิบัตรในระหว่างประเทศเพื่อจะคุ้มครองข้าวหอมมะลิของเรา"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สวทช.ไม่ใช่ประเทศไทย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สุรวิชกล่าวว่าการให้ข่าวขณะนี้สร้างความสับสน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ที่เขาไปจดสิทธิบัตรในอเมริกาเป็นกระบวนการสร้างข้าวแปลงพันธุ์ ข้าวตัดแต่งพันธุกรรมให้มันหอม จากข้าวที่ไม่เคยหอมให้มันหอม นั่นคือสิ่งที่เขาไปขอรับสิทธิมา เขาไม่ได้จดตัวยีนข้าวหอม แต่เขาพยายามจะมาเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดยีน ทั้งๆ ที่โดยกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันสิ่งที่เขาไปขอจดที่อเมริกามาขอจดที่เมืองไทยได้ เพราะกฎหมายสิทธิบัตรของเรายอมให้จดคุ้มครองกระบวนการทางชีววิทยา ของเขาเป็นกระบวนการทางชีววิทยา จดได้อยู่แล้ว รัฐมนตรีไม่ต้องไปเรียกกรมมาสั่งหรอก เพราะกฎหมายทุกอย่างเอื้ออยู่แล้ว แต่เขาไม่ประสงค์ ที่เขาออกข่าวมาเพราะเขาไม่ประสงค์จะทำอย่างเดียวกับที่เขาได้ที่อเมริกา เขาต้องการมากกว่านั้น ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ผมวิเคราะห์ว่าเขาน่าจะมีความคิดแอบแฝง hidden agenda ที่จะพยายามเอาเรื่องนี้นำไปสู่การอนุญาตให้ทดลองจีเอ็มโอในไร่นา คือเขาจะเล่นเรื่องจีเอ็มโอ แต่เขาไปเฉยๆ ไม่ได้ เพราะมติครม.ครั้งแรกก็ห้ามทดลองในไร่นา ครั้งที่สองให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เขายิ่งตายหนักยิ่งไปกว่านี้ หน่วยงานที่ไปยื่นขอรับสิทธิบัตรเขาทำเรื่องจีเอ็มโออยู่ เพราะฉะนั้นเขาจะดิ้นมาก เขาจะใช้ตรงนี้เป็นหอกที่จะทะลวงทางออกไป"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในฐานะนักวิชาการเกษตร อ.สุรวิชบอกว่า สวทช.ทำเรื่อง GMO มานาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เขาให้นักวิจัยทำเรื่องนี้ มีทั้งข้าว มะละกอ พริก ฝ้าย มะเขือเทศ แต่รัฐบาลไทยห้ามทดลองในไร่นา ทำได้เฉพาะในโรงเรือน เพราะฉะนั้นตอนนี้เขามีข้อจำกัดอยู่ ซึ่งเขาอยากแก้ไขข้อจำกัดตรงนี้ เขาพยายามที่จะให้ข่าวคลาดเคลื่อน ให้ข่าวว่าเขาไปจดยีน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ เขาออกข่าวว่าเขาต้องการได้รับการปฏิบัติเหมือนได้รับที่อเมริกา แต่ที่จริงแล้วเขาต้องการมากกว่าที่อเมริกาให้เขา นี่คือประเด็นคือวาระซ่อนเร้นของเขา"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถ้ากรมทรัพย์สินทางปัญญาให้จดยีน จะเกิดผลอย่างไร&lt;br /&gt;"เขาต้องการเป็นเจ้าของ คำถามของผมก็คือ ปกติแล้วการขอรับสิทธิบัตรหรือขอรับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเขาจะขอในประเทศซึ่งเป็นตลาด หรือประเทศที่คิดว่าจะมีการละเมิด แต่เขาพยายามมาจดประเทศไทยก็แปลว่าเขามีความคิดอยู่ในสมองลึกๆ ใช่ไหมว่าเขาจะฟ้องคนไทย หรือคนที่อยู่ในประเทศไทย เพราะถ้าไม่คิดฟ้องเขาจะจดทำไม มันต้องพูดถึงหลักการก่อนนะครับ เขาไปจดอเมริกาไปจดจีนเพราะรู้ว่าจะมีคนเอาเข้าจีน เอาเข้าอเมริกา ไปดักที่ตรงโน้น ไม่จ่ายก็จับ แต่นี่คิดจะมาจดประเทศไทย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผมถึงเรียกร้องให้เขาออกมาพูดให้ชัดว่าสิทธิบัตรอันนี้เขาให้กับคนไทยทั้งประเทศ เขายังไม่ได้พูดเลยนะ เขาไม่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงด้วยซ้ำ เขาถวายเหรียญเขาไม่ได้ถวายสิทธิบัตรนี้ให้ในหลวง เขายังไม่ได้ให้เป็นของประเทศไทย และเขาก็ไม่เคยพูดว่าเขาให้กับประชาชนไทย แต่เขาบอกว่าเป็นของหน่วยงานไทย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"สวทช.เป็นหน่วยงานของรัฐแต่ไม่ใช่ราชการนะครับ เหมือนรัฐวิสาหกิจสามารถที่จะตัดมิเตอร์ หน่วยงานราชการที่ไม่จ่ายค่าไฟภายใน 7 วันได้ เขามีอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้ตามกฎหมาย และเขาก็ยังไม่เคยออกมาบอกกับประชาชนเป็น public commitment เป็นสัญญาประชาคม ว่าผมจะไม่บังคับใช้สิทธิกับคนชาติไทยนะ ไม่เคย เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนต้องไปบอกให้เขาพูดอย่างนี้ ถ้าเขาบอกว่าเขาทำให้คนไทยจริงพูดออกมาให้ชัดเจนเลย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สิทธิบัตรนี้เป็นของ สวทช.หรือนักวิจัย&lt;br /&gt; วิทูรย์บอกว่าเป็นของ สวทช. แต่จะมีสัญญาให้นักวิจัยได้ประโยชน์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"สิทธิเป็นของสวทช. นักวิจัยก็แล้วแต่ สวทช.จะกำหนดว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง กรณีคอร์เนล ที่กอนซาเลซ เป็นนักวิจัยไวรัสมะละกอ มันเขียนไว้ชัดว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จะต้องแบ่งให้ทีมวิจัย และ 20 เปอร์เซ็นให้หน่วยงาน อย่างนี้เป็นต้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สุรวิชบอกว่าในเมืองไทยส่วนใหญ่จะให้ 50:50 เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักวิจัยทำงาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิทูรย์บอกว่าการที่ สวทช.เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ราชการ เป็นคำถามอีกเหมือนกันว่า สวทช.จะใช้สิทธิบัตรอย่างไรในอนาคต&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"คนจะเข้าใจว่า สวทช.คือประเทศไทย แต่ไม่ใช่ สวทช.ไม่ใช่หน่วยงานราชการ เป็นหน่วยงานของรัฐนอกระบบ ที่ผมกังวลอันหนึ่งคือบทบาทของ สวทช.ที่ผ่านมา กรณีแรกคือการที่ สวทช.ไปทำสัญญางานวิจัยร่วมกับบริษัทโนวาติส ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร โดยตัวสัญญาไม่เป็นที่เปิดเผย ตั้งแต่ปี 2548 โดยมี 2 เฟส เฟสละ 3 ปี ตอนนี้หมดเฟสแรกไปแล้ว การวิจัยนั้นเป็นการวิจัยเรื่องเชื้อราและทรัพยากรชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์ในทางยา แต่รายละเอียดของตัวสัญญาไม่เป็นที่เปิดเผย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"สวทช.เหมือนกับได้สถาปนามาเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ในการจัดการเรื่องของการใช้ประโยชน์ในรัพยากร ผมตั้งคำถามต่อว่าในกรณีของสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิที่เขาจดอยู่ปัจจุบันนี้ ต่อไปเขาจะมีสัญญาแบบนี้ไหม กับบริษัทอื่น เช่น มอนซานโต หรือบริษัทอื่นก็แล้วแต่ เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากตัวสิทธิบัตรนี้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นถามว่าเขามีสิทธิจะทำได้ไหม เขาทำได้ ในระยะยาวใครจะทำให้เกิดหลักประกันว่าสิทธิบัตรเหล่านั้นจะไม่เป็นประโยชน์ หรือไปสร้างผลกระทบต่อชาวนาที่ปลูกข้าวหอมะลิในประเทศไทย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"กรณีที่สอง มันมีงานวิจัยบางชิ้น เช่น การพัฒนาข้าวหอมนิล ซึ่งได้ทุนจากรัฐบาล เมื่อพัฒนาเป็นข้าวมาได้เขาก็ขายสิทธินี้ให้กับบริษัทเอกชน ทั้งการผลิต จำหน่าย ข้าวหอมนิลนั้น โดยที่ไม่ได้เผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชน แล้วก็มีการเอาข้าวหอมนิลมาผสมกับข้าวหอมมะลิ ได้ข้าวสีนิลซึ่งมีธาตุเหล็กสูง แล้วนักวิจัยกลุ่มนี้-กลุ่มเดียวกับที่วิจัยข้าวหอมมะลินี่แหละ ตั้งบริษัท สีนิล ไรซ์ ร่วมกับบริษัทไชโยเอเอ ที่ขายพันธุ์ยูคาลิปตัส โดยนักวิจัยเป็นผู้ก่อตั้ง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ในอนาคตถ้ามีการเอาสิทธิแบบนี้ไปทำสัญญากับบริษัท ค้าขายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิทธิบัตรนี้ ถ้าไปทำข้ามประเทศ อย่างบริษัทโนวาติส ไปผลิตข้าวที่มีความหอมอย่างข้าวหอมมะลิ ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างไร ตรงนี้ยังไม่มีใครพูด ตอนนี้สังคมไทยไม่เข้าใจ คิดว่า สวทช.คือประเทศไทย แต่เราไม่รู้ว่า สวทช.จะทำอะไรได้บ้าง และที่ผ่านมาเขาทำอะไรไปบ้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เป็นคนกำกับ แต่แค่กำกับนะ หน่วยงานนี้เขามีระบบของเขา เหมือนกับเป็นรัฐวิสาหกิจอย่างหนึ่ง สังคมไทยจะต้องจับตา ต้องตรวจสอบอย่างไรบ้างในกรณีนี้ เพราะกระบวนการจดสิทธิบัตรมันการเป็นการแปรรูปความหอมของข้าวหอมมะลิไปเป็นสิทธิของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ แล้วแต่มติของคณะกรรมการ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กรณีสีนิลไรซ์ผูกขาดข้าวพันธุ์นี้ไปเลยไหม&lt;br /&gt;"เขาไม่ได้ไปจดคุ้มครอง แต่กระบวนการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมา เขาเก็บรักษาพันธุ์เอาไว้ เขาให้เหตุผลว่าไม่ต้องการเผยแพร่ต่อ เพราะจะรักษาเชื้อพันธุ์ที่ดีเอาไว้ แล้วนักวิจัยก็ไปตั้งบริษัทร่วมกับเอกชน ทั้งที่ได้รับทุนจากรัฐบาล"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สุรวิชกล่าวว่า ถ้าเกิดเรื่องในทำนองเดียวกัน ก็อาจเป็นได้ว่าวันหนึ่ง สวทช.หรือนักวิจัย จะบอกว่าอยากได้ทุน ก็อนุญาตให้บริษัทอเมริกาเอาสิทธิบัตรนี้ไปใช้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ข้าวที่ผลิตมาจากกระบวนการนี้ไปปลูกที่ไหนก็หอม ไม่จำเป็นต้องปลูกที่ทุ่งกุลา ด้วยวิธีการนี้มันปลูกอเมริกาก็หอม คนได้ประโยชน์คือ สวทช.แบ่งกับอเมริกา แต่ถามว่าเกษตรกรไทยที่ขายข้าวไม่ได้ล่ะครับ ตรงนั้นคิดไหม เทียบเคียงกับข้าวหอมนิลก็คือเอาสมบัติของสาธารณะมาเป็นสมบัติของหน่วยงานของประเทศไทย ฟังดูดี แต่เฮ้ย เอาประโยชน์ของประชากรส่วนใหญ่มาให้หน่วยงานนี้ ถามว่าหน่วยงานนี้ทำไมต้องได้รับสิทธินั้น"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สมมติอเมริกาขอซื้อสิทธิปลูกเป็นล้านๆไร่&lt;br /&gt;"เขาอยากขอใช้แน่นอน เพราะการทดลองนี้ทดลองกับข้าวเม็ดสั้น ซึ่งอเมริกาปลูกข้าวเม็ดสั้นเยอะแยะ เขาเปลี่ยนข้าวที่ปลูกในอเมริกาจากไม่หอมเป็นหอม เขาไม่ต้องทำข้าวเม็ดยาวอย่างของเรา คนอเมริกาก็อาจจะไม่ซื้อข้าวจากไทย ตลาดข้าวเราหด สวทช.ได้ประโยชน์ ฟังดูว่าประเทศไทยได้ประโยชน์ หน่วยงานประเทศไทยได้ประโยชน์ แต่เกษตรกรไทยได้ประโยชน์หรือเปล่า น่าคิดนะ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"คุณไปจดนี่คุณกะจะทำอะไร ต้องให้เขาแถลงให้ชัดเจน หนึ่ง เป็นของคนไทยใช่ไหม ให้สิทธิกับประเทศไทยทั้งหมดไหม สอง จดเพื่อการหวงกันถูกไหม แปลว่าจะไม่อนุญาตให้ใครในโลกนี้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรนี้ถูกต้องไหม เอาแค่นั้นเลย เพราะถ้าคุณอนุญาตให้คนอื่นใช้สิทธิซึ่งไม่ใช่คนไทย คุณไม่ประสงค์จะหาเงินกับคนไทย แต่ให้ต่างประเทศใช้สิทธิ แล้วผลิตภัณฑ์ออกมาตีตลาดข้าวไทย คุณรับผิดชอบอะไร เกษตรกรไทยเดือดร้อน จดเพื่อหวงกันจริงหรือเปล่า จดหวงกันต้องไม่ให้คนอื่นใช้สิทธิ 20 ปีคนอื่นใช้ทำข้าวจีเอ็มด้วยวิธีนี้เพื่อให้เป็นข้าวหอม ไม่ได้ คุณพูดอย่างนั้นสิ ถ้าคุณจะทำเพื่อประเทศไทยต้องพูดอย่างนั้น แต่ผมว่าเขาไม่พูดหรอก"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สิทธิบัตร 20 ปีหมายความว่าเราจบเลยใช่ไหม อีก 20 ปีทุกคนก็ผลิตได้&lt;br /&gt;"อีก 20 ปีเทคโนโลยีมันอาจจะเปลี่ยน ถ้าเขาพัฒนางานนี้ ทำให้มีสิทธิบัตรเกิดขึ้นใหม่ ก็ต่อได้อีก 20 ปีไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาไม่คิดว่าทำเพื่อประเทศ สมมติครั้งนี้เราไปบีบคอเขาห้ามอนุญาตให้ใครใช้สิทธิ เขาบอกฉันลงทุนเป็นสิบล้าน ไม่ให้ฉันหาเงินเลย เพราะฉะนั้นฉันไม่ทำแล้วงานวิจัยอย่างนี้ 20 ปีเราก็หมด"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิทูรย์บอกว่าที่ อ.สุรวิชพูดเคยเกิดขึ้นแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"การวิจัยเรื่องกวาวเครือ ที่จุฬาฯ นักวิจัยที่เก่งเรื่องนี้วิจัยไปถึงจุดหนึ่ง อาจจะไม่มีงบมหาวิทยาลัย support เขาก็เอาสิทธิบัตรไปขายให้เกาหลีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มาจากกวาวเครือ แต่กระบวนการวิจัยเป็นการลงทุนโดยงบประมาณของรัฐ งานวิจัยและการจดสิทธิบัตรตอนแรกเป็นเหมือนทรัพย์สมบัติของมหาวิทยาลัยของนักวิจัย แล้วก็ถูกแปรมาเป็นทางการค้า"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สุรวิชกล่าวว่าเรื่องนี้ประเด็นสำคัญคือจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 52 ของพรบ.คุ้มครองพันธ์พืช ซึ่งบอกว่า ผู้ใดจัดหารวบรวมพันธุ์พืชป่าหรือพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษาทดลองวิจัย เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า จะต้องมาขออนุญาต และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ก่อน แต่ปัญหาคือกฎกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่ออก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ถ้าผู้บริหารประเทศบอกว่าจะปกป้องทรัพยากรของไทย ต้องผลักดันให้กฏกระทรวงตามมาตรา 52 ของพรบ.คุ้มครองพันธ์พืช 2542 ออกมาโดยเร็ว ตั้งแต่ 2542 นี่ 10 ปีแล้วกฎหมายลูกยังไม่ออกเลย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถ้าทำตามมาตรา 52 จะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;"สวทช.ได้เงินมาเท่าไหร่ต้องแบ่งเข้ากองทุนฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพ ในกฎหมายระบุว่า เงินที่ได้ต้องเข้ากองทุนและกลับไปสู่ชุมชน"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เขาอาจจะคิดว่าเข้ามาตรา 53 คือไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้า ตอนที่วิจัยไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่ทันทีที่คุณจดสิทธิบัตรมันพูดถึงประโยชน์ทางการค้า เพราะถ้าไม่หวังประโยชน์ทางการค้าคุณจะไปจดสิทธิบัตรทำไม"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สุรวิชกล่าวว่าการจดสิทธิบัตรข้าว GMO ก็จะมีผลข้างเคียงอีกแง่หนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"รัฐไทยประกาศมาตลอดว่าเมืองไทยไม่มีการทดลองทำจีเอ็มโอข้าว ประกาศให้ทั่วโลกรู้เลย ประเทศคู่ค้าจะได้ไม่สุ่มตรวจข้าวเราว่าเป็นจีเอ็มโอติดมาหรือเปล่า ว่างๆ เอกสารฉบับนี้ก็โผล่ออกมาว่าสิทธิบัตรนี้ทำโดยการทำจีเอ็มโอข้าว ถ้าคุณเป็นคู่แข่งทางการค้า เช่นเวียดนาม ก็ต้องยกประเด็นนี้ไปบอกคู่ค้า สมมติไปบอกยุโรป เห็นไหมประเทศไทยเชื่อถือไม่ได้ บอกว่าข้าวไม่มีจีเอ็ม เอาเอกสารนี้ไปให้ดู รัฐไทยเชื่อได้อีกไหม ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากประเทศไทยไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว มันไม่ใช่กระทบแต่ข้าวนะ ผักผลไม้ทุกอย่างที่ส่งไป"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เราบอกว่าตอนแถลงข่าวไม่เห็นบอกว่า GMO&lt;br /&gt;"เขาบอกว่าเขาจดยีน ไม่ใช่จดกระบวนการ อันนี้จะบอกว่าเขาพูดผิดไม่ได้หรอก โดยเจตนาบ่ายเบี่ยงที่จะไม่พูดว่าเขาจดกระบวนการสร้างข้าวจีเอ็มให้หอม งานวิจัยจีเอ็มโอเขาได้ทุนมาเยอะและทำมานาน เขาต้องพยายามหาทางว่าทำอย่างไรให้งานวิจัยเขาไปแสดงผลให้ได้ ตีล้อมมาจากข้างๆ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี อ.สุรวิชเห็นว่าการจดในต่างประเทศก็มีส่วนที่ดี&lt;br /&gt;"เพราะถ้าเขาไม่จด เกิดจีนศึกษาโครงการจีโนมข้าว สมมติจีนค้นพบแล้วเอาไปจดก่อน จีนก็ทำข้าวหอมมะลิจีเอ็มโอได้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ไม่ควรที่จะต้องมาจดในประเทศไทย&lt;br /&gt;"จะจดด้วยเหตุผลใด หาเหตุผลไม่เจอ ถามว่าประเทศไทยใครจะละเมิดได้ มาทำจีเอ็มในประเทศไทย ทำแล้วจะมาปลูกด้วย สมมติซีพีมาติดต่อ สวทช.ขออนุญาตใช้กระบวนการนี้ ปกติการอนุญาตให้ไปมักจะเป็นกินเปอร์เซ็นต์ อย่างมากก็ให้ล่วงหน้ามาสักส่วนหนึ่ง สมมติ 1 ล้าน จากนั้นเอาไปสักตันละ 1,000 บาทเป็นค่าใช้สิทธิ ถ้าสวทช.อนุญาตก็คงไม่มีสมอง เพราะซีพีจะไปปลูกที่ไหน ประเทศไทยปลูกข้าวจีเอ็มไม่ได้ ถ้าไปปลูกที่ลาว เขาไม่ต้องมาขออนุญาตใช้สิทธิที่เรา เพราะประเทศลาวไม่ได้รับสิทธิบัตรอันนี้ ก็ไปทำที่ลาวเลยสิ ไปตั้งแล็ปที่ลาวทำจีเอ็มเลย ผมจึงคิดไม่ออกว่าจะจดในประเทศไทยไปทำไม"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"อย่างที่ผมบอกเขาไม่ได้ประสงค์จะจดกระบวนการ ทุกครั้งที่เขาให้ข่าวคือเขาประสงค์จะจดยีน เขาประสงค์ที่จะนำไปสู่การแก้ไข พรบ.สิทธิบัตร และยาวออกไปคือเรื่องของการปลูกจีเอ็มในประเทศไทย ผมเป็นนักวิชาการสายนี้ รู้ว่าเขาคิดอะไร ทำให้ผมกังวลในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิของคนไทย ถ้าจริงใจก็ประกาศออกมาสิ สวทช.ต้องการอย่างนี้ จะไม่บังคับใช้สิทธิกับคนไทย เป็นสมบัติของชาติ ณ วันนี้มันเป็นสมบัติของสวทช. หน่วยงานของรัฐ แต่สวทช.จะให้กับประชาชนทั้งประเทศ ประกาศออกมา ปีหน้าก็ได้วันข้าวไทย 6 มิ.ย. ปีนี้ผ่านไปแล้วจะประกาศย้อนหลังก็ได้ ทุกคนก็แฮปปี้ แต่ทุกวันนี้คุณพยายามสร้างความสับสน"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิทูรย์บอกว่าที่อลงกรณ์กำลังผลักดัน ก็คือสิ่งที่อเมริกาเคยเรียกร้องในเอฟทีเอ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เขาบอกว่าเป็นนโยบายที่จะให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจดสิทธิบัตรในพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เพราะถ้าประเทศอื่นจดได้ กฎหมายไทยจะต้องอนุญาต"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"แต่มันขัดกับกฎหมายไทย กฎหมายของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากไม่อนุญาตจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต นี่คือจุดยืนของกฎหมายไทยที่มีมาในอดีตถึงปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่มีใครแก้เรื่องนี้ แม้แต่สมัยทักษิณก็บอกว่าเรื่องนี้สำคัญเขาจะไม่แก้ แต่สิ่งที่อลงกรณ์พูดตอนนี้เหมือนกับคุณต้องจัดการกับกฎหมายภายใน เปิดโอกาสให้มีการจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต ซึ่งข้อเสนอนี้อยู่ในข้อเสนอที่อเมริกา ยุโรป ผลักดันรัฐบาลไทยผ่านข้อตกลงเอฟทีเอ ตีความได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นการเตรียมการเพื่อที่จะรองรับการเจรจาเอฟทีเอ เพราะถ้าคุณเจรจาเรื่องเอฟทีเอ คนอาจจะค้านเพราะเป็นผลประโยชน์ต่างชาติ แต่ตอนนี้บอกว่าแก้เพื่อผลประโยชน์ของข้าวไทย แบบนี้ทักษิณเคยทำมาก่อนก็คือแก้กฎหมายเอาไว้ก่อนล่วงหน้า พอเอฟทีเอมาเข้าสภาไม่ต้องแก้กฎหมาย ตอนที่ทักษิณจะเปิดเอฟทีเอเรื่องจีเอ็มโอ ทักษิณก็บอกว่าการเปิดเสรีเรื่องจีเอ็มโอไม่เกี่ยวกับเอฟทีเอ เป็นเพราะ สวทช.ต้องการเปิดให้วิจัย ตอนนี้อลงกรณ์มาคล้ายๆ กัน อลงกรณ์มาบอกว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องเปิดให้ใช้มาตรการทางกฎหมายแบบเดียวกับอเมริกา ให้มีการจดสิทธิบัตร เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยไทย"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีข้อสงสัยอีกอย่างว่า สวทช.จดสิทธิบัตรได้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ทำไมเพิ่งประกาศ&lt;br /&gt;"เขายื่นจดปี 2006 ได้ 2008 เขายื่นไปหลายฉบับนะ บางฉบับอเมริกาก็ไม่อนุมัติ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ.สุรวิช "สถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นมันตีปี๊บไม่ได้หรอก เขาก็รอให้ไม่มีสถานการณ์การเมือง เรื่องนี้อยู่ที่ สวทช.เป็นคนดัน มีแผนเป็น step อยู่แล้ว ว่าจะดันในช่วงไหน หลังจากประกาศแล้วเขาจะดึงหมากต่อไปอย่างไรๆ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิทูรย์ "ตอนนี้กรมทรัพย์สินฯ ก็ถูกมองเป็นผู้ร้าย กรณีนี้เรายืนอยู่ข้างกรมทรัพย์สิน ในการที่ไม่ยอมให้จดสิทธิบัตร ที่ผ่านมาเราไม่เห็นด้วยกับกรมทรัพยืสินหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้เขาถูกต้อง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทเรียนจากอดีต&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถามวิฑูรย์ว่ามีอะไรบ้างที่เกรงว่าต่างชาติจะเข้ามาเป็นโจรสลัดทางชีวภาพ ถ้ายอมให้ สวทช.จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอม แล้วเป็นช่องให้ต่างชาติจดได้เช่นกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ตอนนี้ญี่ปุ่นเขาเชี่ยวชาญเรื่องเชื้อรา เขามีทีมเยอะ ใช้ในยารักษาโรค อุตสาหกรรมอาหาร เขาเข้ามาศึกษาเชื้อราของไทยเยอะเลย ในญี่ปุ่นเขาประเมินว่าอุตสาหกรรมอะไรใหญ่ที่สุด ไม่ใช่รถยนต์นะแต่เป็นจุลินทรีย์ ที่เราเซ็น J-TEPPA ข้อเสนอเรื่องจุลินทรีย์เป็นเรื่องใหญ่ เราไม่รู้เรื่องเลยเราก็ยอมเขา สมัยสุรยุทธ์ จนต้องมาทำจดหมายแนบท้ายตอนหลัง"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผมเคยเจอศาสตราจารย์ญี่ปุ่น เขาบอกเขามีโครงการเต็มไปหมดกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทย โดยเฉพาะราชภัฏ ราชมงคล เพราะเป็นมหาวิทยาลัยชุมชน เข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นง่าย เพราะงานวิจัยด้านทรัพยากรชีวภาพ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือภูมิปัญญาคนท้องถิ่น เหมือนเปล้าน้อย เขาก็มาหานักวิชาการ ก็พาไปหาถึงที่เลยว่าที่ไหนได้สารเปลาโนทอลมากที่สุด ก็ไปเจอที่คลองวาฬ ประจวบฯ คนที่ไปด้วยก็เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้นี่แหละ คือเราไม่ทันเกมเขา ใสซื่อ คนไทยอัธยาศัยดี รับแขก"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เขามาเปิดไร่ที่คลองวาฬแล้วสกัดสารส่งไป มันเริ่มจากโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับญี่ปุ่น แล้วงานวิจัย report ว่าตัวเปล้าน้อยมีสารที่สามารถรักษาโรคได้หลายอาการ โดยเฉพาะโรคกษัย ญี่ปุ่นไปทำวิจัยต่อในห้องแล็บ ก็พบสารเปลาโนทอลที่รักษาโรคกระเพาะได้ แต่เขาไม่รู้ว่าจะหาแหล่งเปล้าน้อยที่ไหนที่ออกฤทธิ์มากที่สุด เขาก็มาประสานกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้คนหนึ่ง ด้วยความช่วยเหลือของนักวิชาการไทย อาจจะความไม่รู้เท่าว่าจะนำไปสู่การจดสิทธิบัตร ต่อมาญี่ปุ่นจดสิทธิบัตร จดในเมืองไทยด้วยนะ จดกรรมวิธีการผลิต เขาก็มาตั้งโรงงานที่คลองวาฬ จ้างชาวบ้าน บริษัทได้ยอดขายเป็นพันล้าน ขายเม็ดละ 30 กว่าบาท จะครบสิทธิบัตร 20 ปีในปีสองปีนี้แหละ"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"กวาวเครือนี่มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นส่งนักศึกษาปริญญาเอกมาทำวิจัยกับนักวิจัยจุฬาฯ แล้วญี่ปุ่นก็จดสิทธิบัตร อีกอันนักวิชาการไทยจดสิทธิบัตร แต่ขายต่อให้เกาหลี ถามว่าผลการวิจัยเหล่านั้นมันได้กลับมาสู่ประเทศหรือเปล่า"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เราผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยก็เพราะเหตุนี้ มันมีพวกที่มาฉวยไปโดยที่ไม่มีอะไรแบ่งเลย ภูมิปัญญาชาวบ้านกว่าจะได้เป็นองค์ความรู้ขึ้นมา ชาวบ้านต้องทนทุกข์ทรมาน อาจจะเสียชีวิตเพราะทดลองกันมาในบรรพบุรุษ ขณะที่เราไปให้เครดิตคนที่ทดลองในห้องทดลองเล็กๆ มันไม่เป็นธรรม ซึ่งกติกานี้ก็เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-6346891921280735403?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/6346891921280735403/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=6346891921280735403' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/6346891921280735403'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/6346891921280735403'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/07/gmo.html' title='ไทยโพสต์ แทบลอยด์: สิทธิบัตรข้าวหอม GMO ได้หรือเสีย'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-2459423073950824265</id><published>2009-06-27T13:52:00.000-07:00</published><updated>2009-06-27T13:54:02.901-07:00</updated><title type='text'>จิตในพุทธศาสนากับควอนตัมฟิสิกส์</title><content type='html'>ปกติตามอ่านมานานไม่เก็บ แต่คราวนี้รู้สึกเสียดายเพราะเป็นเรื่องที่กำลังตามอ่านอยู่&lt;br /&gt;เลยอยากเก็บไว้จากลิงก์&lt;br /&gt;http://www.thaipost.net/sunday/280609/6925&lt;br /&gt;ไว้ให้ตัวเองอ่านซ้ำๆ จะได้เข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้พูดได้เขียนเรื่องของจิตมานาน   โดยเฉพาะจิตในพุทธศาสนา  และจิตในจิตวิทยาผ่านพ้นตัวตนหรือจิตวิทยาจิตวิญญาณ  (spiritual  psychology)-ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาณที่จะไล่ต่อๆ   ไปจนถึง นิพพาน-บนพื้นฐานของปรัชญาของพุทธศาสนาตามที่ผู้เขียนเข้าใจ  พร้อมๆ  กันนั้นก็ได้ศึกษาและเขียนเรื่องของควอนตัมฟิสิกส์ที่ไม่ค่อยมีคนเชื่อตาม หลังคุณอนุช  อาภาภิรมย์   มาตั้งแต่ร่วมยี่สิบปีก่อน   แต่ไม่เคยเขียนบทความที่เปรียบเทียบกันของทั้งสองวินัย  ที่ใช้วิธีการเข้าถึงความรู้ที่ทางพุทธศาสนาแน่ใจว่าเป็นความจริงที่แท้ จริง   ที่ได้จากการปฏิบัติสมาธิมาอย่างลึกซึ้ง   กับความจริงทางควอนตัมที่ได้มาจากการสังเกตด้วยการทดลองและคณิตศาสตร์ของนัก ฟิสิกส์   ซึ่งทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เชื่อกันแทบเป็นเอกภาพ   ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า-ในความเห็นของผู้เขียนเช่นกัน-ทั้งสองวินัย   พุทธศาสนากับควอนตัมเมคานิกส์ต่างนำไปสู่ความจริงที่แท้จริง  ซึ่งเป็นผลผลิตของจิตไร้สำนึกสากลของจักรวาล   คือทั้งคู่เป็นเรื่องเดียวกัน  ไม่ใช่เป็นเพียงความสอดคล้องแนบขนานกันตามที่  ฟริตจอฟ   แคปรา  เป็นคนแรกที่สังเกตไว้อย่างเป็นกิจจะลักษณะในปี  1975  ซึ่งต่อมานักฟิลิกส์แห่งยุคใหม่หลายๆ  คนกล่าวไว้เหมือนๆ  กันเท่านั้น   แต่ผู้เขียนไปไกลกว่านั้นคือ  เชื่อว่าทั้งคู่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งทางด้านของทฤษฎีและทางด้านปฏิบัติ  (experiments)  จริงๆ  แล้วเนื่องจากควอนตัมฟิสิกส์ก็เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ  (physical  science)  ที่รับรู้โดยบุคคลที่สามเหมือนกับวิทยาศาสตร์กายภาพทั่วๆ ไป  แต่ควอนตัมเมคานิกส์ใช้ชี้วัด  (measurement)  สสารที่เล็กละเอียดที่สุดระดับอะตอมหรือต่ำกว่านั้น   สสารที่เรามองไม่เห็นและไม่มีทางที่เราจะมองเห็น-ไม่ว่าจะเมื่อใด-ด้วยความ รู้ของนักวิทยาศาสตร์กายภาพ   เพราะฉะนั้นการชี้วัดที่ว่าจึงเป็นการชี้วัดทางอ้อม   ด้วยการทำปฏิกิริยาระหว่างกันของสสารที่เล็กและละเอียดที่สุดเหล่านั้น  (interface)  หรือไปยังข้อสันนิษฐานที่นักฟิสิกส์ใหม่  นักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่  รวมทั้งแพทย์หลายต่อหลายคนคิดว่าจิตก็เป็นคลื่นที่ละเอียดยิ่ง-ละเอียดยิ่ง กว่าคลื่นอนุภาคในฟิสิกส์ใดๆ  และทำงานด้วยกลไกคล้ายหรือเหมือนกับควอนตัม/ซูเปอร์ควอนตัมที่อยู่ในสภาพของ คลื่นตลอดเวลา   เพราะจิตของผู้นั้นจะไปพังพาบสภาพคลื่นนั้น  (wave  function  collapse)-เพราะในศาสนาพุทธไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้า  (ที่อยู่ภายนอกจักรวาลทั้งหมด)  ขึ้นมาอธิบายกลไกต่างๆ  ใดๆ  อันเป็นความลี้ลับตรงนี้ได้   ซึ่งหากไม่ต้องสร้างพระเจ้าเพื่ออธิบายความลึกลับเหล่านี้   แต่อธิบายว่าเป็นจิต  (ไร้สำนึกสากลของจักรวาลที่เข้าอยู่ในกายในสมองของบุคคลนั้นๆ)  แล้วถูกบริหารโดยสมองของผู้นั้น  สมองก็จะเป็นประหนึ่งกลไกคล้ายๆ  กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล   ซึ่งเป็นผู้บริหารจิตไร้สำนึกของจักรวาล  (quantum  computer)-ที่นักคอมพิวเตอร์หรือวิทยาศาสตร์กายภาพบางคนคิด-ให้เป็นจิตสำนึก หรือจิตรู้นั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     แต่ขอพูดที่นี่เสียเดี๋ยวนี้เลยว่า   ความเป็นเรื่องเดียวกันของพุทธศาสนากับควอนตัมเมคานิกส์-ศาสนากับวิทยา ศาสตร์ตามที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่นั้น-เป็นคนละเรื่องกับที่เราเข้าใจกัน  หรือพูดว่าศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์  (เก่า)  ซึ่งท่านผู้อ่านก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์   หรือในที่นี้กับวิทยาศาสตร์กายภาพเก่าๆ  นั้น  เป็นเสมือนไม้เบื่อไม้เมากัน   คือมีหลักการและเหตุผลที่เข้ากันไม่ได้เลยมานับตั้งแต่เรามีวิทยาศาสตร์มา นับหลายๆ  ร้อยปีมานี้  เพราะฉะนั้นที่มีคนพูดๆ  กันว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์  (เฉยๆ  ซึ่งคงหมายถึงวิทยาศาสตร์วัตถุนิยม  หรือวิทยาศาสตร์กายภาพเก่า)  (materialistic  or  physical  sciences)  อย่างที่คนเขาพูดๆ  กันนั้น   ผู้เขียนไม่รู้จริงๆ  ว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?  แม้แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เอง   ที่มีคนอินเดียทำการวิจัยไว้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับพุทธศาสนา  ก็แทบว่าจะไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องเดียวกันเลย   ยกเว้นความจริงที่พุทธศาสนาบอกว่า   สรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เรารับรู้ว่าดำรงอยู่ข้างนอก นั้น   ไม่เคยเลยที่ดำรงอยู่จริงตามที่เรารับรู้นั่น   ทั้งหมดที่เรารับรู้ว่ามีอยู่เป็นเพียงความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ  เท่านั้น   ซึ่งไปตรงกับทฤษฎีความสัมพัทธ์พิเศษของไอน์สไตน์   เพราะฉะนั้นและในความเห็นของผู้เขียน   จึงใคร่ขอร้องไม่ให้คนไทยเอาพุทธศาสนาไปเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์  (กายภาพ)  อย่างเด็ดขาด  เพราะพุทธศาสนาชี้ให้เราเห็นความจริงที่แท้จริง   ซึ่งต่างออกไปและเป็นอกาลิโก   ส่วนวิทยาศาสตร์เฉยๆ  ก็คือวิทยาศาสตร์กายภาพนั้น   ให้ความจริงแต่เฉพาะทางโลกที่ไม่จริงแท้แก่เรา   แถมบางครั้งอาจเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ   วิทยาศาสตร์เก่าที่ว่านั้นให้ความจริงได้แค่  99.0%  หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ   ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของจักรวาล   หรือเมื่อเราพูดกันถึงอะตอมหรืออนุภาคที่เล็กละเอียดยิ่งกว่านั้นเป็นไหนๆ   ซึ่งเปรียบเทียบกับฟิสิกส์ใหม่ที่ให้ความจริงถึง  99.999%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การเป็นเรื่องเดียวกันระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่นั้น   ผู้เขียนไม่ได้พูดเอง  แต่เป็นนักฟิสิกส์ยุคใหม่ที่มีชื่อเสียง-แทบว่าจะทุกคนกระมัง-พูด   ลองคิดดูว่าพวกอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์และนักศึกษาร่วม  3,000  คนจะคิดอย่างไร?  เมื่อเบิร์กเลย์ได้จัดประชุมใหญ่ในเรื่องศาสนากับวิทยาศาสตร์เมื่อเดือน พฤษภาคมในปี  1996  นักฟิสิกส์ควอนตัมจากมหาวิทยาลัยโอเรกอน   อมิต   โกสวามี   ผู้อภิปรายคนหนึ่งได้พูดว่า  ในฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ของปัจจุบัน   ความจริงทางศาสนากับความจริงควอนตัมนั้นเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์  (in  complete  agreement)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ในการประชุมในโครงการจิตกับชีวิตครั้งที่  7  ที่เปรียบเทียบพุทธศาสนากับควอนตัมฟิสิกส์และจักรวาลวิทยา   (การประชุมมี  5  วันที่จัดให้มีขึ้นในทุกๆ  2  ปี)  ระหว่างองค์ทะไล  ลามะ  ฝ่ายหนึ่ง  กับนักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่   นักปรัชญาและศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยอื่นๆ  ทั่วโลก  (ซึ่งบางทีมีพระสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายต่างๆ  แต่ส่วนมากมาจากนิกายวัชรญาณ   พุทธศาสนาของทิเบต   ซึ่งมักจะจัดขึ้นที่ธรรมศาลา  อินเดีย  (Arthur  Zajonc,  editor:  The  New  Physics  and  Cosmology,  dialogue  with  Dalai  Lama,  2004)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ซึ่งมีแอนตอน  ไซลิงเจอร์  เป็นนักฟิสิกส์ชั้นนำ  (Anton  Zeilingtr)  ไซลิงเจอร์นั้นเป็นนักฟิสิกส์มีชื่อเสียงที่สุดในโลกผู้หนึ่ง   ในด้านพื้นฐานของการทดลองทางควอนตัมฟิสิกส์  ตอนนั้นยังอยู่ที่อินสบรูกในออสเตรีย  (ในปี  2006  ไซลิงเจอร์ได้รับเลือกเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเวียนนาที่  เออร์วิน  ชโรดิงเจอร์  เคยครอง)  แอนตอน  ไซลิงเจอร์  ตอนที่ยังอยู่ที่อินสบรูก  เป็นผู้ที่แสดงในห้องทดลองได้ว่าเราสามารถส่งอะตอม-ตัวเดียวกันหรือเหมือน กันทุกประการ-จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป  (quantum  telecommunication)  การทดลองที่จะนำไปสู่การย้ายคนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งเหมือนในภาพยนตร์สตา ร์เทรก  หรือด้วยเวทมนตร์ในหนังจักรๆ  วงศ์ๆ  ได้  ซึ่งเป็นผลของความจริงทางควอนตัมอย่างหนึ่ง  (quantum   non-locality)  ที่เป็นความลึกลับที่ปัจจุบันสามารถรู้ได้ด้วยทฤษฎีของจอห์น  สจวต  เบลล์  (Bells' Theorem)  ซึ่งเกิดจากการพัวพันกันอย่างอีนุงตุงนังของคลื่นอนุภาคและอะตอมตามที่ ชโรดิงเกอร์เรียก  (entanglement)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การประชุมที่มีถึง  5  วันในครั้งนี้  ได้พิสูจน์ให้กับวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ควอนตัมและนักฟิสิกส์ดารา ศาสตร์   และนักวิชาการจำนวนมากที่ล้วนเป็นคนที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น   และส่วนหนึ่งมาจากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ  ดังๆ  ของโลก   การสนทนากับความเข้าใจย่อมทำให้นักวิทยาศาสตร์กับนักวิชาการทั่วไปที่ไม่ เชื่อหันมามองใหม่   ควอนตัม  เมคานิกส์  เป็นการเฉพาะ  กับจักรวาลวิทยาในสายตาที่ผิดจากเมื่อก่อน    ซึ่งนักวิชาการทั่วไปมักจะคิดว่าควอนตัมฟิสิกส์  อย่างดีที่สุดเป็นเพียงทฤษฎี   หรือคณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรมที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับการดำรงชีวิตประจำวัน ของมนุษย์   นักวิทยาศาสตร์กับนักวิชาการที่อยู่ในที่ประชุมในครั้งนั้นต่างก็พิศวงใจ ว่า  องค์ทะไล  ลามะ  ที่ไม่รู้อะไรแม้แต่น้อยในเรื่องของควอนตัมฟิสิกส์หรือจักรวาลวิทยา  และนักฟิสิกส์นักวิชาการตะวันตกที่มาร่วมประชุมกันในครั้งนี้แทบทั้งหมดก็ ว่าได้   ต่างก็ไม่รู้เรื่องของพุทธศาสนาเลยสักนิดเดียว   แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็แลกเปลี่ยนความรู้กัน   เหมือนกับว่าทั้งสองฝ่ายได้พูดเรื่องเดียวกัน   ซึ่งไม่เพียงแต่หลักการเท่านั้น   แม้แต่รายละเอียดก็แทบว่าไปด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ   ตัวอย่างในทางวิทยาศาสตร์   ทุกสิ่งทุกย่างที่เห็นและคิดว่าจริง  (objective)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เป็นวัตถุ-พลังงานที่เปลี่ยนกันไปมาได้พอดีเปี๊ยบ    ซึ่งประกอบขึ้นด้วยควอนตาเป็นเม็ดๆ  เป็นอิสระต่อกันและกัน   ปล่อยออกมาเป็นชุดๆ  ที่ติดต่อกัน  ที่เล็กละเอียดแยกจากกันไม่ได้ด้วยวิธีธรรมดาๆ  เมื่อเป็นเม็ดจะเรียกว่าอะตอม   มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  10  กำลังลบ  8  ซม.  ซึ่งเฉพาะในควอนตัมฟิสิกส์  (ในขณะที่ฟิสิกส์เก่าจะไม่เกี่ยวกับจิตเลย)  เท่านั้นที่บอกว่าการชี้วัด  (measurement)  ต้องใช้จิตของผู้ที่กำลังชี้วัดอยู่นั้น   ในทางพุทธศาสนาบอกไว้อย่างเดียวกันเปี๊ยบ   แต่จะบอกว่าปรมาณูที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  10  ยกกำลังลบ 9  ซม.(เปรียบเทียบ)  และบอกด้วยว่าจะเห็นได้ก็ด้วยจิตของผู้นั้นๆ  สังเกตเสมอไป  (Leo  Pruder  (แปลจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลจากวสุพันธ์อีกที):Ahidharmkosabhavasyam,1991)  พุทธจักรวาลวิทยาบอกว่าจักรวาลมีบิ๊กแบงและมีบิ๊กครันช์  (วิวัตตา-สังวิวัตตา)  อย่างไม่มีที่สิ้นสุด   ซึ่งเหมือนกับรูปแบบหนึ่งในสองรูปแบบที่เชื่อกันในฟิสิกส์ใหม่โดยเกิดมาจาก ที่ว่าง  (ultimate  space)  ที่ให้ลม  (motility)  ไฟ  (heat)  น้ำ  (fluidity)  ดิน  (solidity)  โดยโผล่ปรากฏออกมา  (emerge)  เองจากสิ่งที่มีมาก่อนหน้านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     โดยควอนตัมฟิสิกส์   นักฟิสิกส์เคยคิดว่าเวลาก็เป็นเม็ดๆ-เหมือนแสง  (โฟตอน)  แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้นักฟิสิกส์บางคนยังคิดว่าแรงโน้มถ่วงก็เป็นเม็ดๆ  ได้  (แกรวิตรอน)-เรียกว่า  โครนอน  (chronon)  โดยมีความยาวของเวลาราวๆ  10  ยกกำลังลบ  24  ถึงลบ  36 วินาที  (David  Fingelstein:  Emptiness  and  Relativity,  2003)  ซึ่งพุทธศาสนาทุกๆ  นิกายย่อยของมหายานและวัชรญาณต่างก็กล่าวว่าเป็นเม็ดๆ  เหมือนกัน  (กษณะ) แต่ความเร็วของเวลากล่าวไว้ไม่เหมือนกันในคัมภีร์พุทธศาสนาหลายคัมภีร์เหล่า นั้น   ส่วนมากเป็นการเกิดและเปลี่ยนความคิด  เช่น  คิดว่าความคิดที่เปลี่ยนไปในคนนั้น   จะมีความเร็วประมาณ  10  กำลังลบ  3  วินาทีเท่านั้น   แต่บางตำราก็บอกว่าความคิดเปลี่ยนไปเร็วมาก   คือเท่ากับ  16  หรือ  17  เท่าของความเร็วที่สุดในโลกกายโลกียกาม   ซึ่งก็คือความเร็วของแสง   แต่บางตำรายิ่งเร็วกว่านั้นไปอีก   คือเร็วมากกว่าสายฟ้าแลบถึงพันล้านๆ  เท่าทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เช่นเดียวกับในควอนตัมเมคานิกส์   พุทธศาสนาเชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นวัตถุหรือสรรพปรากฏการณ์ทั้งหมดเป็น สิ่งที่ไม่จริง   หรือเป็นมายาซึ่งเกิดจากศักยภาพความน่าเป็นไปได้  (Potentiality)  ที่เป็นการเลือก  (choices)  ของจิตมนุษย์หรือมนุษยชาติ   ส่วนความจริงที่แท้จริงเบื้องหลังคือแสงที่สว่างไสว  (แสงในสภาพคลื่น)  เช่นเดียวกับเวลา   และการเลือก  (choices)  โดยจิตของผู้สังเกตที่ทำให้สภาพคามเป็นคลื่นพังพาบ  (wave  function  collapse)  กลายเป็นอนุภาคข้อมูล  (Information)  ที่เป็นพลังงานเป็นคลื่นก็ถูกจิตของมนุษย์เปลี่ยนเป็นอนุภาค  (bits)  ซึ่งพุทธศาสนาเรียกกว่า  "อักษาระ"  (อักษร)  ที่เราเอามาใช้กันผิดๆ.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/27990099-2459423073950824265?l=padeedub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://padeedub.blogspot.com/feeds/2459423073950824265/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=27990099&amp;postID=2459423073950824265' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/2459423073950824265'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/27990099/posts/default/2459423073950824265'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://padeedub.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='จิตในพุทธศาสนากับควอนตัมฟิสิกส์'/><author><name>padam</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09246823925426713917</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-27990099.post-2750375955371333143</id><published>2009-05-31T04:14:00.000-07:00</published><updated>2009-06-08T13:11:30.095-07:00</updated><title type='text'>เรื่องรักของสามัญชน ปรีดี พูนศุข</title><content type='html'>จากคุณ cele ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน&lt;br /&gt;http://www.sameskybooks.org/board/index.php?s=ce3db72dacb539f829521f0595bcd996&amp;showtopic=31333&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอเล่าที่มาที่ไปก่อนนะครับ เพราะจะไปพาดพิงถึงบุคคลที่สามที่ยังมีชิวตอยู่ซึ่งต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ผมมีโอกาส ได้รู้จักกับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครู ตุ๊เล็ก( ท่าน เบญจางค์ มหานีรานนท์ )น้องสาวครูฉลบ (ภรรยาคุณ จำกัด พลางกูร ) ที่ท่านเปิด รร.ดรุโณทยาน ซึ่งปัจจุบันปิดกิจการไปแล้วได้ซัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 ปี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ม.ธุรกิจบัณฑิต โดย อ.ฉลบ จะให้คุณดุษฎี ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านปรีดี มาสอนดนตรีที่ รร. นี้ ทุกสัปดาห์ และได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้จัก กับ คุณ ดุษฎีโดยผ่านทางครูตุ๊เล็ก และหลังจากได้รู้จักเธอ ( เคยแอบชอบเธอ ) จนกระทั่งช่วงปี 2531ที่ท่านผู้หญิงมากลับมาเมืองไทย จึง ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี โอกาส รู้จัก ท่านผู้หญิงพูนศุข อีกที ซึ่งตัวของข้าฯ เป็นแฟนพันธ์แท้ท่านปรีดี อยู่ก่อนแล้ว ท่านฯพูนศุข ก็ประหลาดใจที่ว่าทำไมรู้เรื่องของท่านปรีดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากจัง ข้าฯ จึงหาเรื่องสนทนากับท่านฯ โดยส่วนมากจะเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา และท่านชอบที่จะพูดคุยและให้ข้อคิดในการดำรงชิวิตดีๆ ให้กับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าฯ ท่านเคยบอกว่าชีวิตคนเรารู้แต่วันเกิด ไม่รู้วันหมดอายุ สู้ปลากระป๋องก็ไม่ได้รู้ทั้งวันผลิตและวันหมดอายุเราต้องใช้ชิวิต ด้วยความไม่ประมาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นคนอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ สอนให้ทำตัวเหมือนต้นข้าวรวงสุก เพราะมันจะโค้ง และลู่ลม ไม่ทำตัวเหมือนกับต้นข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มโต เพราะมันแข็งกระด้าง และต้านลม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยถามท่านว่า ท่านไม่กลัวติดคุกหรือครับ ท่านตอบไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ท่านยังเล่าให้ฟังอีกว่า ท่านเคยว่าทหารที่จะมาจับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวท่านปรีดีว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนนายกทำไมไม่ไปสภา จะมาเปลี่ยนอะไรที่นี่ (หมายถึงบ้านนายกปรีดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นคนดีมากๆ ส่วนรายละเอียดในเช้าวันนั้น ผมก็เคยได้ถามท่านนะ แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดเท่าที่เล่าได้นะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้ว่าวันนั้นฝนตกหนักมาก น่าจะเป็นวันที่คุณแม่ ( ท่านฯ พูนศุข ซึ่งผมจะใช้เป็นสรรพนามในการเรียกท่านหลังจากที่เริ่มสนิท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับท่าน) กลับมาจากงานวันเสรีไท ที่รพ. จุฬา ผมถามท่านว่า สมัยหนุ่มๆ ท่านปรีดีหล่อไหม โรแมนติกไหม เอาใจเก่งไหม ทำไมท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;genius จังเพราะพรสวรรค์ หรือความขยัน ท่านฯ ยิ้ม และตอบว่า นายปรีดี( สรรพนามที่ท่านฯ จะใช้เรียกถึงปรีดี ) ไม่หล่อดูเป็นชาวไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้ แต่ดูอบอุ่น เป็นคนไม่โรแมนติก ปากไม่หวานแต่จะแสดงออกด้วยการกระทำ โดยจะเขียนาร์ดมาให้ทุกปีเมื่อครบรอบวันแต่งงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งมีอยู่ปีหนึ่งแม่บอกว่า ได้การ์ดตั้งห้าใบ ผมถามว่าทำไมได้ตั้ง 5 ใบ ท่านตอบว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เพราะไม่ได้เจอกัน 5 ปีเต็มๆ ขอย้ำว่าไม่ได้เจอ และไม่ได้ติดต่อด้วยเพราะกลัวโดนจับได้หลังท่านปรีดีหนีไปอยู่เมืองนอก ( ถ้าเป็นผมคง อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แตกตายไปแล้ว และ ทำให้ผมมองเห็นถึงคำว่ารักแท้มันเป็นอย่างไร) นายปรีดีไม่เคยบอกรักพร่ำเพื่อ เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติผู้หญิงมาก ไม่เคย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทะเลาะ กันแม้แต่ครั้งเดียว นายปรีดีเป็นคนมีความรู้ ความประพฤติดี และ ขยันมาก ผมเคยแหย่ท่านว่า ท่านเป็น ท่านผู้หญิงที่ดูไม่เหมือนท่านผู้หญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่นๆ ( จะบอกว่าดู so plane) แต่ไม่กล้าพูด ซึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าน ตอบว่า “แม่ไม่ได้เป็นคนทะเยอทะยาน ไม่ตื่นเต้นกับเกียรติยศชื่อเสียง ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ถ้าเราดำเนินชีวิตตามทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายกลาง จะมีหรือไม่มี เราก็ไม่หวั่นไหว” ท่านกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในใจผมอยากจะถามเรื่องเมื่อเช้าวันนั้นเป็นอย่างมาก คันปากทุกครั้งที่มีโอกาสได้คุยกับท่าน แต่ก็ไม่กล้า กลัวท่านจะว่าเอา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเล่าต่อว่าเมื่อช่วงปี 2495-6 หลังจากพ้นข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฎ เพราะหลักฐานไม่มี ท่านได้เดินทางไปไม่แน่ใจว่าปักกิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือเปล่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คิดถึงนายปรีดีมากที่สุดเพราะตัวเองต้องติดคุกร่วม 3 เดือนแถมลูกชายก็ติดคุกด้วย สิ่งแรกทันทีที่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบหน้านายปรีดีที่เมืองจีน หลังจากที่พลัดพลากมานาน ตอนนั้นท่านบอกว่าดีใจมากที่สุด และท่านขอสัญญากับตัวเองว่าต่อไปจะไม่จากนายปรีดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปแม้แต่วินาทีเดียว ( สาบานว่าท่านพูดอย่างนั้นจริงๆ และสุดท้ายท่านก็ทำได้จริงๆ โดยท่านได้อยู่ข้างกายท่านปรีดีจนวินาทีสุดท้าย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านบอกว่า วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ท่านเห็นน้ำตานายปรีดี ตลอดเวลาที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมานักต่อนักท่านบอกว่าไม่เคยเห็นน้ำตาแม้ซัก หยดของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายปรีดี และวันนี้เองก็เป็นวันที่ท่านฯ ร้องไห้มากที่สุดในชีวิต เช่นกัน.... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สว้สดีคะคุณยาย เสียงเล็กๆ ดังออกมาขณะที่คุณแม่กำลังไหว้พระ อยู่ที่วัด ท่านรับไหว้และถามเด็กน้อยคนนั้นกลับว่า หนูชื่ออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียน อยู่ที่ไหน เด็กน้อยตอบว่าหนูไม่มีชื่อเล่น หนูเรียนอยู่ รร.เซนโยเซฟคอนแวนต์ มันเป็นคำตอบที่ทำให้ท่านยิ้ม และท่านก็เล่าให้ผมฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อ ว่า สมัยเด้กๆ ท่านก็เรียนอยู่ที่นี่ เช่นกัน ได้เรียนถึง ม.ปลาย จึงได้ออกมาแต่งงานกับนายปรีดี ท่านเล่าย้อนให้ฟังว่า ท่านเรียนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้อย เคยมีคนตราหน้าท่านว่า เป็นเมียนายก แต่เรียนแค่ ม.ปลาย ท่านเคยไม่โกรธ และเล่าว่าถึงแม้แม่จะเรียนมาน้อย แต่ก็ได้ความรู้ต่างๆก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาจาก นายปรีดี นายปรีดีมักจะชอบหาความรู้ต่างๆ ให้เสมอ จนบางที่ท่านจะแซวนายปรีดีว่า พอได้แล้วท่านอาจารย์ ท่านเล่าต่อว่าสมัยนายปรีดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กๆจะซนมากชอบอยู่ในทุ่งนาทั้งวัน เล่นจับปลาโดยจะมีเบ็ดตกปลา และจะไปขุดหาไส้เดือน นายปรีดีเคยเล่าว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่บ้านพ่อ และน้าชายป็นพ่อค้าขายข้าว ที่ อ.วังน้อย จ. อยุธยา ซึ่งนายปรีดีมักจะถูกใช้ให้เก็บยุ้งฉาง และจูงควายมาเก็บที่บ้านเป็นประจำ ซึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มัน เป็นงานที่ไม่ชอบเอาเสียเลย ร้อนก็ร้อน คันก็คัน มีครั้งโดนพ่อตีเพราะ นายปรีดีขี้เกียจไปเก็บควาย จนนายปรีดีกลับมาบ่นกับน้องสาวว่า จะไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยอมเป็นกรรมกรเด็ดขาด จะต้องเรียนให้สูงๆ จะได้สบาย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี จนอายุ 12 ปี เกิดกบฎ รศ130 (ซึ่งมันคงเป็นแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บันดาลใจที่ภายหลังนายปรีดีจึงได้เรียนกฏหมาย) ต่อมานายปรีดีได้ย้ายมาเรียนกรุงเทพที่ รร. สวนกุหลาบ และต่อมาได้ทุนไปเรียนเมืองนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบช่วงที่ท่านฯ เล่าถึงความรักของปรีดีที่มีต่อและกันกัน ผมว่ามัน classic มากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณพุนศุข พนมยงค์ เชิญพบแพทย์ ค่ะ เสียงของพยาบาลเรียกว่าถึงคิวตรวจแล้ว ผมเหลือบไปเห็นท่านกำลังมองดูนาฬิกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมืออยู่นานสองนาน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็นเห็นจะได้ จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่เพราะนั้นไม่ใช่ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกที่ผมสังเกตุเห็น ผมจึงบอกท่านว่าถึงคิวตรวจแล้ว ( ท่านเป็น Hypertension และ Ischemic heart ) ท่านบอกขอเวลาเดี๋ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถามผมกลับว่า นาฬิกานอกจาก จะบอก วัน เวลาแล้ว มันยังสามารถบอกอะไรเราได้อีก........ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะบอกเวลาแล้วยังสามารถบอกอะไรได้อีก ท่านให้ผมไปคิดวันหลังจะมาเฉลย เวลาผ่านไปอยู่หลายวันท่านจึงมาทวงคำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็ตอบว่าคิด
