Tuesday, March 17, 2015

Lottery dreaming theory




มีผู้แนะนำการซื้อหวย ดังนี้

ที่มา https://www.facebook.com/profile.php?id=100009180934516
"เทคนิคการซื้อหวยที่ผมได้รับการแนะนำจากอาจารย์มาคือ


1 โชคจะมาหาเอง

- สังเกตว่าคนที่ถูกหวยมักจะมีข่าวทำนองแบบนี้บ่อยคือ โดยยัดเยียดให้ซื้อ ซื้อชุดสุดท้ายที่คนเดินเอามาขายให้ เวลาผมไปซื้อหวยนี่ผมมักจะเดินผ่านแผงถ้าไม่มีคนไหนเรียกผมก็ไม่ซื้อ หรือถ้าอยู่ดีๆเดินเล่น กินข้าวหรือทำอะไรต่างๆ ถ้ามีคนเดินมาถามขายหวยให้ ผมจะซื้อทันทีโดยไม่ลังเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าแม่ค้าที่เร่มาขายแล้วบอกช่วยเหลือหน่อยตอนใกล้ บ่ายๆนี่จะยินดีๆมาก ซึ่งไม่เคยเจอกับตัวสักที


2 หวยเป็น
personal luck
- ถ้าเลขจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือฝันมา ไม่ควรแชร์กับใคร เพราะจะทำให้เสียไปได้ ยกเว้นเขาจะมีบุญร่วมกับเรา ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลย ดังนั้นอย่าบอกดีที่สุด คนอื่นเอาเงินมาฝากให้เราซื้อก็ไม่ได้ ลาภใครลาภมัน


3 ซื้ออย่างน้อยทุกงวด

- เป็นการแก้เคล็ดเรื่องเสียเงินเวลาดวงตกไปในตัว ถ้าไม่ถูกก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป ถ้าถูกก็ดีไป

โดย ปกติผมจะซื้อด้วยเหตุผลอย่างสุดท้ายมากกว่า และมีข้อแนะนำอีกข้อเลยคือ ซื้อแล้วให้ลืมไปเลยว่าซื้อ หรือตอนคนเอามาให้ พ่อค้าเลือกให้ ให้เขาพับมาเลย อย่าดู มาดูหลังหวยออก อันนี้ท่านอธิบายว่ากระแสจิตของการอธิษฐานมันก่เหมือนการส่งพิราบออกมา ความกังวลหรือการห่วงจะผูกรั้งให้มันไปไม่ถึงตามกระแสที่เราส่งไป
ไอ้เรื่องการพะวงนี่มันกับใช้การส่งจิต ส่งพลังในเรื่องต่างๆของการใช้วิชาไสยศาสตร์ด้วยนะ ปล่อยแล้วปล่อยเลย อย่าไปนึกถึง เพราะของพวกนั้นมันจะไม่ไปไหน จะผูกเพราะจิตเราดึงไว้

การได้โชคจากหวย มีสองอย่าง แยกประเด็นๆกันครับ อย่างแรกคือเรามีโชคแต่ไม่มีเลข ส่วนแบบที่ 2 คือเราได้เลขจากอะไรสักอย่างมาครับ

ยก ตัวอย่างอย่างแรกคือ เราไปบนบานขอให้ถูกหวยหรือได้ของเสริม luck มาครับ แต่จะเลือกก็ได้ถ้ามั่นใจ แต่คือถ้าเราเห็นเลขจิตเราก็จะพะวงถึงเลขนั้นจนบ่าย 4 วันที่ 1 และ 16


อย่างที่ 2 นี่คือฝันหรือได้เลขจากอะไรมาสักอย่าง
ถ้าเลือกเลขแล้วไม่คิดถึงมันได้ ก็ไม่เป็นไรครับ สังเกตข่าวพวกโดนรางวัลใหญ่ๆนี่จะรู้ตัวแบบ late มาก
ถ้า ถามว่าเรื่องอะไรสำคัญที่สุดคือเรื่องการส่งกระแสจิตเนี่ยแหละครับ ถึงเรามีดวงได้ชุดใหญ่ร้อยล้าน แต่พะวงหามันจนหวยออกก็ไม่ได้ครับ

เลย ตอบได้ว่าทำไมพวกที่ได้รางวัลไปรษณียบัตรทายผลบอลโลก หรือ ส่งฝาชาเขียวแม่งมักจะเป็นพวกส่งน้อยๆ ไอ้พวกส่งเยอะๆจริงๆจังๆ ไม่ได้แดกสักคน เพราะจิตมันดึงไว้


พูดง่ายๆ หวยให้ซื้อลืม แต่ผมก็ทำไม่ได้ จนต้องซื้อแบบไม่มองเลข"

อันนี้ตัวอย่างเคส http://www.thairath.co.th/content/487343



Sunday, February 22, 2015

บทสนทนาเรื่องหุ้น -2

from FB of

ช่วงหนึ่งนั่งคุยกับมิตรสหายท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเล่นหุ้น เขาอยากเล่นหุ้น (ในขณะที่ผมกำลังหยุดเล่น) ผมก็ลองชวนคิดตาม
ถ้าเริ่มทุนไม่เกินห้าหมื่น ระหว่างมึงขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำเต้าหู้ ขายปาท่องโก๋ ขายอาหาร กับเล่นหุ้น มึงว่าอะไรเสี่ยงและได้ผลตอบแทนน้อยกว่ากัน
มันบอกว่าขายของน่าจะได้น้อยกว่า ก๋วยเตี๋ยวชามแค่ 30-40 น้ำเต้าหู้ห้าบาทสิบบาท มันจะไปได้อะไร ?
ผมบอกว่ามึงพลาดอะไรไปเยอะล่ะ...
margin ในธุรกิจ "นอกสายตา" บางอย่างแม่งเยอะมากๆ คนมองข้ามและดูถูกมัน และมักไปมองหุ้นว่าน่าจะได้ผลตอบแทนเยอะกว่าเพราะไปหลงกับภาพลวงตาของพอร์ตหุ้นคนที่สำเร็จมากจนเกินไป
หุ้นนั้นมี margin ที่ขึ้นๆลงๆ เอาแน่นอนไม่ได้ เผลอๆมึงเจ๊งเพราะมึงออกไม่ทันซะด้วยซ้ำ ติดดอยหนาวกันไป..
แต่ธุรกิจนอกสายตาบางอย่าง margin ระดับ 5-10 เท่าตัวและค่อนข้างคงที่กว่าพอสมควร ธุรกิจบางตัวซื้อขายกับลูกค้าแค่เงินไม่กี่สิบบาทแต่ทำไมบางคนทำรายได้เดือนละหลายหมื่นจนถึงแสนได้ล่ะ ?
เพราะความเสี่ยงมันต่ำกว่าและแน่นอนกว่า การจัดการความเสี่ยงทำได้ง่ายกว่าเยอะหากเทียบกับหุ้น
ธุรกิจนอกสายตาบางตัวไม่ต้องเสียภาษีห่าอะไรซักแดงด้วยซ้ำ คำนวนต้นทุน-กำไรกันเพียวๆ นับเงินรายวัน
หุ้นไม่ต้องเสียภาษีซื้อขายก็จริง แต่ต้นทุนกำไรเอาแน่นอนไม่ได้ ผันผวนสูงเหี้ยๆ ผัวผวนหนักคือหุ้นตก แดกมาม่าบนดอยไป..

---------------------
ตลท. โปรโมทสุดๆ ทำให้ตลาดโตได้ ความดี เป็นของ ตลท. เงินทองมันเยอะไป ให้มันไหลเข้าไปเสียในตลาดเยอะๆ

ผมว่า สมมุติดีกว่าถ้าจะขาย CPF ราคา 30 บาทเท่าก็ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม วันนี้มัน 24.7 margin 10% หน่อยๆ จะรอกันกี่วัน


ปีที่แล้วมันมีพวกหุ้น 10 เด้ง พวก DIMET, ABC, CYBER โผล่มา มันก็เลยกระตุ้นต่อมรวยง่าย อยากเข้ามาบ้างมั้ง เพื่อนๆ เวลาได้มันก็อวดเวลาเสียหนะกริบ

เจอเยอะมากเลยเดี๋ยวนี้ เล่นหุ้นครับ ATO/ATC คือไรไม่รู้ -w คือไรไม่รู้ คือไม่รู้อะไรเลยนอกจาก สั่งซื้อกับสั่งขาย แล้วไอ้พวกนี้ถ้ามีตังค์มันเล่น dw ด้วยนะ
------------------------------
เล่นแบบตามแห่ เอาเฮไหนเฮกัน ไม่รู้เรื่องห่าอะไร อ่านบัญชีไม่เป็น ไม่อ่านรายงานประจำปี ไม่วิเคราะห์ราคา ก็ติดดอยเรียบ...ที่พูดเนี่ยผมยังไม่แม่นเลยนะ งมๆ งูๆปลาๆ พยายามศึกษาเอาเอง ทั้งเรื่องบัญชี เรื่องผลประกอบการ เรื่องอัตราส่วนทุนกำไรโน่นนี่ ผมแม่งยังเสียวเลย เพราะหุ้นตกง่ายมาก ขึ้นยากมาก
------------------------------
 ผมมีน้องคนนึงให้ผมสอนอ่าน เทคนิคแล้วก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะเธอไม่รับอะไรเลย เธอคิดว่าเทคนิคมันบอกว่าจะทำให้เธอกำไรมากขึ้น

ปีที่แล้วเธอทุนแสนนึง ภายใน 2 เดือน กำไร 4 แสนไม่รวมทุน


ไม่รู้อะไรเลยขึ้นซื้อลงขาย สุดท้ายผมก็บอกว่าผมไม่สามารถที่จะมี tool อะไรที่มันจะ improve กำไรขนาดนั้นได้หรอก นั่นมันพนันล้วนๆ
------------------------------
ผมไม่ใช่สายเทคนิค ผมใช้เทคนิคช่วยเฉพาะเวลาจะเข้าหรือจะออกเท่านั้นเอง ผมเน้นพื้นฐานมากกว่า เพราะเชื่อว่าพื้นฐานคือตัวสะท้อนราคาที่ดีที่สุด
------------------------------เรื่องบัญชี จากประสบการณ์ทำงานในบริษัท มหาชน ผมนิดหน่อย มันแยกเป็น 2 เรื่องอะครับ

1 มันแต่งหมด


2 ธุรกิจแต่ละประเภทมันไม่เหมือนกัน อย่างธุรกิจอสังหาฯ มันจอง ทำสัญญาจะซื้อจะขาย รับเงินกี่% จำไม่ได้ละ มันก็ขึ้นการรับรู้รายได้ ของยอดขาย สุดท้ายมันโอนไม่ได้ ก็โยกกันไปมากลับมา พออีก 3 ปีขายได้หมด ตัวเลขก็เด้งเป็น back log

หลายๆคนที่จบบัญชี ก็กล้าออกมายอมรับกันนะ ว่าอ่านไปเถอะมันไม่มีจริงหรอกตัวเลขพวกนั้น
--------------------------------
ถ้าซื้อหุ้นปีที่แล้วช่วงๆที่ กปปส ปิดเมือง แล้วมาขายทิ้งตอน คสช. มา รวยทุกคนครับ มันเป็นทั้งตลาด
-----------------------------
ผมเข้าตอนราวๆ 1649 แล้วมันร่วงมา 1200 กว่าๆ ตอนปีก่อนหนะครับ กลัวหมดอะครับ

เด็กเข้าปลายปีที่แล้ว ตลาดมันพุ่ง พวกนี้มันไม่รู้อะไรเลยมันเลยกลัวไม่เป็นกัน
----------------------------
ผมเข้าตอน 1320 กว่าๆ ผมซื้อ SOLAR ตอนราคา 3.90 เอาไว้ 15,000 หุ้น ถือยาวมาเรื่อยๆๆๆๆตอนตลาดวิ่งไปที่ 1400 แล้วก็ปล่อย

ล้างพอร์ตเลย ตอนนี้ไม่ได้ถือซักตัว รอรอบใหญ่ครั้งต่อไป
--------------------------------
ส่วนใหญ่คนอย่างเรามันจะตายตอน รอรอบใหญ่ รอแล้วมันไม่ลงซักที คนอื่นกำไรเอากำไรเอา พอเราเข้าปุ๊บ ทีนี้ ลง wave c เลย 5555

ทางเทคนิคผมยังมองว่านี่ wave 5 ใหญ่ grand cycle เทียบขนาด wave นับ C ใหญ่ ที่ปี 98 
คิดว่า 5 นี้อย่างเลวที่สุดโดยหลักการไม่น่าจะต่ำกว่า 5 เดิมปี 93 ที่เกือบๆ 1800 จุด

แต่ถ้าดูทรงการเมือง ผมว่า คสช. ยังไงก็ลงไม่สวย (อันนี้มันมุมมองเรา มุมมอง กปปส เค้าก็มองตรงข้าม) ถ้าคสช. ลงไม่สวย แล้วหุ้นร่วงก็อาจจะนับขึ้นมาเป็น extended B,C ของ wave 4 ก็ได้มั้ง ถ้าเป็นงั้น เราก็อาจไปสุด wave 5 ที่ 2020 แถวๆนั้นมั้ง

มโน ล้วนๆ เลย 5555555 จริงๆ ถ้าเทคนิคเค้าต้องห้ามมององค์ประกอบอื่นใช่มะ ต้องดูตัวเลขล้วนๆ

ผมสายเจ๊งนะครับ 555
---------------------------------

ส่วนต่อไป เรื่องมาร์ก

Marx มองการทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นอย่างไรครับ  ถามจริงๆไม่ได้กวนนะครับ
ขอร่วมวง Marx ด้วยนะครับ
Marx เคยพูดเรื่อง ตลาดหุ้นไหม นี่ผมไม่เคยอ่านเจอเลยนะ


แต่ผมว่า ตลาดหุ้นมัน น่าจะเข้าวิธีคิดแบบ zero sum ของ Nash มากกว่านะ
สุดท้ายเงินมันก็ถ่ายเทจากกระเป๋าคนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่ง มันไม่ได้เกิดการงอกเงยในตลาด ปันผล มันคือผลประกอบการนอกตลาด

ผมไม่แน่ใจว่า marx พูดถึงตลาดหุ้นเอาไว้เล่มไหน เพราะผมเคยอ่านผ่านๆที่ marx เขียนถึงตลาดโลก

ไอ้ที่ใกล้เคียงที่สุดคือพูดถึง exchange value ส่วนตลาดหุ้นมันเป็นภาคการเงินแยกออกไป marx พูดถึงภาคการเงินเอาไว่ใน the poverty of philosophy ว่าเป็น commodity ชนิดหนึ่งที่สามารถผลิตซ้ำมูลค่าตัวเองได้ผ่านดอกเบี้ยและการแลกเปลี่ยน
-----
ขอเรียนถามเรื่อง Marx มองว่ามันผลิตซ้ำมูลค่าของตัวเอง แล้ว Marx ลากมันไปแตะเรื่องการผลิตซ้ำมูลค่าตัวเอง เป็นเงินเฟ้อด้วยไหมครับผมยังศึกษาไปไม่ถึงครับ ยังวนเวียนๆอยู่เรื่อง money as commodity อยู่

แต่ถ้าดูในปัจจุบันก็เป็นอย่างที่ marx เขียนเอาไว้ เพราะภาคการเงินมันแทบออกไปจากภาคการผลิตจริงไปเลย
----คือผมก็อ่านไม่เยอะนะ แต่ โดย sense ของผมที่เข้าใจ ผมก็มองว่า Marx น่าจะ attach commodity เข้ากับ มูลค่าส่วนเกิน

จริงๆ พี่เคยอ่านเจอ Marx speculate อะไรถึง great depression ในปี 1930 ไหมครับ ผมไม่เคยผ่านตา แต่ผมแอบเชื่อว่า Marx น่าจะมีการ speculate ถึงเรื่องแบบนี้อยู่
-----
ไม่ครับ marx ตายก่อนเข้า ศ.20 marx เลยไม่เห็นวิกฤติการเงินโลกในทศวรรษ 1930 งานที่ marx เขียนก็มักจะเขียนถึงระบบทุนนิยมซะเยอะ
----
นั่นสินะ Marx ไม่ได้มองว่านายทุนจะเจ๊งเพราะว่าพวกนายทุนด้วยกัน แต่ Marx มองว่า นายทุนจะเจ๊งเพราะว่าเอาเปรียบจนคนอื่นอยู่ไม่ได้
----
ใช่ครับ marx มองว่ามูลค่าส่วนเกินในตลาดเกิดจากการแลกเปลี่ยน commodity ระหว่างมนุษย์ ตรงนี้เลย drive สังคมไปในทิศทางของการแลกเปลี่ยนที่มีแรงจูงใจที่มากกว่า

marx เน้นมูลค่าส่วนเกินที่เกิดจากการขูดรีดแรงงานมากกว่าเรื่องอื่นๆ แต่ก็เขียนถึง exchange value เอาไว้ละเอียดพอสมควร ผมตีความได้ตามนั้นครับ
----
คิดแบบคอมมอนเซนเลยนี่ผมว่าคนที่รวยขึ้นจากการเก็งกำไรหุ้นนี่ไม่เกิดผลประโยชน์อะไรกับสังคม/ศก เลยนะครับ ไม่ใช่ทั้งการออม การระดมทุนอะไร

เคยอ่านบทความอันนึงน่าสนใจดีครับ http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1468-0335.1937.tb00002.x/full-----
ใช่ ตลาดหุ้นมันคือตลาดที่เก็งกำไรจากการแลกเปลี่ยนล้วนๆ เพราะราคาหุ้นทุกตัวในตลาดไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงๆของบริษัท มันเป้นราคาแลกเปลี่ยนที่คนเข้ามาแสวงหากำไรจากการซื้อขาย (แลกเปลี่ยน) เฉยๆ----
ใช่ครับ ตลาดมันถูกแปรให้วิบัติ
จริงๆ ตลาดแบบนี้มัน มีประโยชน์นะครับ มันไม่ได้วิบัติมาแต่เกิดแต่มันต้องมีการควบคุม


อย่างผมมองว่า post-modern ในเมกา มันตลก เพราะว่าจริงๆ modern มันไม่ได้เกิด อย่าง No Logo ผมก็ว่ามันพูดถึง modern ปลอมๆ ที่ถูกบิดเบือน ปัญหาของเมกามันไม่ได้เกิดจาก Modern แต่มันเกิดจากคนสวมชุด modern แล้วบอกว่าชั้นเป็น modern อย่างผมว่าประเด็น ที่ไม่เทคนิคคั่ลมากใน Inside Job นี่มันดีมากเลยนะ ที่มันพูดถึงการ เข้มงวดกับตลาดเงินและทุน ไม่ให้เล่นอะไรบ้าๆ จนถึงวันที่ มันเล่นอะไรบ้าๆ แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
http://www.imdb.com/title/tt1645089/?ref_=nv_sr_1 inside job the movie----
ไอ้พวกที่บอกว่า ศก ประเทศดีไม่ดีให้ดูตลาดหุ้น ผมเถียงว่ามันเกี่ยวอะไรวะ ? ภาคการเงินแทบจะแยก sector ออกไปจาก real sector แล้ว
มันดูได้เฉพาะหน้าอะมั้งครับ แต่ไม่ได้สะท้อนโครงสร้างพื้นฐานทาง ศก----
จริงๆ ผมมองต่างนิดนะ มองต่างแต่ไม่ได้แย้งนะครับ ผมมองว่า ศก. ดีไม่ดี ดูตลาดหุ้นได้นะ ถ้าจะมองว่าเกี่ยว ก็อย่างตอนนี้หนะ พวกคนเลอะเทอะเข้ามาเป็นแมงเม่าเยอะ ตลาดหุ้นก็ขึ้น เพราะว่าเจ้าลากเม่าไปดอย ถ้า ศก ไม่ดี เม่าจะเอาเงินที่ไหนไปเที่ยวดอย 555
----
ใช่ สะท้อนสั้นๆแค่ดูว่าเม็ดเงินมันไหลเวียนยังไงบ้าง แต่ไม่ได้สะท้อนโครงสร้างที่แท้จริงอะไรนักหรอก

ใครอยากรู้ ศก ระดับรากฐานให้ไปคุยกับพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดได้เลย ไปถามว่าขายดีมั้ย ยอดขายเป้นไงบ้าง ถามหลายๆเจ้าก็พอจะเดาออก อันที่จริงการที่คนเอาเงินเข้าตลาดหุ้นก็ไม่ได้หมายความว่า ศก จะดีนะ แต่พวกเขาเชื่อว่ากูน่าจะทำกำไรจากตลาดหุ้นได้เยอะกว่าเอาไปทำอย่างอื่น ก็เลยเอาเงินมาละลายในตลาด ถวายเข้าพอร์ตเจ้ามือ----
แต่ผมก็ไม่รู้นะว่า ถ้าสายเศรษฐศาสตร์ เค้ามี indicator แยกของการลักษณะกลุ่มทุน ที่เข้าไปในธุรกิจบางประเภทไหม

คือหุ้น กับอสังหา มักจะถูกปั่นกันเป็น tip top แล้วมันก็ ร่วงก่อน

พอเงินเข้ามาตรงนี้มากๆ พวกนายทุนใหญ่แต่ไร้คุณภาพเข้าตลาดอสังหา
นายทุนน้อย(แมงเม่า) เข้าตลาด ผมมองว่า นี่มันโคตร bullish divergence เลย แต่ bullish divergence ตอนปี 92 กว่าจะออกฤทธิ์จริงๆมันก็ฟาดเข้าไปปี 98 แหนะ
----




ขอบคุณมากที่เพิ่มความกระจ่างให้ครับ













บทสนทนาเรื่องหุ้น-1

จากเฟซ คุณ Pakinai Chomsinsubmun February 19 at 12:20pm · 

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ๆโดยเฉพาะพวก Gen Y บ้าเล่นหุ้น หันมาสนใจหุ้น อยากรวยเร็วๆจากหุ้น คือจำนวนหนังสือที่เกียวกับหุ้นในชั้นหนังสือขายดีในร้าน แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งที่กำลังผุดขึ้นมาอย่างเงียบๆคือหลักสูตรเล่นหุ้นของสถาบันการศึกษาระดับมหาลัย
ผมไปเห็นป้ายโฆษณาหลักสูตรอันหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เป็นของมหาลัยแห่งหนึ่งแถวๆอ่าวอุดม ขึ้นป้ายหราเลยว่ามีอบรมการเล่นหุ้น จบแล้วมีใบประกาศให้ด้วย
(ซึ่งเทรนด์ก่อนหน้านั้นประมาณไม่กี่ปีมักจะเป็นพวกหลักสูตรอบรมผู้ประกอบการรายย่อย SME อะไรอย่างนั้น เพราะกระแสช่วงหนึ่งมีคนลาออกจากงานประจำเยอะเพื่อมาเป็นเจ้าของธุรกิจและเจ๊งกันไปมากมาย หลายคนต้องกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเดิม)
แสดงว่าคนรุ่นนี้อยากรวยเร็วๆโดยไม่อยากทำงานหนักอะไร ก็เลยอยากเล่นหุ้นเพราะเชื่อว่าจะรวยและสบาย
------------------------
เล่นหุ้นสบายแน่ๆ แต่รวยหรือเปล่านี่ยากครับ หลายคนเพ้อฝันไปมากมายว่ากูจะรวยเพราะหุ้น มันยากแสนยากเลยนะ
กระแสแบบนี้ทำให้คนพวกหนึ่งนั่งยิ้มด้วยความชอบใจเงียบๆในห้องค้า เพราะมีแมงเม่าเอาเงินมาถวายให้ถึงในพอร์ต
"เจ้าใหญ่" นั้นทุนหนา กำหนดราคาได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งถ้าไปเจอพวก market maker ทีมฉมังๆ แมงเม่ามีอันตายยกรัง...

--------------------------

เล่นไม่ระวังเสร็จเจ้าหมด

ใครเข้าตลาดหุ้นด้วยความโลภจนเกินเหตุ ผมเห็นเจ๊งทุกคน

การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง กรองดีๆไม่มีคำว่าเจ้ง แน่ๆคือแมงเม่าไม่ควรเดย์เทรด สำคัญเลยอย่าโลภ หุ้นปั่นทั้งนั้น

ไอ้พวกนั่งยิ้มเวลามีคนเดย์เทรดเยอะๆคือโบรกเกอร์ แดกค่าคอมจนน้ำบาน

หลักสูตรดูหุ้นอย่างกับดูเลขเด็ด พื้นฐานธุรกิจไม่ศึกษา บัญชีอ่านไม่ออกผมไม่เห็นมีใครรอดได้นานสักคนนอกจากเจ้ามือน่ะ...

อย่าไปเรียนเสียเงิน2-3หมื่นพวกหลักสูตรเล่นหุ้นละ เสียเงินฟรีนะ

เบื้องหลังหนังสือหุ้น เบส เซลเลอ ในร้านหนังสือต่างๆ ก็พวกเจ้าใหญ่นี่ละครับ เป็นยุทธวิธีดึงเงินรายย่อยเข้าตลาด ลากมาทุบชัดๆ

Two Days , One Night ทุนนิยมไม่ได้สามานย์

ภาพยนตร์ Two Days , One Night กำกับโดยพี่น้องดาแดง Jean-Pierre & Luc Dardenne

เนื้อเรื่องเล่าเหตุการณ์สุดสัปดาห์ สองวัน หนึ่งคืน ของ ซองธา (Sandra) คุณแม่ลูกสองที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนต้องลางานยาว และเนื่องด้วยเศรษฐกิจอียูไม่ดี บริษัทโซล่าร์เซลล์ที่เธอทำอยู่ก็ต้องการปรับลดพนักงานด้วย ทำให้เธอโดนแจ็กพ็อตให้โดนเลย์ออฟ แต่บริษัทมีเงื่อนไขหนึ่งคือ พนักงานที่เหลือสามารถเลือกจะเก็บเธอไว้ด้วยการงดโบนัสประจำปี

หนังเล่าเรื่องเริ่มจาก เธอนอนเศร้าอยู่เพราะพลาดจากการไปฟังผลโหวตนี้ ซึ่งก็ชัดเจนว่าเธอต้องออก แต่เพื่อนรักของเธอจูเลียต ได้คุยกับหัวหน้าเพื่อให้มีการโหวตใหม่ เพราะว่า มีคนไปกดดันคนโหวตให้โหวตเธอออก จูเลียตและสามีของเธอ ได้ช่วยกันให้กำลังใจจนเธอกล้าไปพบหัวหน้าเพื่อให้โหวตใหม่ หัวหน้าก็ยอมรับ โดยเธอมีเวลาเพียงแค่สุดสัปดาห์ที่จะไปคุยกับเพื่อนร่วมงานทุกคนให้เปลี่ยนมาโหวตให้เธอ

ระหว่างทาง ในหนังเราจะเห็นเธอสับสน ซึมเศร้าตลอดเวลาแต่ที่ต้องทำเหมือนกับว่าเพราะ โดนสามีหรือ เพื่อนบังคับ ทั้งๆที่ตัวเองอยากจะจมจ่มกับความเศร้า ความพ่ายแพ้ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เธอยอมแพ้ จะมีอะไรดีๆมาช่วยตลอดเวลาในเรื่อง ซึ่งก็ออกมาอย่างแนบเนียน ไม่ดูโอเว่อร์ เช่น จูเลียต จะโทรไปหา จะคอยช่วยติดต่อเพื่อนคนอื่นให้เปลี่ยนโหวตให้ตลอด หรือ อยู่ดีๆเพื่อนอีกคนก็มาหาเธอว่าจะเปลี่ยนโหวตให้ จนเธอเริ่มมีกำลังใจ เดินไปเคาะประตูเพื่อนร่วมงานทีละบ้านต่อไป ซึ่งก็ดูเหมือนกับการ
เดินทางแสวงบุญ?  หนังก็จะพาเราไปเรียนรู้ชีวิตคนธรรมดา แรงงานทั่วไป ผ่านการให้เหตุผลของเพื่อนร่วมงานแต่ละคน

-----สปอยล์------
ส่วนตัวผมชอบสไตล์ของหนังเป็น มินิม้ลลิสต์ ดี ไม่ฟูมฟาย ไม่มีสตอรี่ไลน์เรื่องอื่นที่นอกเหนือมา ดูราบเรียบหนักแน่นดี กล้าเล่าเรื่อง ต่อเนื่อง ใช้เพลงน้อย แต่งฉากที่เพลงออกมา โดนเต็มๆ

แต่ที่ออกจะรำคาญคือ มีหลายฉากที่โอเวอร์แอ็คติ้ง ทั้งจากนางเอก และเพื่อนร่วมงาน เช่น ฉากฟูมฟายการเป็นผู้แพ้ของเธอ ฉากที่เธอเดินมาหาเพื่อนร่วมงานที่สนามฟุตบอล เพื่อนร่วมงานก็ช็อกและน้ำตาไหลทันทีที่เห็นเธอ เหมือนซาบซึ้งว่าได้ทำผิดไป

หรือ อีกฉากที่เพื่อนร่วมงานสองคนทะเลาะกันเพื่อเธอ มันดูเฟค และ ตั้งใจจัดฉากให้มันมีเรื่องมากไปหน่อย สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเรื่องของผมคือ สามี ที่ใจดี และพยายามช่วยเธอมากๆ อย่างไม่ดูเว่อร์ แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะดูน่ารำคาญก็ตามที อีกอย่างที่สำคัญคือ นางเอกดูสวยและสดใสเกินกว่าคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้หมายความว่า ต้องหน้าดำคร่ำเครียด แต่ดูแล้วเธอไม่มีรัศมีความหดหู่สะท้อนออกมาเหมือนคนเป็นโรคนี้เลย ดูเล่นอารมณ์ไปตามธรรมดาเท่านั้น เลยรู้สึกว่าไม่ลึกพอที่จะสื่อถึงความเศร้าของตัวละครนี้ ถ้าบทบอกว่า ป่วยเป็นโรคทางกายสักโรค อาจจะน่าเชื่อกว่านี้ แต่อย่างน้อย เพราะนางเอกดูสวยอยู่ ดังนั้นถ้าใครชอบก็ดู นางเอก มาริยงไปเพลินๆก็ได้

อีกส่วนที่ไม่ชอบ คือ บท ซึ่งดูไม่เมกเซนส์ ผมไม่แน่ใจว่า กฏหมายแรงงานของเบลเยี่ยมเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย ก็น่าจะต้องได้เงินชดเชยอะไรด้วย แต่หนังกลับไม่พูดเลย ถ้าได้เงินชดเชยมันอาจจะทำให้เรื่องไม่ดราม่าแบบนี้ก็ได้ เพราะยังมีทางเลือกอยู่ไม่ต้องมาเดินดราม่าแบบนี้ การเดินนี้ เหมือนเดินเพื่อแสดงความเห็นแก่ตัว แต่ก็ได้เห็นน้ำใจ และ ทุนนิยมไม่ได้สามานย์อย่างที่คิด เพราะมีทางเลือก และเดินต่อไป ก็ให้พลังให้คำตอบในชีวิตในตอนจบ ของคนใกล้ตาย

ในเรื่องให้เราได้เห็นว่า ทุนนิยมไม่ได้สามานย์ แต่เป็นคนไม่กี่คนนั่นแหละที่สามานย์ (ชองมาร์ก กับ เจ้าของ)

ก็ไม่แปลกใจ ที่ไม่ได้รางวัลอะไรที่คานส์

ให้ 6/10 พอๆกับที่คานส์ให้ 3/5

Friday, October 03, 2014

บริษัทไร้กระดาษ

Paul Veger เจ้าของบริษัทไอทีเก่าแก่ Decos แห่งเนเธอแลนด์ (ตั้งประมาณทศวรรษที่ 1980) ปรับปรุงบริษัทตัวเองให้ไม่ใช้กระดาษแม้แต่ในห้องน้ำ


Paul เริ่มทำไอเดียนี้ให้เป็นจริงตั้งแต่ปี 2011 เขายกเลิกจดหมายกระดาษทั้งหมดรับเป็นอีเมลล์เท่านั้นเหลือแต่ใบภาษีที่รัฐ ไม่ยอมส่งทางอีเมลล์ให้ แม้แต่สัญญาจ้างงานก็ไม่พิมพ์ออกมา ข้อมูลทุกอย่างเก็บไว้บน cloud server ทั้งสำนักงานและโต๊ทำงานจึงโล่งว่าง สะอาด เป็นระเบียบ แน่นอนมีข้อเสียว่า ข้อมูลอาจโดนแฮ็กหรือหายได้ แต่ถึงใช้กระดาษก็ไม่ได้ประกันว่าข้อมูลจะไม่หาย


ที่เขาทำแบบนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างของบริษัทไอที ที่อยู่บนโลกดิจิตัลทันสมัยจริงๆ การทำแบบนี้มีประโยชน์อย่างมาก ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะไม่ต้องเสียค่ากระดาษ ค่าปริ้นเตอร์ ค่าซองจดหมาย ค่าเก็บขยะ แถมยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยช่วยลดการตัดต้นไม้ได้ปีละ 16 ต้น (1/4 ต้นต่อ พนักงานหนึ่งคน) และที่สำคัญทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถหาเอกสารหรือส่งเอกสารโดยทันที


อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นที่เดียว คือ กระดาษทิชชู่สำหรับเช็ดหน้า ที่คนต้องใช้เช็ดเวลาจาม ส่วนในห้องครัวก็ไม่มีกระดาษให้ใช้เลย ให้ใช้ผ้าเช็ดเท่านั้น นอกจากนี้แผนต่อไปของบริษัทคือ รถบริษัทจะเปลี่ยนจากรถพลังงานไม่สะอาดจาก น้ำมัน หรือ แก๊สธรรมชาติ เป็น รถพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น
โมเดลไร้กระดาษนี้ เริ่มมีบริษัทหลายที่ทำ ซึ่งน่าจะเป็นเทรนด์ออฟฟิซในอนาคต ดูแล้วไม่ยาก นอกจากตั้งใจทำจริง เมืองไทยถ้าบริษัทไหนสน ก็น่าจะลองทำดูครับ


ที่มา http://www.spiegel.de/karriere/berufsleben/holland-papierloses-buero-bei-decos-a-993143.html

Thursday, May 01, 2014

ปรามินทร์ เครือทอง: พม่า Shutdown กรุงศรี ใครหนี ? ใครสู้ ? ใครรู้ว่าแพ้เลยเผ่น ?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1397711039&grpid=03&catid&subcatid
จาก นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ 1 เมษายน 2557

(เชิงอรรถสมบูรณ์ อยู่ในนิตยสาร)

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เป็นบทเรียนสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ให้แง่คิดมุมมองมากมายหลายด้าน ไม่เพียงแต่ด้านการเมือง การสงครามเท่านั้น ยังทำให้เราเห็นว่า เมื่อครั้งที่บ้านเมืองมีศึกติดพัน ถึงคราววิบัติบ้านแตกสาแหรกขาดชนิด “ล่มสลาย” จริงๆ นั้น ใครมีบทบาทอย่างไร ใครคิดสู้ปกป้องบ้านเมือง ท้องถิ่น ใครถอดใจหนีเอาตัวรอด ใครรักษาหน้าที่ของตนจนถึงที่สุดในยามวิกฤต

“ในปีวอก ฉศกนั้น ฝ่ายพุกามประเทศ พระเจ้าอังวะมังระ ให้เกณฑ์พลฉกรรจ์ลำเครื่องสองหมื่นห้าพัน สรรพด้วยช้างม้าเครื่องสรรพศัตราวุธให้พร้อมไว้ คิดจะยกมาตีพระนครศรีอยุธยาอีก”

สงครามเสียกรุงคราวนี้ เริ่มต้นที่เมืองทวาย เพียงแค่เดือนเดียว กองทัพพม่าก็บุกทะลุถึงเมืองเพชรบุรี แต่ยั้งทัพรอต่อเรือรบจนเข้าปีระกา ก่อนจะบุกเข้าประชิดกรุงในเวลาต่อมา


ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาก็ระดมพลหัวเมือง ใช้ยุทธวิธี “ตั้งรับ” รอบๆ เมือง
 

“พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสสั่งเสนาบดีให้จัดแจงเกณฑ์กองทัพหัวเมืองปากใต้ทั้งปวง และให้ทัพบกยกไปตั้งค่ายรับข้าศึกอยู่ตำบลบำหรุใต้เมืองราชบุรี ให้ทัพเรือไปตั้งอยู่หัวเมืองตำบลบางกุ้ง และให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ ตะวันออก ตะวันตก เข้ามาช่วยการสงครามป้องกันพระนคร
 

ให้ทัพเมืองพระพิษณุโลกมาตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดภูเขาทอง ให้ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดพระเจดีย์แดง แล้วให้พระยารัตนาธิเบศคุมกองทัพเมืองนครราชสีมา ยกมาตั้งรักษาเมืองธนบุรี ให้พระยายมราชเกณฑ์กองทัพหัวเมืองอื่นยกลงมาตั้งรักษาเมืองนนทบุรี และทัพหัวเมืองนอกกว่านั้นให้เกณฑ์เข้ามาบรรจบกับพลชาวพระนคร ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินกำแพงเมืองโดยรอบ สรรพด้วยปืนใหญ่น้อยเครื่องสรรพาวุธพร้อม แล้วให้กวาดครอบครัวพลเมืองชาวเมืองและเสบียงอาหารเข้าไว้ในพระนคร”

แต่ตลอดรายทางก่อนจะปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้นั้นมีรายงานชัดเจนว่าหัวเมืองต่างๆยอมแพ้ต่อกองทัพพม่า ทั้งแบบต่อต้านเพียงเล็กน้อย จนถึงขั้นทิ้งเมืองหนีเลยก็มี


ทำให้กองทัพพม่าสามารถปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาได้แบบไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะทำสงครามขั้นสุดท้ายปิดบัญชีกรุงศรีอยุธยา


Shutdown กรุงศรี

นับตั้งแต่ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๐๘ กองทัพพม่าก็เริ่มไล่ตีรุกคืบกินหัวเมืองรอบนอกกรุงศรีอยุธยาไว้แบบไม่ยากเย็นนัก
รุ่งขึ้นปีจอ พม่าซึ่งแต่เดิมมีนายทัพใหญ่ ๒ คน คือ เนเมียวมหาเสนาบดีนำทัพบุกทางเหนือ กับมังมหานรธานำทัพบุกทางตะวันตก ตามยุทธวิธี “คีมหนีบ” (pincers movement) แต่มังมหานรธาเสียชีวิตลงกลางศึก จึงเหลือเนเมียวมหาเสนาบดีเป็นนายทัพใหญ่เพียงคนเดียว เนเมียวมหาเสนาบดีสั่งนำทัพยกประชิดกำแพงพระนครโดยรอบเป็นการปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอย่างสิ้นเชิง


โดย กองทัพพม่าตั้งค่ายใหญ่ที่ตำบลโพธิ์สามต้นแล้วกระจายออกตั้งค่ายที่วัดภูเขา ทองวัดการ้องแล้วสั่งนายทัพนายกองเติมเข้าไปทางวัดกระช้าย วัดเต่า วัดสุเรนทร์ ทางด้านตะวันตกทั้งหมด


อย่างไรก็ดี เวลานั้นกองทัพกรุงศรีอยุธยายังคงยึดพื้นที่นอกกำแพงเมืองบางส่วนไว้ได้ คือด้านเหนือที่เพนียด ด้านตะวันออกที่วัดพิชัย วัดเกาะแก้ว ด้านใต้มีกลุ่มคนจีนโดยหลวงพิพัฒน์คุมอยู่ที่คลองสวนพลู ด้านตะวันตกที่วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น


ต่อมากองทัพพม่าได้ขยายวงล้อมมาทางทิศเหนือ ตั้งค่ายที่วัดพระเจดีย์แดง วัดสามพิหาร วัดมณฑป วัดกระโจม วัดนางชี วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์ แต่ละค่ายให้พูนดินปลูกหอสูงตั้งปืนใหญ่ไว้ยิงถล่มกรุง
แต่ในที่สุดค่ายใหญ่น้อยต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาที่อยู่รอบนอกพระนคร ก็ไม่สามารถจะยันพม่าไว้ได้

“ค่ายไทยซึ่งออกมาตั้งรบอยู่นอกพระนครนั้น ก็เสียแก่พม่าในเดือน ๓ ปีจอ อัฐศกนั้นทั้งสิ้น”


เท่ากับว่ากองทัพพม่าได้ Shutdown กรุงศรีอยุธยาได้อย่างเบ็ดเสร็จก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกไม่น้อยกว่า ๒ เดือน แต่ว่าก่อนหน้านั้น กรุงศรีอยุธยาก็ถูกปิดล้อมทั้งหัวเมืองใกล้เคียงและชานพระนครไว้ก่อนแล้ว

กองทัพพม่าไม่เพียงแต่ตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้แบบชั่วคราวเท่านั้นแต่ได้“สร้างเมือง”ก่อกำแพงสูง โดยใช้ยุทธศาสตร์ “ปักหลักพักค้าง” น้ำมาไม่หนี อยู่กันข้ามปีถึงขนาดว่าจะล้อมไว้นานเท่าไรก็ได้ “ถึงแม้ว่าเราจะต้องล้อม ๑๐ ปี เราก็จะล้อมไว้กว่าจะได้”

เมื่อพม่าตั้งค่ายตามวัด ก็ใช้อิฐวัดก่อกำแพงเมือง “พม่าล้วนแต่มีใจหยาบช้ามิได้ละอายแก่บาป ให้รี้พลไปรื้อเอาอิฐ โบสถ์วิหารวัดน้อยใหญ่ทั้งปวง มาก่อกำแพงล้อมเป็นค่ายทั้งสองตำบล” นี่เองทำให้กรุงศรีอยุธยาหลังสงคราม “หมดสภาพ” ที่จะฟื้นคืนให้ดีดังเก่าได้


“เมือง” หรือค่ายของกองทัพพม่ามั่นคงแข็งแรง สร้างด้วยอิฐจากวัดต่างๆ มีอยู่ถึง ๒๗ เมือง รายรอบกรุงศรีอยุธยา

“ได้สร้างเมืองรอบพระนครทั้ง ๔ ด้าน สร้างด้วยอิฐทั้งสิ้น ๒๗ เมืองๆ นี้ได้ก่อนสร้างป้อม คู ประตู หอรบ ไว้ทั้งสิ้น ดุจเทวดาลงมานฤมิตร แล้วจัดให้พลทหารเอาปืนใหญ่น้อยสาตราวุธทั้งปวงขนขึ้นรักษาตามป้อมแลหอรบบนเชีงกำแพงโดยแน่นหนา

ครั้งจัดเสร็จแล้วแม่ทัพทั้ง๒ก็สั่งให้พลทหารเอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในกำแพงกรุงศรีอยุทธยาดุจฝนแสนห่ามิได้ขาดเสียงปืน”


การ Shutdown กรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น เป็นการปิดล้อมเชิงยุทธวิธีแล้ว เพื่อตัดการส่งเสบียงอาวุธ เสบียงอาหาร ไม่ให้กรุงศรีอยุธยาได้รับการสนับสนุนใดๆ จากภายนอกได้อีก แล้วยังสามารถจัดการพื้นที่เพื่อสนับสนุนเสบียงให้กับ “เมือง” ที่กองทัพพม่าตั้งขึ้นรอบๆ พระนครอีกทางหนึ่ง

“เพราะฉะนั้นพวกเราจงแย่งชิงโคกระบือของพลเมืองอยุทธยาทั้งปวง เมื่อได้แล้วก็ไปทำนาตามพลเมืองแลนาหลวงอยุทธยาให้มีกำลังแก่เรา แลอย่าให้พลเมืองอยุทธยาทำไร่ทำนาได้”


การปิดล้อมแบบปิดตายครั้งนี้ส่งผลให้ภายในพระนครระส่ำระสายอย่างหนัก

“ฝ่ายข้างในกรุงฯก็เกิดโจรผู้ร้ายปล้นกันเนืองๆมิได้ขาดและผู้คนอดอยากซูบผอมป่วยไข้ล้มตายนั้นก็มากที่หนีออกไปหาพม่านั้นก็เนืองๆ”
ผลการรบที่กรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอ ทำให้บาทหลวงชาวฝรั่งเศสถึงกลับกล่าวว่าไทยไม่คิดสู้ ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

“ฝ่ายพม่าข้าศึกก็ยกทัพเข้ามาทีละน้อย หวังจะให้ขาดเสบียงในกรุง เพราะพวกพม่าได้ทำลายทุ่งนาบ้านเรือนโดยรอบกรุง ถ้าไทยจะคิดตัดเสบียงพวกข้าศึกแล้วก็จะทำได้ง่ายที่สุด แต่ก็ไม่เห็นไทยคิดจะจัดการอย่างใดเลย”


ศึกใน ไส้ศึก

กองทัพพม่าที่ยกมาคราวนั้น มีหลักฐานบันทึกจำนวนไว้ต่างกันออกไป พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่ามีราว ๒๕,๐๐๐ นาย หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดว่ามีประมาณ ๘๐,๐๐๐ นาย หนังสือมหาวงษ์พงศาวดารพม่า ว่ามีราว ๗๓,๐๐๐ นาย

ด้านกองทัพกรุงศรีอยุธยาฝ่ายตั้งรับ หนังสือคำให้การฯ ว่ามีราว ๖๐,๐๐๐ นาย ใกล้เคียงกับหนังสือมหาวงษ์ฯ ว่ามีราว ๕๐,๐๐๐ ไม่รวมช้าง ม้า ปืนใหญ่ อีกหลักพัน


จำนวนทหารที่ปรากฏในบันทึกอาจจะไม่มีความแน่นอนนัก อย่างไรก็ดี ตามหลักยุทธศาสตร์การรบ ฝ่ายตั้งรับคือฝ่ายที่ได้เปรียบกว่า แต่ในกรณีนี้พม่าใช้ยุทธวิธีปิดล้อมยืดเยื้อ ผลการรบส่วนใหญ่พม่าจึงเป็นฝ่ายมีชัยเหนือกรุงศรีอยุธยาเกือบทุกสมรภูมิ


ความพ่ายแพ้ อดอยาก ยิ่งทำให้ทั้งทหาร ราษฎร ในพระนครหนีออกไปมอบตัวกับกองทัพพม่ามากยิ่งขึ้น “การข่าว” ของพม่าก็ยิ่งแม่นยำขึ้นมากเช่นเดียวกัน

“พวกพลทหารพลเมืองอยุทธยา ทั้งปวงก็ได้รับความคับแค้นอดหยากคับแค้นอยู่ทุกผู้คนแล้วจึงได้เข้ามาอ่อน น้อมสวามิภักดิ์ที่กองทัพเราทุกวันมิได้ขาดเราก็ได้ทราบกิจราชการของพระเจ้า กรุงศรีอยุทธยาหมดแล้ว”

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานเป็นบันทึกของชาวต่างชาติที่“บันทึกเรื่องราวของผู้เห็นเหตุการณ์”ไว้ว่ากรุงศรีอยุธยามี“ไส้ศึก” ของกองทัพพม่าอยู่ภายในตัวเมือง คอยช่วยเหลือกองทัพใหญ่นอกเมืองอีกด้วย
 

“ในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ ทัพพม่าได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากชาวพม่าด้วยกันจำนวนประมาณ ๕๐๐ คน ที่อยู่ในตัวเมือง (ชาวพม่าเหล่านี้ถูกกองทัพไทยจับไว้ได้ในครั้งก่อนๆ) และได้ติดต่อกับกองทัพพม่าที่ยกเข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา”

น่าเสียดายที่บันทึกเรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้จากเอกสารฝ่ายพม่าและฝ่ายไทย

อย่างไรก็ดีคำให้การชาวกรุงเก่าได้เอ่ยถึงเรื่อง“ไส้ศึก” ไว้เหมือนกัน
“พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเห็นนายทัพนายกองแตกพ่ายมาดังนั้น ก็ให้ปิดประตูให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นไว้มิให้ออกรบ

ครานั้นพระยาพลเทพข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกหากลอบส่งเครื่องศัสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่าสัญญาจะเปิดประตูคอยรับ”


แม้ว่าเรื่องนี้จะเชื่อถือได้ยาก เพราะในกรุงศรีอยุธยาเองก็ขาดแคลนทั้งเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมาก จะมีปัญญาส่งเสียให้กับกองทัพพม่าได้อย่างไร


แต่ ข้อเท็จจริงบางประการที่มีหลักฐานยืนยันตรงกันก็คือ“กองทัพพม่าเต็มไปด้วยคน ไทย” จะเป็นการแปรพักตร์หรือถูกกวาดต้อนให้ร่วมรบก็ตามย่อมมีผลในการ “เติม” กำลังพลให้กับฝ่ายพม่า ในขณะเดียวกันก็ “ลด” กำลังทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาไปไม่น้อย


การที่มีคนคิดสู้ และผู้ที่คิดหนี ในเวลาเช่นนี้ ย่อมมีผลอย่างสูงในเวลาที่บ้านเมืองระส่ำระสาย และหากผู้ที่คิดหนีเป็นขุนทหารไม่ใช่ราษฎรที่เป็นเด็ก ผู้หญิง หรือคนชรา ย่อมมีผลต่ออำนาจในการป้องกันตัวของกรุงศรีอยุธยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แน่นอนว่าเรื่องของนักสู้ และผู้ถอยหนี มีบันทึกไว้ไม่น้อยในประวัติศาสตร์หน้านี้

เช็คชื่อ ใครสู้ ใครถอย ใครหนี

ปกติการรบย่อมมีรุกมีรับ แต่ในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายถอยหนีมากกว่ารุกคืบ การที่กรุงศรีอยุธยาเน้นยุทธวิธีตั้งรับมากกว่ารุกไล่ หรือป้องกันข้าศึกตั้งแต่แนวชายแดน ทำให้ข้าศึกรุกคืบถึงพระนครได้โดยง่าย และมีโอกาส “รุกฆาต” เมื่อใดก็ได้

อย่างไรก็ดี การที่กรุงศรีอยุธยาสามารถตั้งรับได้นานนับปี อาจแสดงว่าประสิทธิภาพในการป้องกันตัว ยังใช้ได้ดีพอสมควร ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะทหารในพระนครสู้รบอย่างเต็มที่เนื่องจากเป็นปราการด่านสุดท้าย หรืออาจเป็นเพราะ “กรุงศรีอยุทธยานี้เปนกรุงใหญ่โตมั่นคง แลคูเมืองกว้างน้ำก็ลึกกับได้ก่อสร้าง ๕๐ ป้อม ค่ายคูประตูหอรบขึ้นไว้ใหม่”  ทำให้กองทัพพม่าต้องหายุทธวิธีฝ่าด่านสุดท้ายนี้ให้ได้ คือการขุดอุโมงค์เผารากกำแพงเมือง แล้วเข้าตีพร้อมกันทุกด้าน จนสามารถยึดกรุงศรีอยุธยาได้ในที่สุด

หากไล่เรียงความพ่ายแพ้นับตั้งแต่เริ่มเกิดศึก ก็จะเห็นได้ว่า กรุงศรีอยุธยาเสียทีตั้งแต่เริ่มศึก และไม่มีโอกาสกลับมาเป็นผู้ชนะได้ เนื่องจากตลอดเส้นทางการรบกรุงศรีอยุธยารบพลางถอยพลางอยู่ตลอดเวลา

นับตั้งแต่เดือน ๖ ปีวอก พุทธศักราช ๒๓๐๗ กองทัพพม่าได้ไล่ล่า “หุยตองจา” เจ้าเมืองทวาย ซึ่งหนีตายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พม่าจึงตามตีไล่ล่าหุยตองจา ตั้งแต่เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี เลยมาถึงเมืองกระบุรี ชุมพร ปทิว เมืองกุย เมืองปราณ ก่อนจะยกทัพกลับไปตั้งหลักที่เมืองทวาย หลังจากไม่ได้ตัวหุยตองจาดังที่หวัง เพราะรัฐบาลกรุงศรีอยุธยาได้ส่งตัวหุยตองจาไปลี้ภัยที่เมืองชลบุรี

หลัง จากได้หยั่งเชิงดูแล้วเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยานั้นอยู่ในสภาพอ่อนแอพม่า ก็ตัดสินใจที่จะตีกรุงศรีอยุธยาสิ้นสภาพในคราวนี้จึงส่งกองทัพบุกทางเหนือ หนึ่งกองทัพ ทางใต้อีกหนึ่งกองทัพ บุกตะลุยฝ่าด่านหัวเมืองต่างๆ มาเรื่อยๆ

เดือน ๔ ปีวอก เมืองกำแพงเพชร ไม่มีใครสู้รบ
เดือน ๗ ปีวอก พระพิเรนทรออกรับศึกเมืองกาญจนบุรี แตกพ่าย
ราชบุรี เพชรบุรี มิได้มีผู้ใดต่อรบ ยกครอบครัวหนีเข้าป่าไปสิ้น
ปีระกา ให้พระพิษณุโลกไปตั้งรับที่วัดภูเขาทอง พระพิษณุโลกถวายบังคมลาไปปลงศพมารดา
เดือน ๑๑ ปีระกา พระยาสุโขทัย และพระยาสวรรคโลกพาครอบครัวพลเมืองหนีเข้าป่า


พวกไทยบางกุ้งแตกพ่ายหนี
พระยารัตนาธิเบศตั้งรับอยู่เมืองธนบุรีหนีกลับขึ้นไปกรุงศรีอยุธยามิได้สู้รบ
พระยายมราช ตั้งรับอยู่เมืองนนทบุรี เลิกทัพหนี มิได้ตั้งอยู่ต่อรบพม่า
บรรดาประชาชนชาวหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวง ยกครอบครัวหนีเข้าป่า
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ผนวชอยู่วัดประดู่ หาได้ลาผนวชออกไม่


เดือนอ้าย ปีจอ พระยาแพร่ ซึ่งร่วมรบกับกองทัพพม่ามาตลอดทาง รวมทั้งร่วมเข้าตีค่ายบางระจัน เกิดเปลี่ยนใจไม่อยู่ฝ่ายพม่าอีกต่อไปเพราะ “สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีพระคุณแก่ข้าพระพุทธเจ้ามาก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อยู่รบกรุงเทพมหานครด้วยพม่าแล้ว จะกลับไปเมืองของตน”

เดือนยี่ ปีจอ พระยาตาก “จัดแจงกันคิดจะยกทัพหนีไปทางตะวันออก”

พลเรือน ทหาร ข้าราชการ ที่ “หนี” เหล่านี้ เฉพาะที่ปรากฏชื่อ เรื่องราวในพระราชพงศาวดารเท่านั้น ในเหตุการณ์จริงคงจะมีนายทัพนายกองอีกมากที่ทำในสิ่งเดียวกัน นอกจากหนีแล้วหนังสือมหาวงษ์ฯ ยังได้กล่าวอ้างถึงการยอมสวามิภักดิ์ของเจ้าเมืองฝ่ายกรุงศรีอยุธยาไว้หลายเมือง เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น

“ฝ่าย ผู้รักษาเมืองราชบุรีเห็นว่าเมืองเพ็ชร์บุรีเสียแก่มหานรทาก็มีความกลัวเกรง ไม่อาจจะต่อสู้รบแล้วผู้รักษาเมืองราชบุรีก็เอาเครื่องราชบรรณาการเปนอัน มากออกมาสวามิภักดิ์ยอมเข้าเปนข้ามหานรทาแม่ทัพแล้วมหานรทาแม่ทัพก็ตั้งให้ ผู้รักษาเมืองราชบุรีกับตั้งให้นายทหารเอกอยุทธยากำกับรักษาเมืองราชบุรีต่อ ไป แล้วให้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาด้วย”

แน่นอนว่าการศึกครั้งนี้ มิใช่จะมีแต่การ “หนี” เพียงอย่างเดียว

ในศึก “ป้องกันตัว” กรุงศรีอยุธยายังมีผู้ที่สู้ตายถวายชีวิตอีกมาก เพียงแต่ว่าการเสียสละเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้ผลการรบเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

ราวเดือน ๑๒ ปีระกา พ่อค้าชาวอังกฤษชื่อ ปอเน นำเรือเข้ามาขายสินค้าในกรุงศรีอยุธยาในระหว่างเกิดสงครามพอดี
 

“โกษาธิบดีให้ล่ามถามแก่นายกำปั่นว่าถ้าพม่าจะเข้ามารบเอาเมืองธนบุรีอีกนายกำปั่นจะอยู่ช่วยรบหรือจะไปเสียนายกำปั่นว่าจะอยู่ช่วยรบ”

พวกปอเนยิงต่อสู้กับพม่าที่ป้อมเมืองธนบุรีได้ระยะหนึ่งก็ขอปืนใหญ่กระสุนดินปืนเพิ่มอีก“ไทยยอมจัดปืนให้แต่ไม่ครบจำนวน” สุดท้ายปอเนจึงถอนสมอออกไป “มิได้อยู่รบพม่า”

เดือน ๓ ปีระกา เกิด “ศึกบางระจัน” ชาวบ้านร่วมมือกันต่อสู้กับกองทัพพม่าอย่างดุเดือด และสามารถรักษาบางระจันไว้ได้นานถึง ๕ เดือน ก่อนจะแตกพ่ายไปในเดือน ๘ เสียชาวบ้านไป ๑,๐๐๐ กว่าคน พม่าตายไป ๓,๐๐๐ เศษ พวกที่รอดตายก็ถูกจับเป็นเชลยโดยมาก

กรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นอีกพระองค์หนึ่งที่รวบรวมผู้คนทางหัวเมืองตะวันออกได้หลายพันคน คิดจะยกกลับมากู้กรุงศรีอยุธยา แต่แผนแตกเสียก่อน พม่ายกกองทัพมาตีจนแตกพ่าย กรมหมื่นเทพพิพิธหนีไปเมืองนครราชสีมา

นายเริก ทหารในกองเรือที่กำลังจะยกเข้าตีค่ายพม่าที่วัดการ้อง ถูกปืนยิงขณะรำดาบสองมืออยู่หน้าเรือ “ตกน้ำลง” ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นหรือตาย แต่เห็นจะมีวิชาดีอยู่จึงกล้ารำดาบท้าพม่าอยู่หน้าเรือได้

เดือน ๑๒ ปีระกา พระยาเพชรบุรีเป็น “กองหน้า” นำกองเรือเข้าตะลุมบอนกับพม่ากลางทุ่งวัดสังฆวาส พม่าเอาหม้อดินดำติดเพลิงโยนเข้าในเรือพระยาเพชรบุรี สุดท้ายจับพระยาเพชรบุรีได้ แต่พระยาเพชรบุรีเป็นคนมีวิชา ฟันแทงไม่เข้า “จึงเอาไม้หลาวเสียบแทงทางทวารหนักถึงแก่ความตาย”

ในกองเรือนี้มีพระยาตาก “นายกองเรือ” และหลวงศรเสนี “กองหนุน” แต่ทั้งสอง “จอดรอดูเสีย หาเข้าช่วยอุดหนุนกันไม่”

นอกจากนี้ยังมีชาวจีนคลองสวนพลูนำโดยหลวงพิพัฒน์ นำจีน ๒,๐๐๐ คน ตั้งค่ายรบอยู่ที่คลองสวนพลู (เอกสารบาทหลวงว่าตั้งอยู่ที่ค่ายฮอลันดา) ค่ายนี้รบกับพม่าอยู่ครึ่งเดือนถึงเสียค่าย

ค่ายทหารกรุงศรีอยุธยาที่วัดชัยวัฒนารามก็ต่อสู้พม่าอยู่แปดเก้าวันจึงพ่ายแพ้

นอกจากนี้ยังมีวีรบุรุษอีกมากที่สู้ตายถวายชีวิตในศึกครั้งนี้ บ้างก็อาจมีชื่ออยู่ในพระราชพงศาวดาร บ้างก็มีชื่ออยู่ในตำนานท้องถิ่น บ้างก็เป็นวีรบุรุษนิรนามไป

ข้อมูลจากพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ในศึกครั้งนี้กรุงศรีอยุธยามีผู้เสียชีวิต ทั้งด้วยอาวุธ ป่วยไข้ และอดตาย ประมาณได้ ๒๐๐,๐๐๐ คน ถูกจับเป็นเชลยราว ๓๐,๐๐๐ คน รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาก็ถูกจับเป็นเชลยอีกพระองค์หนึ่งด้วย

แต่ก็ยังมีผู้ที่หลบหนีพม่าและรอดจากสงครามคราวนี้จนต่อมาได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึง๒คน

๓ กษัตริย์ “หนี” ในศึกกรุงแตก

พระเจ้าแผ่นดินพระองค์สุดท้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาคือพระเจ้าเอกทัศน์พระราชพงศาวดารบันทึกพระราชประวัติในช่วง“หนี”พม่าไว้ว่า

“พระเจ้าแผ่นดินนั้นหนีออกจากเมือง ลงเรือน้อยไปกับมหาดเล็กสองคน ไปเร้นซ่อนอยู่ในสุมทุมไม้ใกล้บ้านจิกข้างวัดสังฆาวาส มหาดเล็กนั้นก็ทิ้งเสียหนีไปอื่น อดอาหารอยู่แต่พระองค์เดียว พม่าหาจับได้ไม่”


แต่พระราชพงศาวดาร ฉบับพระพนรัตน์ บันทึกไว้ต่างกันคือ “หนีออกไปจากพระนครองค์เดียว ได้ความทุกข์ลำบากก็ถึงพิราลัยไปสู่ปรโลก” คล้ายกับ คำให้การชาวกรุงเก่า ที่ว่า “พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ประมาณสิบเอ็ดสิบสองวันก็เสด็จสวรรคต” ส่วนบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า “ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามซึ่งเป็นพระโรคเรื้อนนั้น ก็หนีข้าศึกไป และไปสวรรคตที่โพธิ์สามต้น”


บันทึกทั้งหมดนั้นต่างจากพงศาวดารพม่าอย่างสิ้นเชิง พงศาวดารพม่ากล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าแผ่นดินสยามว่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้ปลอมพระองค์หนีไปกับพระมเหสีเล็ดลอดปะปนไปกับราษฎร แต่ทรงถูกปืนซึ่งพม่ายิงเข้าใส่ฝูงชนเมื่อบุกเข้าเมืองมา “พระศพพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาถูกอาวุธล้มสวรรคตอยู่ที่ประตูเมืองฝั่งตวันตกกรุงศรีอยุธยา” เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา


แต่ก่อนที่จะสิ้นวงศ์อยุธยามีบุคคลสำคัญ๒ท่าน ที่หนีศึกในสงครามกรุงแตก และภายหลังได้กลับมาเป็นผู้ที่สถาปนาราชอาณาจักรและพระราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ สืบต่อจากวงศ์อยุธยา


หนึ่งในนั้นคือ พระยาตาก ที่พารี้พลหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ก่อนกรุงจะแตก ๓ เดือน ภายหลังจึงวกกลับมาขับไล่พม่า “ฟื้น” ราชอาณาจักรขึ้นมาใหม่มีราชธานีอยู่ที่ “กรุงธนบุรี”


อีกท่านหนึ่งคือ หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เมืองราชบุรี

เมื่อครั้งพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น นายสุดจินดา (บุญมา) หนีพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา มุ่งหน้าไปหาพี่ชายคือหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เมืองราชบุรี ที่อัมพวา หมายจะชักชวนกันไปเฝ้าหาพระยาตากแถบเมืองชลบุรี เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันกู้กรุงศรีอยุธยา
 

“เมื่อถึงราชบุรีแล้วจึงเสด็จไปที่บ้านอำพะวา ก็หาพบพระเชษฐาไม่ สืบความทราบมาแต่พระสงฆ์บางองค์ที่กล้าอยู่ บอกว่าพระเชษฐาท่านพาพระชายาแลพระญาติหนีพม่าในป่าข้างทิศเหนือ ขณะนั้นกรมพระราชวังท่านก็ตามไปในป่าหลายวันจึงพบพระเชษฐา”

หากย้อนกลับไปตรวจสอบวันที่มังมหานรธาบุกเมืองราชบุรีคือเดือน๗ ปีวอก ซึ่งเวลานั้นพงศาวดารกล่าวไว้แตกต่างกันคือ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า “มิได้มีผู้ใดต่อรบ ยกครอบครัวหนีเข้าป่าไปสิ้น” ส่วนฉบับพระพนรัตน์กล่าวว่า “รบพุ่งกันอยู่หลายวัน” ในขณะที่พงศาวดารพม่าบันทึกว่าผู้รักษาเมืองราชบุรี “ออกมาสวามิภักดิ์ยอมเปนข้ามหานรทา”


ไม่ว่าสถานการณ์การรบจะเป็นอย่างไร บทสรุปที่แน่นอนก็คือราชบุรีเสียให้แก่พม่าตั้งแต่เดือน ๗ ปีวอก ในขณะที่ราษฎร ทหาร บางส่วนย่อมหลบหนี “เข้าป่าไปสิ้น” ซึ่งก็น่าจะเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่หลวงยกกระบัตรพาครอบครัวหลบหนีเข้าป่า

ถ้าเป็นไปตามนี้ ก็เท่ากับว่าหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี หนีเข้าป่าก่อนกรุงแตกเกือบ ๒ ปีเต็ม


จนกระทั่งนายสุดจินดาน้องชายไปชวนให้เข้าร่วมรบกับพระยาตาก กู้กรุงศรีอยุธยา แต่หลวงยกกระบัตรราชบุรีเวลานั้น “ไม่สะดวก” เนื่องจากเมียและพี่สาวตั้งครรภ์อยู่ และยังต้องคอยตามหาพ่อตาแม่ยายที่พลัดพรากจากกันไปอีกด้วย
 

“อยู่ ที่ตำบลนี้ก็พอจะซ่อนตัวได้เมื่อเสบียงอาหารหมดลงก็จะเอาที่เราฝังไว้ในบ้าน มากินอีกประการหนึ่งเงินทองก็ฝังไว้เหล่านี้ทั้งสิ้นจะทิ้งไปเสียกระไรได้ ต้องอยู่ดูแลระวังรักษาบ้าง”

อีกราว ๑๕ ปีต่อมา หลวงยกกระบัตรราชบุรีท่านนี้ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อจากกรุงธนบุรี


สรุปบทเรียนของนายสุดจินดา

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ภายหลังถูกตีแผ่ด้วยเพลงยาวนิราศของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งเดิมคือนายสุดจินดา “ประจักษ์พยาน” ที่ฝ่าด่านพม่าไปทางเรือ เพื่อหวังจะ “สู้” กู้กรุงศรีอยุธยา


  อันจะเป็นเสนาบดี   ควรที่จะพิทักษ์อุปถัมภ์
  ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น ป้องกันปัจจาอย่าให้มี
  นี่ทำหาเป็นเช่นนั้นไม่   เหมือนไพร่ชาติชั่วช้ากระทาสี
  เหตุภัยใกล้กรายร้ายดี   ไม่มีที่จะรู้สักประการ
  ศึกมาแล้วก็ล่าไปทันที   มิได้มีเหตุเสียจึงแตกฉาน
  ตีกวาดผู้คนไม่ทนทาน   เผาบ้านเมืองยับจนกลับไป
  ถึงเพียงนี้ละไม่มีที่กริ่งเลย  ไม่เคยรู้ล่วงลัดจะคิดได้
  ศึกมาชิงล่าเลิกกลับไป   มิได้เห็นจะฝืนคืนมา
  จะคิดโบราณอย่างนี้ก็หาไม่  ชาติไพร่หลงฟุ้งแต่ยศถา
  ครั้นทัพเขากลับยกมา   จะองอาจอาสาก็ไม่มี
  แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ  จนเมืองคร่ำเป็นผุยยับยี่
  ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี  เมืองยับอัปรีย์จนทุกวันฯ


Friday, January 24, 2014

เก็บตกจากสารคดี "ความชั่วช้าสามานย์อันทนรับมิได้ - Das radikal Boese"

http://www.youtube.com/watch?v=96wBhgXafto

"การเห็นคนต่ำกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" - Patrick Debois ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุโรปตะวันออก

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูสารคดีมาครับ เรือง Das radikal Boese - The radical evil ที่ตั้งคำถามทำไมทหารนาซีถึงฆ่าคนยิวได้อย่างเลือดเย็น

ในหนังก็ให้คำตอบจากงานวิจัยครับ โดยบอกว่า นาซีก็มีสุขภาพจิตปกติเหมือนคนทั่วไป แต่มันเริ่มที่เราเห็นคนอื่นต่ำกว่า แย่กว่า จากข้อมูลผิดๆที่เป็นโปรปากานด้า โฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็มีการสร้างพรรคพวกให้เห็นว่ายิวมันเลว เป็นศัตรูของฝ่ายเรา คนอื่นก็อยากฆ่ายิวเหมือนๆกัน แล้วสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ฆ่ายิวได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่มีการทำโทษ หรือ ประนาม มีแต่การให้รางวัล (conformity)

เเละเพื่อลดความกดดันทางศีลธรรมส่วนบุคคล ก็แบ่งขั้นตอนการฆ่าเป็นหลายๆขั้น ให้แบ่งกันทำเพื่อ ลดความรับผิดชอบไป เป็นขั้นๆ เช่น ให้คนนึงเหนี่ยวไก คนนึงสั่งยิง คนนึงจับนักโทษมา เวลาจับนักโทษก็จับเหมือนกับจับสัตว์ให้คนยิงรู้สึกเหมือนยิงสัตว์

แต่จากบันทึก และ คำให้การของทหารที่โดนขึ้นศาล พวกเขาบางคนก็รู้สึกผิดแต่ว่าถือว่าความรู้สึกผิดนั้นคือความอ่อนแอที่จะ แสดงออกมาไม่ได้ ต้องทำตามคำสั่งและทำเพื่ออุดมคติ เช่น เพื่อชาติ เท่านั้น

วิธีที่จะป้องกันความโหดร้ายแบบนี้ในอนาคตคือ
หนึ่ง การอนุญาตให้ทหารปฏิเสธการกระทำที่ผิดหลักมนุษยธรรมได้ โดยไม่ขึ้นคำสั่งของผู้นำ
สอง พยานผู้เห็นเหตุการณ์ต้องกล้าหาญพอที่จะห้ามการกระทำนั้น หรือ ประนามการกระทำนั้นทันที
และสาม เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ต้องต่อต้านการเหยียด ดูถูก กัน ในทุกรูปแบบเช่น การเหยียดผิว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทหารพวกนี้ แม้จะอ้างว่า ทำเพราะคำสั่ง ทำเพื่อชาติ แต่ก็ไม่สามารถหนีความรับผิดชอบส่วนบุคคลไปได้ ต้องขึ้นศาลรับผิด โดย มีกระบวนการสอบสวนที่ เมือง เนินแบร์ก ประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเกือบทั้งหมดที่ถูกนำมาขึ้นศาล ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต

แต่กระบวนการยุติธรรมนี้ก็มีข้อจำกัด คือ มีทหารที่ฆ่ายิวเป็นจำนวนมากเกินกว่าจะสอบสวนได้หมด เขาจึงเลือกมา 24 นาย ซึ่งเป็นจำนวนที่ห้องที่ใช้สอบสวนรองรับได้ มันเป็นเหตุผลที่ประหลาดมาก และ ทั้งหมดก็ถูกปล่อยตัวหลังจากคำพิพากษาไม่กี่ปี (ยกเว้นคนที่ตายในคุก)

ผู้พิพากษาในครั้งนั้น เบนจามิน เฟเรนซ์ (Benjamin Ferencz) ได้แต่บอกว่า มันช่วยไม่ได้ เราไม่สามารถจะได้ความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่ได้เพียงความยุติธรรมที่ยอมรับได้อย่างสูงที่สุด มันแสดงได้แค่ว่า มนุษย์จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์โหดร้ายแบบนี้อีกแล้ว


--------------------------------------------


„Das radikal Böse ist das, was nicht hätte passieren dürfen, das heißt das, womit man sich nicht versöhnen kann [...] woran man auch nicht schweigend vorübergehen darf.“ - Hannah Arendt

"ความชั่วร้ายที่สุดที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือสิ่งที่คนไม่ควรประนีประนอมกับมัน และ สิ่งที่คนไม่ควรเป็นเงียบกับความชั่วร้ายนี้" - ฮันนา อาเรนดท์ นักปรัชญาชาวยิวผู้รอดจากสงครามโลกครั้งที่สอง

ปล. ผมดูมารอบเดียวเป็นภาษาเยอรมัน อาจมีผิดได้ ต้องขออภัย และ พร้อมแก้ไขเสมอครับ

Friday, October 11, 2013

same same but different วลีไทยไปไกลระดับโลก

ในโลกสมัยใหม่ ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาสากลที่คนยอมรับใช้กันทั่วโลก เนื่องด้วย หนึ่งคือการเป็นมหาอำนาจต่อเนื่องยาวนานของประเทศที่ใ้ช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ อย่าง อังกฤษเมื่อร้อยปีที่แล้ว มาจนถึง สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน และสองคือ ความค่อนข้างง่ายของภาษาที่จะใำห้คนสื่อสารเข้าใจกันได้ในเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมาก

การที่ภาษาอังกฤษได้ถูกนำไปใช้มาก โดยเฉพาะในประเทศที่่มีรากภาษา รากวัฒนธรรมอย่างอื่นทำให้การใช้ภาษาอังกฤษเปลี่ยนไปตามประเทศที่ใช้ เช่น ภาษาซิงกลิช ของสิงคโปร์ ที่เป็นภาษาอังกฤษผสมกับภาษาจีนกลาง เวลาคนพูดก็จะมีสำเนียง และ ศัพท์แสลงติดมาเช่น le ลงท้ายคำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อไปดูในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเอง ก็มีสำเนียง ศัพท์ต่างกันไปตามถิ่นฐานเลย เช่น อังกฤษลอนดอน ก็ใช้ภาษาต่างกับ อังกฤษสก๊อตเเลนด์ ต่างกับ อังกฤษเท็กซัส อังกฤษแคนาดา เป็นต้น (ตัวอย่าง ความแตกต่างของสำเนียง http://www.youtube.com/watch?v=dABo_DCIdpM) ความแตกต่างแบบนี้นักวิชาการเรียกว่า Language interferece ดูเพิ่มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Language_transfer

และแน่นอน ในประเทศไทย ก็มีการใช้ภาษาอังกฤษตามใจชอบของคนท้องถิ่นที่พูดภาษาไทย ที่มีโครงสร้างภาษาต่างจากอังกฤษมาก เช่น ไม่มี tense และชอบซ้ำคำ ภาษาอังกฤษที่ใช้ในประเทศไทยจึงแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์จากที่อื่น จนคนเขาเรียกว่าเป็นภาษา tinglish แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถนำมาใช้ในทางการได้ เป็นแค่เพียงภาษาพูดเท่านั้น ดูเพิ่มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Tinglish

แต่เมื่อวัฒนธรรมมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ชาวตะวันตกที่เป็นผู้กำหนดกฏเกณฑ์ของภาษา เริ่มเข้าใจและยอมรับภาษาถิ่นแบบนี้มากขึ้น หลักไมล์ที่สำคัญของเรืืองนี้สำหรับภาษา tinglish คือ การตั้งชื่อภาพยนตร์เยอรมันที่พูดภาษาอังกฤษเรื่องหนึ่งว่า same same but different http://www.imdb.com/title/tt1368443/ แม้ว่าในเรื่องจะเป็นเรื่องที่เกิดในกัมพูชา แต่นักแสดงนำเป็นชาวไทยและใช้ทีมงานไทยส่วนหนึ่ง

สำำหรับคนไทยวลีนี้เป็นวลีที่คุ้นหูและติดปากของทุกคน แต่ถ้าถามฝรั่งอังกฤษ คงจะงงกันใหญ่  ที่คนไทยพูดแบบนี้เพราะ คนไทยชอบพูดซ้ำๆ และเหมือนจะเป็นวลีที่ใช้ขายของแก่ฝรั่งนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า มันเหมือนๆกันนั่นแหละ แต่ก็ต่างกันนิดนึง วิธีคิดแบบนี้ คนไทยใช้บ่อย ฝรั่งก็คงเห็นดีด้วยเลยนำมาใช้เลย และล่าสุดที่น่าตกใจคือ แม้แต่วารสารวิชาการที่เคร่งครัดอย่าง molecular cell ของสำนักพิมพ์ cell ยังนำมาใช้ในการตั้งชื่อบทความปริทัศน์สำหรับการอธิบาย โครงสร้างคริสตัลของ โปรตีน-อาร์เอ็นเอ CRISPR-Cas complex ว่า ระหว่างการวิวัฒนาการ โครงสร้างของ complex นี้ เหมือนกันตลอดแทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความแตกต่างของรหัสของ โปรตีนและ ดีเอ็นเอ เพียงเล็กน้อยก็ทำให้หน้าที่และรูปร่างของมันต่างกันมาก http://www.cell.com/molecular-cell/abstract/S1097-2765(13)00715-6?utm_source=ECE001&utm_campaign=&utm_content=&utm_medium=email&bid=EW9GE5F:I2SVF1F

เมื่อไปดูชื่อผู้เขียนบทความวิชาการนี้ ผู้เขียนบทความนี้เป็นคนเยอรมัน จึงสันนิษฐานได้ว่า ผู้เขียนคงจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง same same but different ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเยอรมนี หรือ อาจจะเคยได้มาเที่ยวเมืองไทยบ้างแล้วเจอกับวลีนี้ จึงทำให้ประทับใจจนนำมาตั้งชื่อบทความวิชาการแบบนี้ นี่ก็น่าจะเป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการยอมรับวัฒนธรรมที่ด้อยกว่าเข้ามาสู่ความเป็นทางการ แม้จะเป็นเพื่อลดบรรยากาศขึงขังตึงเครียดในวงวิชาการก็ยังดี


ปล 1 same same แปลเป็นอังกฤษว่า similar, as usual และ same same but different แปลว่า seems similar but different in some ways
ปล 2 บล๊อกนี้เีขียนเพื่อให้เห็นการสื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมจนเกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมา การแช่แข็งวัฒนธรรมอย่างที่รัฐไทยจะออกกฏหมายออกมาจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร
ปล 3 ผู้เขียนไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ เป็นเพียงแค่ผู้สนใจที่มีข้อสังเกตต่อภาษาเท่านั้น หากมีความผิดพลาดประการใดได้โปรดชี้แจง จะเป็นพระคุณอย่างมาก
ปล 4 CRISPR-Cas complex เป็นระบบภูมิคุ้มกันตัวเองของสิ่งมีชีวิตพวก โปรคาริโอต (ไม่มีนิวเคลียส) นักวิทยาศาสตร์นำมาประยุกต์ใช้ในการ knock down ยีนในสิ่งมีชีวิตพวก ยูคารีโอต (มีนิวเคลียส) เหมือน RNAi ดูเพิ่มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/CRISPR