from https://www.facebook.com/share/p/1B6DZSz26o/ จากเพจ คดีดัง เสียงจากอดีต
"จากสะใภ้จีนที่ถูกกดดันให้ลาออกจากครู สู่นักค้าอาวุธหญิงไทยที่กว้านซื้ออะไหล่ทหารจนเกลี้ยงอเมริกา!
"
ในตรอกซอกซอยอันพลุกพล่านของย่านเซียงกง ปี พ.ศ. 2496 เด็กหญิงตัวเล็กๆ นามว่า “นพรัตน์” ลืมตาดูโลกในฐานะลูกคนที่ 7 จากพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของครอบครัวชาวจีนอพยพที่หอบเสื่อผืนหมอนใบข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 เตี่ยของเธอทำกิจการค้าเหล็ก โซ่ และเครื่องยนต์เก่า สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ โลกวัยเด็กของนพรัตน์จึงรายล้อมด้วยเศษเหล็กและกลิ่นน้ำมันเครื่อง เธอซึมซับทักษะคณิตศาสตร์จากการช่วยเตี่ยนับของและคำนวณบัญชี
เตี่ยผู้มองการณ์ไกลเห็นว่าลูกสาวคนนี้พูดเก่ง ชอบคบค้าสมาคม จึงแนะให้เรียนด้านภาษา นพรัตน์เข้าเรียนที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ต่อด้วยโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ในเอกภาษาฝรั่งเศส และเข้าสู่รั้ววิทยาลัยวิชาการศึกษา วิทยาเขตปทุมวัน ด้วยความฝันอันสูงสุดคือการเป็น "ครู"
ช่วงเป็นนักศึกษา นพรัตน์ได้แสดงความสามารถจนได้รับเลือกจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ให้ไปทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาฝรั่งเศสและครูสอนภาษาไทยในค่ายผู้อพยพ ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ประสบการณ์ท่ามกลางไอสงครามครั้งนั้นหล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่ง
หลังเรียนจบ เธอสอบบรรจุเป็นครูโรงเรียนยานนาเวศได้ 5 เดือน ก่อนจะย้ายมาสอนวิชาภูมิศาสตร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์บ้านเก่า ชีวิตแม่พิมพ์ของเธอกำลังดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งโชคชะตาพาให้เธอพบและแต่งงานกับ “หิรัญ กุลหิรัญ” ช่างเครื่องหนุ่มผู้ทำกิจการซ่อมรถและดัดแปลงเครื่องยนต์
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ครอบครัวคนจีน คำประกาศของแม่สามีก็กลายเป็นจุดตัดสำคัญในชีวิต
“เป็นครูหน่ะ หาเงินเลี้ยงได้แค่ตัวเองนะ ถ้าจะอยู่บ้านนี้ต้องหาเงินเยอะๆ มาช่วยทำมาหากิน เลี้ยงครอบครัว”
นพรัตน์หอบความกังวลไปปรึกษาเตี่ยผู้เปรียบเสมือนปราชญ์แห่งเซียงกง คำสอนของเตี่ยในวันนั้นเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
“ลูกเอย... ถ้าจะทำธุรกิจให้ยั่งยืน มันเหมือนกับการจับปลา ถ้าลูกจับปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา ประเดี๋ยวปลาก็หมด แต่ถ้าลูกต้องการความยั่งยืน ลูกต้องต่อเรือออกไปจับปลาในทะเลหลวง ในมหาสมุทรโน่น...”
โอกาสแรกใน "ทะเลหลวง" มาถึงพร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม กองทัพไทยที่เคยพึ่งพายุทโธปกรณ์ ข้อต่อสายพาน และล้อกดสายพานจากอเมริกาฟรีๆ กลับต้องหยุดชะงักลงเพราะอเมริกาตัดงบช่วยเหลือ กองทัพต้องจัดซื้อเอง บริษัทของเธอจึงเริ่มก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางซื้อชิ้นส่วนจากโรงงานผลิตในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาขายให้กองทัพไทย
การเป็นเพียงแค่พ่อค้าคนกลางกินส่วนต่างชิ้นส่วนราคาแพงไม่ใช่วิสัยทัศน์ของนพรัตน์ วันหนึ่งเธอเลยถือโอกาสเดินทางไปเยือนโรงงานยุทโธปกรณ์ที่รัฐโอไฮโอด้วยตนเอง
แม้โรงงานยุทโธปกรณ์ทหารแห่งนั้นจะเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนต่างชาติ แต่นพรัตน์ใช้จิตวิทยาพูดกับเจ้าของโรงงานด้วยความเกรงใจว่า "ฉันรู้ว่านี่คือกฎของคุณ ฉันเข้าไม่ได้หรอก ไม่เป็นไรเลยค่ะ แค่อยากจะรู้ว่าสินค้าที่เราสั่งผลิตไปถึงไหนแล้ว" ฝรั่งซาบซึ้งในความจริงใจจึงบอกว่า "ไม่เป็นไรมาดาม ผมรับผิดชอบเอง เข้ามาเลย!"
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปข้างใน นพรัตน์ตาโตกับสิ่งที่เห็น โรงงานแห่งนี้ทำให้เธอได้เห็นหลายสิ่งที่เธอไม่เคยเห็น พวกเขานำข้อต่อสายพานเก่ามารีไซเคิล ใส่ยางใหม่ (Rubberizing) ซ้ำได้ถึง 3 รอบ เธอพยายามถามเก็บข้อมูลทุกอย่าง ชวนคุยจนรู้เทคนิคการลอกยางเก่าออกด้วยความเย็นไฮโดรเจน หรือใช้ไฟเผา รวมถึงเทคนิคการพ่นพอกเนื้อเหล็กที่สึกหรอ
จนกระทั่งเธอเหลือบไปเห็นหม้อต้มขนาดใหญ่ที่เขียนว่า "Thermal Oil" (ระบบน้ำมันร้อน) เธองงจึงถามว่าทำไมไม่ใช้หม้อต้มไอน้ำ (Steam Boiler) ทั่วไป ฝรั่งตอบว่า “แบบนั้นมันพื้นๆ มาดาม ถ้าระบบไอน้ำ ความร้อนตรงปลายท่อมันจะลดลง ยางจะสุกไม่ทั่วถึง คุณภาพจะไม่ดี สู้ระบบน้ำมันร้อนไม่ได้”
ภายในโรงงานนั้นเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดรอบทิศทาง สมัยนั้นห้ามนำกล้องถ่ายรูปหรือกระเป๋าเข้า นพรัตน์ผู้ไม่มีเทคโนโลยีอะไรในมือ ขอตัววิ่งเข้าห้องน้ำถี่เป็นว่าเล่น เพราะนั่นเป็นสถานที่เดียวที่ไม่มีกล้อง! ทุกครั้งที่ปิดประตูห้องน้ำ เธอจะรีบควักกระดาษและปากกาที่ซ่อนไว้ขึ้นมาสเก็ตช์ภาพท่อระบายความร้อน บันทึกโครงสร้าง และจดจำยี่ห้อระบบ "Thermal Oil" (ระบบน้ำมันร้อน) ที่ใช้หล่อยางข้อต่อสายพานรถถังให้สุกทั่วถึง ซึ่งฝรั่งบอกว่าดีกว่าระบบไอน้ำธรรมดาเป็นไหนๆ
เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เธอส่งแบบสเก็ตช์ให้สามีและช่างในโรงงานดู สั่งซื้อหม้อต้มยุทโธปกรณ์ยี่ห้อเดียวกันนั้นมาติดตั้ง แล้วต่อสายท่อตามที่เธอจำมาจากห้องน้ำที่โอไฮโอ
ต่อมาไม่นาน ฝรั่งเจ้าของโรงงานที่โอไฮโอเดินทางมาเยี่ยมโรงงานของเธอที่เมืองไทย เมื่อเขาเดินเข้ามาเห็นเครื่องจักรและการต่อท่อ เขากระโดดอุทานด้วยความตกใจว่า “Oh my god! มาดาม ฉันต้องมองเธอใหม่แล้วนะ คุณจำรายละเอียดพวกนี้ทั้งหมดได้ยังไงกัน?!”
นพรัตน์ยิ้มอย่างถ่อมตัวแล้วตอบว่า “โอ้ เซอร์... เพราะฉันประทับใจในโรงงานของคุณมาก ฉันแค่อยากทำตามคุณ (Follow) ฉันไม่ได้ลอกเลียนแบบนะ (Never Copy, Just Follow)”
ฝรั่งเจ้าของโรงงานคนนั้นประทับใจในตัวเธอมาก บวกกับเขากำลังอิ่มตัวและไม่อยากทำธุรกิจนี้ต่อแล้ว วันหนึ่งเขาโทรหาเธอ “มาดาม คุณมีเงินเท่าไหร่ ฉันจะขายโรงงานทั้งหมดให้คุณ” นพรัตน์ตอบตามตรง “ฉันมีแค่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราวๆ 25 ล้านบาทในตอนนั้น) คงซื้อโรงงานที่มีคนงาน 2,000 กว่าคนของคุณไม่ได้หรอก”
แต่ฝรั่งกลับตอบว่า “งั้นโอนมาล้านนึง แล้วคุณพาคนงานมา 15 คน ชี้เอาเลยว่าอยากได้เครื่องจักรตัวไหน ถอดเอาไปเลยให้คุ้มเงินล้านของคุณ”
นพรัตน์ตอบตกลงทันที เธอเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ไป 2 ตู้ กะว่าถอดเสร็จภายใน 10 วัน เธอพาคนงานไทย 15 ชีวิตบินลัดฟ้าสู่โอไฮโอ ก่อนจะถอดเครื่องจักร นพรัตน์นำสีน้ำมัน ที่เธอชอบพกติดตัวไปด้วยเพราะชอบวาดรูป เธอเดินไปที่เครื่องจักรแล้วเอาพู่กันป้ายสีทำสัญลักษณ์ไว้ มอเตอร์สีนี้ สายไฟฝั่งนี้สีแดง ฝั่งนั้นสีเขียว สีเหลือง
คนงานไทยเห็นแล้วพากันส่ายหัว โทรศัพท์ข้ามประเทศกลับไปฟ้องสามีเธอที่เมืองไทยว่า “เถ้าแก่ครับ มาดามมาเล่นเลอะเทอะ เอาสีมาทาเครื่องจักรฝรั่งเต็มไปหมด กลับไปต้องล้างกันเหนื่อยแน่ๆ” แต่ไม่มีใครรู้เลยว่านี่คืออัจฉริยภาพของนพรัตน์ เพราะเครื่องจักรเมื่อถูกถอดแยกชิ้นส่วนใส่ตู้คอนเทนเนอร์สลับกันไปมา หากไม่มีรหัสสีเหล่านี้ตอนประกอบจะงงได้ แต่รหัสสีเหล่านั้นทำให้เมื่อชิ้นส่วนใส่ตู้คอนเทนเนอร์มาถึงไทย ช่างสามารถประกอบกลับได้ทันทีโดยไม่เหลือทิ้งเป็นเศษเหล็ก
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานไทย 15 คนในอเมริกาก็เป็นอีกหนึ่งรสชาติ คนงานกินขนมปังฝรั่งแล้วบ่นว่าไม่มีแรงทำงาน พลังงานหมด นพรัตน์ต้องตระเวนไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตในโอไฮโอเพื่อกว้านซื้อ "ข้าวเหนียว" ที่ขายเป็นถุงละ1กิโล ซื้อจนเกลี้ยงชั้น กินวันละ 5 กิโลกรัม เธอไม่พักโรงแรม แต่พาลูกน้องนอนบนออฟฟิศชั้นสองของโรงงานฝรั่งเพื่อประหยัดงบ
ทุกวันในโรงงานโอไฮโอ ฝรั่งคนงานอเมริกันจะได้เห็นภาพแปลกตา คนไทยกำลังสะบัดหวดนึ่งข้าวเหนียวดัง พึบ ๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ล้อมวงทำ "ลาบเนื้อบด" คลุกข้าวคั่ว คนงานไทยใช้มือปั้นข้าวเหนียวจิ้มลาบอย่างเอร็ดอร่อย นพรัตน์ใจกว้างกวักมือเรียกฝรั่งอเมริกันรวมถึงเจ้าของโรงงานให้มาล้อมวงชิมด้วยกัน ฝรั่งพากันติดใจในรสชาติลาบและข้าวเหนียว ถึงขั้นวางช้อนส้อมแล้วใช้มือเปิบข้าวเหนียวตามคนงานไทยอย่างสนุกสนาน
ความสัมพันธ์แบบบ้านๆ นี้ซื้อใจเจ้าของโรงงานฝรั่งได้อย่างราบคาบ จากเดิมที่ตกลงกันไว้แค่ตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ทุกๆ วันเจ้าของโรงงานจะเดินมาบอกว่า “มาดาม เอาเครื่องนี้ไปด้วยสิ เอาอันนั้นไปด้วย ฉันให้หมดเลย” ชี้ให้จนจากตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ งอกเงยกลายเป็น 45 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยจ่ายเงินเท่าเดิมคือ 1 ล้านเหรียญ!
เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย นพรัตน์กลับนอนไม่หลับ ภาษาอังกฤษเรียกว่าเธอเกิดความรู้สึก "Feel Guilty" (รู้สึกผิด) เธอรู้สึกว่าน้ำหนักเครื่องจักร 45 ตู้นั้น หากชั่งขายเป็นเศษเหล็กยังแพงกว่า 1 ล้านเหรียญเลย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองโลภและไปฉวยโอกาสเอาเปรียบฝรั่งใจดีคนนั้น ด้วยความซื่อสัตย์ นพรัตน์ตัดสินใจรวบรวมเงินอีก 100,000 เหรียญสหรัฐ โอนกลับไปให้ฝรั่งโดยไม่มีใบแจ้งหนี้
ฝรั่งเจ้าของโรงงานตกใจมาก โทรมาถามว่าโอนเงินมาทำไม เขาไม่ได้เก็บเงินเพิ่ม นพรัตน์ตอบว่าเธอไม่สบายใจที่เอาของมาเยอะเกินไป ฝรั่งซาบซึ้งในความซื่อสัตย์ของมาดามไทยคนนี้มาก จึงนำเงินแสนเหรียญนั้นไปจ้างช่างเทคนิคฝีมือดีที่สุดของเขา ส่งมาอยู่เมืองไทยเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยสอนและติดตั้งเครื่องจักรให้โรงงานชัยเสรีฟรีๆ จากเครื่องจักรเครื่องเดิมที่ผลิตชิ้นส่วนได้เพียงครึ่งชั่วโมงต่อ 1 ชิ้น พอได้เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่นี้ โรงงานเธอสามารถผลิตได้ถึง 64 ชิ้นภายในครึ่งชั่วโมง!
เมื่อกำลังการผลิตล้นหลามเกินความต้องการของกองทัพไทย นพรัตน์จึงต้องนำสินค้าออกสู่ "ทะเลหลวง" ตามคำสอนของพ่อ สินค้ายุทโธปกรณ์ทหารไม่สามารถโฆษณาทางทีวีหรือหนังสือพิมพ์ได้ เธอจึงพาตัวเองไปออกบูธในงานแสดงอาวุธนานาชาติทั่วโลก ทั้งงาน Eurosatory ที่ฝรั่งเศส, งาน IDEX ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, งานที่ตุรกี และสิงคโปร์แอร์โชว์
เธอศึกษาระบบการจัดซื้อของต่างประเทศจนเข้าใจระบบ "Technical Bid" (การประมูลสองขั้นตอน) ที่ต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพเทคนิคก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ยื่นซองราคา แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาที่มีกฎหมายห้ามกองทัพจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ นพรัตน์ก็ยังใช้กลยุทธ์ทำ MOU ระบุเงื่อนไขการค้าต่างตอบแทน (Countertrade) จนสามารถส่งชิ้นส่วนล้อกดสายพานของชัยเสรีเข้าไปในโรงงานผลิตรถถังหลักของอเมริกาได้สำเร็จ
ทำให้ "ชัยเสรี" กลายเป็น Vendor (ผู้ผลิตชิ้นส่วนแท้ดั้งเดิม - Original Part) ให้กับรถถังของกองทัพอเมริกา จากอดีตที่ต้องซื้อจากเขา วันนี้เราผลิตขายคืนให้อเมริกา
ทว่า... พฤติกรรมการบินเข้าออกค่ายทหารต่างๆ ในอเมริกาเป็นว่าเล่นของนพรัตน์ กลับไปสะดุดตาหน่วยงานความมั่นคงระดับโลกเข้าอย่างจัง FBI (สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ) เริ่มจับตามองผู้หญิงไทยคนนี้
ในยุคปี 1990 มีการประชุมกลุ่มทำงานร่วม (Joint Working Group) ของผู้ผลิตรถถังอเมริกา ทางกองทัพแจ้งผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนว่า “ให้เอาโน้ตบุ๊ก (Notebook) มาด้วยนะ”
นพรัตน์ในยุคนั้นไม่รู้จักคอมพิวเตอร์พกพา เธอเข้าใจว่าโน้ตบุ๊กคือ "สมุดบันทึกเล่มหนา" เธอจึงพกสมุดไดอารี่เดินเข้าไปในห้องประชุมอย่างมั่นใจ ท่ามกลางฝรั่งที่เปิดกระเป๋าหยิบกล่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาโหลดข้อมูลกัน นพรัตน์หน้าแตกและโดนฝรั่งหัวเราะเยาะฟ้าลั่น
แต่ความไม่รู้กลับกลายเป็นข้อดี เนื่องจากเธอไม่มีคอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดไฟล์ เธอจึงต้องใช้วิธีเดินไปขอส่องหน้าจอและนั่งคุยกับฝรั่งคนนี้ที คนนั้นที เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้น่าเกลียด นั่นทำให้เธอสนิทกับทหารและวิศวกรทุกคนจนได้ข้อมูลลับมาว่า รถจี๊ป M151 และรถบรรทุกทหาร M35 จำนวนกว่า 70,000 คันของกองทัพอเมริกากำลังจะถูก "Fade Out" (ปลดประจำการ) และอะไหล่สำรองทั้งหมดถูกนำไปกองทิ้งไว้กลางแจ้งตามค่ายทหารต่างๆ
ฝรั่งพากันจดพิกัดค่ายทหารให้เธอ ทั้งที่เพนซิลเวเนีย อลาบามา ซานโฮเซ ซานฟรานซิสโก และมินนิโซตา นพรัตน์มองเห็นอนาคตทันทีว่า แม้อเมริกาจะเลิกใช้ แต่เมืองไทยและประเทศแถบเอเชียยังมีรถรุ่นเหล่านี้อยู่อีกหลายพันคัน วันข้างหน้าพวกเขาต้องใช้มันแน่ๆ และอะไหล่พวกนี้ถูกแพ็กเกจจิ้งสุญญากาศอย่างดี เก็บไว้เป็นร้อยปีก็ไม่พัง
นพรัตน์ตัดสินใจกว้านซื้ออะไหล่เหล่านั้นทันที เพื่อความประหยัด เธอซื้อต๋วเครื่องบินแบบ Delta Standby Ticket ราคา 400 เหรียญตั๋วเดือน ซึ่งนักธุรกิจทั่วไปไม่มีใครใช้กัน เพราะจองที่นั่งไม่ได้ ต้องไปยืนลุ้นเอาที่เคาน์เตอร์สนามบินว่าเครื่องรอบนั้นจะมีที่นั่งว่างเหลือไหม เดินทางคนเดียว ค่ำไหนนอนสนามบิน เช็ดตัวในห้องน้ำ พกกระเป๋าใบเล็ก มีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดและสวม "กระโปรงพลีทยาวที่ไม่ต้องรีดและสุภาพพอสำหรับบินไปกลุ่มประเทศอาหรับ"
พฤติกรรมแปลกประหลาดนี้ทำให้ระบบของ FBI แจ้งเตือน ผู้หญิงไทยคนนี้ วันนี้โผล่ไปค่ายทหารที่ฟิลาเดลเฟีย พรุ่งนี้บินไปซานโฮเซ วันต่อมาโผล่ไปอลาบามา แล้วก็วิ่งขึ้นเหนือไปมินนิโซตา วิ่งเข้าออกค่ายทหารความมั่นคงเป็นว่าเล่นเพื่อกว้านซื้อชิ้นส่วนรหัส M151, M35, M60, M48 ทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยที่บางชิ้นเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ขอให้มีรหัสตรงเธอกว้านซื้อใส่คอนเทนเนอร์ส่งกลับไทยจนหมดเกลี้ยงประเทศอเมริกา! จนฝรั่งพากันหัวเราะและนินทาเธอว่า "มาดามคนนี้โง่ที่ซื้อขยะปลดประจำการ"
แต่เมื่อสงครามติมอร์ตะวันออกปะทุขึ้น รถบรรทุกทหาร M35 ของกองทัพพันธมิตรเสียแต่ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ทหารอเมริกันชั้นผู้ใหญ่จึงต้องบอกต่อกันว่า
"ถ้าอยากได้อะไหล่... ทุกอย่างถูกขนไปไว้ที่มาดามรถถังในประเทศไทยหมดแล้ว!"
ด้วยความสงสัยว่ามาดามคนนี้เป็นสายลับข้ามชาติหรือเป็นบุคคลอันตรายหรือไม่ FBI จึงส่งเจ้าหน้าที่ 4 นาย เดินทางข้ามโลกมาที่ประเทศไทย โดยประสานงานผ่านกระทรวงกลาโหม ขอเข้ามาตรวจสอบโรงงานเนื้อที่ 87 ไร่ของชัยเสรี
เช้าวันนั้น นพรัตน์เดินออกมารับเจ้าหน้าที่ FBI ทั้ง 4 นายด้วยท่าทีสบายๆ สายตาอันเฉียบคมของเธอเหลือบไปจำหน้าเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้แม่นยำ เธอจึงทักขึ้นว่า “เฮ้ คุณ! เราเคยเจอกันที่งานแสดงอาวุธที่มาเลเซียนี่นา วันนั้นงานเริ่มสิบโมงเช้า แต่คุณแอบเอากล้องไปแอบถ่ายรูปรถถังรัสเซียตอนเจ็ดโมงเช้าใช่ไหมล่ะ? ฉันยังเดินไปเตือนคุณเลยว่าเขาห้ามถ่ายรูป ให้ใช้สเก็ตช์ภาพเอาเหมือนฉันสิ” เจ้าหน้าที่ FBI คนนั้นถึงกับสะดุ้งและยิ้มแห้งๆ ที่โดนมาดามจับไต๋ได้
ในระหว่างพาเดินตรวจโรงงานอันกว้างใหญ่ นพรัตน์สังเกตเห็นต้นกล้วยที่ปลูกไว้มากมายในโรงงาน เธอจึงบอกฝรั่ง FBI ว่า “รอเดี๋ยวนะคะ” ก่อนจะสั่งตัดกล้วยลงมาปุ๊บ เข้าครัวไปทำ “กล้วยบวชชี” ร้อนๆ ออกมาแจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ FBI ทั้ง 4 นายกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
บรรยากาศตึงเครียดสลายกลายเป็นความอบอุ่น เจ้าหน้าที่ FBI ถึงกับถอนหายใจแล้วบอกว่า “ผมขอยื่นเรื่องถอนวาระการสืบสวนคุณดีกว่ามาดาม...ก่อนมาพวกเรากลัวกันแทบตายว่ามาดามรถถังจะเป็นมาเฟียหรือบุคคลอันตราย ที่ไหนได้ มาดามใจดีทำกล้วยบวชชีให้พวกเรากินขนาดนี้ จะไปน่ากลัวได้ยังไง”
พวกเขายังยอมเปิดแฟ้มประวัติลับที่สืบเรื่องของเธอให้ดู นพรัตน์เปิดดูแล้วยังอุทานด้วยความทึ่งว่าทำไมเขียนบันทึกละเอียดขนาดนี้ มีรูปถ่ายเธอทุกฝีก้าวชัดเจน จนเธอเอ่ยปากขอซีร็อกซ์เก็บไว้ดู แต่ FBI รีบปิดแฟ้มแล้วบอกว่า “ไม่ได้ครับมาดาม นี่ความลับระดับชาติ!”
FBI ถามทิ้งท้ายว่าทำไมเธอถึงเดินทางคนเดียวบ่อยๆ และนอนตามสนามบิน นพรัตน์ตอบตามตรงว่า “ในอเมริกาเดินทางคนเดียวมันอันตราย ที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้หญิงคือสนามบินที่มีคนพลุกพล่านตลอดเวลา และการนอนบนเครื่องบิน 6 ชั่วโมงจากฟิลาเดลเฟียไปซานโฮเซ มันทำให้ฉันได้นอนหลับสบาย แถมมีอาหารกินฟรี ประหยัดค่าโรงแรมไปได้ตั้งเยอะค่ะ”
นพรัตน์เป็นคนมัธยัสถ์จนฝรั่งจำภาพเธอในชุด "กระโปรงพลีทยาว" ตัวเดิมๆ จนนึกว่าเป็นยูนิฟอร์มประจำตัว เหตุผลของเธอง่ายมาก
“กระโปรงพลีทมันไม่ต้องรีดค่ะ ใส่กระเป๋าใบเล็กๆ เดินทางสะดวก และใส่กระโปรงยาวไปประเทศแถบอาหรับเขาก็ไม่รังเกียจด้วย”
ความประหยัดของเธอสะท้อนชัดเจนแม้ในวันที่เธอเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน "กระเป๋าสตางค์" ของเธอคือ"ถุงพลาสติกใส่ยา" ที่ได้มาจากโรงพยาบาล นพรัตน์บอกว่า “ถุงยามันยังดีอยู่ จะทิ้งทำไม เอามาใส่เงินใส่บัตรได้ตั้งเยอะแยะ พ่อสอนเสมอว่า รายรับ รายจ่าย ไม่สำคัญเท่ากับ ‘รายเหลือ’ ทำอะไรต้องคำนวณให้มีเงินเหลือเก็บ”
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของไทยทวีความรุนแรง ข่าวการสูญเสียของเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนจากการลอบวางระเบิดเกิดขึ้นแทบทุกวัน หัวใจของอดีตครูและแม่บ้านอย่างนพรัตน์ทนดูไม่ได้ เธอหันไปปรึกษาสามีและทีมวิศวกรเพื่อคิดค้นสิ่งที่จะปกป้องชีวิตคน
บริษัท ชัยเสรีฯ จึงเริ่มต้นวิจัยและสร้าง "รถหุ้มเกราะล้อยาง" สัญชาติไทยขึ้นมาเองภายใต้ชื่อ “เฟิร์สวิน” (First Win) รถเกราะสัญชาติไทยแท้ที่แข็งแกร่งจนได้รับการจัดซื้อเข้าประจำการในกองทัพไทย, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), หน่วยปราบปรามยาเสพติด และกรมราชทัณฑ์ แถมยังส่งออกไปขายให้กองทัพมาเลเซียได้สำเร็จ
ไม่หยุดแค่นั้น ชัยเสรีได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการผลิต เฟิร์สวิน เวอร์ชันรถพยาบาล ซึ่งเป็น "รถเกราะพยาบาลล้อยางกันกระสุนกันระเบิดคันแรกของโลก" เพื่อใช้รับส่งผู้บาดเจ็บในสมรภูมิได้อย่างปลอดภัย
วันเวลาผ่านไป กิจการของชัยเสรีเติบโตขึ้นอย่างเกรียงไกรภายใต้การบริหารร่วมกับบุตรชายทั้งสอง คือ “กานต์ กุลหิรัญ” และ “กฤต กุลหิรัญ” จากเดิมที่ขายชิ้นส่วนให้ไม่กี่กองทัพ ปัจจุบันมาดามรถถังขยายตลาดส่งออกอาวุธและรถหุ้มเกราะให้แก่ 46 กองทัพทั่วโลก รวมถึงองค์กรระดับโลกอย่าง องค์การสหประชาชาติ (UN)
ชีวิตของเธอผ่านการยอมรับในระดับสากลและระดับประเทศ ได้รับเกียรติยศมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award) ปี 2549 จากทักษิณ ชินวัตร, ปี 2550 จากพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์, รางวัลดีเด่นเลิศการออกแบบ “DEmark” ปี 2551 จากสมัคร สุนทรเวช และสูงสุดคือปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในปี 2560
แต่ทางเดินของนักสู้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในปี พ.ศ. 2561 ชัยเสรีต้องเผชิญมรสุมคดีความครั้งใหญ่ เมื่อกรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถหุ้มเกราะย้อนหลังเป็นเงินสูงถึง 89 ล้านบาท นพรัตน์ในฐานะรองประธานกรรมการบริษัทไม่ยอมแพ้ เดินหน้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องเกียรติยศของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง นอกจากนี้เธอยังบริหารสินทรัพย์จนเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ลักซ์ชัวรี่อีกด้วย
ในยามว่างจากเสียงเครื่องยนต์และเอกสารสัญญาระดับชาติ นักธุรกิจหญิงหมื่นล้านคนนี้มักจะนั่งเงียบๆ ทำงานประดิษฐ์ งานฝีมือ และจับพู่กันวาดภาพระบายสี
นพรัตน์ในวัย73ปี ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า จากเด็กหญิงย่านเซียงกงและครูสอนภูมิศาสตร์ตัวเล็กๆ เธอได้ต่อเรือออกสู่มหาสมุทรหลวงอันกว้างใหญ่ และกลายเป็น "มาดามรถถัง" ตำนานที่กองทัพทั่วโลกไม่มีวันลืม...
เธอยังคงยิ้มและพูดคำเดิมเสมอ
“งานหลักของฉันคือแม่บ้าน ดูแลครอบครัว ส่วนงานสร้างรถเกราะระดับโลก... มันแค่งานรองเท่านั้นเองค่ะ”
สามารถแชร์โพสต์นี้ได้ แต่ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสต์ซ้ำหรือพากย์เสียงลงแพลตฟอร์มอื่น ทุกกรณีโดย ไม่ได้รับอนุญาต ควรหาข้อมูลเองและเรียบเรียงใหม่ด้วยภาษาการเขียนของตนเอง ![]()
เรียบเรียง
: พี่อัย เสียงจากอดีต คดีดัง
Monday, June 08, 2026
มาดามรถถัง
Wednesday, May 27, 2026
สามอย่างที่ควรทำเกี่ยวกับ Pattern
https://www.youtube.com/shorts/veZ8EjUCPGM
ช่อง school of hard knocks ได้ไปสัมภาษณ์ Tony Robbins นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากล้มละลายมามีรายได้ 12000 ล้านดอลลาห์ต่อปี จาก 114 บริษัทที่เป็นเจ้าของ
เขาได้ศึกษาจากตำนานอย่าง Jim Rohn เมื่อเขาตอนอายุ 17 ปี เขาถามจิมว่า ทำไมเขาถึงล้มละลาย มันไม่แฟร์เลย ที่ ครูโรงเรียน ทำงานได้ เงิน ปีละ 35000 เหรียญ แต่ คนในตลาดหุ้น มีรายได้เป็นพันล้านต่อปี จิมได้ตอบสิ่งที่ โทนี่ ไม่ลืมเลยตลอดชีวิต "เรามีความเท่ากันทางวิญญาณ แต่เราไม่เท่ากันในตลาด (marketplace) งานของคุณนั้นง่ายมาก คือ คุณต้องทำตัวให้มีค่า ต้องทำเพื่อคนอื่นให้มากขึ้นมากกว่าคนอื่นๆในตลาด"
โทนี่ยังบอกว่า ชีวิตในให้อะไรเรามาแน่นอน แต่เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องค้นหาว่า ชีวิตให้อะไรเรามา คุณจะได้รางวัลจากสาธารณะ จากงานที่คุณฝึกฝนในที่ส่วนตัว (you are rewarded in the public for what you constantly practice intensely in private.)
และเขาบอกว่า ตลาดของการให้คนสนใจ attention economy go viral จบแล้ว ตอนนี้เป็นตลาดของการให้ข้อมูล ตอนนี้ข้อมูลมีมหาศาลจนคนทำอะไรไม่ถูก สิ่งที่คนต้องการตอนนี้คือ ปัญญา (wisdom)
“Drowning in information, starving for wisdom”
คนต้องการผลลัพธ์มากกว่า ไม่มีการตลาดไหนที่ดีกว่า การทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เมื่อคุณทำให้คนอื่นได้ผลลัพธ์ คุณก็จะมีแฟนเดนตายที่รักคุณ แล้วคุณก็สามารถสร้างธุรกิจจากตรงนี้ได้
credibility kills all bad attitudes
ในตอนท้ายเขาได้ฝากบทเรียนเรื่อง pattern ให้คนรุ่นใหม่ดังนี้
1. pattern recognition ทุกอย่างมีแพทเทิร์นร่วมของมันอยู่ แม้แต่ความเชื่อพื้นฐาน คุณจะหามันได้อย่างไร ถ้าคุณเจอแพทเทิร์น มันจะทำให้คุณออกจากความกลัวได้ (เรามักกลัวสิ่งที่ไม่รู้) /เสริมจากคลิปอื่นของโทนี่ ถ้าคุณเจอ แพทเทิร์นที่ไม่ดี ก็จงตระหนักรู้มันให้ได้แล้ว break the pattern!
2. pattern utilization เมื่อรู้แพทเทิร์นก็ให้นำมาใช้ อย่างพวกนักการเงิน พวกนี้เขารู้แพทเทิร์นของเงินก็นำมาใช้หาเงินได้
3. pattern creation เมื่อคุณสามารถนำแพทเทิร์นมาใช้ได้ ก็ให้สร้างแพทเทิร์นขึ้นมาใหม่ สิ่งนี้จะทำให้คุณพัฒนาเป็น greatest of all time ในสายของคุณได้
เขายังได้เสริมว่า เราไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นคนจัดการสถานการณ์ต่างๆ (manage circumstances) แต่เราถูกสร้างมาให้เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ Become the creator of your own life!
Wednesday, March 25, 2026
เราให้อาหารกับสิ่งที่ขัดขวางตัวเอง
จาก https://www.facebook.com/share/v/181dazHvtz/
https://www.facebook.com/reel/1382067723606508
มีพระสูตรที่พูดเกี่ยวกับ "อาหาร" คือ อาหารสูตร หรือ นิวรณอาหารสูตร ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 19 สังยุตตนิกาย มหาวารวรรคข้อ 37 หรือ อ้างอิงแบบฝรั่งคือ sn46.51
https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=19&A=3082&Z=3189#:~:text=%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8E%E0%B8%81%20%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88,sn46.51/en/bodhi
พระสูตรนี้พูดถึง "อาหาร" สำหรับ อุปสรรค 5 ประการ ที่ทำให้จิตใจไม่ตื่น (นิวรณ์ 5) และ อาหารสำหรับ ปัจจัย 7 ประการที่ทำให้ตื่นรู้ (โพชฌงค์ 7)
อุปสรรค 5 ประการ คือ สภาพจิตใจที่ให้เกิดทุกข์ทรมาน และเศร้าหมอง ได้แก่ ความโลภ/กามฉันทะ (greed), ความโกรธ/พยาบาท (anger), ถีนมิทธะ ความเกียจคร้าน (sloth and torpor), อุทธัจจะกุกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ (restlessness and worry), วิจิกิจฉา ความสงสัย (doubt)
greed จะบอกว่า ทำไมและอย่างไร ในการที่เราจะเอนเข้าหาโลก
aversion หรือความเกลียดชัง จะทำให้เราผลักดันหนีออกจากโลก
sloth and torpor ทำให้เราแนบอิงไปกับโลก
restlessness and worry ทำให้เราอึดอัดกับโลก
doubt ทำให้เราหมุนรอบโลกไป ไม่มีจุดจบ
คุณสมบัติเหล่านี้ เราเป็นคนให้อาหารมันเอง ด้วยวิธีการที่เรามีเจตนาจะทำเอง
อะไรคือ อาหาร สำหรับความอยากเหล่านี้
พระพุทธเจ้าบอกว่า มันคือ สัญญาณของความงาม the sign of beautiful
มันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่า เมื่อเราเห็นสิ่งใดที่น่าดึงดูด (attractive) และเราเริ่มอยากจะได้มันมา เราจะเริ่มให้ความสนใจ มุ่งเป้าไปที่สิ่งนั้น ทั้งตาเนื้อ และ ตาใจของเรา จะพุ่งไปที่สิ่งนั้น ปิดการรับรู้สิ่งอื่นๆไป เราเห็นสิ่งน่าดึงดูดเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือ สิ่งของ
นี่คือ จุดเริ่มต้นของความอยากได้ (craving) เป็นจุดที่ความอยากจะโผล่ขึ้นมา จากที่ก่อนนี้มันไม่มี มันเหมือนกับสิ่งอื่นเช่นเดียวกัน เหมือนกับตอนเราอยากอาหาร เช่น เราเห็นของหวานน่ากิน ก็อยากกินมัน อยากได้มัน
พระพุทธเจ้าบอกว่า นี่เป็นจุดสำคัญ ท่านบอกว่า sensuality is not a pretty thing of the world. Karma is not the pretty thing of the world. It is our craving and attachment to them. The wise person removes the attachment. So the problem isn't outside. It's the way we grasp and cling on to it. And that's what brings us problems. การได้รับรู้สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งน่ารักใคร่ในโลก กรรมก็ไม่ใช่สิ่งสวยงาม มันเป็นความอยากของเรา และ ยึดติดของเรา ต่อมัน คนฉลาดจะเอาการยึดติดนี้ออกไป ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่ภายนอก แต่เป็นเรื่องของวิธีที่เราหยิบฉวยและเกาะติดกับมันต่างหาก (จิตส่งออกนอกเป็นทุกข์ จิตยึดถือจิต-คำสอนหลวงพ่อ) นี่แหละที่ทำให้เรามีปัญหา
So, the training is not try to hate the world or being misanthropes. We are training in cognitive flexibility, not being a slave to that initial thoughts that come up. But taking that one step up, metacognition, would this actually lead to the increase of wholesome mental states or an increase of unwholesome mental states.
ดังนั้น การฝึกไม่ใช่ให้เกลียดโลก เกลียดคน แต่ให้ฝึกจิตให้ยืดหยุ่นในการรับรู้ ว่า เมื่อความคิดแรกเข้ามา ก็ให้ถอยออกมา ดูว่า ความคิดนั้น ก่อให้เกิด จิตที่ดี หรือ จิตที่ไม่ดี
Tuesday, March 24, 2026
ประวัติที่ดินทองหล่อซอย 10
from https://www.facebook.com/share/p/1DvsNaWLr6/