Saturday, August 27, 2011

กำเนิดและการพัฒนาการของอาหารชาววัง (ฉบับย่อ)

หมายเหตุ บทความนี้เป็นบทความของ คุณ สุนทรี อาสะไวย์ นักวิจัยเชี่ยวชาญ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันไทยคดีศึกษา เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วนำมาลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม โดยจุดประสงค์หลักของงานวิจัยคือ การทำความเข้าใจอาหารชาววังที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อมนุษย์และความต้องการทางสังคม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมนี้อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองตลาดการท่องเที่ยวที่ขยายตัว โดยการเข้าใจลึกซึ้งถึงที่มาจุดกำเนิดของวัฒนธรรมการกินในวังจะทำให้สามารถพัฒนาอาหารชาววังนี้ได้อย่างมีคุณภาพ แม้ว่าบทความจะเน้นเรื่องธุรกิจแต่ผมก็เห็นว่าน่าสนใจ ผู้เขียนได้เล่าเกร็ด และเรื่องราวไทยๆเกี่ยวกับอาหารไทยที่เราหลงลืมหรือไม่เคยได้ยินมาก่อนเกี่ยวกับอาหารไทยไว้ด้วย จึงขอนำมาเล่าใหม่ในลีลาชาวบ้านๆแอบมองรั้ววังในบล็อกนี้

ส่วนผู้สนใจอ่านฉบับเต็มขอเิชิญได้ที่ (มี 4 ตอน)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4


หลังการปราบดาภิเษกขึ้นพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่แทนกรุงธนบุรีที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำใน พ.ศ. 2325 พระบรมมหาราชวังจึงกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงรวมทั้งอาหารด้วย โดยราชสำันักฝ่ายในที่เป็นเจ้านายฝ่ายหญิงและลูกหลานของข้าราชการที่ถวายตัวมีบทบาทสำคัุญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมเืพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์และราชอาณาจักรใหม่ ซึ่งบทบาทของฝ่ายในนี้ช่วยส่งเสริมตำแหน่งและอำนาจของสตรีในวัง
สตรีใดที่ได้รับถวายหน้าที่เป็นฝ่ายอาหารที่เีรียกว่า "เครื่องต้น" จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายและมีโอกาสได้เลื่อนขั้นหรือรับรางวัลจากพระมหากษัตริย์ได้ อย่างเจ้าฟ้าบุญรอด เจ้าตำรับอาหารแห่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี

อาหารชาววังหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากับข้าวเจ้านาย ก็มีลักษณะพื้นฐานทั่วไปเหมือนอาหารชาวบ้าน แต่อาหารชาววังจะมีคุณลักษณะพิเศษคือ

1. ความอุดมสมบูรณ์และความสดใหม่ของวัตถุดิบในการประกอบอาหาร

2. มีวิธีการทำอันซับซ้อน ประณีต พิถีพิถัน ต้องใช้เวลา เช่น ข้าวแช่ชาววังที่นอกจากต้องหุงข้าวให้สวยแล้วยังต้องนำไปใส่ตะแกรง ใช้ผ้าขาวบางขัดเมล็ดข้าวจนสวยกรากแล้วค่อยใส่น้ำลอยดอกไม้หอมแล้วอบร่ำด้วยเทียนหอมอีก กลิ่นจึงหอมและใสสะอาดไม่มีตะกอนเหมือนข้าวแช่ชาวบ้าน ในบางครั้งที่ของทำยากก็ต้องการกำลังผู้คนในการทำจำนวนมากเช่น ขนมจีบไทยที่ต้องแบ่งคนผัด คนนวดแป้ง คนปั้น

3. มีความแปลกแตกต่าง วิจิตรบรรจง กล่าวคือ นอกจากเป็นอาหารปากแล้วยังต้องเป็นอาหารตา

4. มีรสชาติที่นุ่มนวล กินแล้วไม่สะดุด คือ รสไม่จัด ไม่เผ็ดมาก แต่ไม่ได้หวาน เพียงแต่มีความกลมกล่อมเป็นหลัก ไม่มีของหมักๆดองๆอย่างหน่อไม้ ไม่มีของคาวๆ เช่น ไตปลา ไม่มีของแข็ง ไม่มีกระดูก อาหารจะเคี้ยวง่ายและตัดพอดีคำ

5. แต่ละมื้อจะจัดเป็นชุดที่เรียกว่า "เครื่องเจ้านาย" ประกอบด้วยอาหารรสหลากหลายอย่างน้อย 7 ประเภท ซึ่งต้องมีครบรสชาิติอาหารไทยคือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ซึ่งจะจัดถวายในถาดเงินหรือถาดทอง และรสชาติของแต่ละอย่างต้องสอดคล้องกัน เช่น น้ำพริกที่เผ็ดๆก็จะมีหมูหวานเพื่อล้างความเผ็ด

นี่คือลักษณะเด่นของอาหารชาววัง แ่ต่วังแต่ละที่ก็จะมีสูตรการทำต่างกันไป โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง โดยทั่วไปแล้วอาหารชาววังมีความแพร่หลายอยู่ในขอบเขตที่จำกัดคืออยู่ในแวดวงของเจ้านายและพระประยูรญาติ แต่ละครัวก็จะมีตำรับของตัวเองไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ จะสอนให้เฉพาะวงเครือญาติหรือศิษย์ที่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความจงรักภักดีและรับใช้ใกล้ชิด บทความนี้จะศึกษาเฉพาะตำรับอาหารชาววังที่เจ้าของตำรับได้รวบรวมและมีหลักฐานอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผู้รวบรวมส่วนใหญ่ก็เป็นสะใภ้ของราชวงศ์หรือตระกูลขุนนาง ซึ่งมีรายชื่อตำรับอาหารดังนี้

1. ตำรับอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี "กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน"

เป็นตำรับอาหารชาววังที่เก่าแก่ที่สุด ที่ปรากฏหลักฐานมาถึงปัจจุบันคือ พระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อยกย่องความสามารถด้านอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ารอด โดยอาหารในตำรับมีเครื่องคาว ผลไม้และ เครื่องหวาน ที่น่าสนใจก็คือ ความเป็นนานาชาติที่ถูกสอดแทรกอยู่ในตำรับอาหารนี้ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่นที่ได้อิทธิพลจากแขก (อาหารอันดับหนึ่งของโลกจากเว็บไซต์ CNN) ยำใหญ่ที่ใส่น้ำปลาญี่ปุ่น (โชยุ) หรือ ขนมจีบ และรังนกที่เป็นอาหารจีน เรียกได้ว่า ท่านเป็นอัจฉริยะด้านอาหารที่รู้เชี่ยวชาญอาหารทั้งไทยและเทศ และพัฒนาปรับเปลี่ยนอาหารต่างชาติให้เข้ามาอยู่ในตำรับอาหารไทย ได้อย่างเลิศรส (ลิงก์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่นี่ หรือ ที่นี่)

2. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ บุนนาค "ตำราแม่ครัวหัวป่าก์"
ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นบุตรีคนโตของ นายสุดจินดา (พลอย ชูโต บุตรจมื่นศรีสรรักษ์) กับคุณนิ่ม สวัสดิชูโต (ธิดาพระยาสุรเสนา) นับเนืองเป็นราชนิกุลบางช้าง ได้แต่งงานกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการและกระทรวงธรรมการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด และสามารถในกิจการหา ผู้เสมอเหมือนยาก มีความชำนาญในการประกอบอาหาร คาวหวาน เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ และตกแต่ง เป็นผู้ริเริ่มทำลูกชุบให้ดูเหมือนของจริงถึงขนาดประดิษฐ์เป็นกระถางต้นไม้ ซึ่งรับประทานได้ทั้งหมด งานปักรูปเสือลายพาดกลอนได้รับพระราชทานรางวัลจากรัชกาลที่ 4 และส่งไปประกวดในระดับโลก ได้รับรางวัลที่ 1 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเงินหลายพันดอลลาร์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง เมื่อ พ.ศ.2436 ในคราวเหตุการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสภากาชาดไทย ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ร.ศ.130 สิริอายุได้ 65 ปี

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็น ผู้พิมพ์หนังสือตำราอาหารออกเผยแพร่ขึ้นเป็น ครั้งแรก เมื่อ ร.ศ.127 ตรงกับ พ.ศ.2451 (สมัยรัชกาลที่ 5) โดยตั้งชื่อว่า “แม่ครัวหัวป่าก์” ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการเขียนตำรากับข้าวกันเป็นกิจจะลักษณะเลย หนังสือ “แม่ครัวหัวป่าก์” จึงนับเป็นตำรากับข้าว เล่มแรกของคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัุญของสังคมไทยเพราะการมีตำรับอาหารประจำชาติของตนเองเปรียบเสมือนการยกระดับประเทศให้มีความทันสมัยเท่าเทียมกับประเทศตะวันตก โดยได้ริเริ่มทดลองใช้วิธีการชั่งตวงวัดเป็นมาตรวัดไทยโบราณคือ บาท สลึง เฟื้อง ไพ ไว้ใช้ในการประกอบอาหาร ให้มีมาตรฐานเหมือนทางตะวันตก จึงทำให้ได้รสชาติอาหาร ที่คงที่ ซึ่งโดยธรรมเนียมในการปรุงอาหารของไทยในสมัยก่อนนั้นไม่นิยมการใช้ชั่งตวงวัดอย่างยุโรป แต่อาศัยความชำนาญหัดเรียนรู้ด้วยตนเอง สืบทอดกันตามโคตรตระกูล ซึ่งก็ได้สร้างความรำคาญใจให้แก่บุคคลอื่นๆ ที่เป็นแม่ครัวมือเก่าบ้างพอควร ในตำรับแม่ครัวหัวป่าก์แบ่งเป็น 5 เล่ม แต่ละเล่มประกอบอาหารประเภทใหญ่ๆ 7 ประเภทคือ หุงต้มข้าว ต้มแกง กับข้าวของจาน เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวาน ขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง ซึ่งการจัดจำแนกนี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการจัดหมวดหมู่ตำรารุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบัน

อาหารในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ทุกประเภทจะมีทั้งอาหารไทย อาหารเทศ อาหารพื้นเมืองที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นในวังเช่น ปลาร้า ไตปลา กะปิ ตะพาบน้ำ อีกทั้งยังรวมสูตรอาหารที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาด้วย นอกจากนี้แม่ครัวหัวป่าก์ได้เขียนเล่าเรื่องสนุกๆของประวัติศาสตร์ไทยรวมทั้งสภาพธรรมชาิติและความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย เช่น ประวัติขนมค้างคาวของเจ้าครอกทองอยู่ หรือ ทุเรียนต้องทุเรียนบางบน (บางขุนนนท์) หรือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับตลาดรอบๆกรุง

ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ได้ถูดจัดพิมพ์ครั้งแรกในประติทินบัตรแลจดหมายเหตุเมื่อปีพ.ศ.2432 และได้ตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือเมื่อคราวที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ทำบุญฉลองอายุครบ 61 ปี และฉลองวาระสมรส 40 ปีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ.127 แจกเป็นของชำร่วยจำนวน 400 ฉบับ และระหว่างนั้นก็ได้รับการพิมพ์ใหม่หลายครั้งจนปัจจุบันเป็นครั้งที่ 6 เมื่อปีพ.ศ. 2545
(ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ และ ที่นี่)



3. ตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์
หม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) เป็นภรรยาของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) ท่านจึงอยู่ในฐานะสะใภ้ของสกุลบุนนาค เช่นเดียวกับ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ สำหรับตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน นั้นปรากฏหลักฐานในรูปหนังสือครั้งแรกในปีพ.ศ. 2441 ในชื่อว่า ตำรากับเข้า เมื่อเปรียบเทียบกับตำราแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยนแล้ว ตำรากับเข้าของหม่อมส้มจีนจะมีรายการอาหารน้อยกว่าเน้นประเภทแกงและกับ และเน้นการใช้วัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์ป่าเช่น แย้ อ้น หมูป่า เป็นต้น


4. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร
ท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร เป็นธิดาของหมื่นนรารักษ์ (ปิ่น บางยี่ขัน) ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอยู่ที่บางยี่ขัน ธนบุรี มารดาชื่อหุ่น กำเนิดในสกุลสนธิรัตน์ สมรสกับเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) สกุลไกรฤกษ์ เป็นสกุลที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา และเริ่มรับราชการในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีสืบต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งกรณีของตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร จะไม่เน้นถ่ายทอดสู่วงนอกเหมือนของสองท่านก่อนนี้แต่เน้นให้สืบทอดภายในตระกูลไกรฤกษ์และญาติของตน ตำราอาหารนี้จะมีการแบ่งอาหารหลายอย่างมากกว่าสิบประเภท และมีอาหารจีนมากขึ้นเช่น หนังแรดเอ็นกว่าง ข้าวผัดเต้าหู้ยี้ หรือ แกงจืดเซี่ยงจี๊ แต่ก็ยังมีอาหารนานาชาติเช่น ข้าวบุหรี่ (อย่างเเขกเทศ ที่นำข้าวไปผัดกับเนยก่อนหุงรวมกับหญ้าฝรั่นใส่ไก่) ข้าวหมกไก่
ที่่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จะมีอาหารจีนที่ำทำทานง่ายๆมากขึ้น อาจจะสะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชาวจีนเริ่มมีฐานะในสังคมเพิ่มขึ้นจนอาหารจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากขึ้น

4 ตำรับอาหารนี้คือ ตำรับอาหารชาววังดั้งเดิมที่ถึงแม้จะเก่าแก่กว่าร้อยปี แต่ก็สามารถเห็นได้ถึงกระแสโลกาภิวัฒน์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนทำให้อาหารในวังบางส่วนกลายเป็นอาหารนานาชาิติโดยปริยาย ต่อมาเมื่อพ.ศ.2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยทำให้ความสำคัญของอาหารในวังลดลงไป บางส่วนสูญหายไปกับยุคสมัย เพราะ เจ้านายเ้จ้าของสูตรไม่ถ่ายทอดเพราะหวงวิชา แต่ก็ได้มีลูกหลานในวังได้นำอาหารในวังมาประยุกต์และเผยแพร่ใหม่ในสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทำให้อาหารสูตรในวังแพร่หลายสู่้สามัญชนมากขึ้น ผู้ที่ได้ถือว่าเป็นผู้สืบทอดสูตรอาหารในวังที่สำคัญในยุคนี้ได้แก่

1. มรว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ กับ เชลล์ชวนชิม


การเผยแพร่อาหารในสื่อสารมวลชนเริ่มครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสโดย บริษัททำล้อยาง มิชชิลิน ที่ทำแจกลูกค้าเป็นคู่มือในการเดินทางสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์โดยเริ่มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2443 หม่อมถนัดศรีก็เช่นกัน โดยการสนับสนุนของเชลล์เเก๊สใ้ห้เขียนคอลัมน์เชลล์ชวนชิมในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์และต่อมาในมติชน รวมถึงจัดรายการโทรทัศน์อย่าง การบินไทยไขจักรวาล ครอบจักรวาล รวมไปถึงพ่อลูกเข้าครัวทำให้อาหารในวังได้มีโอกาสเผยแพร่สู่วงกว้าง นอกจากนี้หม่อมถนัดศรียังเป็นผู้แนะนำร้านอาหารตำรับชาววังให้คนธรรมดาได้ลองไปลิ้มรสอย่าง ห้องอาหารท่านหญิงที่ถนนประมวญ สีลม ห้องอาหารหลายรสที่ซอยสุขุมวิท 49 ห้องอาหารดรรชนี เชิงสะพานวันชาติ ถนนประชาธิปไตย สวนทิพย์ ปากเกร็ด และห้องฝั่งน้ำ โรงแรมรอยัลริเวอร์ที่เป็นลูกศิษย์ของมล. เติบ ชุมสาย

2. มล. เติบ ชุมสาย

มี่พี่สาวคือ มล. ติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่สูตรอาหารวังรุ่นใหม่ด้วย เเต่มล. เติบ จะมีผลงานปรากฏเป็นรูปเล่มด้วย อาทิ ตำรับอาหารประจำวัน ตำรับอาหารทางทีวี และ กับข้าวรัตนโกสินทร์ เป็นต้น และที่สำคัญได้มีโอกาสทำรายการ"แม่บ้าน" ถ่ายทอดทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม และ ช่อง 9 ติดต่อกันนานถึง 20 ปี ซึ่งข้อดีของตำรับอาหารมล.เติบคือการนำเสนอตำรับอาหารชาววังให้ทำได้ง่ายขึ้นสำหรับแม่บ้านสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง ประสบความสำเร็จมากจนฮิตติดดาว สามารถเอาสูตรไปเปิดร้าน "ครัวชุมสาย" ซอยราชครู ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วย นอกจากนี้หม่อมเติบยังได้มีโอกาสเป็นพระเครื่องต้นทำอาหารถวายในหลวงองค์ปัจจุบัน รวมถึงทำอาหารเลี้ยงดาราระดับโลกอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เนื่องในโอกาสเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์ ugly american ที่ถ่ายทำในไทยและมรว.คึกฤทธิ์นำแสดงอีกด้วย

อนึ่ง หลังจากการเผยแพร่อาหารของ หม่อมถนัดศรี และหม่อมเติบทำให้เกิดผู้แนะนำอาหารในสื่อมวลชนขึ้นอีกมากมายอย่าง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รงค์ วงษ์สวรรค์ แม่ช้อยนางรำ พิชัย วาสนาส่ง เป็นต้น


3. วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้สืบทอดอาหารตำรับวังบ้านหม้อ
ตำรับวังบ้านหม้อเป็นวังของพระองค์เจ้ากุญชร ต้นราชสกุล ณ บางช้าง ที่มีเจ้าจอมมารดาศิลาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศรีสุริเยนทรฯ ทำให้วังบ้านหม้อเป็นวังหนึ่งที่ได้รับสืบทอดตำรับอาหารมาจากสายของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ แต่ปัญหาคือ เจ้าของสูตรที่สืบทอดกันมาหวงสูตรมาก แม้แต่ลูกหลานก็ไม่ยอมให้ แต่โชคดีที่คุณ วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ลุกหลานของสกุลนี้ได้พยายามเก็บบันทึกสูตรและขอเรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่จนสามารถเก็บรักษาวิชาอาหารได้บางส่วน อย่าง ขนมจีบไทยและปั้นสิบ ที่มีวิธีทำเฉพาะของวังนี้เท่านั้น ปัจจุบัน ขนมจีบและปั้นสิบของวังบ้านหม้อได้ผลิตออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบอาหารกล่อง โดยส่งไปขายทุกวันศุกร์ที่ร้านภูฟ้า (สยามดิสคัฟเวอรี่และจตุรัสจามจุรี) และทุกวันเสาร์ที่สวนจตุจักร


4. ตำรับบ้านจักรพงษ์ หรือวังท่าเตียน
เดิมเป็นของพระเจ้าลูกเธอ เ้จ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ปัจจุบันได้ตกทอดสู่ทายาทคือ มรว. นริศรา จักรพงษ์ ปัจจุบันได้เปิดพื้นที่บางส่วนเป็นโรงแรมและ้ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารตำรับชาววัง สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaivillas.com

อ่านเสร็จแล้วต้องขอไปลองชิม:-)

Sunday, August 21, 2011

กรุงศรีปฏิวัติ : ศึก ๒ ราชวงศ์ วงศ์พระราม รบ วงศ์พระอินทร์

เป็นบทความประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยาตอนต้นที่น่าสนใจจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงนำมาแปะไว้เผื่อผู้สนใจ
โดย ปรามินทร์ เครือทอง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312195601&grpid=no&catid=&subcatid=
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312196673&grpid=no&catid=&subcatid=

มีใครสามารถอดทนรอเก็บความคั่งแค้นไว้ด้วยความสงบ ได้ถึง ๑๘ ปี



สมเด็จพระราเมศวร ทรงผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ พระราชบัลลังก์ที่ต้องตกเป็นของพระองค์ชัดๆ ในฐานะ หน่อพระพุทธเจ้าŽ ของสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ก็เป็นจริงเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพราะถูกสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยึดŽ ไป ส่วนพระองค์ต้องทรงล่าถอยกลับไปยังฐานที่มั่นเก่า ณ เมืองลพบุรี เฝ้ารอจังหวะและโอกาสอย่างอดทนถึง ๑๘ ปี



ที่น่าเจ็บปวดยิ่งขึ้น คือการเฝ้ารออย่างอดทนเกือบ ๒ ทศวรรษนี้ กลับเป็นการเฝ้าดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของศัตรู



เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ถือเป็นยุคสมัยเริ่มแรกของการขยายความมั่นคง ยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะการ กำราบŽ หัวเมืองเหนือในอำนาจของรัฐสุโขทัย เช่น ในปีพุทธศักราช ๑๙๑๔ หรือปีรุ่งขึ้นหลังจากทรงทำรัฐประหารยึดกรุงศรีอยุธยา ก็เสด็จขึ้นไปยึดเมืองเหนือ แม้จะมีคำอธิบายว่าการศึกครั้งแรกนี้ ทรงยึดได้ไม่เกินนครสวรรค์ก็ตาม



ศักราช ๗๓๓ กุญศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเหนือ แลได้เมืองเหนือทั้งปวงŽ๑

การเสด็จขึ้น ไปเอาเมืองเหนือŽ นั้น มิได้สำเร็จเด็ดขาดในคราวเดียว แม้ตลอดรัชกาลของพระองค์ก็ยังทำไม่สำเร็จดังที่ทรงตั้งพระทัยไว้ ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงมีแต่เสด็จ ไปเอาเมืองเหนือŽ ทั้งสิ้น



เหตุที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ต้องมี การบ้านŽ ในการทำสงครามกับเมืองเหนือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ทรง ญาติดีŽ กับรัฐสุโขทัยอยู่ ก็เพราะว่ากษัตริย์สุโขทัยที่เป็นพี่เขยคือพระมหาธรรมราชา (ลิไทย) นั้นเสด็จสวรรคตในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยานั่นเอง๒ ทำให้กษัตริย์สุโขทัยพระองค์ใหม่คือ พระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) และหัวเมืองใหญ่น้อย ไม่ยอมรับอำนาจจากกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป



และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เมื่อถูกทำรัฐประหารหลังรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงไม่มีการต่อต้าน หรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากรัฐพันธมิตรเมืองเหนือใดๆ เลย


ยึดหัวเมืองเหนือ การบ้านŽ ของขุนหลวงพ่องั่ว

เมืองชากังราวหรือเมืองกำแพงเพชร เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของรัฐสุโขทัย ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) หมายมั่นปั้นมือจะต้องพิชิตให้ได้ ดังนั้นระยะเวลา ๑๘ ปี ตลอดรัชกาลของพระองค์ จึงทรงยกทัพเข้าตีเมืองนี้หลายต่อหลายครั้ง เช่น ในปีจุลศักราช ๗๓๕ (พ.ศ. ๑๙๑๖) เสด็จไปเมืองชากังราว รบกับพระยาคำแหงเจ้าเมืองชากังราว โดยมีพระยาใสแก้วที่ฝ่ายสุโขทัยส่งให้ลงมาช่วยรบ การศึกคราวนี้พระยาใสแก้วตายในสนามรบ ส่วนพระยาคำแหงหนีเข้าไปตั้งมั่นอยู่ในเมือง ทำให้สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ไม่สามารถตีเมืองชากังราวแตกได้



และดูเหมือนว่าหัวเมืองเหนือ จะไม่ยอมให้กรุงศรีอยุธยากวาดรวมเข้าเป็นเมืองบริวารได้ง่ายๆ ดังนั้น ๒ ปีถัดมา ในปีจุลศักราช ๗๓๗ (พ.ศ. ๑๙๑๘) สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก หัวใจŽ ของรัฐสุโขทัยในขณะนั้น ครั้งนี้ได้ทั้งตัวเจ้าเมืองขุนสามแก้วและกวาดต้อนชาวเมืองมาเป็นจำนวนมาก



ปีรุ่งขึ้นจุลศักราช ๗๓๘ (พ.ศ. ๑๙๑๙) เสด็จไปตีชากังราวเป็นการแก้มืออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทรงทำได้ดีกว่าคราวก่อน แม้จะมีท้าวผ่าคองจากเมืองเหนือมาช่วยรบเสริมทัพชากังราว แต่ปรากฏว่าท้าวผ่าคองแตกทัพหนีไป ส่วนพระยาคำแหงเจ้าเมืองนั้น ไม่แน่ชัดว่าถูกจับตัวได้หรือไม่ เพราะพระราชพงศาวดารบันทึกเพียงว่า จับได้ตัวท้าวพระญาและเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมากŽ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการศึกคราวนี้ก็คงยังไม่ได้ตัวพระยาคำแหงและเมืองชากังราว เพราะอีกเพียง ๒ ปีต่อมา กรุงศรีอยุธยาก็ยกทัพเข้าตีชากังราวอีก



ศักราช ๗๔๐ มะเมียศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นมหาธรรมราชาออกรบทัพหลวงเปนสามารถ แลเห็นว่าจะต่อด้วยทัพหลวงมิได้ จึงมหาธรรมราชาออกถวายบังคมŽ๓



ผลจากการได้เมืองชากังราวมาในครั้งนี้ ย่อมมีความหมายถึงการได้รัฐสุโขทัยมาด้วย เนื่องจากทรงมีชัยเหนือพระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) กษัตริย์แห่งรัฐสุโขทัย เป็นอันว่า การบ้านŽ สำคัญของพระองค์บรรลุผลระดับหนึ่งแล้ว



ต่อมาสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงตัดสินใจที่จะ ทำการบ้านŽ ให้ถึงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งคอยสนับสนุนช่วยเหลือรัฐสุโขทัยอยู่เรื่อยๆ และที่สำคัญการจะขึ้นตีไปถึงเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นถือว่า ทางสะดวกŽ เพราะไม่มีรัฐสุโขทัยกีดขวางอีกต่อไป



ดังนั้นในปีจุลศักราช ๗๔๘ (พ.ศ. ๑๙๒๙) จึงยกทัพไปหมายจะตีเมืองเชียงใหม่ให้จงได้ แต่ทัพกรุงศรีอยุธยายกมาได้เพียงเมืองลำปาง เพราะไม่สามารถตีเมืองลำปางแตกได้ ต้องยกทัพหลวงกลับกรุงศรีอยุธยา



จะเห็นได้ว่าตลอด ๑๘ ปีในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) นั้น ทรงติดพันอยู่กับราชการ หัวเมืองเหนือŽ เกือบตลอดเวลา คือในปีจุลศักราช ๗๓๓, ๗๓๔, ๗๓๕, ๗๓๗, ๗๓๘, ๗๔๐ และทิ้งห่างไปอีก ๘ ปี จึงยกทัพไปหมายจะตีเชียงใหม่ในปีจุลศักราช ๗๔๘



เหตุที่ทรงทิ้งห่างไว้ถึง ๘ ปีนั้น อาจจะเป็นเพราะทรงพอพระทัยเพียงแค่ได้รัฐสุโขทัย ซึ่งเป็นอันตรายต่อกรุงศรีอยุธยามากกว่าเมืองเชียงใหม่ เท่ากับ การบ้านŽ เสร็จแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะทรงพระชราแล้วก็เป็นได้



หากคำนวณพระชนมายุตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ว่าทรงครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ ๖๓ พรรษา๔ ดังนั้นเมื่อคราวยกทัพไปตีเชียงใหม่จึงมีพระชนมายุมากถึง ๗๙ พรรษาแล้ว



แม้จะทรงพระชรามากถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุศัตรูประชิดหัวเมือง ทำให้ต้องทรง ออกกำลังŽ อีกครั้ง



สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรง ฝืนสังขารŽ ด้วยพระชนมายุ ๘๑ พรรษา เสด็จออกสงครามครั้งสุดท้ายเพื่อตีเมืองชากังราวในปีจุลศักราช ๗๕๐ (พ.ศ. ๑๙๓๑)



เหตุที่ต้องทรงนำทัพออกรบคราวนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเมืองชากังราวแข็งเมือง แต่เป็นเพราะเจ้ามหาพรหมกษัตริย์เชียงรายประสงค์จะได้พระสีหลปฏิมาหรือพระพุทธสิหิงค์ จึงยกทัพมาประชิดเมืองชากังราว ฝ่ายเจ้าเมืองกำแพงเพชรขณะนั้นคือพระยาญาณดิส หรือในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า ติปัญญาอำมาตย์ ก็ส่งสาสน์ขอความช่วยเหลือมายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงต้องยกทัพมาหมายจะรบกับเจ้ามหาพรหม แต่ทัพทั้งสองยังไม่ทันได้รบพุ่งกัน เพราะพระยาญาณดิสขอให้เจ้ามหาพรหมถอยออกไปตั้งทัพที่เมืองตาก เจ้า



มหาพรหมก็ยินยอมทำตามเพราะได้พระสีหลปฏิมาไปแล้ว พร้อมกับประกาศว่าหากกองทัพกรุงศรีอยุธยายกตามมาก็พร้อมจะรบกัน กองทัพกรุงศรีอยุธยาซึ่งตั้งทัพอยู่เพียงปากน้ำโพ ก็ไม่ได้ยกตามขึ้นไป



เหตุหนึ่งที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาไม่คิด ปิดบัญชีŽ กับเจ้าเมืองเหนือ ก็อาจเป็นเพราะถึงคราว สุดวิสัยŽ แล้วก็เป็นได้



ศักราชได้ ๗๕๐ มะโรงศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก แลเสด็จกลับคืน ครั้งเถิงกลางทางสมเด็จพระบรมราชาเจ้านฤพาน...Ž๕



แม้จะเป็นการประชวรสวรรคตที่ค่อนข้างปัจจุบันทันด่วน แต่หากคิดถึงพระชนมายุที่มากถึง ๘๑ พรรษาแล้ว ก็คงจะไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหวังหยั่งเชิงแต่ประการใด ที่สำคัญสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) น่าจะทรงเตรียมการทางการเมืองไว้พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะเรื่ององค์รัชทายาท



แต่สิ่งที่ทรงคิดไม่ถึงก็คือ ปัญหาทางการเมืองหลังจากพระองค์สวรรคต ไม่ได้เกิดขึ้นภายในกรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่ปัญหาการแก่งแย่งราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้อง หรือขุนนางอำมาตย์ แต่เป็นปัญหาที่ทรง ปล่อยŽ ไปเมืองลพบุรี เมื่อ ๑๘ ปีก่อน และบัดนี้ได้ย้อนกลับมา ทวงŽ ราชบัลลังก์คืนนั่นเอง


ปฏิวัติครั้งที่ ๒

วงศ์พระราม ขอคืนราชบัลลังก์

หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงศึกครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่า เสด็จมาแค่ปากน้ำโพŽ๖ ยังไม่ได้ขึ้นไปจนถึงเมืองชากังราว ก็มีการเจรจาหย่าศึกกันเสียก่อน



การยุติศึกครั้งนี้ดูจะเป็นผลดีต่อกรุงศรีอยุธยาอย่างยิ่ง เพราะหากสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงฝืนพระวรกายเข้ารบด้วยเจ้ามหาพรหม ผลอาจจะเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และบานปลายถึงเสียบ้านเสียเมืองได้ เพราะมีพระอาการประชวรหนักอยู่ ไม่น่าจะนำทัพจนมีชัยเหนือศัตรูได้



ดังนั้นเมื่อทรงยกทัพกลับพระนครได้เพียงกลางทางก็เสด็จสวรรคต การอัญเชิญพระบรมศพกลับพระนครคงใช้เวลาประมาณ ๑ วัน



ช่วงเวลาเช่นนี้ ย่อมเกิด ความเคลื่อนไหวŽ จากฝ่ายต่างๆ ไปทั่วแผ่นดิน



ข่าวการสวรรคตย่อมไปเร็วกว่าพระบรมศพ นี่คือจังหวะและโอกาสในการ ขยับตัวŽ ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม



เวลานั้นภายในพระนครคงจะโกลาหลพอสมควร ไม่ว่าจะต้องเตรียมการรับพระบรมศพกลับสู่พระนคร การจุกช่องล้อมวังเตรียมอัญเชิญ หน่อพระพุทธเจ้าŽ ขึ้นครองราชสมบัติในทันที



เมื่อข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) และการอัญเชิญ เจ้าทองลันŽ พระราชกุมารที่มีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ แพร่กระจายออกไป เจ้าเมืองใหญ่น้อยจากหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ย่อมตระเตรียมการเดินทางมาสู่พระนคร เพื่อถวายบังคมพระบรมศพและถวายพระพรพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่



แต่สมเด็จพระราเมศวรทรงเตรียมไพร่พลเพื่อการอื่น ทรงรอเวลาเช่นนี้มาอย่างยาวนานและน่าจะทรง พร้อมเสมอŽ สำหรับการทวงราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง



ด้วยเหตุนี้การรัฐประหารครั้งที่ ๒ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาจึงสำเร็จเด็ดขาดภายในเวลาเพียง ๗ วัน

แลจึงเจ้าทองลันพระราชกุมาร ท่านได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยาได้ ๗ วัน จึงสมเด็จพระราเมศวรยกพลมาแต่เมืองลพบูรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยา แลท่านจึงให้พิฆาฎเจ้าทองลันเสียŽ๗



ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับอื่นๆ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อยดังนี้

สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติŽ๘



และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึง เทคนิครัฐประหารŽ ไว้ว่า

เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรจนหมดพระสติแลสิ้นหวังว่าจะหายประชวร จึงแสดงพระองค์ขึ้นโดยเปิดเผย ทรงรวบรวมพวกข้าราชบริพารเท่าที่จะหาได้ขึ้นไว้อย่างลับๆ



ครั้นเมื่อพระราชกุมารขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงลอบเสด็จเข้าไปยังพระนครศรีอยุธยาในเพลากลางคืน บุกโจมเข้าไปในราชฐานแล้วกระทำประทุษร้ายแก่เยาวกษัตริย์ให้สำเร็จโทษเสียด้วยความขัดเคือง แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกครั้งหนึ่งŽ๙



สรุปว่าพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ตรงกันว่าทรง ยกพลมาแต่เมืองลพบุรีŽ ในทำนองยกพลเข้ายึดเมือง ส่วนวัน วลิต บันทึกว่าเป็น แผนลอบสังหารŽ คือ ลอบเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาในยามค่ำคืนŽ



ส่วนใครจะถูกหรือผิดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับตอนจบที่เหมือนกันคือ สมเด็จพระราเมศวรทรงทำรัฐประหารครั้งนี้สำเร็จโดยง่าย เป็นการนำกรุงศรีอยุธยาคืนจาก วงศ์พระอินทร์Ž แห่งสุพรรณบุรี กลับมาเป็นของ วงศ์พระรามŽ แห่งอโยธยาอีกครั้ง



การรัฐประหารที่จบลงด้วย บัลลังก์เลือดŽ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยานี้ ได้สร้างความยากลำบากต่อคำอธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพพอสมควร เพราะเมื่อคราวที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทำรัฐประหารสมเด็จพระราเมศวรครั้งก่อนนั้น ทรงเห็นว่าสมเด็จพระราเมศวรทรง ยอมŽ ยกราชบัลลังก์ให้แต่โดยดี โดยมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะมีการ คืนŽ ราชบัลลังก์ให้เมื่อสิ้นรัชกาล คล้ายกับความพยายามที่จะอธิบายเรื่องการ แทรกŽ ขึ้นสู่บัลลังก์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และจะ คืนŽ ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัตนโกสินทร์อย่างไรอย่างนั้น



ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมราชาธิราช น่าจะมีความตกลงหรือเข้าพระทัยกันว่า สมเด็จพระราเมศวรเป็นรัชทายาทของสมเด็จพระบรมราชาธิราช คือตกลงกันว่า เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชแล้ว ก็ให้สมเด็จพระราเมศวรเข้ามาครองกรุงศรีอยุธยาอย่างเดิม ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้สมเด็จพระราเมศวรไปครองเมืองลพบุรีอย่างเดิมŽ๑๐



แต่แล้วเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยกราชสมบัติให้กับเจ้าทองลัน พระราชโอรส เสมือนมีการ หักหลังŽ กันขึ้น ดังนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายแก้ให้ว่า



เห็นจะไม่ทันได้ทรงสั่งเสียจัดวางการเรื่องรับรัชทายาท ข้าราชการพวกหนึ่งซึ่งมีความนิยมต่อเจ้าทองลันหรือไม่นิยมต่อสมเด็จพระราเมศวร จึงยกเจ้าทองลันราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช อันหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ ว่ามีพระชันษาได้ ๑๕ ปี ขึ้นครองราชสมบัติŽ๑๑



แต่เมื่อเหตุการณ์รัฐประหารจบลงด้วยการนำเอากฎมนเทียรบาล ว่าด้วยการสำเร็จโทษเจ้านายมาใช้เป็นครั้งแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายในบรรทัดต่อมาว่า มีผู้นิยมต่อเจ้าทองลันน้อย



พอสมเด็จพระราเมศวรทราบว่าพวกข้างกรุงศรีอยุธยายกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติ ก็รีบรวบรวมไพร่พลยกลงมากรุงศรีอยุธยา เห็นจะไม่ได้มีผู้ใดต่อสู้เท่าใดนัก ด้วยผู้นิยมต่อเจ้าทองลันมีน้อย สมเด็จพระราเมศวรจึงได้กรุงศรีอยุธยา และจับเจ้าทองลันได้ภายใน ๗ วัน ถ้าหากว่าการที่ยกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติต้องด้วยความนิยมของคนทั้งหลาย เห็นสมเด็จพระราเมศวรจะชิงราชสมบัติได้ด้วยยาก หากจะได้ก็คงจะช้ากว่า ๗ วันŽ



สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพคงจะมีพระประสงค์ดี ไม่ต้องการให้คนเห็นว่าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเริ่มต้นด้วยการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ ดังนั้นจึงทรงอธิบายการรัฐประหารครั้งแรกของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่าเป็นการ ยอมŽ มากกว่า ยึดŽ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงออกไปอีกทางหนึ่ง จึงต้องทรง อธิบายแก้Ž อีกในครั้งต่อๆ มา แม้แต่คำว่า พิฆาตŽ ก็ทรงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง ทรงใช้แต่เพียงว่า จับเจ้าทองลันได้Ž

แต่สิ่งหนึ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งข้อสังเกตไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบจนบัดนี้ นั่นคือ ความนิยมต่อเจ้าทองลันŽ



เหตุใดสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงทรงเลือกเจ้าทองลันให้เป็นรัชทายาท แน่นอนว่าพระองค์คงจะต้องมีพระราชโอรสจำนวนมาก หากไม่นับ พระเทพาหูราชŽ ที่ประสูติจากพระมหาเทวีแห่งราชวงศ์สุโขทัย๑๒ ซึ่งคงจะเป็นการลำบากหากจะให้ ข้ามฟากŽ มาครองกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในเรื่อง ความนิยมŽ แต่พระราชโอรสพระองค์อื่นๆ ก็น่าจะมีไม่น้อย เพราะทรงเป็นทั้งกษัตริย์แห่งสุพรรณบุรีและกรุงศรีอยุธยา



แต่เหตุผลที่จะต้องเป็นเจ้าทองลันพระองค์นี้เท่านั้น ก็คงจะเป็นเพราะเป็นพระราชโอรสพระองค์โตหรือทรงเป็น หน่อพระพุทธเจ้าŽ ที่เกิดในเศวตฉัตรแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานั่นเอง



เพราะเมื่อเทียบเวลาที่ทรงครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๘ ปี กับพระชนมายุของเจ้าทองลันเมื่อขึ้นครองราชสมบัติคือ ๑๕ พรรษา (วัน วลิต ว่า ๑๗ พรรษา) ก็เป็นเวลาที่สอดคล้องกันพอดี



ส่วนพระราชโอรสในแผ่นดินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรีหรือสุโขทัย ล้วนไม่มีสิทธิเทียบเท่ากับเจ้าทองลันได้ และอาจจะก่อปัญหาเรื่อง ความนิยมŽ ที่เลวร้ายกว่ากรณีของเจ้าทองลันก็เป็นได้



อย่างไรก็ดี ความนิยมต่อเจ้าทองลันŽ ก็อาจจะไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญที่พระองค์ไม่สามารถรักษาเมืองจากการรัฐประหารครั้งนี้ได้ เพราะสมเด็จพระราเมศวรไม่ยอมรอนานไปกว่านี้อีกแน่ และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการรัฐประหารครั้งนี้ทรง เตรียมพร้อมŽ อยู่เสมอตลอด ๑๘ ปี



เมื่อการรอคอยสิ้นสุดลง สมเด็จพระราเมศวรทรงทำมากกว่าการยึดเมืองคืน ทรงสำเร็จโทษกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ และทรงสยบรัฐสุพรรณบุรีไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวอันจะเป็นภัยต่อกรุงศรีอยุธยาได้นานกว่า ๒๐ ปี ใน ๒ รัชกาล


รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร

กษัตริย์อันเป็นที่รักของขุนนางและราษฎร

สมเด็จพระราเมศวรทรงครองกรุงศรีอยุธยาไม่ยาวนานนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ทรงรอคอย คือเป็นเวลาเพียง ๗ ปี (บางฉบับว่า ๖ ปี) แต่นับว่าเป็น ๗ ปี ที่มีความหมายต่อราชวงศ์อู่ทองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางการเมืองภายในกรุงศรีอยุธยา และการควบคุมนครรัฐอื่นๆ ที่เคยมีปัญหากับกรุงศรีอยุธยา

พระราชพงศาวดารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสมเด็จพระราเมศวรมากนัก โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ไม่ได้พูดถึงเลยแม้แต่น้อย ส่วนฉบับอื่นๆ ก็พูดถึงแต่เพียงทรงทำศึกกับเชียงใหม่และกรุงกัมพูชา แต่ที่ชัดเจนคือ ตลอดรัชกาลของพระองค์กรุงศรีอยุธยาและกรุงสุโขทัย ไม่เคยกระทบกระทั่งกันเลย



ส่วน วัน วลิต ได้บันทึกเรื่องราวที่ทำให้เราได้รู้จักกับพระองค์มากขึ้นบ้าง โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงหลังจากทรงขึ้นครองแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงพระองค์ในทำนองว่าเป็นคนไม่ฉลาด โหดร้าย กระหายเลือด โลภ ตัณหาจัด และเรื่องในทางลบอื่นๆ จนเมื่อทรงขึ้นครองราชสมบัติครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ทรงเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว



พระองค์ได้ละพระนิสัยเดิมแล้วทั้งสิ้น ในรัชสมัยครั้งที่สองนี้ พระองค์ทรงพระคุณอันเลิศผิดกว่าความชั่วร้ายที่เป็นมนทินคราวเสวยราชครั้งที่แล้ว ทรงพระเมตตา มีพระการุณยภาพ ละเมียดละไม ไม่ด่วนลงพระราชอาญา แต่กลับพระราชทานอภัยโทษให้โดยง่ายดาย



พระองค์ทรงพระปัญญา สุขุมคัมภีรภาพ แกล้วกล้าในการใช้พระแสงบนช้างทรงและม้าทรง อีกทั้งอย่างทหารราบเดินเท้าด้วย ทรงบำเพ็ญทานแด่พระภิกษุสงฆ์แลยาจกวณิพก



ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไว้หลายแห่ง เนื่องจากทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา จึงมักเสด็จไปทรงสักการะบูชาพระพุทธเจ้า (gods - พระมหาเจดีย์ฐานทั้งห้า?) อยู่เนืองๆ ทำให้พระองค์ดูดุจภิกษุมากกว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์



พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชนŽ๑๓

ไม่ว่า วัน วลิต จะถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปเพียงใด แต่สำหรับประโยคที่ว่า พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชนŽ (He was much loved by the mandarins and the common man) ได้พิสูจน์ไว้อย่างชัดเจน เห็นได้จากการเมืองภายในและภายนอก ปลอดจากการรบกวนไปยาวนานทั้งในรัชสมัยของพระองค์ และรัชสมัยต่อมา ซึ่งปกครองโดยพระราชโอรสของพระองค์



แม้ภายนอกจะดูสงบก็จริงอยู่ แต่คลื่นใต้น้ำนั้นเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา มหากาพย์แห่งสองราชวงศ์ ทั้ง วงศ์พระรามŽ และ วงศ์พระอินทร์Ž จึงยังไม่ถึงตอนอวสาน


ปฏิวัติโค่น วงศ์พระรามŽ

ศักราช ๗๕๗ กุญศก สมเด็จพระราเมศวรเจ้านฤพาน จึงพระราชกุมารท่านเจ้าพระญารามเสวยราชสมบัติŽ๑๔



สมเด็จพระราเมศวรเสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช ๑๙๓๘ ด้วยพระชนมายุ ๕๖ พรรษา ครองราชสมบัติ ๗ ปี



สมเด็จพระราเมศวรทรงพระประชวรก่อนเสด็จสวรรคต ดังนั้นจึงน่าจะมีโอกาส สั่งราชการŽ ไว้ล่วงหน้าถึงองค์รัชทายาท หรือไม่เช่นนั้น สมเด็จพระรามราชาธิราชŽ ก็คงจะเป็น หน่อพระพุทธเจ้าŽ จึงได้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์โดยอัตโนมัติ



พระราชประวัติของสมเด็จพระรามราชาธิราชนั้น เรารู้เพียงว่าเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราเมศวรเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นปริศนา



แม้แต่จำนวนปีที่ทรงครองราชสมบัติก็ยังสับสน พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ระบุใกล้เคียงกันคือ ๑๔-๑๕ ปี, สังคีติยวงศ์ว่า ๓ ปี, วัน วลิต ว่า ๓ ปี เป็นต้น



หากยึดเอาพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่แม่นยำเรื่องศักราชที่สุดเป็นหลัก ก็จะได้ปีที่ทรงครองราชสมบัติตั้งแต่ปีจุลศักราช ๗๕๗-๗๗๑ นับปีเริ่มต้นและปีสุดท้ายด้วยก็จะได้ ๑๕ ปี



อย่างไรก็ดี จำนวนปีที่ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยานั้นไม่น่าสงสัยมากไปกว่า ไม่มีพระราชพงศาวดารฉบับใดที่กล่าวถึงพระราชกรณียกิจไว้แม้แต่เพียงเหตุการณ์เดียว เรื่องราวของพระองค์มาปรากฏ ก็เมื่อทรงถูกทำรัฐประหารในตอนท้ายเท่านั้น



ส่วน วัน วลิต ได้พูดถึงพระราชประวัติไว้เล็กน้อยดังนี้



พระราม กษัตริย์สยามองค์ที่ ๖ เสวยราช ๓ ปี



พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนม์ ๒๑ พรรษา ทรงพระนามพระราม (Prae Rhaem) เสวยราชอยู่ ๓ ปี...Ž



ข้อความต่อจากนี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระองค์ถูกทำรัฐประหาร แต่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากหลักฐานชิ้นอื่นอย่างมาก



พระองค์ทรงพระปัญญาน้อย ตัดสินพระทัยผิดพลาดที่ส่งพระเชษฐาของพระทองจัน (ซึ่งถูกพระราเมศวร พระราชบิดาพระองค์จับสำเร็จโทษ) ให้เสด็จไปครองเมืองสุพรรณบุรี (Soupanna Boury) และพระราชทานอำนาจให้ล้นมือ จนท่านเจ้าเมืองนี้ประสบชัยชนะและสามารถปลงพระชนม์กษัตริย์พระรามลงได้ แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์



ไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวถึง พระรามกษัตริย์พระองค์นี้อีกต่อไป ก็ดังกล่าวมาแล้วว่าพระองค์ครองราชอยู่เป็นเวลาอันสั้น มิได้ทรงกระทำสิ่งใดที่สลักสำคัญขึ้นไว้Ž๑๕



แต่หลักฐานจากพระราชพงศาวดารอื่นๆ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ตรงกันว่า การรัฐประหารเกิดขึ้นจากเสนาบดีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขัดแย้งกับสมเด็จพระรามราชาธิราชจนถึงขั้น แตกหักŽ



ศักราช ๗๗๑ ฉลูศก สมเด็จพระรามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าเสนาบดี แลท่านให้กุมเจ้าเสนาบดีๆ หนีรอด (แลข้ามไป) อยู่ฟากปท่าคูจามนั้น แลเจ้าเสนาบดีจึงให้ไปเชิญสมเด็จ (พระอินท) ราชาเจ้า มาแต่เมืองสุพรรณบูรี ว่าจะยกเข้ามาเอาพระนครศรีอยุทธยาถวาย...Ž๑๖



เจ้าเสนาบดีŽ ท่านนี้ ดูท่าจะเป็นใหญ่สูงสุดในบรรดาขุนนางอำมาตย์ และอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์อีกด้วย เพราะพระราชพงศาวดารฉบับนี้ไม่นิยมเรียกขุนนางอำมาตย์ทั่วไปด้วยคำว่า เจ้าŽ (พระราชพงศาวดารฉบับอื่นเรียกท่านผู้นี้ว่า เจ้าพระยามหาเสนาบดีŽ แต่ตำแหน่ง เจ้าพระยาŽ เกิดขึ้นหลังจากนี้หลายรัชกาล)



แต่จะเป็น เจ้าŽ ฝ่ายไหนนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพราะจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้เห็นที เจ้าเสนาบดีŽ คงจะไม่นับญาติกับ วงศ์พระรามŽ อีกต่อไป ดังนั้นพอหนีรอดได้ก็ ย้ายพรรคŽ ไปสนับสนุนเจ้า วงศ์พระอินทร์Ž ราชวงศ์สุพรรณภูมิทันที



ความผิดพลาดครั้งนี้ของสมเด็จพระรามราชาธิราช คือการปล่อยให้ เจ้าเสนาบดีŽ หนีไปตั้งหลักได้ คงคิดไม่ถึงว่าผลของมันจะบานปลายถึงขั้นนำไปสู่จุดจบของพระองค์ ความสงบเรียบร้อยตลอด ๑๕ ปี ที่ทรงรับอานิสงส์จากสมเด็จพระราเมศวรก็เป็นอันหมดสิ้นลง



เจ้าเสนาบดีŽ ไม่ได้หนีตายออกจากพระนครไปเพียงลำพัง แต่เป็นการ ยกพลŽ ออกจากพระนคร ก่อนจะตัดสินใจ ยกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครŽ ได้ในที่สุด โดยมีสมเด็จพระอินทราชาหรือสมเด็จพระนครอินทราธิราช เจ้าผู้ครองนครรัฐสุพรรณบุรี หลานของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ยกพลเข้ามาสนับสนุน



ครั้นแลสมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จมาเถิงไซ้ จึงเจ้าเสนาบดียกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครศรีอยุทธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติŽ๑๗



เทคนิครัฐประหารŽ ครั้งนี้คงเป็นการล้อมพระนครทั้ง ๒ ด้าน โดยมี เจ้าเสนาบดีŽ เป็นแม่ทัพใหญ่เป็นฝ่ายบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจากทางทิศใต้ของเกาะเมืองคือบริเวณปทาคูจาม จนกระทั่งบุกเข้าถึงพระราชวังหลวงปล้นเอาราชบัลลังก์ได้สำเร็จ



ฝ่ายสมเด็จพระอินทราชานั้นคงจะทรงเข้าร่วมเป็น ทัพสนับสนุนŽ นำกำลังพลล้อมพระนครฝั่งทิศเหนือหรือตะวันออกในคราวนี้ด้วย



เมื่อบุกเข้าพระราชวังได้ ทำรัฐประหารสำเร็จ เจ้าเสนาบดีŽ ท่านนี้ ก็ทำตัวเป็น ผู้จัดการรัฐบาลŽ โดยอัญเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป



หลังจากนั้นสมเด็จพระอินทราชาก็ไม่ได้ สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์Ž สมเด็จพระรามราชาธิราช เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเจ้าทองลัน พระญาติŽ ของพระองค์ ที่ถูกสมเด็จพระราเมศวรสำเร็จโทษไปเมื่อรัฐประหารครั้งก่อน แต่ทรงพระเมตตา ให้สมเด็จพระญารามเจ้าไปกินเมืองปท่าคูจามŽ ทางทิศใต้ของเกาะเมืองนั่นเอง

การรัฐประหารครั้งที่ ๓ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา มีผลทำให้ราชวงศ์อู่ทองสลายตัว หมดบทบาท และหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างถาวร



ศึกแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์อู่ทองกับราชวงศ์สุพรรณภูมิถึงตอนอวสานอย่างแท้จริง



ต่อจากนี้ไป ก็ได้เวลารบกันเองแล้ว!




เชิงอรรถ

๑ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับพิมพ์ตามฉบับพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. ๑๒๖, ๒๕๔๐), น. ๑.

๒ ประเสริฐ ณ นคร. สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร. (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑), น. ๓๑๑.

๓ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.

๔ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ม.ป.ป)., น. ๑๑.

๕ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.

๖ แสง มนวิทูร (แปล). ชินกาลมาลีปกรณ์. (กรุงเทพฯ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพงษ์สวัสดิ์ สุริโยทัย, ๒๕๑๘), น. ๑๑๒.

๗ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๘ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๑๖), น. ๑๑๕.

๙ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.

๑๐ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, น. ๔๒๗.

๑๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๒๘.

๑๒ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. ศาสนาและการเมืองกรุงสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, ๒๕๒๘), น. ๑๘.

๑๓ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.

๑๔ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๑๕ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๓.

๑๖ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๑๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๓.

Saturday, February 26, 2011

Synchronicity หรือ เหตุผลเบื้องหลังความบังเอิญ

เรียบเรียงจาก "Schöpfungsakte in der Zeit: Synchronizität oder Der Sinn hinter dem Zufall" จาก วารสาร Zeitgeist 3/2001 โดย Dr. rer. biol. hum. Theodor and Angela Seifert และ วิกิพีเดีย

เหตุการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดกับทุกคน คุณต้องการจะโทรศัพท์หาใครสักคนหนึ่ง แต่สายไม่ว่าง หลังจากนั้นคุณก็ได้ค้นพบที่หลังว่า เขาก็กำลังโทรมาหาคุณเหมือนกัน โดยที่เขาไม่ใช่คนที่คุณจะเจออยู่ทุกวัน แต่เป็นคนที่ไม่ได้เจอกันนานแสนนาน สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่จากกันแสนนาน คุณก็คงจะสงสัียความบังเอิญนี้ คุณอาจจะคิดว่าสิ่งนี้มีความหมายว่าอะไร คงไม่ใช่ความบังเอิญล้วนๆแน่นอน มันยังมีเหตุการณ์แบบนี้อีกมากมายที่ทำให้เราบางครั้งทำให้เราประหลาดใจ บางครั้งทำให้เราอมยิ้ม สะกิดความดีใจให้เราเบิกบาน แต่บางครั้งก็ทำให้เราถึงกับสั่่นไหว แล้วมันมาจากไหน มันฝากข้อความหรือหมายความว่าอย่างไร เเล้วใครที่จัดฉากแบบนี้ให้ ทุกคนได้เจอแบบนี้กันหรือเปล่า หรือแค่คนแปลกๆบางคนเท่านั้น

นายแพทย์และจิตวิทยา ชาวสวิส คาร์ล ยุง (Carl Jung, 1875-1961) เป็นคนแรกที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เขาเชื่อว่านอกเหนือจากกฏแห่งเหตุและผลที่พิสูจน์ให้ประจักษ์ได้และแน่นอน (causal events) มันยังมีกฏอื่นที่เป็นความเชื่อมโยงที่กฏแห่งเหตุและผลทั่้วไป แต่เป็นเรื่องที่สามัญสำนึกบอกว่ามันเกี่ยวข้องกัน ห่วงโซ่แห่งเหตุการณ์นี้ ยุง เรียกมันว่า Synchronicity ที่พอแปลเป็นไทยได้ว่า เหตุการณ์ที่มีความพ้องกันของเวลาการเกิด (temporally coincident occurrences of acausal events) ซึ่งกว่าที่ ยุงจะตีพิมพ์งานชิ้นนี้ก็ใช้เวลานานมาก (คิดค้นประมาณ 1920 ตีพิมพ์ครั้งแรก 1952) เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ขัดกับเหตุแลผลของวงการวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมันในสิ่งที่เห็นประจักษ์ได้เด่นชัดแน่นอน



แผนภาพอธิบายเหตุการณ์ในธรรมชาิติที่รวมซิงโครนิซิตี้ไ้ว้ด้วยกับเหตุการณ์ทั่วไปและปรากฏการณ์ทางควอนตัมฟิสิกส์ โดย คาร์ล ยุง และ โวล์ฟกัง เพาลี พลังงาานที่ถูกทำลายไม่ได้นี้เเทนพลังงานทั้งหมดที่เหลือจากในกระบวนการทางกายภาพ รวมถึงพลังงานที่เปลี่ยนจากวัตถุมาด้วย ซึ่งพลังงานนี้จะเผยตัววิวัฒน์บนกาลและอากาศ เป็นตัวที่สร้างซิงโครนิซิตี้ ที่เพิ่มช่วยอธิบายเหตุผลของการเกิดแต่ละเหตุการณ์ว่านอกจากการเกิดแบบเหตุผลทั่วไปอย่างประจักษ์ได้ (causal events)ยังมีเหตุผลของเหตุการณ์ที่เป็นแบบ acausal events (ซิงโครนิซิตี้) ด้วย


ยุงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ดีจึงรอให้เพื่อนร่วมงานของเขา Marie-Louise von Franz ตีพิมพ์หนังสือ Psyche und Materie (จิตและวัตถุ) ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันก่อน เพื่อจะได้พิสูจน์ทฤษฏีของเขาในหลายๆรูปแบบ ซึ่งหลังจากนั้น โวล์ฟกัง เพาลี นักควอนตัมฟิสิกส์ก็ได้ยืนยันว่าซินโครนิซิตี้นี้เกิดได้ในระดับอะตอมเช่นกัน (non-local process from Bell) และอธิบายว่าในระดับล่างสุดที่ไม่มีอนุภาคคงอยู่ มีความเป็นไปได้ของรูปแบบ (form) ที่สามารถทำให้เกิดความเป็นไปได้นี้ มันเหมือนกับการถ่ายทอดสัญญาณความคิด (นามธรรม) แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องถ่ายทอดสัญญาณทางกายภาพ (รูปธรรม) ไปด้วย

และด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้มีจริง มิใช่แค่เพ้อไป แต่เรายังไม่สามารถอธิบายมันได้ เมื่อเราพยายามจะอธิบายมันด้วยเหตุผลทางนามธรรมและความรู้สึก มันก็ชวนเราตั้งคำถามถึงเหตุผลของความบังเอิญนี้ ยุงและนักจิตวิทยาบำบัดคนอื่นๆพบจากการตรวจผู้ป่วยทางจิตว่า พวกเขาป่วยเมื่อเขาไม่สามารถหาเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ได้ และเมื่อพวกเขาหาความหมายได้ ชีวิตเขาก็กลับมาเป็นปกติ ยุงจึงสรุปต่อไปว่า นอกจากซิงโครนิซิตี้มีจริงเกิดขึ้นได้ตามเหตุและผลแล้วแต่ละครั้งที่เกิดยังมีความหมายที่สำคัญอีกด้วย บทสรุปนี้ทำให้หลายคนปวดหัวจนถึงวันนี้ คุณสมบัิติแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับวิทยาศาสตร์สาขาอื่นเช่นกัน อย่าง โรเจอร์ เพนโรสที่ค้นพบ รูปทรงเรขาคณิตใหม่ๆ หรือ อัลเิบิร์ต ไอน์สไตน์ที่คิดทฤษฎีฟิสิกส์อันโด่งดัง พวกเขาต่างบอกว่าพวกเขาไม่ได้ป็นผู้ค้นพบแต่ทฤษฎีเหล่านั้นแ่ต่เป็นทฤษฎีหรือสมการเหล่านั้นผู้เลือกให้พวกเขาเปิดเผยมันออกมา

ความหมายของซิงโครนิซิตี้แต่ละครั้งก็เช่นกัน ที่มีขึ้นก่อนแล้วแต่อยู่ห่างไกลออกไป ทันใดก็ผุดบังเกิดให้ความหมายกับชีวิตให้เราเคลื่อนต่อไป ในแต่ละคร้งที่เกิด มันจะให้ความหมายใหม่ๆกับชีวิตและมักจะให้สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราที่สุดในวินาทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นของส่วนตัว เห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะทำซ้ำกับคนอื่นได้ หรือกล่างอีกอย่าง ซิงโครนิซิตี้นำความสำคัญ ศักดิ์ศรี ของปัจเจกกลับมา ปลดปล่อยตัวเองออกจากกับดักของความเฉยชาที่เห็นตัวเองไร้ค่า ให้ความสดใหม่กับชีวิต มันเปิดพื้นที่แห่งเสรีภาพโดยการปลดเปลื้องพันธนาการของห่วงโซ่แห่งเหตุผลที่ประจักษ์ได้และความรู้สึกผิดที่ติดมาจากโลกอันน่าเบื่อออกไป

ตัวอย่างที่คลาสสิคจากรายงานผลการวินิจฉัยผู้ป่วยของยุง คือ สารจากแมงทับศักดิ์สิทธิ์ (scarabaeus) ยุงเขียนไว้ว่า “ในช่วงเวลาสำคัญของการรักษาผู้ป่วยหญิงสาวคนหนึ่ง เธอได้ฝันว่าได้แมงทับศักดิ์สิทธิ์สีทองเป็นของขวัญ ระหว่างที่เธอเล่าเรื่องนี้ ผมก็นั่งหันหลังให้หน้าต่างที่ปิดสนิท ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรมาเคาะที่หน้าต่าง ผมหันหลังไปดูก็พบแมลงตัวหนึ่งกำลังบินชนหน้าต่างอยู่... มันเป็นดั่งภาพเหมือนอุปมา (analogy) ของแมงทับศักดิ์สิทธิ์นั้น ที่ต้องการสื่อสารกับเรา” ประสบการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นประสบการณ์อันน่าตื่นตาของยุง แต่ยังเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งยวดในการรักษาผู้ป่วยหญิงคนนี้ เธอมีอาการดีขึ้นและสามารถออกจากการดูแลพิเศษมาสู่การรักษาแบบปกติได้ การเชื่อมโยงภายในและภายนอกคือ กระบวนการหลักของซินโครนิซิตี้

่ยุงยังได้เสนอต่อไปว่า ซิงโครนิซิตี้เป็นหลักฐานสำคัญของแนวคิดของเขาเรื่อง ต้นแบบโบราณ (archetype) และ จิตไร้สำนึกร่วม (collective unconscious) ที่พยายามอธิบายทุกอย่าง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคำสอนทางศาสนาทุกศาสนา เพราะซิงโครนิซิตี้สามารถอธิบายหลักการที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งหมด รวมถึง ประวัติศาสตร์ สังคม อารมณ์ จิตวิทยาและจิตวิญญาณ ยุงเชื่อว่าเหตุการณ์บังเอิญต่างๆที่คิดตามเหตุผลทัึ่วไป (causual events) เป็นเหตุการณ์ที่เเสดงถึงกฏที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังได้ ที่เขากับเพาลี เีรียกว่า "Unus mundus" ระเบียบระดับลึกที่นำไปสู่การหยั่งรู้ตนเอง เป็นเหมือนกับการตื่นทางจิตวิญญาณ (ปิ๊งเเว่บ หรือที่ เฮสเสเรียกว่า เสียงเรียกจากภายใน)

ยุงถือว่านี่เป็นการสร้างสรรค์ในเวลาชั่วขณะ (act of creation in the time) ที่มีส่วนร่วมในการวิวัฒนาการทางจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเทียบได้กับแนวคิด "ปัจจุบันอันเป็นนิรันดร์" ของมาสเตอร์ เอ็กฮาร์ดท์ (Master Eckehart) หรือ "ธรรมะจัดสรร" ในพุทธศาสนา ซึ่งกระบวนการนี้ของซิงโครนิซิตี้ยังสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎี morphogenetic field (สนามสัณฐาณก่อรูป) และ morphic resonance (การสั่นพ้องก่อรูป) ของ รูเพิร์ต เชลล์เดรก ได้ว่า เมื่อเกิดการสั่นพ้องของอย่างน้อยสองสิ่งขึ้นมา จะเกิดการก่อรูปขึ้นมาใหม่จะทำให้เกิดพลังงานที่มีผลข้ามพื้นที่และเวลา ส่งผลให้เกิดสนามใหม่ได้ที่เป็นการสร้างสรรค์และเหมาะสมกับสิ่งนั้นมากขึ้น

โดยสรุป ซิงโครนิซิตี้ เหมือนคำเตือนให้เรากลับมาหาเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เป็นภูมิคุ้มกันความจำเจในความรู้สึกที่มนุษย์พัฒนาได้มากับวิวัฒนาการ เพื่อป้องกันอาการป่วยทางจิตวิญญาณ และที่สำคัญยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการพัฒนาตัวเองไปสู่การหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณที่เสมือนร่องรอยบอกทางในชีวิตได้







ล้อมกรอบ 1 อะไรคือซิงโครนิซิตี้

ซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity) เป็นประสบการณ์ของเหตุการณ์ตั้งแต่สองเหตุการณ์ขึ้นไปที่เกิดขึ้นอย่างไม่เกี่ยวพันกันตามเหตุผลทั่วไป หรือ ไม่น่าจะเกิดขึ้นด้วยกันอย่างบังเอิญ ที่ถูกมองว่าการเกิดด้วยกันนั้นมีความหมาย แนวคิดนี้เริ่มต้นโดย คาร์ล ยุง (1875-1961) ช่วงปี 1920 (สมัยรัชกาลที่ 6) แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งคำถามหรือแข่งกับแนวคิดเรื่องเหตุผลทั่วไป แต่เพียงแต่จัดกลุ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความหมายของมัน เพราะความหมายเป็นระบบความคิดที่ซับซ้อนที่เกิดจากจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ดังนั้นไม่จำเป็นที่ทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์จะสามารถให้คำอธิบายได้ด้วยเหตุผลทั่วไป

ยุงได้แบ่งซิงโครนิซิตี้เป็นสามแบบ
1. เหตุการณ์ภายนอกที่ตรงกับประสบการณ์ภายใน
2. ฝันหรือนิมิตที่ตรงกับเหตุการณ์ภายนอก
3. ภาพภายในที่บอกอนาคต (เดจาวู)

ต่อมายุงก็พยายามขยายขอบเขตของซินโครนิซิตี้ไปสู่โหราศาสตร์และปรจิตวิทยา (parapsychology) อย่างไรก็ตาม ยุงไม่เคยสามารถแสดงสถิติที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับซิงโครนิซิตี้ได้เลย


ล้อมกรอบ 2 ซิงโครนิซิตี้ในสังคม

ซิงโครนิซิตี้นำพาเราไปสู่ประสบการณ์แปลกใหม่ที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอง แต่ที่ๆเราพบซิงโครนิซิตี้ได้บ่อยและคุ้นเคยที่สุดคงเป็นในภาพยนตร์ ที่เป็นศิลปะการรวมเหตุการณ์ ภาพ ดนตรี ต่างๆ สั่นพ้องพร้อมกันทำให้เกิดประสบการณ์ซิงโครนิซิตี้เสมือนจริงไ้ด้ จนถึงขนาดบางคนบอกว่า ภาพยนตร์ทำให้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป บางทีนี่เป็นสาเหตุที่ธุรกิจภาพยนตร์เจริญรุ่งเรืองเพราะสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของคนได้ นอกจากนี้ซิงโครนิซิตี้ยังถูกอ้างอิงในภาพยนตร์โดยตรงหลายเรื่องเช่น The eagle has landed (1976), Repo man (1984)

อนึ่งซิงโครนิซิตี้อาจถูกเร้าให้เกิดได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดโปร่งเช่น จากการสุนทรียสนทนา ที่เป็นวงเล่าเร้าพลัง ที่เปิดโอกาสให้ทุกความเป็นไปได้เพราะความคิดทั้งหมดในวงรวมทั้งจิตใต้สำนึกสามารถไหลเวียนระหว่างวงและผู้สนทนาในวงอย่างมีพลวัตร

Saturday, November 13, 2010

ภูมิปัญญาจากภาษิตท้องถิ่นแอฟริกา

วันนี้ไปเดินเล่นในเมือง เข้าร้านหนังสือเจอหนังสือรวมข้อคิดจากแอฟริกา ตอนแรกคิดดูถูกว่าทวีปนี้ที่ไม่มีอารยธรรมใหญ่ๆมันจะมีอะไรลึกซึ้ง แต่พอเปิดมาอ่านดู ทำให้ตัวเองประทับใจ หลายภาษิตถือว่าคมคายมาก คนเหมือนกันไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใด อารยธรรมแบบไหน ก็มีความรู้ที่สั่งสมกันมาหลากหลายและลึกซึ้งเช่นเดียวกัน มีอะไรคล้ายๆกันเลยกับภาษิตจากชาิติอื่นๆ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์เคยบอกว่า "ความรู้ ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้จากโรงเรียน แต่คือสิ่งที่คุณสะสมมาทั้งชีวิต (ในที่นี้ก็เป็นสิ่งที่สะสมมารุ่นสู่รุ่นได้เช่นกัน)" ผมจึงขอคัดลอกบางส่วนมาแปลแ่บ่งกันอ่านกันไว้ที่นี่ครับ

"แนบหูซ้ายไว้กับพสุธา แล้วหูข้างขวาจะเปิดรับเสียงฟ้า"
จาก แอฟริกากลาง

"คนที่มองแต่ฟากฟ้า จะไม่สามารถค้นพบสิ่งสำคัญบนพื้นดิน"
จาก กาน่า และ โตโก

"สังคมที่แท้จริงเริ่มจากหัวใจของผู้คน"
จาก มาลิโดม่า โซเม่ นักเขียนจากแอฟริกาตะวันตก

"ความผิดดังภูเขา เรายืนอยู่บนยอดเขานั้นกล่าวว่าความผิดของผู้อื่นโดยไม่เห็นของตัวเอง"
จาก แอฟริกาตะวันตก

"เป็นเพื่อนกับสัตว์ป่า ง่ายกว่าเป็นเพื่อนกับคนขี้นินทา"
จาก ชาวมอริเชียส

"เมื่อเจ้าเลี้ยงดูเด็กชาย เจ้าจะได้ผู้ชายหนึ่งคน เมื่อเ้จ้าเลี้ยงดูเด็กหญิง เจ้าจะได้ปวงชน"
จาก กาน่า

"ตามรอยแม่น้ำ เจ้าจะพบมหาสมุทร"
จาก ชาวสวาฮิลี

"ในชีวิตคนหนึ่งคนจะมีช่วงเวลาพริบตาที่กำหนดชีวิต"
จาก แอฟริกาตะวันออก

"คนไม่รู้จักต้นไม้ ใช้ไม้ได้แค่ไม้ขีดไฟ"
จาก อูกันดา

"ความหวังเป็นเหมือนดั่งหมุดหมายแห่งโลก"
จาก แอฟริกาใต้

"สูเจ้าผู้ใดคิดทำการใหญ่ มันผู้นั้นต้องเดินทางไกลผ่านหลายราตรีกาล"
จาก แอฟริกาเหนือ

"ความจนเหมือนดั่งสิงโต ถ้าไม่สู้มัน เจ้าก็ถูกมันกิน"
จาก เผ่า ฮายา

"การช่วยเหลือผู้อื่น หาใช่การละเลยตัวเอง"
จาก เผ่า มัมพรุสซี่

"ปีนต้นไม้ต้องเริ่มจากโคน หาใช่จากยอด"
จาก เผ่า ชี่

"กินข้าวคนเดียว ก็เหมือนตายไปคนเดียว"
จาก เผ่า มามพรุสซี่

"ไฟที่เผาหญ้าเลวได้ ก็เผาหญ้าดีได้เหมือนกัน"
จาก เผ่า กานดา

"ข้าีชี้ดวงจันทร์ให้เจ้าดู แต่เ้จ้ากลับเห็นเพียงแค่นิ้วของข้า"
จาก เผ่า ซูกูม่า

ภาษิตสุดท้ายนี้เรื่องการชี้ดวงจันทร์นั้นตรงกับนิทานเซนอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่ง บรูซ ลี ได้นำไปใส่ไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Enter the dragon ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายของตัวเองด้วย ภูมิปัญญานี้ได้อยู่ในฉากการสอนศิษย์น้อยคนนึงให้จิตใจมีสติ สมาธิ (emotional content) ไว้เสมอทุกเวลาที่อยู่ต่อหน้าศัตรู โดยไม่ต้องสนใจปรากฏการณ์มายาภาพที่หลอกล่อ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ศัตรูอันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงดุจนิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ อย่าไปเพ่งที่นิ้วมือ ให้จิตใจไหลลื่นมองผ่านนิ้วมือไปแล้วจะเห็นดวงจันทร์ เป้าหมายที่แท้จริง

ข้อคิดนี้ช่างแสนลึกซึ้งที่ อาจารย์เซน บรูซ ลี และ ชาวเผ่าในแอฟริกาก็ได้ถ่ายทอดข้อคิดนี้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังสืบมา

ด้วยจิตคารวะ บรรพชนของมนุษยชาติ

(แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันที่ http://www.ffgleo.de/wb/media/news/2010_Afrikanachmittag/Weisheiten%20aus%20Afrika.pdf และ http://www.afrika-start.de/afrikanische-sprueche-und-weisheiten/)

Monday, October 11, 2010

เป็นคนหรือไม่? อยู่ที่ความหมายไม่ใช่ที่สมอง

ผมเพิ่งอ่านบทความ อาจารย์ หมอ ประสาน ต่างใจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553 แล้วพบว่าน่าสนใจ แต่พบว่าอ่านยากมากเลยลองเรียบเรียงใหม่ให้กระชับขึ้น ตัดบางอย่างออก และเติมคำบางคำเพิ่มเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็ลองอ่านกันดูนะครับ:-)

ที่มา http://www.thaipost.net/sunday/101010/28515

เราคงไม่ชอบ หรือบางคนอาจจะโกรธเสียด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าถูกดูถูก-หากใครมาพูดใส่หน้าตรงๆ ว่า “คุณเป็นคนที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับใครๆ เลย-รู้มั้ย?” เพราะเราคิดว่า เรา-และจริงๆ แล้วทุกคนในโลกเลย ต้องมีความหมายไม่อะไร-ก็อะไรซักอย่างกับคนที่รักเรา เช่น แม่ของเราคนนั้นๆ ความหมายจึงเหมือนเป็นคู่กับความรักในกรณีนี้ แต่ในกรณีทั่วๆ ไป ทั้งความหมายกับความรักเป็นเรื่องของจิตคนละอย่างและคนละส่วนของวิวัฒนาการกัน ความหมายจึงเป็นจุดมุ่งหมาย (purpose)

มนุษย์หลายคนจึงคิดว่า ความหมาย เป็นเรื่องที่สมองกำหนดมาให้มี แต่จากงานวิจัยของวิทยาศาสตร์ใหม่ พบว่า แม้สมองจะเหมือนกับ
อวัยวะอื่นๆ เช่นเดียวกับหัวใจ ตับ ไต ปอด ฯลฯ ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามนั้น โดยประสานงานกันเพื่อให้เราและสัตว์เหล่านั้นอยู่รอด บนโลกนี้จักรวาลนี้ เช่นกัน - โดยแต่ละอวัยวะก็มีหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นอิสระ แม้ว่าจะประสานกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน

ผู้เขียนและนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงคิดและเชื่อว่าสมองก็มีหน้าที่ที่เป็นอิสระเหมือนกับอวัยวะอื่นที่ยกมาเช่นเดียวกัน นั่นคือ สมองมีหน้าที่หลักในการบริหาร (carried out order) จิตไร้สำนึกของจักรวาล ให้เป็นจิตสำนึกใหม่และใหม่ๆ ตลอดเวลาไปตามความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ส่วนคำถามที่บางคนอาจจะถามว่า “แล้วใครหรือสิ่งอะไรล่ะ? ที่เป็นผู้บัญชาให้จิตไร้สำนึกโดยรวมของจักรวาลเข้ามาอยู่ในสมองคนแต่ละคนเป็นปัจเจก แล้วสั่งให้สมองนั้นบริหารจิตไร้สำนึกให้เป็นจิตสำนึก?” ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า อาจจะตอบว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง” ซึ่งวิทยาศาสตร์ใหม่ของมาตาเรลลาจะบอกว่า มันคือระบบจัดองค์กรให้กับตนเอง (self-organizing system) แต่ศาสนาที่มีพระเจ้าทั้งหลายที่เชื่อตามความเคยชินของมนุษย์ว่า ถ้าไม่มีเหตุแล้วจะมีผลได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น จักรวาล โลกและทุกๆ อย่างจึงต้องมีผู้สร้างทั้งหมดนั้นขึ้นมา และผู้สร้างที่อยู่ข้างนอกการสรรค์สร้างนั้น ก็คือ พระเจ้านั่นเอง ดังนั้นสมองก็เป็นเช่นอวัยวะที่อยู่ในร่างกายทั้งหลาย นั่นคือ มันจะมีหน้าที่หลักเช่นเดียวกับหัวใจ ซึ่งมีหน้าที่ปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกาย จิตไร้สำนึกจักรวาลจึงไม่ใช่สมองและไม่ใช่กาย แต่มาจากจักรวาลนอกรูปกายของตัวตนคนนั้นๆ ดังนั้นใคร่ขอบอกอีกครั้ง ไม่ว่าใครจะเชื่อเป็นตรงกันข้ามถ้าหากเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และคิดอย่างมีเหตุผลบนหลักฐานของงานวิจัยแล้วไม่ใช่เชื่อแบบที่ไม่ฟังอะไร ทั้งไม่ยอมอ่านดูหลักฐานอะไรทั้งนั้น “ข้าจะเชื่อของข้าอย่างนี้ มีอะไรมั้ย? ถ้าพูดกันอย่างนั้นก็จนปัญญา จิตที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย เช่น จอห์น เอคเคิลส์ วิลลิส ฮาร์แมน จอร์จ วอลด์ ฯลฯ และแม้แต่นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษคนหนึ่ง เซอร์ คาร์ล ป๊อปเปอร์ ก็เชื่อว่าการวิจัยหลากหลายในปัจจุบัน ต่างล้วนแลัวแต่ชี้บ่งไปทางเดียวกัน นั่นคือ จิตไม่ใช่สมอง วิลเดอร์ เพ็นฟิลด์ ศัลยแพทย์สมองที่ฝีมือเยี่ยมที่สุดของแคนาดา ผู้ที่ทีแรกไม่เชื่อว่าจิตกับสมองแยกจากกันเป็นคนละเรื่องในทีแรก ดังที่ได้เคยเล่าไปแล้วที่นี่เมื่อวันก่อน วิลเดอร์ เพ็นฟีล์ดได้บอกกับจอร์จ วอลด์ - หลังจากเขาใช้เวลาผ่าตัดสมองผู้ป่วยจนแทบนับไม่ถ้วนเพื่อหาตำแหน่งของจิตในสมอง - ว่า “จะบอกอะไรให้ จิตมันไม่ได้อยู่ในสมองอย่างแน่นอน” แต่สมองมีความสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ เพราะมันให้ตัวรู้ที่รู้ว่าฉันเป็นผู้ที่รู้นั้น


เมื่อสมองไม่ใช่จิต ไม่ได้เป็นตัว "ให้" ความหมาย แก่แต่ละอย่างที่เรารับรู้แล้ว แล้วจริงๆ ความหมาย (meaning) ที่เราพูดถึงอยู่มันคืออะไร

ความหมาย (meaning) ในที่นี้หมายความถึง “ความสำคัญของความหมายอันละเอียดที่สุดแสนละเอียดที่ซ่อนไว้จากสิ่งที่เรารู้ตามปกติ”

แล้วมันมาจากไหน

มาจากสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เรารู้ตามปกติจะต้องประกอบด้วย 3 อย่างคือ
1.เราต้องมีสติที่จะรับรู้
2.การรู้ต่างๆ ของเรานั้นต้องอาศัยตัวรู้หรือจิตรู้หรือจิตสำนึก
3.รู้ว่าสิ่งอันสำคัญนั้นคืออะไร? และรู้ว่ามันมีความสำคัญอย่างไร?

แต่สิ่งพวกนี้นั้นปกติเราไม่รู้ ที่เราสามารถจะทำได้คือ รอคอยให้สิ่งที่สุดแสนจะละเอียดนั้น-ออกมาจากที่ซ่อน เพื่อที่เราจะได้รู้ด้วยจิตรู้หรือจิตสำนึกปกติของเรา ถ้าหากมันไม่ออกมาจากที่ซ่อนและไม่มีทางที่จะให้มันออกมาได้ตามปกติธรรมดา เราก็ไม่มีทางรู้ ยกเว้น 2 กรณีอันไม่ปกติเลยคือ 1.เราเป็นผู้วิเศษ เป็นฤๅษี 2.เราอาจรู้ได้ด้วยจิตจักรวาลซึ่งเป็นจิตไร้สำนึก (unconsciousness continuum AS consciousness) เช่น คนที่ตายไปแล้ว แต่ยังไม่เกิดใหม่ หรือ “ชีวิตระหว่างภพ (life between life)”

ถ้าหากเราแปลคำว่าความหมาย (meaning) อย่างหนึ่งเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เดวิด โบห์ม นักควอนตัมฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ คนหนึ่งของโลก - เพื่อนต่างวัยกันของกฤษณามูรติ ปราชญ์แห่งพุทธศาสนาที่ตายไปไม่นานนัก (1986 A.D.) ความเห็นของทั้ง 2 คน ก็เป็นไปได้ที่อาจจะถูก เพราะมันใกล้เคียงกับพุทธศาสนาในเรื่องที่มาของจักรวาล

เดวิด โบห์ม บอกว่า จักรวาลเป็นองค์รวมที่เป็นทั้งหมด (wholeness) ซึ่งเป็นความจริงทางควอนตัมฟิสิกส์ โดยเดวิด โบห์ม บอกต่อไปว่าในรายละเอียดนั้น จักรวาลจะเคลื่อนตัวเองโดยการเคลื่อนที่เป็นวงจรอยู่ตลอดเวลา (holomovement) ด้วยลักษณะเหมือนกับหยดหมึกลงไปในถังน้ำเชื่อมที่เหนียวข้น ซึ่งเมื่อกวนน้ำที่เหนียวข้นนั้นไปทางหนึ่ง หยดหมึกนั้นจะละลายหายไปในน้ำเชื่อมนั้น แต่ถ้าเรากวนน้ำเชื่อมนั้นในทางกลับกัน หยดหมึกที่หายตัวไปโดยละลายในน้ำเชื่อมหรือ “เป็นองค์กรที่ซ่อนตัวเอง” (enfold) อยู่ในน้ำเชื่อมนั้นก็จะโผล่ปรากฏออกมาเป็นหยดหมึกเหมือนเดิม คือเป็นเสมือน “องค์กรที่คลี่ออกมาจากที่เคยซ่อนตัวเองอยู่นั้น” (unfold หรือ implicate order ก็ได้) และหยดหมึกหรือองค์กรที่ “ซ่อนตนเอง” และ “คลี่ขยายตนเอง” (enfold and unfold) จะเคลื่อนตัวเองเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งที่ว่าง อวกาศ (space) ของจักรวาลก็จะเป็นประหนึ่งน้ำเชื่อมที่ข้นนั้น

ส่วนองค์กรที่จะ unfold แล้วแทนที่หยดหมึกที่อยูในน้ำเชื่อมที่ข้นเหนียวหนืด มี 3 องค์กรคือ
1. ความหมาย (meaning) ที่ผู้เขียนคิดว่าคือจิตไร้สำนึกนั้น
2. พลังงาน (energy)
3. สสารวัตถุ (matter)
ทั้งหมดจะผลัดกันซ่อนเร้นตัวเองแล้วก็ผลัดกันคลี่ขยายตัวเองออกมาเรื่อยๆ

ที่ผู้เขียนพูดว่ามีความใกล้เคียงกับพุทธศาสนาก็เป็นดังได้อธิบายไว้ในคอลัมน์นี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คือพุทธศาสนาในระยะแรกๆ บอกว่า ที่ว่างหรืออวกาศนั้นเป็นต้นตอที่กำเนิดของจิตไร้สำนึกก่อนจะมีจักรวาล หรือก่อนมีบิกแบ็งเสียอีก นั่นคือก่อนมีจักรวาลจะมีที่ว่างหรืออวกาศ จิตไร้สำนึกที่แยกออกจากกันไม่ได้กับพลังงานจะปรากฏขึ้นมาจากที่ว่าง อวกาศนั้น ตอนนี้ก็คล้ายๆ องค์กรซ่อนตัวเองที่คลี่ขยายออกมาจากองค์กรที่ซ่อนเร้นตนเอง (unfold ออกมาจากที่มันซ่อนเร้นตัวอยู่ enfold or implicate order) ในที่ว่างอวกาศ - นั่นคือ ความหมายที่ผู้เขียนว่าคือจิตไร้สำนึกนั้น พอมีจักรวาลขึ้นมาแล้ว จิตไร้สำนึกก็เข้าไปอยู่ในทุกๆ ที่ว่าง (infiltrate and permeate) เรียกว่าจิตร่วมจักรวาลตามนักควอนตัมฟิสิกส์และเซอร์อาร์เธอร์ เอดดิงตัน บอก ซึ่งตรงกับที่ชวนจื่ออธิบายเต๋าไว้ หรือ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ปราชญ์บนรถเข็นก็กล่าวว่า จักรวาลออกมาจากสิ่งที่ไม่อะไรเลย ซึ่งองค์กรซ่อนตัวเองของโบห์มนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติ (Erwin Laszlo) เรียกว่าควอนตัมสุญญากาศ (quant um vacuum) - ที่เดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้ว่ามีจริง (Casimir’s effect) นั่นคือความว่างเปล่าที่เป็นความเต็มที่พุทธศาสนาบอก ที่ผิดไปก็ตรงที่พุทธศาสนาบอกว่าจิตปฐมภูมิแยกออกจากพลังงานปฐมภูมิไม่ได้หนึ่ง กับสสารวัตถุรุปกายที่แยกออกมาจากที่ว่างอวกาศ “หลัง” ที่มีจักรวาลแล้ว ซึ่งเดวิด โบห์ม ไม่ได้บอกเช่นนั้นอีกหนึ่ง
ไม่ว่าจะเชื่อเดวิด โบห์ม ตามนักควอนตัมฟิสิกส์มีชื่อหลายคนเชื่อ หรือเชื่อในพุทธศาสนาเรื่องจักรวาลหรือไม่? แต่ผู้เขียนเชื่อ ความหมายไม่ใช่เรื่องของสมองแน่ๆ.

Tuesday, August 17, 2010

รีวิวหนัง: ลุงบุญมีระลึกชาติ (จากนักวิจารณ์เยอรมัน)

ภาพยนตร์ "ลุงบุญมีระลึกชาติ"
ประเภท ตลก

ลุงบุญมี หมอผีที่ประตูแห่งความตาย

อันที่จริงแล้ว หนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับชาวไทย อภิชาิตพงศ์ วีระเศรษฐกุล ไม่มีทางที่จะหาคำอธิบายได้ ดังนั้นต้องดูด้วยตัวเอง และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่คานส์ปีนี้ ต้องออกจากโรงก่อนเวลา แต่ใครที่ทนอยู่จนจบได้ จะได้รางวัลเป็นประสบการณ์หนังที่ภาพยนตร์สมัยนี้น้อยครั้งจะให้ได้ เพราะความยากที่จะควบคุมขนาดของหนังและความยากที่จะตีความความเชื่อและโลกของผู้กำกับในหนัง ทำให้ "ลุงบุญมีระลึกชาติ" เป็นความงามที่แปลกประหลาด และเป็นความแปลกประหลาดที่งดงาม

ลุงบุญมี (ธนพัฒน์ สายเสมา) รู้ตัวหลังจากอาการไตวายว่าตัวเองจะเหลือเวลาอีกไม่นาน จึงอยากจะกลับบ้านที่อีสานเพื่อรอความตายในแวดล้อมของครอบครัวและคนรู้จัก ขณะที่ลุงบุญมีรับประทานอาหารเย็นกับน้องสาว ป้าเย็น (เจนจิรา พงพาส) กับหลานชาย ต้อง (ศักดา แก้วบัวดี) วิญญาณภรรยาของลุงบุญมี ก็ปรากฏมาในวงกินข้าว หลังจากนั้นไม่นาน ลุงบุญมี ก็เจอกับ สัตว์ประหลาดร่างลิงที่มีดวงตาสีแดงวาว แล้วลุงก็พบว่า สัตว์ตัวนี้คือลูกของลุงที่หายไปอย่างลึกลับ แล้วลุงบุญมีก็ออกเดินทางครั้งสุดท้ายกับคนที่ยังมีชีวิตไปยังถ้ำ้ที่ลุงได้เกิด เพื่อจะจบชีวิตลงที่นั่น ขณะที่วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วพาลุงไปสู่ความลับของการเกิดใหม่

แม้ว่า เผด็จการทหารที่ปกครองประเทศไทยจะต่อต้านความเชื่อของการเกิดใหม่และเรื่องผีห่าซาตาน แต่ความเชื่อเรื่องพวกนี้ของคนไทยก็ไม่ได้ถูกทำลายไป อภิชาตพงศ์ที่มีความเชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นแฟ้นได้พัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้จากหนังสั้นเรื่องจดหมายถึงลุงบุญมี ในงานศิลปะชุด primitive ของเขา งานชุดนี้ เป็นงาน Installation และ รวมภาพถ่าย ที่ได้จากการผสมผสานประสบการณ์ส่วนตัว ภาพสารคดี และ ความคิดเรื่องชาิติพันธุ์ ผู้กำกับได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ด้วยพลังสร้างสรรค์เต็มไปด้วยศิลปะ รวมทั้งเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม ตามด้วยภาพของความตายและการเกิดใหม่ ที่ลุงบุญมีได้รับประสบการณ์จากการค้นหาทางวิญญาณนี้ ถ้าตัวหนังได้เล่าเรื่องตามเวลา ในขณะเวลาที่หนังดำเนินไปเกือบสองชัี่่วโมง หนังค่อยๆละลายประสบการณ์ จินตนาการ และแฟนตาซี ระหว่างโลกจริงและโลกวิญญาณ ไปสู่ภาพหลอนที่เต็มไปด้วยคำถามและเวทมนตร์ประหลาด

ลุงบุญมีฯ เป็นภาพยนตร์ที่เป็นตัวของตัวเองและอาร์ตที่สุดในงาน และสำหรับผู้ชมหลายคนมันเป็นหนังที่เข้าใจยากที่สุดในคาสน์ปีนี้ มันเป็นหนังที่ไม่ใช้เทคนิกพิเศษหรือทริกใดๆ มันเล่าเรื่องโดยตัวของมันเองและทำให้ผู้ชมได้เห็นอะไรบ้างอย่างที่ตนเองได้ปกปิดไว้ ในแต่ละเฟรมและการจัดตัวแสดงประกอบ อภิชาติพงศ์ สร้างเรื่องราวด้วยการใช้แว่บแรกของแต่ละฉาก ทำให้ผู้ชมเหมือนมองทิวทัศน์บ้านเกิดของเขาในกล้องคาไลโดสโคป ที่ความตาย และ วิญญาณแห่งอดีต ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับลุงบุญมี แต่เป็นดั่งบทกวีเปรียบเปรยดินแดน ในภาวะที่หยุดชะงัก ในชายขอบระหว่างชีวิต ความตาย และ การเกิดใหม่
ในประสบการณ์แบบผ่านพ้นและในการติดอยู่ในประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและภาพเหมือนฝัน หนังจะเดินเป็นเพื่อนผู้ชมไปอย่างสบายๆไปสู่การรับรู้อีกระดับหนึ่ง เเละเมื่อคุ้นเคยกับหนัง ผู้ชมก็จะเชื่อการมีอยู่ของวิญญาณ สิ่งเหนือจริง และวงจรการเกิดใหม่ แม้จะไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้มาก่อน ลุงบุญมีฯเป็นหนังที่ควรดูอย่างยิ่งที่ด้านหนึ่งช่างไร้เดียงสาแต่ก็ถ่ายทอดมุมมองที่ยิ่งใหญ่ต่อความจริงรูปแบบใหม่และการมองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่ต้องมีภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกใดๆ นี่คือ มหัศจรรย์ของโลกภาพยนตร์จริงๆ

หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของอภิชาติพงศ์ แต่เป็นหนังที่ดูง่ายที่สุดของเขา และการที่หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลปาล์มทองคำก็เหมือนเป็นสัญญาณต่อไปว่า หนึ่งที่คานส์นั้นรับรู้สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยและสนับสนุนศิลปินผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างอภิชาติพงศ์ด้วย และสอง ภาพยนตร์ที่แปลกประหลาดเต็มไปด้วยปริศนาและงดงามอย่างมีเอกลักษณ์ แม้จะเข้าถึงได้ยากก็ยังมีที่ยืนอยู่ในวงการภาพยนตร์โลก

การที่หนังของอภิชาติพงศ์จะมาเข้าโรงที่เยอรมันนั้นยังไม่เป็นที่รับรู้ และก็เป็นไปได้ที่หนังเรื่องนี้จะไม่เข้าฉายแก่ผู้ชมทั่วไปในเยอรมันอย่างไรก็ตาม เมื่อมีโอกาสได้ฉาย ก็ควรชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ไม่ว่าคนจะชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ ความตายของลุงบุญมีนี้เป็นประสบการทางภาพยนตร์บนชายขอบของประสบการณ์ที่มีคุณค่าและหาชมได้ยากในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง

โดย Joachim Kurz
http://www.kino-zeit.de/filme/uncle-boonmee-who-can-recall-his-past-lives

ปล แปลโดยคนยังไม่ได้ดูหนัง มีข้อผิดพลาดแน่นอนครับ ต้องขออภัยด้วย

Thursday, May 27, 2010

มนุษย์แสงมนุษย์สีมนุโส

มนุษย์เป็นดั่งแสง เพราะแบ่งแยกจึงเกิดสี

คละ เคล้าชั่วตาปี ลืมกำเนิดมืดมัวมน

คำสอนพระชินสีห์ เกิดมีดีชั่วปะปน

สุดท้ายเราก็คน จะเกลียดกันไปทำไม

วันนี้ เริ่มด้วยรัก ใช่แช่งชักหักหัวใจ

ทางออกเห็นไวไว แสงสว่างอาบโลกา

Wednesday, March 17, 2010

Et tu Brute เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ บรูตัส

เดือนมีนาคม ภาษาอังกฤษเรียกว่า March ตามชื่อเทพแห่งสงครามดาวอังคาร จึงคาดว่าเดือนนี้จะมีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้น
ในประวัติศาสตร์ที่ค้นไปได้ เหตุการณ์นองเลือดแห่งเดือนมีนาคมที่โด่งดังที่สุคครั้งหนึ่งก็คงเป็นเหตุการณ์ที่ จูเลีัยส ซีซ่าร์ ถูกลอบสังหารโดยคณะรัฐประหารที่มีลูกบุญธรรมของเขา บรูตัส ร่วมอยู่ในนั้นด้วย เลยเป็นที่มาของวลีประวัติศาสตร์ "Et tu Brute เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ บรูตัส" หลังจากนั้นบรูตัสก็ได้ขึ้นสู่อำนาจแต่อยู่ได้ไม่นานก็โดนลอบสังหารเช่นกัน และเป็นจุดเริ่มการนองเลือดและการเสื่อมถอยของอาณาจักรโรมันตั้งแต่หลังรัฐประหารครั้งนั้นเป็นต้นมา
ตั้งแต่นั้นคติความเชื่อเรื่องนี้ (The Ides of March) ก็หลอกหลอนผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกหัวฝรั่งตลอดมา ในประเทศไทยคตินี้ก็เหมือนจะใช้ได้เพราะเลือดได้หลั่งชโลมแผ่นดิน เปรีัยบดั่งสัญญาณนำทางไปสู่ความรุนแรง แต่เคราะห์ดีที่ในเดือนมีนาคมนี้ยังไม่มีคนเสียชีวิตเพราะเป็นเพียงพิธีกรรมหลั่งเืลือดบูชายัญทางการเมืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น

ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องไกลตัวแต่อยู่ในประเทศ พอมาเป็นเรื่องของตัวเองที่อยู่นอกประเทศเข้าหน่อย ก็เหมือนจะกระอักเลือดขึ้นมาได้

เดือนนี้แม้จะไม่มีเหตุการณ์นองเลือดของตัวเอง แต่ก็เป็นเดือนที่หนักหนา ถ้าจะหาไพ่ยิปซีเป็นตัวเเทนคงเลือกไพ่ Death ให้แก่ตัวเองได้ไม่ยากนัก ตามตำราเขาว่าใครที่ได้ไพ่ใบนี้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญและเด็ดขาด สำหรับเราที่เจอแล้ว death คาที่แน่ๆก็เช่น งานวิจัยที่ทำมาเป็นปี ผลสุดท้ายก็ตีพิมพ์ไม่ได้เพราะมีคู่แข่งแย่งตีพิมพ์ไปก่อน หนำซ้ำยังมาพบข้อผิดพลาดในข้อมูลที่ทำมาเป็นปีจนข้อมูลนั้นอาจจะไร้ค่าไปในทันใด แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่ หรือว่าต้องเดินสายไปสอบสัมภาษณ์มาราธอนที่โคตรทรหด ก็พลาดไปเกือบหมดเช่นกัน แต่เรื่องนี่ก็ไม่เท่าไหร่ แม้จะยังมีที่คาใจนิดๆที่ำำตำแหน่งที่น่าจะได้กลับไม่ได้แต่ที่ไม่น่าได้กลับได้มากกว่า

แต่นั่นก็ไม่น่าเศร้าใจกว่าการที่เห็นคนที่เคารพรักอย่างหัวหน้าที่ทำงานหนักแต่เช้ายันดึก ทิ้งเพื่อนฝูง ทิ้งครอบครัวมาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกลับต้องพลาดโอกาสในชีวิตเพราะงานนี้ถูกตีพิมพ์แย่งไปก่อน แม้เขาไม่บอกและยังใจถึง พูดให้ฟังว่า เพราะเราทำมาถูกทาง ก็เลยมีคนทำผลได้เหมือนๆกันแค่เราช้าไปหน่อยแค่นั้น แต่สายตาและน้ำเสียงนั่นบ่งบอกถึงความเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก ชีวิตนักวิจัยที่นี่แข่งขันกันสูงมาก พลาดไปนิดเดียว โอกาสก้าวหน้าในวิชาชีพอย่างที่ใฝ่ฝันก็ผ่านเลยไปในทันใด

เขาว่าชีวิตนักวิจัยจริงๆเริ่มต้นเมื่อจบ ป เอก อย่างเรานี่เป็นแค่ผู้ฝึกวิจัยยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หัวหน้าเราเมื่อจบ ป เอก ก็ทำ post-doc แล้วก็มาเป็น Group leader ต่อไปที่พัฒนาเป็นได้ มีหนึ่งคือ เป็นโปรเฟสเซอร์ ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด สองคือ ไปทำงานในบริษัทเอกชน ซึ่งได้เงินดีกว่า แต่ไม่ท้าทาย และสาม อาจเรียกได้ว่าเป็นวิถีของผู้แพ้บนเส้นทางสายนี้ คือต้องเลิกงานด้านนี้ไปทำอย่างอื่น เช่น ครูมัธยม คนประสานงาน(เบ๊ดีๆนั่นเอง) หรือ แม้แต่เป็น เจ้าหน้าที่คุมเครื่อง อนาคตของหัีวหน้าเรา ถ้าไม่มีงานตีพิมพ์ก็คงมาทางนี้ นับว่าเสียดายความรู้ความสามารถของเขามาก เพราะเขาทั้งสอนเก่ง ถามก็อะไรก็รู้ไปหมดเหมือนอับดุล เอ้ย! ตามาหรือยัง:-)

ไม่รู้สิ เรื่องของตัวเองแม้จะปวดหัวแล้ว (โดยเฉพาะเรื่องที่เรียนต่อ) ก็ยังโอเค แต่เรื่องแย่ๆของคนที่เราเคารพรัก นี่แหละที่ทำให้เราเศร้าใจจริงๆ บางทีนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่อาจจะดีกว่าของเขาก็ได้กระมัง เห็นชีวิตหัวหน้าแบบนี้ นักวิจัยคงไม่เหมาะกับ life style ที่เราต้องการ ชีวิตต้องออกแบบได้ ใช่ไหม:-)

เก็บเรื่องไม่พึงปรารถนาไว้ก่อน หวังว่าจะกลับบ้านมาพักกายพักใจ คุึณปู่เจ้าของบ้านที่คุ้นเคยกันก็เข้ามาบอกว่า
"เพราะมีคนรู้จักของปู่เขาอยากได้ห้อง ขอให้คุณหลานย้ายออกไปก่อนฤดูร้อนปีนี้!"

โอ้! Et tu Brute! บรูตัส! เจ้าก็เอากะเขาด้วยหรือนี่!

HAHAHA

Saturday, February 13, 2010

อนาคตสดใส แต่ไม่เห็นอนาคต

ก็ผ่านพ้นไปอีกครับ กับการสอบสัมภาษณ์ครั้งที่ 2 ที่ ETH ก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทั้งเรื่องโลกๆ อย่างการเตรียมตัว การพบเพื่อนใหม่ การเข้าหาโปรเฟสเซอร์ การเข้าหาคนในแล็บ วิธีคุย เพื่อจะได้ตำแหน่งปริญญาเอก เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนมาดีทีเดียว ต้องรู้งานของเเล็บนั้นอย่างแจ่มแจ้งและดิสคัสกับเขาได้ เราจะไม่สามารถที่เข้าไปอย่างคนรู้น้อยไม่ได้เลย ประตูที่เปิดไว้อยู่ใชว่าจะรับได้ทุกคน

ไปครั้งนี้ก็ได้แบบฝึกหัดดูใจตัวเอง อย่างไม่โกหกตัวเองด้วยว่า ซูริกไม่ใช่เมืองที่ผมอยากอยู่ เเม้จะเป็นเมืองที่สวยงามและมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง พอได้ไปใช้ชีวิต ไปค้างคืน แล้วพบว่าเมืองนี้ไม่ใช่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่เคยผ่านๆไปก็รู้สึกชื่นชมเมืองนี้อยู่ไม่น้อย ที่ผมรู้สึกกระดากใจก็คงเป็นเรื่องของเงินที่เหมือนกับว่าจะปั่นขึ้นไปจากความเป็นจริงทำให้ค่าครองชีพแพง เงินเดือนสูง ทุกคนที่นี่ดูเหมือนจะเป็นคนรวยทั้งนั้น ดูภาพโดยรวมเมืองนี้เป็นทุนนิยมเต็มขั้นมากกว่าเยอรมันที่เหมือนจะเป็นสังคมนิยมกว่าหน่อย แต่ที่สำคัญผมรู้สึกขาดรสชาตเผ็ดมันอะไรบางอย่างที่มากับความยากแค้น ความขาดแคลนทางวัตถุ อันพบไม่ได้ง่ายๆในเมืองสวรรค์อย่างสวิสเซอร์แลนด์หรือว่ายังไม่พบเลย อีกทั้งแล็บที่เขาเปิดตำแหน่งว่าง ก็ไม่มีตำแหน่งที่เหมาะกับผม ที่ตรงกับความชอบของผม ที่พอผมได้รับรู้แล้วบอกด้วยอารมณ์ภายในทันทีว่า "ใช่เลย" มีแต่ความรู้สึกแบบว่า "โอเค เราปรับตัวได้" ซึ่งยังไม่แรงพอที่จะทำให้ผมละทิ้งบ้านเกิดในเยอรมันของผมอย่างไฟร์บวก (แม้ว่าปีที่ผ่านมาของผมจะทำลายผมมากก็ตาม)

อาการที่บอกมาทางใจนั้น มันมาในแว่บแรก และเหมือนคลื่นโผล่ออกมาจากทางหน้าอกประมาณหัวใจ แต่ไม่ใช่ที่หัวใจ เสร็จเเล้วความคิดต่างๆก็ขึ้นมารกสมอง ปรุงแต่งเปลี่ยนความหมายจากสัญญาณใจนั้นไปต่างๆนานา ทำให้เกิดความสับสน ความมึนงง ความคาดหวัง ตึงเครียด ไม่สบายใจ แต่เมื่อพอรู้ทุกอย่างก็คลี่คลายแต่พอเผลอเพียงชั่วจิตเดียว ก็กลับมาหลงเพ้อ เละเทะไปอีก

นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปสัมภาษณ์ครั้งนี้ ผลของการไปครั้งนี้ แม้ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่ดี ที่เจ็บใจ และที่รู้ใจ ครับ:-)

Thursday, January 14, 2010

PK Jan 12 a.m.‏

เวลาในเมืองไทยของผมใกล้งวดเ้ข้าไปทุกทีแล้ว เวลาส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปเพื่อพบปะเพื่อนฝูงแต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่ครบอยู่วันยังค่ำเพราะเพื่อนๆเขาแยกย้ายกันไปหมด เรียนอยู่บ้าง ทำงานบ้าง อยู่บ้านบ้าง ก็กระจายกันไปทั่วทั้งโลก
ดังนั้น ถ้าได้มีโอกาสเจอเพื่อนคนใดได้แม้จะเจอได้เพียงสั้นๆ ค่อยๆตามไปทีละคน ก็จะพยายามดั้นด้นไปหา
อย่างวันก่อนก็ได้ไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่ในการกลับมาครั้งนี้ ผมตั้่งใจจะเจอมาก เพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นคนสนใจทางชีววิทยามากๆเหมือนกัน และ หลายปีก่อนโน้น ได้สัญญาว่าจะเอาเท๊กซ์บุ๊กมาฝาก ครั้งนี้ก็ได้เวลาเสียที อุตส่าห์หอบหิ้วเท๊กซ์บุ๊กหนาๆมาจากเยอรมัน
ไอ้ตัวผมก็เสียดาย เนื่องจากว่ามันแพงอยู่เอาการ วันที่จะเอาไปให้ตั้งท่าอ่านเท็กซ์หนาๆหนักๆ บนรถไฟฟ้า รถเอนไปเอนมา ผมก็เอนไปเอนมา พาลเท็กซ์จะตกลงทันใด แต่ก็อ่านพอได้เนื้อหาอยู่
แต่เจ้ากรรมคุณพระช่วย อยู่ดีๆก็มีมือที่สามยื่นมาอุ้มหนังสือเรา เป็นมือขนดกๆ มองขึ้นไปเป็นหน้าเครียดๆของฝรั่งคนหนึ่ง
เขาพร้อมใจยินดีที่จะช่วยถือเพื่อให้ผมอ่านหนังสือได้อย่างราบรื่น ผมก็อ่านต่อไปด้วยท่าทีที่เคอะเขิน
แต่ชะรอยบรรทัดต่อไปของหนังสือเป็นเรื่องพฤติกรรมการช่วยเหลือผู้อื่นของมนุษย์ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเราต้องช่วยเหลือผู้อื่น
มันก็สะดุ้งให้ผมกลับมาคิดว่า ทำไมฝรั่งคนนี้ต้องช่วยผมด้วย ผมกลับมาจดๆจ้องๆในหนังสือ มันมีอยู่สามทฤษฏีที่เขาถกเถึยงกันเท่าไหร่ก็ไม่จบคือ
1. ช่วยเพราะอยากให้ตัวเองได้ดี ได้สิ่งดีๆ ได้ความสุข หรือให้เผ่าพันธุ์ ได้แพร่พันธุ์มากขึ้น
2. ช่วยเพราะถูกสอนมาแบบนี้ สังคมสั่งสอน หรือต้องปรับตัวตามสังคม
3. ช่วยเพราะเป็นการเมืองที่ถูกบังคับให้ต้องทำ
ผมอ่านถึงตรงนี้ก็วางสายตาลงและชวนเขาคุยแทนเพราะในความรู้สึกผมมันเกินกว่าที่จะรับได้ ถ้าผมจะอ่านต่อไปโดยไม่สนใจคนๆนี้ แล้วเขาก็เอ่ยว่า เขาเคยอ่่านงานของ E.O. Wilson นักวิชา่การฮาร์วาร์ดที่คิดเรื่องนี้อย่างหนัก แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้ไม่ได้ตามมาก ผมเลยถามเขาว่า ทำไมต้องช่วยผม เขาตอบว่า "เพราะการคิดเป็นสิ่งสำคัญ เมืองเเบงค๊อก ที่เติบโตอย่างไร้ทิศทางไปเรื่อยๆนี้ ต้องการคนที่คิดจริงจังกับปัญหาโลกแตกทางวิชาการบ้าง มากกว่าคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบคนไทยทั่วไป เมืองหลวงนี้ขาดคนอย่างคุณ" ผมขอบใจเขาและบอกว่า คำกล่าวของเขาออกจะยกย่องผมเกินไป
เขากล่าวต่อไปด้วยเเววตาจริงจังว่า "การคิดเป็นเรื่องที่น่าสนุกที่สุดของมนุษย์และเป็นตัวอย่างที่สำคัญของความเป็นตัวเป็นตนของมนุษย์" ผมออกจะเห็นคัดค้านแต่คิดไม่ออกว่าจะเถียงอะไรออกไป แล้วเราก็คุยกันเรื่องอื่น เขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยและชอบทำบุญ ตอนนี้ก็อยู่เมืองไทยมา 20 ปีแล้ว พูดไทยได้นิดหน่อย ถึงสถานีที่ผมต้องลงพอดี ผมต้องลาเขาซะแล้ว เขาก็ให้นามบัตรผมไว้เผื่อติดต่อ บนนั้นเขียนไว้ว่า "PK Jan 12 a.m.‏ ยินดีที่ได้พบกับ Mr. Tim BTS"
แม้เราจะไม่ได้คุยอะไรกันมาก แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ผมค่อนข้างที่จะปิ๊งแว๊บกัีบอะไรบางอย่าง
คำพูดของคนๆนึงลอยมาในหัวผม "ความบังเอิญไม่มีในโลก" อันจะเป็๋นแนวคิดที่ค่อนข้างจะต่อต้านกับวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียนว่า อะไรๆก็เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แล้วเย็นวันนั้นผมก็ได้เจอกับนักวิทยาศาสตร์


...ผมอาจจะฝันไป...

Sunday, November 08, 2009

จิตวิทยาการศึกษา-จงเร่งเอสคิวจิตวิญญาณ

http://www.thaipost.net/sunday/081109/13205
จิตที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อนที่สุด - ดังที่คิดเอาเองทั้งได้พูดได้เขียนมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีหลังๆ มานี้ - โดยส่วนหนึ่งได้มาจากหลายๆ ที่มา ซึ่งจะไม่อ้างอิง เพราะมาจากหลายที่เหลือเกินจนอ้างไม่ไหว แต่พอจะสรุปได้ว่าเอามาจาก 3 ที่มาใหญ่ๆ (นอกจากที่คิดเอาเอง) คือเอามาจากมหายานและวัชรญาณพุทธศาสนา ปรัชญาและจิตวิทยา โดยเฉพาะจอห์น เซิร์ล วิลเลียม เจมส์ กับคาร์ล จี. จุง กับฟิสิกส์ใหม่ทั้ง 2 ทฤษฎี โดยเฉพาะควอนตัมเม็คคานิกส์ คือผู้เขียนคิดและเชื่อว่า หนึ่ง จิตไม่ใช่สมอง แต่สมองเป็นตัวแทนหรือตัวแสดงของจิต สอง จิตรู้หรือจิตสำนึก (conscious mind) ที่อยู่ในปัจเจกบุคคลมาจากจิตไร้สำนึกร่วมของสากลของจักรวาล (unconscious continuum) สาม สมองมีหน้าที่บริหารหรือเปลี่ยนจิตไร้สำนึกร่วมที่เข้ามาอยู่ในสมองของแต่ละ คนให้เป็นจิตสำนึกด้วยกลไกควอนตัมเม็คคานิกส์ (quantum-wave collapse) ซึ่งข้อ 3 นี้ จะยกเว้นจิตหนึ่งซึ่งเป็นแก่นแกนของจิตไร้สำนึกอันกระจ่างใส ซึ่งอยู่ภายในสุดของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล (ที่เราเรียกเช่นนั้นเฉพาะขามาของวิวัฒนาการของจักรวาลจากหนึ่งสู่ความหลาก หลายเท่านั้น ส่วนวิวัฒนาการขากลับจากความหลากหลายกลับไปหาหนึ่งนั้นเราจะเรียกว่านิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับจิตหนึ่ง) - นั่นตรงกับภาษาอังกฤษ uni + verse การหวนกลับไปหาหนึ่ง - นักศาสนปรัชญาส่วนใหญ่เชื่อว่าจิตสำนึกต้องหาแก่นแกนของจิตไร้สำนึกให้พบ หรือรวมกับแก่นแกนของจิต ด้วยวิวัฒนาการขากลับตามวิวัฒนาการโดยธรรมชาติของจิตผ่านจิตวิญญาณอันเป็น จิตเหนือสำนึก (super-conscious) ไปเรื่อยๆ จนถึงนิพพาน เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อเลยก็ได้ หรือว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็สุดแล้วแต่ ทั้งนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่านของท่านผู้อ่านที่อ่านบทความนี้แต่อย่างใด

บทความวันนี้ - ตามหัวข้อที่ตั้งไว้ข้างบน - มีความหมายที่จะชี้บ่งถึงการปลูกฝังหรือการเร่งเร้าให้มนุษย์เกิดหรือมี วิวัฒนาการของจิตเหนือสำนึกเร็วขึ้นและมากขึ้น เพราะภัยธรรมชาตินานัปการซึ่งเราสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเองจากความไม่รู้ และความอวดดีหลงตัวเอง (อวิชชา และ anthropocentric) นั่นคือ เอสคิว (SQ ซึ่งคนทั่วไป และดาเนียล โกลแมน จะเรียกว่า social quotient ซึ่งสัมพันธ์กับเวลาและสถานที่ของสังคมในขณะนั้นๆ ซึ่งไม่ได้สัมพันธ์กับวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ฉะนั้นในที่นี้ SQ จะมีความหมายที่จิตวิญญาณ หรือหมายถึง spiritual quotient) ซึ่งนักจิตวิทยาเด็กมักจะพูดรวมๆ กันไปกับสติปัญญาความฉลาดที่วัดได้ (IQ) ที่ฟรานซิส แกลตัน นักจิตวิทยาอังกฤษคิดขึ้นและแพร่มาถึง

บ้านเราตอนที่ผู้เขียนยังเล็กๆ และบ้านเราก็รับทันที เพราะฟรานซิส แกลตัน เชื่อหนักเชื่อหนาว่าสืบทอดในตระกูลได้โดยเป็นกรรมพันธุ์ หรืออย่างน้อยก็เป็นลักษณะจำเพาะเป็นพิเศษ (trait) ประจำครอบครัว ที่ผู้เขียนบอกว่าที่บ้านเรารับในทันทีจนกระทั่งปัจจุบันนี้ - ทั้งๆ ที่มีข้อมูลใหม่ๆ ที่บอกว่าการวัดสติปัญญาความฉลาด (psychometric) หรือไอคิวนั้นเชื่อไม่ได้ - ก็เพราะว่าความเชื่อดังกล่าว มันเกิดไปตรงกับภูมิปัญญาชาวบ้านของบ้านเราที่บอกว่า "เสือย่อมไม่ทิ้งลาย" หรือ "เชื้อย่อมไม่ทั้งแถว" อะไรพวกนี้ นั่นคือ ถ้าพ่อเป็นโจรก็ให้ระวังลูกที่อาจเป็นโจรตามพ่อก็เป็นได้ จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดว่าภูมิปัญญาชาวบ้านน่าจะถูกอย่างน้อยก็น่าจะเป็นลักษณะ จำเพาะ (trait) ที่ว่า

ส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่าความรู้สึกแยกออกจากอารมณ์ (EQ) ไม่ได้ ความชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ จึงแยกจากเวทนาไม่ได้ เพราะอารมณ์นั้นเป็นผลพวงของความรู้สึกทางกายภาพ (sensual) ที่เป็นไปในทันทีทันใด คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ระงับ (suppress) ได้โดยจิตที่อยู่เหนือสำนึกที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติบางส่วน โดยซ่อนตัวอยู่ลึกล้ำที่ภายใน ซึ่งจะโผล่ปรากฏออกมาเมื่อชีวิตหนึ่งชีวิตใดกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือกำลัง จะตายไปในทันทีถ้าหากช่วยไม่ทัน จิตเหนือสำนึก (spirituality หรือในที่นี้ก็คือ SQ) - ซึ่งพ้นผ่านหรือก้าวล่วง - จิตสำนึก เราเรียกว่าจิตวิญญาณ หรือธรรมจิต ซึ่งก็คือจิตบริสุทธิ์ที่งามพร้อมที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของในทุกศาสนา ในศาสนาพุทธคือเส้นทางไปสู่นิพพาน ส่วนในศาสนาที่มีพระเจ้าคือการที่จิตอันบริสุทธิ์แต่ละดวงได้รวมกับพระจิต ของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว 3 ความฉลาดที่วัดได้ (quotients) ที่ว่า ทั้งไอคิว อีคิว และเอสคิว นั้นมีส่วนที่มนุษย์เองสามารถสร้าง (co-creator) บางส่วน หรือเร่งเร้าให้เกิดขึ้นมาก็ได้ ซึ่งนักจิตวิทยาที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล รวมทั้งสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยเฉพาะมนุษย์-เชื่อ มนุษยชาติได้ผ่านหรือพบกับไอคิวและอีคิวมาแล้ว แต่เรายังขาดเอสคิวที่โดยปกติแทบไม่มีเลย ที่มีอยู่บ้างก็ถูกซ่อนตัวเอาไว้อย่างล้ำลึก นั่นคือเนื้อหาสาระของบทความวันนี้

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายถึงการสร้างสรรค์ของมนุษย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความฉลา

ดที่วัดได้ (นักจิตวิทยาการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเชื่อโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ว่าวัดไม่ได้) เราจะต้องรู้ความหมายของทั้ง 3 ความฉลาดเสียก่อน (ไอคิว อีคิวและเอสคิว) ก่อนอื่นควรจะอธิบายนิยามของสติปัญญาความฉลาด (intelligence) รู้และเข้าใจอารมณ์ที่แยกออกจากความรู้สึกยากมาก (emotion) และจิตวิญญาณ (spirituality) พอสังเขปตามที่ผู้เขียนเข้าใจและนำมาใช้ในบทความนี้

ในความเห็นของผู้เขียน ทั้ง 3 หรือไอคิว อีคิวและเอสคิวนั้น เราเอามาเรียงกันอย่างผิดๆ ซึ่งหากเราเรียงตามการเจริญเติบโตวิวัฒนาการ ไม่ใช่สนใจหรือว่าพบอันไหนและวัดอันไหนก่อน ความฉลาดทางอารมณ์ต้องมาก่อนเพื่อนนานนักหนา เพราะเป็นเรื่องของการ "รู้รอด" ซึ่งสัมพันธ์กับสัญชาตญาณ จริงอยู่ทั้ง 3 เป็นวิวัฒนาการของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาลที่เข้ามาอยู่ในปัจเจกบุคคล เพื่อ "การรู้" (cognition) แต่อีคิวเป็นวิวัฒนาการที่หยาบ ซึ่งมาก่อนในสัตว์ที่มีระบบลิมบิกวิวัฒนาการแล้วเท่านั้น เราต้องรู้ว่าจักรวาลมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือวิวัฒนาการเท่านั้น และวิวัฒนาการนั้นจะต้องดำเนินไปสู่ "การรู้" ที่สูงขึ้นกว่า ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่า และลึกล้ำมากขึ้นกว่าตลอดเวลา ทั้งในทางกายภาพและทั้งจิตภาพ แต่กายภาพจะมีวิวัฒนาการก่อนและจิตภาพมาทีหลัง โดยมีวิวัฒนาการช้ามากกว่า กระทั่งส่วนใหญ่มากๆ หรือแทบทุกคนก็ว่าได้ ซึ่งพุทธศาสนาบอกว่าจะต้องมีการสะสมบารมีข้ามภพข้ามชาติมาตลอดเวลา และผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น ทั้งจะเป็นวิวัฒนาการสุดท้ายของจักรวาลเมื่อมนุษย์ทุกคน สัตว์โลกทั้งหมดทุกๆ ตัวสามารถจะ "รู้แจ้ง"

เค็น วิลเบอร์ จะบอกว่า วิวัฒนาการทางจิตในมนุษย์ - ผ่านสเปกตรัมต่างๆ ที่เรียกว่า "เส้นทาง" (line) - จะเป็นการต่อยอดของเส้นทางที่เดิมมีเพียงเส้นทางเดียวก็ได้ หรือจะเป็นวิวัฒนาการที่เริ่มต้นจะมีหลายๆ เส้นทางก็ได้ ฉะนั้น เส้นทางหรือ line จึงไม่มีความสำคัญเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของจิตรู้ที่สัมพันธ์กับรูปร่างทาง กายภาพ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหากพิจารณาจากลักษณะของความเป็นองค์รวมของวิวัฒนาการ แล้ว องค์กรใหม่จะเป็นการวิวัฒนากรขององค์เก่า บวกกับส่วนที่ได้มาใหม่เสมอ (transcend and include) ซึ่งเค็น วิลเบอร์ ก็ได้พูดมาเองและผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น เพราะฉะนั้น กระบวนการวิวัฒนาการก็น่าจะเป็นเช่นนั้น มนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายจะต้องเรียนรู้หรือวิวัฒนาการมาตามลำดับ รู้รอดต้องผ่านสัญชาตญาณก่อน และรู้เพื่อรู้ต้องตามหลังรู้รอด ฉะนั้นสติปัญญาความฉลาด (intelligence) จึงต้องตามหลังการต่อสู้และหนีภัย และความฉลาดเหนือสติปัญญา (wisdom) ต้องผ่านความฉลาดธรรมดาๆ ก่อน เอสคิว หรือการรู้ของจิตวิญญาณ (spirituality) - อันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งแทงตลอดและวิมุตติ - จึงเหนือกว่าสติปัญญาความฉลาดธรรมดามากนัก

จากที่พูดมาทั้งหมด เราสามารถสรุปและสามารถยืนยันได้ว่า ทั้งศาสนาและปรัชญากับทั้งวิทยาศาสตร์ - ที่ต่างก็พยายามอธิบายความจริงแท้ของธรรมชาติ แต่อธิบายบนหลักการและวิธีการคนละอย่างแตกต่างกัน - บอกเหมือนๆ กันว่าความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งศาสนากับปรัชญาบอกว่าเป็นจิตเป็นปฐม ส่วนวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นรูปกายวัตถุที่ตั้งอยู่ข้างนอก แล้วก็อธิบายจักรวาล ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างไปตามนั้น และทั้ง 2 ก็บอกว่าจักรวาลมีเป้าหมายอย่างเดียวจริงๆ คือวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการไปทำไม? ทั้งศาสนากับวิทยาศาสตร์บอกว่าวิวัฒนาการเพื่อให้มีชีวิตและมนุษย์ดำรงอยู่ ได้ นั่นคือที่มาของความรู้ เห็นกับไม่เห็นที่พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือรูปกายวัตถุไม่ได้ เพราะจิตไม่ใช่กาย วิทยาศาสตร์จึงปลดความรู้ออกจากศาสนา เหลือไว้แค่ความเชื่อความศรัทธาอันไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง ส่วนศาสนาก็เถียงว่าวิทยาศาสตร์ไม่ยุติธรรม เพราะเล่นใช้แต่วิธีการทางรูปกายวัตถุอย่างเดียวในการพิสูจน์ แต่ไม่ใช้วิธีการทางจิตเลย เช่น การทำสมาธิที่มีในทุกๆ ศาสนาอย่างไม่มีการยกเว้น หลังจากนั้นเมื่อเถียงกันไม่รู้จักจบหรือจบไม่ได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้ง 2 ก็แยกไปเด็ดขาดโดยเดินกันคนละทาง จนกระทั่งมีฟิสิกส์ใหม่ที่คล้ายๆ กับศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่อุบัติขึ้นทางตะวันออก ฟิสิกส์ใหม่ซึ่งให้ความจริงแท้ของธรรมชาติ (ทั้ง 2 ระดับคือทั้งกายและจิต) ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์กายวัตถุเป็นไหนๆ

เอสคิวที่ผู้เขียนหมายถึงในที่นี้ คือการวัดความฉลาดทางวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ และความฉลาดนั่นก็ไม่ใช่สติปัญญา (intelligence) หากแต่เป็นปรีชาญาณการหยั่งรู้หรือภาวนามยปัญญา (intuition or wisdom) ซึ่งเป็นไปเพื่อวิวัฒนาการของเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล คือเป็นอารมณ์ด้านบวก อารมณ์ทุกๆ อารมณ์จะไม่มีเหตุผลทั้งนั้น จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ อารมณ์กับเหตุผลเชื่อกันว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้ามีเหตุผลก็ต้องไม่มีอารมณ์ หรือถ้าหากคนกำลังมีอารมณ์อยู่ก็อย่าหวังว่าจะใช้เหตุผลช่วยได้ เพราะเราอยู่ในยุคที่มีเหตุผลเป็นใหญ่ - ที่ผิดความจริงทางควอนตัมอย่างชัดๆ - ดังนั้นเรื่องของอารมณ์โดยเฉพาะด้านลบจึงเป็นของต้องห้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผลของการวิจัยใหม่ๆ ชี้บ่งอย่างเป็นตรงกันข้าม ทั้ง 2 กลับเสริมเติมซึ่งกันและกันเพื่อวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ รักเมตตาและให้อภัยด้วยใจจริง อารมณ์ช่วยให้เหตุผลเกิด และเหตุผลจะช่วยกำจัดอารมณ์ในคราวต่อๆ ไปให้มีน้อยลงๆ และค่อยๆ หมดไป (Antonio Damasio : Descartes' Error, 1999) โลกในอนาคตอันใกล้นี้ การอยู่รอดของมนุษยชาติจะไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผล (rational) และสติปัญญาความฉลาด (intelligence) อีกต่อไปแล้ว หากแต่จะขึ้นอยู่กับภาวนามยปัญญา (wisdom) ซึ่งจะมีได้เป็นปกติธรรมชาติต่อเมื่อมนุษยชาติมีวิวัฒนาการทางจิตไปสู่ระดับ จิตวิญญาณหรือธรรมจิต (spirituality) เส้นทางไปสู่นิพพานแล้วเท่านั้น.

Sunday, October 04, 2009

รายงานสภาพภูมิอากาศของโลกโดยสังเขป

ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ดี มีภัยธรรมชาติมากเหลือเกิน คนก็ตายรับทุกข์แสนสาหัส โดยเฉพาะในแถบเอเชียและแปซิฟิก
1. ออสเตรเลีย พายุทะเลทราย
2. พายุกฤษณา ที่ฟิลิปปินส์
3. ซึนามิ ที่ซามัว แปซิฟิกใต้
4. แผ่นดินไหวที่สุมาตรา อินโดนีเซีย
5. พายุป้าหม่าลูกใหม่ที่ฟิลิปปินส์
6. ....เชิญเลือกภัยธรรมชาิติตามใจต้องการ เพราะมันจะมีตามมาอีกแน่นอน

แม้ว่าเราจะประสบภัยกันเช่นนี้ แต่อีกฟากโลกที่ไม่มีภัยธรรมชาิิติก็พยายามสร้างภัยคุึกคามกันเองไม่หยุดหย่อน อย่างที่ อิรัก อิหร่าน อัฟกานิสถาน หรือล่าสุด จีนก็โชว์อาวุธนิวเคลียร์มหาศาลในวันชาติแบบพร้อมรบเสมอ เยอรมันเองที่ผมอยู่ตอนนี้ แม้ไม่ได้มีกองทัพอะไรพิเศษแต่คนเยอรมันก็เลือกพรรคที่ทำลายธรรมชาติที่สุดขึ้นมาเป็นรัฐบาลเพราะกลัวว่าตังค์ในกระเป๋าตัวเองจะหายไป (เขาว่าเป็นตลกร้าย ท่ามกลางบรรยากาศการล่มสลายของทุนนิยม คนเยอรมันกลับเลือกพรรคที่ทุนนิยมสุดโต่งมาเป็นรัฐบาลแบบไม่สนใจอะไร)

อนึ่งว่า โลกเราได้กลายเป็นนรกอเวจีไปกลายๆเสียแล้ว

คุณพร้อมแล้วหรือยัง:-)

Sunday, September 20, 2009

2012-13: กระบวนทัศน์ใหม่มาถึงแล้ว

from
http://www.thaipost.net/sunday/200909/10999

ทุกวันนี้ผู้เขียนมีความยินดีเอามากๆ ที่ได้เห็นชาวโลกโดยเฉพาะชาวไทย (ส่วนเล็กๆ) มีการตื่นตัวที่ภายใน (interiority) กันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสำหรับผู้เขียนที่ได้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตหรือภายในมานานถึง 20 ปี-แบบผู้อ่านทั่วไปมักจะพูดว่าเขียนเรื่องอะไร โดยที่คนอ่านไม่รู้เรื่อง-ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของความรู้ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของจักรวาล (ภายใน) ศาสนา วัฒนธรรม และฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ หรือควอนตัมเมกานิกส์ในส่วนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับจิต-ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ แห่งยุคใหม่และนักศาสนาหลายๆ คน รวมทั้งผู้เขียนที่ไม่ได้เป็นอะไร-เชื่อเช่นนั้นว่ามีส่วนสัมพันธ์กับภายใน คือเป็นคลื่นพลังงานสั่นสะเทือน (vibration) และคล้ายๆ กันมากเป็นพิเศษ ซึ่งจริงๆ แล้วความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ที่ว่านั้นคือ ความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันและกันที่ภายในอย่างที่ไม่มีทางแยกออกจากกันเป็น บูรณาการได้ตลอดกาล หรือจะพูดได้ว่าไม่มีการสิ้นสุดเลยก็ว่าได้

อยากจะขออนุญาตผู้อ่านว่า อย่าเพิ่งเบื่อ-เซ็งที่เห็นว่าผู้เขียนพายเรืออยู่ในอ่าง หรือคิดว่าจะได้ยินแผ่นเสียงตกร่องอีกเมื่อเห็นปี 2012 ในหัวเรื่องของบทความของวันนี้ โดยหลายคนอาจคิดว่า ไม่ว่าผู้เขียนจะเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนที่จะเกิดกับ ชาวโลกและคนไทยอย่างไร? ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ ผู้อ่านส่วนมาก? อาจคิดต่อไปว่าถึงจะรู้แล้วหรือเชื่อแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ทว่าจริงๆ แล้วที่เขียนบ่อยเพราะมันสามารถช่วย บางคน ได้ และช่วยได้ทันด้วย เพราะเรามีเวลาตั้งกว่าสามปีถึงจะถึงวันที่ 21 หรือ 22 เดือนธันวาคม ปี 2012 หากเราบางคนที่ว่านั้นปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ-ไม่ว่าเชื่อตามศาสนาต่างๆ นั้นๆ หรือไม่? มันก็เป็นเรื่องที่ดีงามกับตัวเองทั้งนั้น-ปฏิบัติกันตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งผู้เขียนขอรับรองว่าจะช่วยได้จริง

สาธารณชนคนทั่วไปโดยเฉพาะคนไทย-ยกเว้นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คน-แทบว่าจะทุกคน กระมัง? คงจะไม่รู้ว่าเร็วๆ นี้มันได้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบสุริยะที่สำคัญยิ่งอยู่สองเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง สนามแม่เหล็กโลก (magnetosphere) ที่ป้องกันรังสีอันตรายจากลมสุริยะที่อยู่ๆ ก็มีรอยโหว่มหึมาขึ้นมาเฉยๆ ดังที่ผู้เขียนได้เขียนลงไทยโพสต์ไปเมื่อเดือนสองเดือนก่อน ประเด็นก็คือ องค์การนาซาได้บอกว่าลมสุริยะ (solar wind) จะมีขนาดและจำนวนที่ใหญ่และมากขึ้นๆ สามารถที่จะรบกวนไม่เพียงแต่ระบบการสื่อสารหรือทั้งดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังอาจจะรบกวนพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ภายใน 3-4 ปีนี้ ซึ่งไปตรงกับปี 2012-13 พอดี กับเรื่องที่สองก็ได้เขียนลงที่นี่ประมาณสิบปีเห็นจะได้ ว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา-ซึ่งเป็นกาแล็กซีขนาดกลาง จึงหมุนรอบๆ ศูนย์กลางทุกๆ 250 ล้านปี ทำให้ระบบสุริยะหมุนตามไปด้วย-ฉะนั้นในรอบหนึ่งของการหมุน ดวงอาทิตย์และดาวนพเคราะห์ รวมทั้งดวงจันท์จะไปเรียงเป็นแถวเดียวกันกับศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้าง เผือกพอดี (grand planetary alignment) ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 ชาวโลกเราในขณะนี้กำลังได้รับรังสีจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากศูนย์กลางทางช้าง เผือก ซึ่งก็เป็นที่รู้ดีกันทั่วไปแล้วว่ารังสีจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในบางไวเบรชัน มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจิต (ไร้สำนึก) ของมนุษย์ (Robert Becker: The Electromagnetic Fields, What They Can Do For Us, 1990) นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเขียนเรื่องปี 2012-13 ไม่จบสักที

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกของชมรมจิตวิวัฒน์คนหนึ่งได้ถามผู้เขียนที่ชอบพูดเรื่องของปี 2012 อันเป็นปีที่โลกพัง (บางส่วน)-ที่หมายถึงประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน-และจิตใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ ที่ผู้ติดตามงานของผู้เขียนทุกๆ คนเลย มักรู้ดีว่าเป็นเรื่องที่ผู้เขียนจัดเป็นเสมือนเป้าหมายหลักของงานเขียนของ ผู้เขียน คือสมาชิกผู้นั้นถามคล้ายๆ กับว่า ตอนนี้ผู้เขียนยังคงคิดถึงปี 2012 เช่นเดิมหรือไม่? ผู้เขียนได้ตอบไปว่าก็คงเป็นเหมือนเดิม แล้วผู้เขียนก็ได้บรรยายถึงเรื่องของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ชื่อ ริชาร์ด มูลเลอร์ ที่เบิร์กเลย์พูดกับหลุยส์ อัลวาเรซ นักฟิสิกส์ที่พบหลุมอุกกาบาตที่ตกลงมาชนโลกที่อ่าวยูตาคาน ทำให้เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปทันทีทั้งหมดเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ในยุคเครตาเซียส-ทำให้หลุยส์ อัลวาเรซ ได้รับรางวัลโนเบลจากการที่เขาพบหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตตกลงมาชนโลกนั้น-จน อัลวาเรซเชื่อว่าหากมีดาวใหญ่เข้ามาใกล้ๆ ระบบสุริยะ (เช่นมีดวงอาทิตย์สองดวง) เกิดไปเกี่ยวให้ดาวหาง-อุกกาบาตหลุดจากที่อยู่ของมันในขณะเดียวกัน ดาวใหญ่หรือดวงอาทิตย์อีกดวงนั้นโคจรเข้ามาใกล้ๆ กับระบบสุริยะ ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าดาวหาง-อุกกาบาตอาจจะวิ่งมาชนโลกเราก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ระบบสุริยะเป็น "ระบบดาวคู่แฝด" หรือมีดวงอาทิตย์สองดวง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งอย่างที่ทั้งริชาร์ด มูลเลอร์ และหลุยส์ อัลวาเรซ คิดและเชื่อ อย่างไรก็ดี เรื่องของระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์สองดวงนี้ นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่มากๆ ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้เขียนคิดว่าความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่ และผู้เขียนเชื่อว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปี 2012 ซึ่งทุกๆ ศาสนาและทุกๆ ลัทธิความเชื่อ-เท่าที่ผู้เขียนรู้-ต่างพูดว่าเป็นปีที่ต้องระวัง แถมนักพยากรณ์บางคน เช่น นอสตราดามุส และพวกนิวเอจเยอร์ส (newagers) ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นปีที่โลกพัง (บางส่วน) แต่คงไม่หมดสิ้นทั้งเผ่าพันธุ์ กับจะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างใหญ่หลวงที่สุดในประวัติของมนุษยชาติที่ เรามีมาทั้งหมด และ ผู้ที่รอดพ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างลึกล้ำ

อาจารย์อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา สมาชิกของจิตวิวัฒน์เช่นกัน ได้บอกไว้ว่าปี 2013 เป็นต้นไป มนุษย์ส่วนใหญ่จะมีวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาน (spirituality) ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตรงกับที่ เตยา เดอ ชาดัง, ศรีอรพินโธ และนักคิดเขียนไว้ นั่นคือสัญชาตญาณของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์ หากเข้าที่คับขันที่เสี่ยงกับภยันตรายต่อเผ่าพันธุ์ประเทศชาติและศาสนา ความคับขันอันตรายนั้นจะเร่งเร้า หรือกระตุ้นให้เราปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างถอนรากถอนโคน นั่นคือสาเหตุอีกอย่างหนึ่งของผู้เขียน

มีอยู่สามเรื่องที่ต้องย้ำกันเป็นพิเศษ คือ

1.เรื่องโลกพัง (บางส่วน) กับปี 2012 นี้ แม้จะมีเหตุผลที่ยกมาข้างบน แต่รู้สึกว่าเขียนบ่อยจริงๆ ที่เขียนนั้นเพราะเชื่อว่า ถ้าหากความรู้ที่เรายอมรับกันว่าเป็นฐานของความจริงที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าความรู้นั้นจะได้จากทางจิต เช่น ศาสนา ลัทธิความเชื่อ หรือโหราศาสตร์ที่มองไม่เห็น ไม่มีตรรกะหรือเหตุผล หรือความรู้นั้นได้มาจากทางกาย เช่นวิทยาศาสตร์ที่มองเห็น (รวมทั้งที่ใช้อุปกรณ์ช่วย) หรือมีตรรกะเหตุผลที่ชมรมวิทยาศาสตร์บางส่วนยอมรับ เมื่อเชื่อว่าเป็นไปได้ที่โลกต้องพัง อย่างกะทันหัน เช่นน้ำท่วมโลกมากๆ และฉับพลัน การย้ายแผนที่โลก (geographic upheaval) อุกกาบาต ฯลฯ-ไม่ว่าในปี 2012 นี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้มาก หรือโลกจะต้องพังเป็นบางส่วนในวันข้างหน้าและเร็วๆ นี้ (ถ้าหากไม่พังในวันที่ 21 หรือ 22 ธันวาคม ในปีนั้น-ทั้งยังอาจช่วยบางคนได้ ไม่ว่าอย่างไรผู้เขียนก็ต้องเขียน

2.โดยธรรมชาติและความรู้ที่มี เรารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ระบบนิเวศน์โลกเท่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้จะเป็นสมดุล ซิเมตรี หรือพอเพียงพอดีกับประชากรโลก 7,000 ล้านคนที่โลกมีอยู่ในขณะนี้ เพราะเรารู้ว่าถ้าหากประชาชนทั้งโลกมีกินมีใช้อย่างเท่าเทียมกันสม่ำเสมอกัน จริงๆ-ไม่ใช่ในปัจจุบันที่ประชากรเพียง 2% ของโลก ส่วนใหญ่มากๆ อยู่ในสหรัฐอเมริกาบริโภคทรัพยากรธรรมชาติถึง 80%-ที่ไม่ใช้โดยฟุ่มเฟือยด้วย ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่โลกสามารถที่จะรองรับประชากรโลกได้เพียง 2,500 ล้านคนเท่านั้น ประชากรของโลกส่วนใหญ่จำต้องหายไป และการหายไปจะต้องเกิดอย่างกะทันหัน เช่น ดาวหาง-อุกกาบาตวิ่งมาชน หรือการย้ายขั้วโลก ย้ายแผนที่โลก หรือน้ำท่วมโลกที่เกิดในทันทีทันใด เหมือนสึนามิแต่ใหญ่กว่ามากๆ ฉะนั้นจงอย่าประมาทเป็นอันขาด

3.เรารู้ว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกเพียงเเผ่าพันธุ์เดียว จะต้องมีวิวัฒนาการหรือการเรียนรู้ตลอดเวลา ดังที่ผู้เขียนได้เขียนมาตลอดเวลาว่ามนุษย์ต้องเรียนรู้ทั้งสามรู้คือ รู้รอด รู้เพื่อรู้ และรู้แจ้ง ที่สัตว์โลกทุกตัวกับมนุษย์ทุกคนไล่ขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งข้อแรกเป็นคุณสมบัติของสัตว์โลกทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ ส่วนรู้เพื่อรู้ (intelligence) เป็นคุณสมบัติของสัตว์ชั้นสูงโดยเฉพาะของมนุษย์ ส่วนรู้แจ้งเป็นคุณสมบัติของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งก็คือวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ (spirituality) ไล่ต่อไปจนถึงนิพพาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อแรกจะเป็นการวิวัฒนาการของกายล้วนๆ ข้อที่สองเป็นวิวัฒนาการของกายและจิต โดยทั้งสองจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และวิวัฒนาการของจิตจะเป็นวิวัฒนาการของจิตสำนึกเท่านั้น ส่วนข้อที่สามหรือรู้ที่สามเป็นของมนุษย์แต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว และเป็นวิวัฒนาการของจิตเพียงอย่างเดียว ตอนแรกจิตของปัจเจกบุคคลหรือจิตสำนึกและใต้สำนึกก่อน ตอนหลังจึงเป็นจิตไร้สำนึก (unconsciousness) ของปัจเจกบุคคล หรือจิตสากลโดยรวมของจักรวาล

จากทั้งสามข้อที่เล่ามานั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรทั้ง 3 ประการจะต้องเกิดกับเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และน่าจะเป็นในเร็วๆ นี้ เช่น 1) โลกจะต้องพังไปบางส่วนอาจจะเป็นปลายปี 2012 หรือล่าช้าไปกว่านั้น แต่เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน 2) ผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างมีเหตุผลว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่จะหายไปในกะทันหันแต่ไม่หมด โดยจะเหลือพอที่จะรักษาความสมดุลพอเพยงพอดีเป็นธรรมชาติอย่างยั่งยืน 3) มนุษย์ที่เหลือจะเปลี่ยนแปลง (transform) ตัวเองเป็นปัจเจกก่อน แล้วจะไปเป็นโดยรวมหรือกระบวนทัศน์แห่งสังคมใหม่ในตอนหลัง

เป้าหมายของจักรวาลที่มีขึ้นมาก็เพื่อวิวัฒนาการอย่างเดียวเท่านั้น และการวิวัฒนาการจะเป็นไปได้อย่างเด่นชัด จะต้องมี "สิ่ง" และมีขั้นมีตอนซึ่ง "สิ่ง" ที่เห็นจะมีอยู่เพียงหนึ่งหรือองค์รวมที่แยกออกไปเป็นสอง รูปกับนามหรือกายกับจิต โดยทั้งสองจะมีพลังงานเป็นเครื่องมือ ทั้งหมดวิวัฒนาการไปเป็นวัฏจักร จากหยาบสู่ละเอียด จากความง่ายสู่ความยากและซับซ้อน รูปหรือกายได้แก่สสารวัตถุกับรูปชีวิตและมนุษย์ นามได้แก่จิต ทั้งหมดจะต้องผ่านสามขั้นตอนของวิวัฒนาการ จากสสารวัตถุไม่มีชีวิตไปสู่ชีวิต และจากชีวิตไปสู่มนุษย์ (นั่นคือ matter life and man) จากวิวัฒนาการของรูปหรือกายจึงถึงวิวัฒนาการของนามหรือจิต (man ในแบบหนึ่งคือ mind) ที่มีการเดินทางหรือเรียนรู้ (ซึ่งก็คือพลังงานเป็นเครื่องมือ) ซึ่งวิวัฒนาการจะแล้วเสร็จก็เมื่อจิตของมนุษย์ส่วนใหญ่บรรลุธรรมในระดับจิต วิญญาณ (spirituality) ขึ้นไปจนถึงนิพพาน สรุปก็คือ จักรวาลต้องมีวิวัฒนาการของโลกกับมนุษย์ ตามที่นักฟิสิกส์ใหม่บางคนคิดโดยหลักการมนุษยจักรวาลวิทยา (cosmological Anthropic principle) และมีวิวัฒนาการของกายกับของจิต ซึ่งทั้งหมดมีความจริงแท้อยู่เพียงแค่นั้น (matter life mind หรือ ดิน มนุษย์ (ชีวิต) และฟ้า) ขณะนี้เรากำลังเดินทางไปสู่จุดเป้าหมายสุดท้ายหรือฟ้าที่ยังยาวไกลไม่น้อย นั้น.

Saturday, September 12, 2009

วิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจจะเป็นจริง

ในทุกๆการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะชีววิทยาจะมีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นตลอด นั่นคือ เมื่อเราต้องการศึกษาปรากฏการณ์ในหลอดทดลองที่ไร้การปนเปื้อนจากสิ่งใดๆ เราต้องพยายามลดตัวแปร ตัวก่อกวนการทดลองออกไปให้มากที่สุด แต่ปัญหาก็คือ ในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในธรรมชาติที่แท้จริง ไม่เคยไม่มีการปนเปื้อน และก็จะมีตัวรบกวนระบบเสมอๆ แต่ ก็นั่นแหละ การเข้าใจสภาพแท้จริงของสิ่งที่ศึกษานั้น สิ่งรบกวน สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะสิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการมาเพื่ออยู่กับสิ่งนี้

ตัวอย่าง เช่น เราแยกเอนไซม์ออกจากสภาพแวดล้อมในเซลล์เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของมันในสารละลาย ในอุดมคติที่สะอาด ไร้การปนเปื้อน ในสภาวะเช่นนี้ มันก็ยังทำงานได้ อย่าง โปรตีเอส ก็จะตัดสายเปปไตด์ แต่คำถามคือในสิ่งมีชีวิตจริงๆแล้ว เอนไซม์นี้มันทำหน้าที่อย่างนี้หรือเปล่า เพราะสภาพแวดล้อมในเซลล์จริงๆแล้วจะไม่ใช่แบบสารละลายแต่จะเป็นเหมือนเยลลี่ มีความยืดหยุ่น มีโปรตีนอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งข้อนี้ หลายปีก่อน ก็มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียได้ทำการทดลองไว้แล้ว ว่า ใน ภาวะที่เหมือนเยลลี่ (แบบง่าย) โปรตีเอส บางตัวแทนที่จะตัดสายเปปไตด์ แต่กลับต่อสายเปปไตด์เข้ากันเป็นโปรตีนใหม่ขึ้นมา (J. Biol. Chem.

277, S. 43253)

หรืออย่าง อีโคไล เพื่อนรักของเรา ในห้องทดลองที่มันได้เติบโตในสภาวะที่เหมือนสวรรค์ ไม่มีศัตรู ไม่มีการแข่งขัน มีอาหารอุดมสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทีหลังว่า มันได้สูญเสียคุณลักษณะที่ใช้ในการอยู่รอดไปอย่างเช่น มันจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์อีกต่อไป หรือ แม้แต่สูญเสียคุณสมบัติในการสร้าง ไบโอฟิล์ม ที่ก่อโรคได้ ซึ่งทำให้อีโคไลนี้ต่างจากอีโคไลดั้งเดิมออกไป (J.

Bacteriol. 188, S. 3572).

ซึ่ง ผลการทดลองนี้ก็ได้รับการยืนยันภายหลังจากความรู้ทางชีววิทยาที่มากขึ้น อย่างความรู้เรื่องความคงตัวของจีโนมของแบคทีเรียที่น่าทึง หลังจากนั้นก็มีรีวิวออกมามากมายยืนยันว่า อีโคไลสายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในห้องทดลองหลายๆปีจะสูญเสียความสามารถสำคัญๆไป และจะไม่สามารถเป็นตัวแทนอีโคไลที่อยู่ในธรรมชาติได้ (Trends

Microbiol. 13, S. 58) นอกจากนี้ มันก็มีตัวอย่างด้านตรงข้ามออกไปเลย อย่าง หนอน C. elegans แมลงหวี่ Drosophila หรือกระทั่งสัตว์ชั้นสูงอย่าง หนู และลิง นักวิจัยพบว่า ถ้ามันกินน้อยลง ได้รับ แคลอรี่น้อยลง มันจะอายุยืนขึ้น (Science 325, S. 201 คนค้นพบได้โนเบลไปแล้ว) แต่นั่นเป็นจริงกับชีวิตนอกห้องทดลองงั้นหรือ เราต้องระวังไว้ให้ดีเพราะที่นักวิจัยศึกษานั้นเพียงแค่ดูอิทธิพลของการลดอาหารต่อการเกิดโรคแก่ชราเท่านั้น ตัวสัตว์ทดลองก็ยังอยู่ในดินแดนเหมือนสวรรค์อยู่นั่นเอง

ในหัวข้อนี้ก็มีงานวิจัยล่าสุดออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันต้องการพลังงานส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการต่อต้านเชื้อโรค แต่ว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่เมื่อติดโรคแล้วจะลดการกินอาหารลงไป เขาเลยทดลองกับแมลงหวี่เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกินอาหารกับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียสามชนิด ผลลัพธ์คือ แมลงหวี่ที่อดอหารสามารถทนต่อการติดเชื้อชนิดแรกได้ดีเท่าๆกับแมลงหวี่ในธรรมชาติ ส่วนเชื้อชนิดที่สองกลับตายเร็วขึ้น ส่วนเชื้อชนิดที่สามตายช้ากว่า (PLoS Biol. 7: e1000150)

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์จากห้องทดลอง in vitro หรือ แม้แต่ in vivo ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้กับโลกจริงๆได้เสมอไป แต่มันก็ทำให้ระลึกได้ว่า โลกจริงๆที่ปนเปื้อนนั้นมันง่ายกว่าที่คิด ต้องการการแก้ปัญหาอย่างง่ายๆที่ยืดหยุ่นเท่านั้นเป็นพอ ปวดขี้ก็ให้ไปขี้ ไม่ใช้ทำยังไงไม่ให้ปวดท้อง ไม่อยากแก่ก็ให้อารมณ์ดี มีความสุขไว้ อย่าคิดมากเด๋วเยี่ยวเหลือง

โลกมันง่ายกว่าที่คิดเว้ย ไอ้นักวิทย์ทั้งหลาย แสดดดด

Ralf Neumann

From http://www.laborjournal.de/rubric/archiv/domfac/bellbio/schoen_09_09.pdf

เติมน้ำใส่ไข่ โดย นายทิม

Monday, August 17, 2009

วัน พัก ใจ

เคยมีบ้างไหมที่จู่ๆ โลกเราชื่นชอบได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งใดเคยรักเคยหวง กลับกลายเป็นสิ่งเชยชาน่าเบื่อ การงานที่คุ้นเคยกลับกลายเหมือนโซ่ตรวนที่หน่วงหนัก คนเคยร่วมสังสรรค์เฮฮากลายเป็นคนแปลกหน้าที่เหมือนไม่เคยจะรู้จัก กระทั่งห้องหอที่เคยคุ้มหัวก็แปรเปลี่ยนไปเหมือนเป็นเรือนจำ

จากนั้นความเงียบเหงา อึมครึมก็โอบล้อมเข้ามาราวเมฆหมอกปีศาจ รู้สึกหมดพลังไปเสียทุึกอย่าง ไร้ซึ่งพลังจินตนาการสร้างสรรค์ใดๆสิ้น จบดิ่งสู่หุบเหวลึกล้ำหาที่สุด

สภาพเ่ช่นนี้ บางทีอาจนับได้ว่าเป็นความป่วยไข้ชนิดหนึ่ง ไ่ม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บในความหมายสามัญ หากเป็นโรคร้ายที่ทุกคนต้องเผชิญ เป็นทางสองแพร่งของชีวิตกับความตาย ด้านหนึ่งมองเห็นความไร้แก่นสารของสรรพสิ่งที่เคยผูกพัน อีกด้านหนึ่งเป็นความกลัวที่จะต้องสูญทุกอย่างไป

มันเหมือนสภาพกึ่งๆ ครึ่งๆ ไม่เต็มเต็ง จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะกลับข้างหลังก็ไม่ดี จะคิดว่าเป็นมายาก็ไม่ใช่เพราะความรู้สึกทรมานนี้มันจริงเหลือเกิน จะคว้าสิ่งใดมายึดเหนี่ยวบรรเทาก็ไม่มี เหมือนลอยคว้างอยู่กลางทะเล

บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณเป็นเวลาให้เดินทางค้นหาความกลวงโบ๋ของสิ่งที่อยู่ข้างใน เส้นทาง-สาย-หัวใจ

Saturday, August 08, 2009

ความรู้โลกความจริงโลกไม่ใช่ความแท้

http://www.thaipost.net/sunday/090809/8973

ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2518 ร่วม 35 ปีมาแล้ว เอกอัครราชทูตของประเทศสแกนดิเนเวียประเทศหนึ่ง ส่งเจ้าหน้าที่สถานทูตชาติเดียวกันไปรับผู้เขียนถึงสถานที่หนึ่งที่นัดไว้ ไม่ไกลจากบ้านที่ผู้เขียนหลบไปซ่อนตัว ตอนนั้นวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศว่า ผู้เขียนได้หนีไปที่ทุ่งไหหินไปแล้ว สองเดือนหลังจากวันนั้น หนังสือพิมพ์และแมกกาซีนที่พิมพ์เมืองนอกได้บอกว่า นักการเมืองที่เป็น "ลิเบอรัล" คนหนึ่งได้หลบหนีภัยการเมืองไปอยู่ในสถานทูตของประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งในตอนนั้นผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนเป็นนักการเมือง "ลิเบอรัล" จริงๆ เพราะไม่รู้ "ความรู้" รอบตัวอะไรเท่าใดนัก คิดแต่ว่าในทางการเมืองของประเทศไทยนั้น ถ้าไม่เป็นเผด็จการทหารหรือเผด็จการทุกรูปแบบ รวมทั้งคอมมิวนิสต์สุดโต่ง เป็นรอยัลลิสต์หรืออนุรักษนิยมแล้ว คำว่า สังคมนิยม รัฐสวัสดิการ ก็ไม่ได้แตกต่างจาก "ลิเบอรัล" เท่าใดนัก ทั้งที่ว่าไปแล้วผู้เขียนเกลียดหรืออย่างน้อยก็ไม่ชอบระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และกายวัตถุนิยมกับเทคโนโลยีที่ทำลายและทำร้ายธรรมชาติอย่างที่สุด นั่นเป็นตอนนั้นเมื่อ 35 ปีมาแล้ว ตอนนี้ถึงได้รู้ว่า "ลิเบอรัล" นั้นหมายเฉพาะเสรีภาพของ "มนุษย์" เท่านั้น

ทำให้พลอยไม่ชอบ "ความรู้" ในทางกายภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยตัวแทนแบบสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เป็นธรรมที่แท้จริง เพราะมีฐานที่มีมนุษย์เป็นใหญ่ (anthropomorphic) กว่าชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ที่แม้มนุษย์ด้วยกันเองก็ขึ้นกับความฉลาดแกมโกง อำนาจ เงินที่เจือจางด้วยกิเลสตัณหา รวมทั้งสิ่งอะไรๆ ที่มนุษย์คิดขึ้น-ที่ล้วนแล้วแต่ทำร้ายหรือผิดธรรมชาติแทบจะทั้งสิ้น-ไปด้วย

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร? ผู้เขียนก็คิดว่าโลกและจักรวาลของเราอันนี้หรือแห่งนี้ มีชีวิตอย่างแน่นอน การมีชีวิตคือการมีจิตที่เข้าไปอยู่ ดังที่ผู้เขียนได้เขียนเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว คืออยู่ "ภายใน" จักรวาลและ "ภายใน" หัวสมองของสัตว์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เรา และจิตจักรวาลส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ภายในหัวสมองของมนุษย์ ได้ถูกบริหารโดยสมองให้เป็นจิตรู้หรือจิตสำนึก-ทั้งของปัจเจกบุคลและจิตร่วม โดยรวม สำหรับหมู่คนชุมชนหรือสังคม-นั่นทั้งไม่ผิดไปจากศาสนาที่มีพระเจ้าและไม่มี พระเจ้า สำหรับกลุ่มแรกเพียงแต่พระเจ้าอยู่ในจักรวาลนี้ (ไม่ใช่อยู่นอกจักรวาลนี้) และเป็นผู้สร้างสรรค์จักรวาลอันนี้ขึ้นมาจาก "ซิงกูลาริตีที่เป็นซูเปอร์ซิมเมตรี" ซึ่งเป็นส่วนของจิตพระเจ้า (mind of God) สำหรับกลุ่มหลังเช่น ศาสนาพุทธที่บอกว่า "เป็นไปของมันเอง" ซึ่งสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่ไม่เดินเป็นเส้นตรง (non-linear dynamicity science) ซึ่งทำงานด้วยระบบของการจัดองค์กรให้กับตนเอง โดยมีทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นเครื่องมือ (self-organizing system and chaos theory) ทั้งสองกลุ่มจึงผิดกันที่ลำดับก่อนหลัง โดยกลุ่มแรกเกิดก่อนและกลุ่มหลังอธิบายหนักไปทางกลไก แบบนี้ทั้งสองกลุ่มยังไปสอดคล้องกันกับความพ้องจองกัน (coincidence) ที่มีนับร้อยนับพัน ประหนึ่งทำให้จักรวาลเป็นเหมือนกับผลพวงของฤทธิ์เดชของปาฏิหาริย์มายากล ดังที่นักฟิสิกส์ระดับนำของโลกหลายๆ คนเชื่อในทุกวันนี้ นั่นคือพื้นฐานของจักรวาลวิทยาใหม่และฟิสิกส์ดาราศาสตร์

ผู้อ่านทุกคนเลยคิดว่าตนรู้ดีว่าความรู้ (knowledge) คืออะไร? แต่ที่เราเข้าใจว่าเรารู้ดีนั้น อาจจะเป็นความรู้กายวัตถุที่เป็นประหนึ่งสิ่งของที่ถูกแช่แข็งอยู่ตลอด เวลา แน่นิ่งอยู่กับที่ดุจจะพูดได้ว่าเป็นก้อนหินที่ไม่มีชีวิตชีวา เราเข้าโรงเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อายุยังไม่ถึงสามขวบ เพื่อเรียนและรู้ซึ่งความรู้ที่ไม่มีชีวิตชีวานั้นๆ โดยเข้าใจว่าความรู้คือความจริงหรือนำไปสู่ความจริง และโดยทั่วไปของเด็กเล็กๆ เหล่านั้นในเมืองใหญ่ของปัจจุบัน เด็กเล็กๆ ในวัยแค่นั้นยังไม่รู้จักโลกรอบตัว หรือรู้จักตัวเองได้มากพอที่จะรู้ถึงความสัมพันธ์ของตัวตนต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านั้น นั่นคือความสัมพันธ์และความสำคัญของตัวเองกับสังคมและจิตวิญญาณ หรือวัฒนธรรมที่แสดงออกของสังคมนั้น เพราะฉะนั้นไปๆ มาๆ เราก็จะรู้หรือเรียนแต่เฉพาะความสำคัญของตัวเองกับความสัมพันธ์ของตัวเองกับ สิ่งแวดล้อมกายวัตถุ ในที่นี้และในเมืองใหญ่คือสังคม ตกลงสิ่งที่เราเรียน เรารู้ และสิ่งที่เราใช้กำกับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย คือการเรียนเพื่อที่จะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน หรือความเกี่ยวเนื่องระหว่างสังคมกับตัวตนของตัวเองที่สำคัญที่สุด เราเรียนเพื่อรู้แค่นั้น-สำหรับคนส่วนใหญ่-จริงๆ แต่จริงๆ แล้ว ความรู้ไม่ใช่ทั้งสองอย่างสองประการที่กล่าวมานั้น คือทั้งไม่ได้ถูกแช่แข็งตายซากอยู่เฉยๆ และที่สำคัญกว่านั้นความรู้ไม่ใช่ความจริงแท้ แต่ตรงกันข้าม ความรู้คือกระบวนการหรือเป็นกรรมวิธีของธรรมชาติ (natural process) จึงไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาโดยเชื่อมโยงกันทั้งหมด และความรู้ไม่ใช่ความจริงที่แท้จริงเพราะว่าอธิบายเฉพาะแต่รูปธรรมวัตถุภาย นอก ไม่มีอะไรแม้แต่น้อยที่เป็นเรื่องของภายใน ความรู้ในโลกของรูปธรรมวัตถุนิยมจึงไม่สมบูรณ์เลย เพราะธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องของภายนอกกับภายในเป็นบูรณาการ จริงๆ แล้วแม้ว่าภายนอกจะสำคัญ แต่ว่าภายในสำคัญยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดอย่างใดไปไม่ได้ในเรื่องของธรรมชาติแห่งองค์ รวม นั่น-ก็เป็นการอธิบายอีกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่าความรู้ไม่ใช่ความ จริง เนื่องจากธรรมชาติของความจริงจะต้องเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ซ้อนๆ องค์รวม...ฯลฯ ภายนอกกับภายในเป็นบูรณาการ... แอดอินฟินิตัม

ผู้เขียนใช้คำว่าจิตวิญญาณ (spirituality) ของสังคมหรือวัฒนธรรมในที่นี้ จริงๆ แล้วเพียงเพื่อต้องการที่จะเน้นความสำคัญของคำว่าวัฒนธรรมเท่าที่ผู้เขียน เข้าใจ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากที่คนทั่วไปเข้าใจและใช้ๆ กันอยู่ในทุกวันนี้มากนัก ในความเห็นของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าวัฒนธรรมคือจิตรวมทั้งจิตวิญญาณร่วมของสังคมด้วย ในขณะที่สังคมคือรูปกายวัตถุโดยรวม พูดง่ายๆ สังคมมีบริบททางรูปธรรมหรือมีบริบทไปในทางพฤติกรรม ขณะที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องของจิตรู้กับจิตไร้สำนึก คำว่าจิตนั้นกว้างมากที่สุดเลย ที่ทำให้นักคิดนักปราชญ์เข้าใจไม่ตรงกัน ผู้เขียนอาจเป็นคนที่ชอบคิด จึงอาจจัดว่าเป็นนักคิดทั่วไปก็ได้ แต่เป็นถึงนักปราชญ์นั้นคงจะยาก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้อ่านและได้คิดเรื่องจิตนี้อย่างจริงจังและยาวนาน ที่ทำให้ผู้เขียนสามารถจะเข้าใจมันได้บ้าง ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน หากว่าเรายอมรับกันว่าจักรวาลนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพียงประการเดียวคือ วิวัฒนาการ-จากหนึ่งสู่ความหลากหลายที่ซับซ้อนมากขึ้นๆ เป็นวัฏจักรเช่นล้อของเกวียน เพื่อที่กลับมาหาหนึ่งใหม่ไปเช่นนั้นเรื่อยไปอย่างไม่รู้จบ-ของจิต ฉะนั้น จิตจะรวมทั้งหมดตั้งแต่จิตปฐมภูมิ (primordial mind) ของจักรวาลที่เป็นจิตไร้สำนึก (cosmic unconsciousness) ที่มีอยู่ทุกหนแห่ง

และต่อมาส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในสมองของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์ และจะถูกบริหารโดยสมองไปเป็นจิตที่เรียกรวมๆ ว่าจิตใจ และมีวิวัฒนาการและถูกบริหารต่อไปเป็นจิตสำนึก (consciousness or conscious mind) ที่รวมความรู้สึก อารมณ์ ความจำ หรือจิต (ตื่นรู้ (cognition) ไล่ต่อๆ ไปตามสเปกตรัมของจิต ไล่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงจิตวิญญาณและนิพพาน ปัจเจกบุคคลก็เช่นนั้น โดยรวมหรือสังคมก็เช่นนั้น นิพพานที่ผู้เขียนเข้าใจจึงเป็นทั้งลักษณะของปัจเจกพุทธและโพธิสัตว์ วัฒนธรรมจึงหมายความคล้ายๆ กับจิตที่รวมจิตใจ จิตสำนึก รวมทั้งจิตวิญญาณไล่ไปถึงนิพพาน-ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นทั้งสภาวะและไม่ใช่ สภาวะ-ฉะนั้น วัฒนธรรมที่สาธารณชนคนทั่วไปนำมาใช้ๆ กันนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงคำที่มักจะหมายถึงจิตใจของสังคม จารีตประเพณีที่ดีงามและยั่งยืน รวมถึงวิญญาณของเทพเทวดา เจ้าพ่อเจ้าแม่ ผีหรือวิญญาณที่เราใช้กันจนเปรอะไปหมด ซึ่งอย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาหรือวัฒนธรรม ก็คือเรื่องของจิตที่กำกับควบคุมพฤติกรรมของสังคมอีกที

การรับรู้ของเราที่ทำให้เรา "รู้" ซึ่งความรู้ (หนึ่งๆ ใดๆ) แล้วจำเอาไว้เป็นประสบการณ์เพื่อระลึกเอามาใช้เมื่อเราต้องการนั้น เราจึงจำเป็นที่ต้องระลึกถึงความเป็นทั้งหมดของความรู้นั้นๆ ซึ่งได้แก่ ความสนใจหรือความจงใจ-หนึ่ง พฤติกรรม (การอ่านหรือการฟัง)-หนึ่ง บริบทของสังคมในขณะนั้น-หนึ่ง และวัฒนธรรมของสถานที่-เวลาในขณะนั้นๆ อีกหนึ่ง ความรู้ทุกๆ อย่างจะต้องประกอบด้วยความเป็นทั้งหมดทั้งสี่อย่างนั้นเสมอไป เป็นบูรณาการโดยขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ และต้องเข้าใจตลอดเวลาว่าดังที่ได้พูดมาแล้ว ความรู้ที่เรารับและเรียนรู้นั้น มันไม่เคยอยู่กับที่ หากแต่มันเป็นกระบวนการธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสัมพันธ์กับทั้งหมด เหมือนกับความจริงทางโลกหรือทางสังคมที่ไม่ใช่ความจริงแท้ ที่คล้ายๆ กันกับสายน้ำด้วย จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดว่า การเรียนรู้ ทั้งสามรู้ คือ รู้รอด รู้เพราะมีความรู้ และรู้แจ้ง ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือของวิวัฒนาการของมนุษย์และจักรวาล จากหนึ่งสู่ทั้งหมด เพื่อหวนกลับสู่หนึ่งใหม่ไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ นั่นคือขามาและขากลับของวิวัฒนาการ อันเป็นเป้าหมายของจักรวาลที่ยาวมากๆ และมนุษย์ที่สั้นมากๆ ดังที่ผู้เขียนมองเห็น เชื่อ และเอามาเขียนเล่าตลอดมา

นั่นคือขั้นตอนของวิวัฒนาการของจักรวาล วิวัฒนาการทางกายภาพจะต้องผ่านขั้นตอนของชีววิวัฒนาการของพืชและสัตว์ต่างๆ ไล่ไปตั้งแต่ต่ำไปหาสูง ทวีความซับซ้อนขึ้นไปตามลำดับก่อน ต้องผ่านการ "รู้รอด" ของพืช สัตว์และมนุษย์ก่อน ถึงจะเป็นการรู้หรือการแสวงหาความรู้ของสัตว์ชั้นสูง ไล่มาตั้งแต่แมมมอล ไพรเมต เอปส์ เช่น ชิมแปนซี และมาถึงมนุษย์ตามลำดับ ไล่มาอีกทางกายภาพตั้งแต่ปัจเจกและโดยรวมหรือสังคมตามลำดับ ก่อนที่จะมาถึงวิวัฒนาการของจิตและวัฒนธรรม ซึ่งก็คือจิตแห่งสังคมตามลำดับเช่นเดียวกัน ความรู้ทางโลกหรือทางสังคม-อันไม่ใช่ความจริงแท้ดั่งที่ได้ว่าไปแล้ว-จะ ประกอบด้วยความตั้งใจ-หนึ่ง พฤติกรรม-หนึ่ง สังคมในเวลานั้น-หนึ่ง และวัฒนธรรมในเวลาและสถานที่อีกหนึ่ง แล้วจึงจะมาถึงการค้นพบความจริงที่แท้จริงหรือ "รู้แจ้ง" ไล่ไปตั้งแต่จิตวิญญาณ (spirituality) ถึงนิพพานการรู้ (knowing or cognition) และความรู้ (knowledge) จึงเป็นกลไก หรือเครื่องมือของวิวัฒนาการของจักรวาลที่มีมนุษย์เป็นตัวแสดง การรู้และความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิวัฒนาการของมนุษย์ ที่ต้องเรียนรู้ทั้งสามรู้ที่กล่าวมานั้นจนรู้แจ้งหรือรู้ว่าความจริงแท้ นั้นคืออะไร? และการรู้ความจริงที่แท้จริง-อันเป็นเป้าหมายของจักรวาลนั้นจำเป็นที่จะต้อง รู้จักรู้การเอาตัวให้อยู่รอดหรือรู้รอดก่อน และการรู้เพื่อแสวงหาความรู้ก่อน-หรือรู้แจ้งนั้น.