Friday, October 03, 2014

บริษัทไร้กระดาษ

Paul Veger เจ้าของบริษัทไอทีเก่าแก่ Decos แห่งเนเธอแลนด์ (ตั้งประมาณทศวรรษที่ 1980) ปรับปรุงบริษัทตัวเองให้ไม่ใช้กระดาษแม้แต่ในห้องน้ำ


Paul เริ่มทำไอเดียนี้ให้เป็นจริงตั้งแต่ปี 2011 เขายกเลิกจดหมายกระดาษทั้งหมดรับเป็นอีเมลล์เท่านั้นเหลือแต่ใบภาษีที่รัฐ ไม่ยอมส่งทางอีเมลล์ให้ แม้แต่สัญญาจ้างงานก็ไม่พิมพ์ออกมา ข้อมูลทุกอย่างเก็บไว้บน cloud server ทั้งสำนักงานและโต๊ทำงานจึงโล่งว่าง สะอาด เป็นระเบียบ แน่นอนมีข้อเสียว่า ข้อมูลอาจโดนแฮ็กหรือหายได้ แต่ถึงใช้กระดาษก็ไม่ได้ประกันว่าข้อมูลจะไม่หาย


ที่เขาทำแบบนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างของบริษัทไอที ที่อยู่บนโลกดิจิตัลทันสมัยจริงๆ การทำแบบนี้มีประโยชน์อย่างมาก ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะไม่ต้องเสียค่ากระดาษ ค่าปริ้นเตอร์ ค่าซองจดหมาย ค่าเก็บขยะ แถมยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยช่วยลดการตัดต้นไม้ได้ปีละ 16 ต้น (1/4 ต้นต่อ พนักงานหนึ่งคน) และที่สำคัญทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถหาเอกสารหรือส่งเอกสารโดยทันที


อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นที่เดียว คือ กระดาษทิชชู่สำหรับเช็ดหน้า ที่คนต้องใช้เช็ดเวลาจาม ส่วนในห้องครัวก็ไม่มีกระดาษให้ใช้เลย ให้ใช้ผ้าเช็ดเท่านั้น นอกจากนี้แผนต่อไปของบริษัทคือ รถบริษัทจะเปลี่ยนจากรถพลังงานไม่สะอาดจาก น้ำมัน หรือ แก๊สธรรมชาติ เป็น รถพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น
โมเดลไร้กระดาษนี้ เริ่มมีบริษัทหลายที่ทำ ซึ่งน่าจะเป็นเทรนด์ออฟฟิซในอนาคต ดูแล้วไม่ยาก นอกจากตั้งใจทำจริง เมืองไทยถ้าบริษัทไหนสน ก็น่าจะลองทำดูครับ


ที่มา http://www.spiegel.de/karriere/berufsleben/holland-papierloses-buero-bei-decos-a-993143.html

Thursday, May 01, 2014

ปรามินทร์ เครือทอง: พม่า Shutdown กรุงศรี ใครหนี ? ใครสู้ ? ใครรู้ว่าแพ้เลยเผ่น ?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1397711039&grpid=03&catid&subcatid
จาก นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ 1 เมษายน 2557

(เชิงอรรถสมบูรณ์ อยู่ในนิตยสาร)

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เป็นบทเรียนสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ให้แง่คิดมุมมองมากมายหลายด้าน ไม่เพียงแต่ด้านการเมือง การสงครามเท่านั้น ยังทำให้เราเห็นว่า เมื่อครั้งที่บ้านเมืองมีศึกติดพัน ถึงคราววิบัติบ้านแตกสาแหรกขาดชนิด “ล่มสลาย” จริงๆ นั้น ใครมีบทบาทอย่างไร ใครคิดสู้ปกป้องบ้านเมือง ท้องถิ่น ใครถอดใจหนีเอาตัวรอด ใครรักษาหน้าที่ของตนจนถึงที่สุดในยามวิกฤต

“ในปีวอก ฉศกนั้น ฝ่ายพุกามประเทศ พระเจ้าอังวะมังระ ให้เกณฑ์พลฉกรรจ์ลำเครื่องสองหมื่นห้าพัน สรรพด้วยช้างม้าเครื่องสรรพศัตราวุธให้พร้อมไว้ คิดจะยกมาตีพระนครศรีอยุธยาอีก”

สงครามเสียกรุงคราวนี้ เริ่มต้นที่เมืองทวาย เพียงแค่เดือนเดียว กองทัพพม่าก็บุกทะลุถึงเมืองเพชรบุรี แต่ยั้งทัพรอต่อเรือรบจนเข้าปีระกา ก่อนจะบุกเข้าประชิดกรุงในเวลาต่อมา


ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาก็ระดมพลหัวเมือง ใช้ยุทธวิธี “ตั้งรับ” รอบๆ เมือง
 

“พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสสั่งเสนาบดีให้จัดแจงเกณฑ์กองทัพหัวเมืองปากใต้ทั้งปวง และให้ทัพบกยกไปตั้งค่ายรับข้าศึกอยู่ตำบลบำหรุใต้เมืองราชบุรี ให้ทัพเรือไปตั้งอยู่หัวเมืองตำบลบางกุ้ง และให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ ตะวันออก ตะวันตก เข้ามาช่วยการสงครามป้องกันพระนคร
 

ให้ทัพเมืองพระพิษณุโลกมาตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดภูเขาทอง ให้ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดพระเจดีย์แดง แล้วให้พระยารัตนาธิเบศคุมกองทัพเมืองนครราชสีมา ยกมาตั้งรักษาเมืองธนบุรี ให้พระยายมราชเกณฑ์กองทัพหัวเมืองอื่นยกลงมาตั้งรักษาเมืองนนทบุรี และทัพหัวเมืองนอกกว่านั้นให้เกณฑ์เข้ามาบรรจบกับพลชาวพระนคร ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินกำแพงเมืองโดยรอบ สรรพด้วยปืนใหญ่น้อยเครื่องสรรพาวุธพร้อม แล้วให้กวาดครอบครัวพลเมืองชาวเมืองและเสบียงอาหารเข้าไว้ในพระนคร”

แต่ตลอดรายทางก่อนจะปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้นั้นมีรายงานชัดเจนว่าหัวเมืองต่างๆยอมแพ้ต่อกองทัพพม่า ทั้งแบบต่อต้านเพียงเล็กน้อย จนถึงขั้นทิ้งเมืองหนีเลยก็มี


ทำให้กองทัพพม่าสามารถปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาได้แบบไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะทำสงครามขั้นสุดท้ายปิดบัญชีกรุงศรีอยุธยา


Shutdown กรุงศรี

นับตั้งแต่ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๐๘ กองทัพพม่าก็เริ่มไล่ตีรุกคืบกินหัวเมืองรอบนอกกรุงศรีอยุธยาไว้แบบไม่ยากเย็นนัก
รุ่งขึ้นปีจอ พม่าซึ่งแต่เดิมมีนายทัพใหญ่ ๒ คน คือ เนเมียวมหาเสนาบดีนำทัพบุกทางเหนือ กับมังมหานรธานำทัพบุกทางตะวันตก ตามยุทธวิธี “คีมหนีบ” (pincers movement) แต่มังมหานรธาเสียชีวิตลงกลางศึก จึงเหลือเนเมียวมหาเสนาบดีเป็นนายทัพใหญ่เพียงคนเดียว เนเมียวมหาเสนาบดีสั่งนำทัพยกประชิดกำแพงพระนครโดยรอบเป็นการปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอย่างสิ้นเชิง


โดย กองทัพพม่าตั้งค่ายใหญ่ที่ตำบลโพธิ์สามต้นแล้วกระจายออกตั้งค่ายที่วัดภูเขา ทองวัดการ้องแล้วสั่งนายทัพนายกองเติมเข้าไปทางวัดกระช้าย วัดเต่า วัดสุเรนทร์ ทางด้านตะวันตกทั้งหมด


อย่างไรก็ดี เวลานั้นกองทัพกรุงศรีอยุธยายังคงยึดพื้นที่นอกกำแพงเมืองบางส่วนไว้ได้ คือด้านเหนือที่เพนียด ด้านตะวันออกที่วัดพิชัย วัดเกาะแก้ว ด้านใต้มีกลุ่มคนจีนโดยหลวงพิพัฒน์คุมอยู่ที่คลองสวนพลู ด้านตะวันตกที่วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น


ต่อมากองทัพพม่าได้ขยายวงล้อมมาทางทิศเหนือ ตั้งค่ายที่วัดพระเจดีย์แดง วัดสามพิหาร วัดมณฑป วัดกระโจม วัดนางชี วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์ แต่ละค่ายให้พูนดินปลูกหอสูงตั้งปืนใหญ่ไว้ยิงถล่มกรุง
แต่ในที่สุดค่ายใหญ่น้อยต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาที่อยู่รอบนอกพระนคร ก็ไม่สามารถจะยันพม่าไว้ได้

“ค่ายไทยซึ่งออกมาตั้งรบอยู่นอกพระนครนั้น ก็เสียแก่พม่าในเดือน ๓ ปีจอ อัฐศกนั้นทั้งสิ้น”


เท่ากับว่ากองทัพพม่าได้ Shutdown กรุงศรีอยุธยาได้อย่างเบ็ดเสร็จก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกไม่น้อยกว่า ๒ เดือน แต่ว่าก่อนหน้านั้น กรุงศรีอยุธยาก็ถูกปิดล้อมทั้งหัวเมืองใกล้เคียงและชานพระนครไว้ก่อนแล้ว

กองทัพพม่าไม่เพียงแต่ตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้แบบชั่วคราวเท่านั้นแต่ได้“สร้างเมือง”ก่อกำแพงสูง โดยใช้ยุทธศาสตร์ “ปักหลักพักค้าง” น้ำมาไม่หนี อยู่กันข้ามปีถึงขนาดว่าจะล้อมไว้นานเท่าไรก็ได้ “ถึงแม้ว่าเราจะต้องล้อม ๑๐ ปี เราก็จะล้อมไว้กว่าจะได้”

เมื่อพม่าตั้งค่ายตามวัด ก็ใช้อิฐวัดก่อกำแพงเมือง “พม่าล้วนแต่มีใจหยาบช้ามิได้ละอายแก่บาป ให้รี้พลไปรื้อเอาอิฐ โบสถ์วิหารวัดน้อยใหญ่ทั้งปวง มาก่อกำแพงล้อมเป็นค่ายทั้งสองตำบล” นี่เองทำให้กรุงศรีอยุธยาหลังสงคราม “หมดสภาพ” ที่จะฟื้นคืนให้ดีดังเก่าได้


“เมือง” หรือค่ายของกองทัพพม่ามั่นคงแข็งแรง สร้างด้วยอิฐจากวัดต่างๆ มีอยู่ถึง ๒๗ เมือง รายรอบกรุงศรีอยุธยา

“ได้สร้างเมืองรอบพระนครทั้ง ๔ ด้าน สร้างด้วยอิฐทั้งสิ้น ๒๗ เมืองๆ นี้ได้ก่อนสร้างป้อม คู ประตู หอรบ ไว้ทั้งสิ้น ดุจเทวดาลงมานฤมิตร แล้วจัดให้พลทหารเอาปืนใหญ่น้อยสาตราวุธทั้งปวงขนขึ้นรักษาตามป้อมแลหอรบบนเชีงกำแพงโดยแน่นหนา

ครั้งจัดเสร็จแล้วแม่ทัพทั้ง๒ก็สั่งให้พลทหารเอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในกำแพงกรุงศรีอยุทธยาดุจฝนแสนห่ามิได้ขาดเสียงปืน”


การ Shutdown กรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น เป็นการปิดล้อมเชิงยุทธวิธีแล้ว เพื่อตัดการส่งเสบียงอาวุธ เสบียงอาหาร ไม่ให้กรุงศรีอยุธยาได้รับการสนับสนุนใดๆ จากภายนอกได้อีก แล้วยังสามารถจัดการพื้นที่เพื่อสนับสนุนเสบียงให้กับ “เมือง” ที่กองทัพพม่าตั้งขึ้นรอบๆ พระนครอีกทางหนึ่ง

“เพราะฉะนั้นพวกเราจงแย่งชิงโคกระบือของพลเมืองอยุทธยาทั้งปวง เมื่อได้แล้วก็ไปทำนาตามพลเมืองแลนาหลวงอยุทธยาให้มีกำลังแก่เรา แลอย่าให้พลเมืองอยุทธยาทำไร่ทำนาได้”


การปิดล้อมแบบปิดตายครั้งนี้ส่งผลให้ภายในพระนครระส่ำระสายอย่างหนัก

“ฝ่ายข้างในกรุงฯก็เกิดโจรผู้ร้ายปล้นกันเนืองๆมิได้ขาดและผู้คนอดอยากซูบผอมป่วยไข้ล้มตายนั้นก็มากที่หนีออกไปหาพม่านั้นก็เนืองๆ”
ผลการรบที่กรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอ ทำให้บาทหลวงชาวฝรั่งเศสถึงกลับกล่าวว่าไทยไม่คิดสู้ ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

“ฝ่ายพม่าข้าศึกก็ยกทัพเข้ามาทีละน้อย หวังจะให้ขาดเสบียงในกรุง เพราะพวกพม่าได้ทำลายทุ่งนาบ้านเรือนโดยรอบกรุง ถ้าไทยจะคิดตัดเสบียงพวกข้าศึกแล้วก็จะทำได้ง่ายที่สุด แต่ก็ไม่เห็นไทยคิดจะจัดการอย่างใดเลย”


ศึกใน ไส้ศึก

กองทัพพม่าที่ยกมาคราวนั้น มีหลักฐานบันทึกจำนวนไว้ต่างกันออกไป พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่ามีราว ๒๕,๐๐๐ นาย หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดว่ามีประมาณ ๘๐,๐๐๐ นาย หนังสือมหาวงษ์พงศาวดารพม่า ว่ามีราว ๗๓,๐๐๐ นาย

ด้านกองทัพกรุงศรีอยุธยาฝ่ายตั้งรับ หนังสือคำให้การฯ ว่ามีราว ๖๐,๐๐๐ นาย ใกล้เคียงกับหนังสือมหาวงษ์ฯ ว่ามีราว ๕๐,๐๐๐ ไม่รวมช้าง ม้า ปืนใหญ่ อีกหลักพัน


จำนวนทหารที่ปรากฏในบันทึกอาจจะไม่มีความแน่นอนนัก อย่างไรก็ดี ตามหลักยุทธศาสตร์การรบ ฝ่ายตั้งรับคือฝ่ายที่ได้เปรียบกว่า แต่ในกรณีนี้พม่าใช้ยุทธวิธีปิดล้อมยืดเยื้อ ผลการรบส่วนใหญ่พม่าจึงเป็นฝ่ายมีชัยเหนือกรุงศรีอยุธยาเกือบทุกสมรภูมิ


ความพ่ายแพ้ อดอยาก ยิ่งทำให้ทั้งทหาร ราษฎร ในพระนครหนีออกไปมอบตัวกับกองทัพพม่ามากยิ่งขึ้น “การข่าว” ของพม่าก็ยิ่งแม่นยำขึ้นมากเช่นเดียวกัน

“พวกพลทหารพลเมืองอยุทธยา ทั้งปวงก็ได้รับความคับแค้นอดหยากคับแค้นอยู่ทุกผู้คนแล้วจึงได้เข้ามาอ่อน น้อมสวามิภักดิ์ที่กองทัพเราทุกวันมิได้ขาดเราก็ได้ทราบกิจราชการของพระเจ้า กรุงศรีอยุทธยาหมดแล้ว”

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานเป็นบันทึกของชาวต่างชาติที่“บันทึกเรื่องราวของผู้เห็นเหตุการณ์”ไว้ว่ากรุงศรีอยุธยามี“ไส้ศึก” ของกองทัพพม่าอยู่ภายในตัวเมือง คอยช่วยเหลือกองทัพใหญ่นอกเมืองอีกด้วย
 

“ในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ ทัพพม่าได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากชาวพม่าด้วยกันจำนวนประมาณ ๕๐๐ คน ที่อยู่ในตัวเมือง (ชาวพม่าเหล่านี้ถูกกองทัพไทยจับไว้ได้ในครั้งก่อนๆ) และได้ติดต่อกับกองทัพพม่าที่ยกเข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา”

น่าเสียดายที่บันทึกเรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้จากเอกสารฝ่ายพม่าและฝ่ายไทย

อย่างไรก็ดีคำให้การชาวกรุงเก่าได้เอ่ยถึงเรื่อง“ไส้ศึก” ไว้เหมือนกัน
“พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเห็นนายทัพนายกองแตกพ่ายมาดังนั้น ก็ให้ปิดประตูให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นไว้มิให้ออกรบ

ครานั้นพระยาพลเทพข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกหากลอบส่งเครื่องศัสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่าสัญญาจะเปิดประตูคอยรับ”


แม้ว่าเรื่องนี้จะเชื่อถือได้ยาก เพราะในกรุงศรีอยุธยาเองก็ขาดแคลนทั้งเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมาก จะมีปัญญาส่งเสียให้กับกองทัพพม่าได้อย่างไร


แต่ ข้อเท็จจริงบางประการที่มีหลักฐานยืนยันตรงกันก็คือ“กองทัพพม่าเต็มไปด้วยคน ไทย” จะเป็นการแปรพักตร์หรือถูกกวาดต้อนให้ร่วมรบก็ตามย่อมมีผลในการ “เติม” กำลังพลให้กับฝ่ายพม่า ในขณะเดียวกันก็ “ลด” กำลังทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาไปไม่น้อย


การที่มีคนคิดสู้ และผู้ที่คิดหนี ในเวลาเช่นนี้ ย่อมมีผลอย่างสูงในเวลาที่บ้านเมืองระส่ำระสาย และหากผู้ที่คิดหนีเป็นขุนทหารไม่ใช่ราษฎรที่เป็นเด็ก ผู้หญิง หรือคนชรา ย่อมมีผลต่ออำนาจในการป้องกันตัวของกรุงศรีอยุธยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แน่นอนว่าเรื่องของนักสู้ และผู้ถอยหนี มีบันทึกไว้ไม่น้อยในประวัติศาสตร์หน้านี้

เช็คชื่อ ใครสู้ ใครถอย ใครหนี

ปกติการรบย่อมมีรุกมีรับ แต่ในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายถอยหนีมากกว่ารุกคืบ การที่กรุงศรีอยุธยาเน้นยุทธวิธีตั้งรับมากกว่ารุกไล่ หรือป้องกันข้าศึกตั้งแต่แนวชายแดน ทำให้ข้าศึกรุกคืบถึงพระนครได้โดยง่าย และมีโอกาส “รุกฆาต” เมื่อใดก็ได้

อย่างไรก็ดี การที่กรุงศรีอยุธยาสามารถตั้งรับได้นานนับปี อาจแสดงว่าประสิทธิภาพในการป้องกันตัว ยังใช้ได้ดีพอสมควร ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะทหารในพระนครสู้รบอย่างเต็มที่เนื่องจากเป็นปราการด่านสุดท้าย หรืออาจเป็นเพราะ “กรุงศรีอยุทธยานี้เปนกรุงใหญ่โตมั่นคง แลคูเมืองกว้างน้ำก็ลึกกับได้ก่อสร้าง ๕๐ ป้อม ค่ายคูประตูหอรบขึ้นไว้ใหม่”  ทำให้กองทัพพม่าต้องหายุทธวิธีฝ่าด่านสุดท้ายนี้ให้ได้ คือการขุดอุโมงค์เผารากกำแพงเมือง แล้วเข้าตีพร้อมกันทุกด้าน จนสามารถยึดกรุงศรีอยุธยาได้ในที่สุด

หากไล่เรียงความพ่ายแพ้นับตั้งแต่เริ่มเกิดศึก ก็จะเห็นได้ว่า กรุงศรีอยุธยาเสียทีตั้งแต่เริ่มศึก และไม่มีโอกาสกลับมาเป็นผู้ชนะได้ เนื่องจากตลอดเส้นทางการรบกรุงศรีอยุธยารบพลางถอยพลางอยู่ตลอดเวลา

นับตั้งแต่เดือน ๖ ปีวอก พุทธศักราช ๒๓๐๗ กองทัพพม่าได้ไล่ล่า “หุยตองจา” เจ้าเมืองทวาย ซึ่งหนีตายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พม่าจึงตามตีไล่ล่าหุยตองจา ตั้งแต่เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี เลยมาถึงเมืองกระบุรี ชุมพร ปทิว เมืองกุย เมืองปราณ ก่อนจะยกทัพกลับไปตั้งหลักที่เมืองทวาย หลังจากไม่ได้ตัวหุยตองจาดังที่หวัง เพราะรัฐบาลกรุงศรีอยุธยาได้ส่งตัวหุยตองจาไปลี้ภัยที่เมืองชลบุรี

หลัง จากได้หยั่งเชิงดูแล้วเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยานั้นอยู่ในสภาพอ่อนแอพม่า ก็ตัดสินใจที่จะตีกรุงศรีอยุธยาสิ้นสภาพในคราวนี้จึงส่งกองทัพบุกทางเหนือ หนึ่งกองทัพ ทางใต้อีกหนึ่งกองทัพ บุกตะลุยฝ่าด่านหัวเมืองต่างๆ มาเรื่อยๆ

เดือน ๔ ปีวอก เมืองกำแพงเพชร ไม่มีใครสู้รบ
เดือน ๗ ปีวอก พระพิเรนทรออกรับศึกเมืองกาญจนบุรี แตกพ่าย
ราชบุรี เพชรบุรี มิได้มีผู้ใดต่อรบ ยกครอบครัวหนีเข้าป่าไปสิ้น
ปีระกา ให้พระพิษณุโลกไปตั้งรับที่วัดภูเขาทอง พระพิษณุโลกถวายบังคมลาไปปลงศพมารดา
เดือน ๑๑ ปีระกา พระยาสุโขทัย และพระยาสวรรคโลกพาครอบครัวพลเมืองหนีเข้าป่า


พวกไทยบางกุ้งแตกพ่ายหนี
พระยารัตนาธิเบศตั้งรับอยู่เมืองธนบุรีหนีกลับขึ้นไปกรุงศรีอยุธยามิได้สู้รบ
พระยายมราช ตั้งรับอยู่เมืองนนทบุรี เลิกทัพหนี มิได้ตั้งอยู่ต่อรบพม่า
บรรดาประชาชนชาวหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวง ยกครอบครัวหนีเข้าป่า
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ผนวชอยู่วัดประดู่ หาได้ลาผนวชออกไม่


เดือนอ้าย ปีจอ พระยาแพร่ ซึ่งร่วมรบกับกองทัพพม่ามาตลอดทาง รวมทั้งร่วมเข้าตีค่ายบางระจัน เกิดเปลี่ยนใจไม่อยู่ฝ่ายพม่าอีกต่อไปเพราะ “สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีพระคุณแก่ข้าพระพุทธเจ้ามาก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อยู่รบกรุงเทพมหานครด้วยพม่าแล้ว จะกลับไปเมืองของตน”

เดือนยี่ ปีจอ พระยาตาก “จัดแจงกันคิดจะยกทัพหนีไปทางตะวันออก”

พลเรือน ทหาร ข้าราชการ ที่ “หนี” เหล่านี้ เฉพาะที่ปรากฏชื่อ เรื่องราวในพระราชพงศาวดารเท่านั้น ในเหตุการณ์จริงคงจะมีนายทัพนายกองอีกมากที่ทำในสิ่งเดียวกัน นอกจากหนีแล้วหนังสือมหาวงษ์ฯ ยังได้กล่าวอ้างถึงการยอมสวามิภักดิ์ของเจ้าเมืองฝ่ายกรุงศรีอยุธยาไว้หลายเมือง เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น

“ฝ่าย ผู้รักษาเมืองราชบุรีเห็นว่าเมืองเพ็ชร์บุรีเสียแก่มหานรทาก็มีความกลัวเกรง ไม่อาจจะต่อสู้รบแล้วผู้รักษาเมืองราชบุรีก็เอาเครื่องราชบรรณาการเปนอัน มากออกมาสวามิภักดิ์ยอมเข้าเปนข้ามหานรทาแม่ทัพแล้วมหานรทาแม่ทัพก็ตั้งให้ ผู้รักษาเมืองราชบุรีกับตั้งให้นายทหารเอกอยุทธยากำกับรักษาเมืองราชบุรีต่อ ไป แล้วให้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาด้วย”

แน่นอนว่าการศึกครั้งนี้ มิใช่จะมีแต่การ “หนี” เพียงอย่างเดียว

ในศึก “ป้องกันตัว” กรุงศรีอยุธยายังมีผู้ที่สู้ตายถวายชีวิตอีกมาก เพียงแต่ว่าการเสียสละเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้ผลการรบเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

ราวเดือน ๑๒ ปีระกา พ่อค้าชาวอังกฤษชื่อ ปอเน นำเรือเข้ามาขายสินค้าในกรุงศรีอยุธยาในระหว่างเกิดสงครามพอดี
 

“โกษาธิบดีให้ล่ามถามแก่นายกำปั่นว่าถ้าพม่าจะเข้ามารบเอาเมืองธนบุรีอีกนายกำปั่นจะอยู่ช่วยรบหรือจะไปเสียนายกำปั่นว่าจะอยู่ช่วยรบ”

พวกปอเนยิงต่อสู้กับพม่าที่ป้อมเมืองธนบุรีได้ระยะหนึ่งก็ขอปืนใหญ่กระสุนดินปืนเพิ่มอีก“ไทยยอมจัดปืนให้แต่ไม่ครบจำนวน” สุดท้ายปอเนจึงถอนสมอออกไป “มิได้อยู่รบพม่า”

เดือน ๓ ปีระกา เกิด “ศึกบางระจัน” ชาวบ้านร่วมมือกันต่อสู้กับกองทัพพม่าอย่างดุเดือด และสามารถรักษาบางระจันไว้ได้นานถึง ๕ เดือน ก่อนจะแตกพ่ายไปในเดือน ๘ เสียชาวบ้านไป ๑,๐๐๐ กว่าคน พม่าตายไป ๓,๐๐๐ เศษ พวกที่รอดตายก็ถูกจับเป็นเชลยโดยมาก

กรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นอีกพระองค์หนึ่งที่รวบรวมผู้คนทางหัวเมืองตะวันออกได้หลายพันคน คิดจะยกกลับมากู้กรุงศรีอยุธยา แต่แผนแตกเสียก่อน พม่ายกกองทัพมาตีจนแตกพ่าย กรมหมื่นเทพพิพิธหนีไปเมืองนครราชสีมา

นายเริก ทหารในกองเรือที่กำลังจะยกเข้าตีค่ายพม่าที่วัดการ้อง ถูกปืนยิงขณะรำดาบสองมืออยู่หน้าเรือ “ตกน้ำลง” ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นหรือตาย แต่เห็นจะมีวิชาดีอยู่จึงกล้ารำดาบท้าพม่าอยู่หน้าเรือได้

เดือน ๑๒ ปีระกา พระยาเพชรบุรีเป็น “กองหน้า” นำกองเรือเข้าตะลุมบอนกับพม่ากลางทุ่งวัดสังฆวาส พม่าเอาหม้อดินดำติดเพลิงโยนเข้าในเรือพระยาเพชรบุรี สุดท้ายจับพระยาเพชรบุรีได้ แต่พระยาเพชรบุรีเป็นคนมีวิชา ฟันแทงไม่เข้า “จึงเอาไม้หลาวเสียบแทงทางทวารหนักถึงแก่ความตาย”

ในกองเรือนี้มีพระยาตาก “นายกองเรือ” และหลวงศรเสนี “กองหนุน” แต่ทั้งสอง “จอดรอดูเสีย หาเข้าช่วยอุดหนุนกันไม่”

นอกจากนี้ยังมีชาวจีนคลองสวนพลูนำโดยหลวงพิพัฒน์ นำจีน ๒,๐๐๐ คน ตั้งค่ายรบอยู่ที่คลองสวนพลู (เอกสารบาทหลวงว่าตั้งอยู่ที่ค่ายฮอลันดา) ค่ายนี้รบกับพม่าอยู่ครึ่งเดือนถึงเสียค่าย

ค่ายทหารกรุงศรีอยุธยาที่วัดชัยวัฒนารามก็ต่อสู้พม่าอยู่แปดเก้าวันจึงพ่ายแพ้

นอกจากนี้ยังมีวีรบุรุษอีกมากที่สู้ตายถวายชีวิตในศึกครั้งนี้ บ้างก็อาจมีชื่ออยู่ในพระราชพงศาวดาร บ้างก็มีชื่ออยู่ในตำนานท้องถิ่น บ้างก็เป็นวีรบุรุษนิรนามไป

ข้อมูลจากพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ในศึกครั้งนี้กรุงศรีอยุธยามีผู้เสียชีวิต ทั้งด้วยอาวุธ ป่วยไข้ และอดตาย ประมาณได้ ๒๐๐,๐๐๐ คน ถูกจับเป็นเชลยราว ๓๐,๐๐๐ คน รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาก็ถูกจับเป็นเชลยอีกพระองค์หนึ่งด้วย

แต่ก็ยังมีผู้ที่หลบหนีพม่าและรอดจากสงครามคราวนี้จนต่อมาได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึง๒คน

๓ กษัตริย์ “หนี” ในศึกกรุงแตก

พระเจ้าแผ่นดินพระองค์สุดท้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาคือพระเจ้าเอกทัศน์พระราชพงศาวดารบันทึกพระราชประวัติในช่วง“หนี”พม่าไว้ว่า

“พระเจ้าแผ่นดินนั้นหนีออกจากเมือง ลงเรือน้อยไปกับมหาดเล็กสองคน ไปเร้นซ่อนอยู่ในสุมทุมไม้ใกล้บ้านจิกข้างวัดสังฆาวาส มหาดเล็กนั้นก็ทิ้งเสียหนีไปอื่น อดอาหารอยู่แต่พระองค์เดียว พม่าหาจับได้ไม่”


แต่พระราชพงศาวดาร ฉบับพระพนรัตน์ บันทึกไว้ต่างกันคือ “หนีออกไปจากพระนครองค์เดียว ได้ความทุกข์ลำบากก็ถึงพิราลัยไปสู่ปรโลก” คล้ายกับ คำให้การชาวกรุงเก่า ที่ว่า “พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ประมาณสิบเอ็ดสิบสองวันก็เสด็จสวรรคต” ส่วนบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า “ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามซึ่งเป็นพระโรคเรื้อนนั้น ก็หนีข้าศึกไป และไปสวรรคตที่โพธิ์สามต้น”


บันทึกทั้งหมดนั้นต่างจากพงศาวดารพม่าอย่างสิ้นเชิง พงศาวดารพม่ากล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าแผ่นดินสยามว่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้ปลอมพระองค์หนีไปกับพระมเหสีเล็ดลอดปะปนไปกับราษฎร แต่ทรงถูกปืนซึ่งพม่ายิงเข้าใส่ฝูงชนเมื่อบุกเข้าเมืองมา “พระศพพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาถูกอาวุธล้มสวรรคตอยู่ที่ประตูเมืองฝั่งตวันตกกรุงศรีอยุธยา” เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา


แต่ก่อนที่จะสิ้นวงศ์อยุธยามีบุคคลสำคัญ๒ท่าน ที่หนีศึกในสงครามกรุงแตก และภายหลังได้กลับมาเป็นผู้ที่สถาปนาราชอาณาจักรและพระราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ สืบต่อจากวงศ์อยุธยา


หนึ่งในนั้นคือ พระยาตาก ที่พารี้พลหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ก่อนกรุงจะแตก ๓ เดือน ภายหลังจึงวกกลับมาขับไล่พม่า “ฟื้น” ราชอาณาจักรขึ้นมาใหม่มีราชธานีอยู่ที่ “กรุงธนบุรี”


อีกท่านหนึ่งคือ หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เมืองราชบุรี

เมื่อครั้งพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น นายสุดจินดา (บุญมา) หนีพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา มุ่งหน้าไปหาพี่ชายคือหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เมืองราชบุรี ที่อัมพวา หมายจะชักชวนกันไปเฝ้าหาพระยาตากแถบเมืองชลบุรี เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันกู้กรุงศรีอยุธยา
 

“เมื่อถึงราชบุรีแล้วจึงเสด็จไปที่บ้านอำพะวา ก็หาพบพระเชษฐาไม่ สืบความทราบมาแต่พระสงฆ์บางองค์ที่กล้าอยู่ บอกว่าพระเชษฐาท่านพาพระชายาแลพระญาติหนีพม่าในป่าข้างทิศเหนือ ขณะนั้นกรมพระราชวังท่านก็ตามไปในป่าหลายวันจึงพบพระเชษฐา”

หากย้อนกลับไปตรวจสอบวันที่มังมหานรธาบุกเมืองราชบุรีคือเดือน๗ ปีวอก ซึ่งเวลานั้นพงศาวดารกล่าวไว้แตกต่างกันคือ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า “มิได้มีผู้ใดต่อรบ ยกครอบครัวหนีเข้าป่าไปสิ้น” ส่วนฉบับพระพนรัตน์กล่าวว่า “รบพุ่งกันอยู่หลายวัน” ในขณะที่พงศาวดารพม่าบันทึกว่าผู้รักษาเมืองราชบุรี “ออกมาสวามิภักดิ์ยอมเปนข้ามหานรทา”


ไม่ว่าสถานการณ์การรบจะเป็นอย่างไร บทสรุปที่แน่นอนก็คือราชบุรีเสียให้แก่พม่าตั้งแต่เดือน ๗ ปีวอก ในขณะที่ราษฎร ทหาร บางส่วนย่อมหลบหนี “เข้าป่าไปสิ้น” ซึ่งก็น่าจะเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่หลวงยกกระบัตรพาครอบครัวหลบหนีเข้าป่า

ถ้าเป็นไปตามนี้ ก็เท่ากับว่าหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี หนีเข้าป่าก่อนกรุงแตกเกือบ ๒ ปีเต็ม


จนกระทั่งนายสุดจินดาน้องชายไปชวนให้เข้าร่วมรบกับพระยาตาก กู้กรุงศรีอยุธยา แต่หลวงยกกระบัตรราชบุรีเวลานั้น “ไม่สะดวก” เนื่องจากเมียและพี่สาวตั้งครรภ์อยู่ และยังต้องคอยตามหาพ่อตาแม่ยายที่พลัดพรากจากกันไปอีกด้วย
 

“อยู่ ที่ตำบลนี้ก็พอจะซ่อนตัวได้เมื่อเสบียงอาหารหมดลงก็จะเอาที่เราฝังไว้ในบ้าน มากินอีกประการหนึ่งเงินทองก็ฝังไว้เหล่านี้ทั้งสิ้นจะทิ้งไปเสียกระไรได้ ต้องอยู่ดูแลระวังรักษาบ้าง”

อีกราว ๑๕ ปีต่อมา หลวงยกกระบัตรราชบุรีท่านนี้ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อจากกรุงธนบุรี


สรุปบทเรียนของนายสุดจินดา

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ภายหลังถูกตีแผ่ด้วยเพลงยาวนิราศของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งเดิมคือนายสุดจินดา “ประจักษ์พยาน” ที่ฝ่าด่านพม่าไปทางเรือ เพื่อหวังจะ “สู้” กู้กรุงศรีอยุธยา


  อันจะเป็นเสนาบดี   ควรที่จะพิทักษ์อุปถัมภ์
  ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น ป้องกันปัจจาอย่าให้มี
  นี่ทำหาเป็นเช่นนั้นไม่   เหมือนไพร่ชาติชั่วช้ากระทาสี
  เหตุภัยใกล้กรายร้ายดี   ไม่มีที่จะรู้สักประการ
  ศึกมาแล้วก็ล่าไปทันที   มิได้มีเหตุเสียจึงแตกฉาน
  ตีกวาดผู้คนไม่ทนทาน   เผาบ้านเมืองยับจนกลับไป
  ถึงเพียงนี้ละไม่มีที่กริ่งเลย  ไม่เคยรู้ล่วงลัดจะคิดได้
  ศึกมาชิงล่าเลิกกลับไป   มิได้เห็นจะฝืนคืนมา
  จะคิดโบราณอย่างนี้ก็หาไม่  ชาติไพร่หลงฟุ้งแต่ยศถา
  ครั้นทัพเขากลับยกมา   จะองอาจอาสาก็ไม่มี
  แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ  จนเมืองคร่ำเป็นผุยยับยี่
  ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี  เมืองยับอัปรีย์จนทุกวันฯ


Friday, January 24, 2014

เก็บตกจากสารคดี "ความชั่วช้าสามานย์อันทนรับมิได้ - Das radikal Boese"

http://www.youtube.com/watch?v=96wBhgXafto

"การเห็นคนต่ำกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" - Patrick Debois ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุโรปตะวันออก

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูสารคดีมาครับ เรือง Das radikal Boese - The radical evil ที่ตั้งคำถามทำไมทหารนาซีถึงฆ่าคนยิวได้อย่างเลือดเย็น

ในหนังก็ให้คำตอบจากงานวิจัยครับ โดยบอกว่า นาซีก็มีสุขภาพจิตปกติเหมือนคนทั่วไป แต่มันเริ่มที่เราเห็นคนอื่นต่ำกว่า แย่กว่า จากข้อมูลผิดๆที่เป็นโปรปากานด้า โฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็มีการสร้างพรรคพวกให้เห็นว่ายิวมันเลว เป็นศัตรูของฝ่ายเรา คนอื่นก็อยากฆ่ายิวเหมือนๆกัน แล้วสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ฆ่ายิวได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่มีการทำโทษ หรือ ประนาม มีแต่การให้รางวัล (conformity)

เเละเพื่อลดความกดดันทางศีลธรรมส่วนบุคคล ก็แบ่งขั้นตอนการฆ่าเป็นหลายๆขั้น ให้แบ่งกันทำเพื่อ ลดความรับผิดชอบไป เป็นขั้นๆ เช่น ให้คนนึงเหนี่ยวไก คนนึงสั่งยิง คนนึงจับนักโทษมา เวลาจับนักโทษก็จับเหมือนกับจับสัตว์ให้คนยิงรู้สึกเหมือนยิงสัตว์

แต่จากบันทึก และ คำให้การของทหารที่โดนขึ้นศาล พวกเขาบางคนก็รู้สึกผิดแต่ว่าถือว่าความรู้สึกผิดนั้นคือความอ่อนแอที่จะ แสดงออกมาไม่ได้ ต้องทำตามคำสั่งและทำเพื่ออุดมคติ เช่น เพื่อชาติ เท่านั้น

วิธีที่จะป้องกันความโหดร้ายแบบนี้ในอนาคตคือ
หนึ่ง การอนุญาตให้ทหารปฏิเสธการกระทำที่ผิดหลักมนุษยธรรมได้ โดยไม่ขึ้นคำสั่งของผู้นำ
สอง พยานผู้เห็นเหตุการณ์ต้องกล้าหาญพอที่จะห้ามการกระทำนั้น หรือ ประนามการกระทำนั้นทันที
และสาม เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ต้องต่อต้านการเหยียด ดูถูก กัน ในทุกรูปแบบเช่น การเหยียดผิว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทหารพวกนี้ แม้จะอ้างว่า ทำเพราะคำสั่ง ทำเพื่อชาติ แต่ก็ไม่สามารถหนีความรับผิดชอบส่วนบุคคลไปได้ ต้องขึ้นศาลรับผิด โดย มีกระบวนการสอบสวนที่ เมือง เนินแบร์ก ประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเกือบทั้งหมดที่ถูกนำมาขึ้นศาล ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต

แต่กระบวนการยุติธรรมนี้ก็มีข้อจำกัด คือ มีทหารที่ฆ่ายิวเป็นจำนวนมากเกินกว่าจะสอบสวนได้หมด เขาจึงเลือกมา 24 นาย ซึ่งเป็นจำนวนที่ห้องที่ใช้สอบสวนรองรับได้ มันเป็นเหตุผลที่ประหลาดมาก และ ทั้งหมดก็ถูกปล่อยตัวหลังจากคำพิพากษาไม่กี่ปี (ยกเว้นคนที่ตายในคุก)

ผู้พิพากษาในครั้งนั้น เบนจามิน เฟเรนซ์ (Benjamin Ferencz) ได้แต่บอกว่า มันช่วยไม่ได้ เราไม่สามารถจะได้ความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่ได้เพียงความยุติธรรมที่ยอมรับได้อย่างสูงที่สุด มันแสดงได้แค่ว่า มนุษย์จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์โหดร้ายแบบนี้อีกแล้ว


--------------------------------------------


„Das radikal Böse ist das, was nicht hätte passieren dürfen, das heißt das, womit man sich nicht versöhnen kann [...] woran man auch nicht schweigend vorübergehen darf.“ - Hannah Arendt

"ความชั่วร้ายที่สุดที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือสิ่งที่คนไม่ควรประนีประนอมกับมัน และ สิ่งที่คนไม่ควรเป็นเงียบกับความชั่วร้ายนี้" - ฮันนา อาเรนดท์ นักปรัชญาชาวยิวผู้รอดจากสงครามโลกครั้งที่สอง

ปล. ผมดูมารอบเดียวเป็นภาษาเยอรมัน อาจมีผิดได้ ต้องขออภัย และ พร้อมแก้ไขเสมอครับ

Friday, October 11, 2013

same same but different วลีไทยไปไกลระดับโลก

ในโลกสมัยใหม่ ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาสากลที่คนยอมรับใช้กันทั่วโลก เนื่องด้วย หนึ่งคือการเป็นมหาอำนาจต่อเนื่องยาวนานของประเทศที่ใ้ช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ อย่าง อังกฤษเมื่อร้อยปีที่แล้ว มาจนถึง สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน และสองคือ ความค่อนข้างง่ายของภาษาที่จะใำห้คนสื่อสารเข้าใจกันได้ในเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมาก

การที่ภาษาอังกฤษได้ถูกนำไปใช้มาก โดยเฉพาะในประเทศที่่มีรากภาษา รากวัฒนธรรมอย่างอื่นทำให้การใช้ภาษาอังกฤษเปลี่ยนไปตามประเทศที่ใช้ เช่น ภาษาซิงกลิช ของสิงคโปร์ ที่เป็นภาษาอังกฤษผสมกับภาษาจีนกลาง เวลาคนพูดก็จะมีสำเนียง และ ศัพท์แสลงติดมาเช่น le ลงท้ายคำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อไปดูในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเอง ก็มีสำเนียง ศัพท์ต่างกันไปตามถิ่นฐานเลย เช่น อังกฤษลอนดอน ก็ใช้ภาษาต่างกับ อังกฤษสก๊อตเเลนด์ ต่างกับ อังกฤษเท็กซัส อังกฤษแคนาดา เป็นต้น (ตัวอย่าง ความแตกต่างของสำเนียง http://www.youtube.com/watch?v=dABo_DCIdpM) ความแตกต่างแบบนี้นักวิชาการเรียกว่า Language interferece ดูเพิ่มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Language_transfer

และแน่นอน ในประเทศไทย ก็มีการใช้ภาษาอังกฤษตามใจชอบของคนท้องถิ่นที่พูดภาษาไทย ที่มีโครงสร้างภาษาต่างจากอังกฤษมาก เช่น ไม่มี tense และชอบซ้ำคำ ภาษาอังกฤษที่ใช้ในประเทศไทยจึงแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์จากที่อื่น จนคนเขาเรียกว่าเป็นภาษา tinglish แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถนำมาใช้ในทางการได้ เป็นแค่เพียงภาษาพูดเท่านั้น ดูเพิ่มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Tinglish

แต่เมื่อวัฒนธรรมมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ชาวตะวันตกที่เป็นผู้กำหนดกฏเกณฑ์ของภาษา เริ่มเข้าใจและยอมรับภาษาถิ่นแบบนี้มากขึ้น หลักไมล์ที่สำคัญของเรืืองนี้สำหรับภาษา tinglish คือ การตั้งชื่อภาพยนตร์เยอรมันที่พูดภาษาอังกฤษเรื่องหนึ่งว่า same same but different http://www.imdb.com/title/tt1368443/ แม้ว่าในเรื่องจะเป็นเรื่องที่เกิดในกัมพูชา แต่นักแสดงนำเป็นชาวไทยและใช้ทีมงานไทยส่วนหนึ่ง

สำำหรับคนไทยวลีนี้เป็นวลีที่คุ้นหูและติดปากของทุกคน แต่ถ้าถามฝรั่งอังกฤษ คงจะงงกันใหญ่  ที่คนไทยพูดแบบนี้เพราะ คนไทยชอบพูดซ้ำๆ และเหมือนจะเป็นวลีที่ใช้ขายของแก่ฝรั่งนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า มันเหมือนๆกันนั่นแหละ แต่ก็ต่างกันนิดนึง วิธีคิดแบบนี้ คนไทยใช้บ่อย ฝรั่งก็คงเห็นดีด้วยเลยนำมาใช้เลย และล่าสุดที่น่าตกใจคือ แม้แต่วารสารวิชาการที่เคร่งครัดอย่าง molecular cell ของสำนักพิมพ์ cell ยังนำมาใช้ในการตั้งชื่อบทความปริทัศน์สำหรับการอธิบาย โครงสร้างคริสตัลของ โปรตีน-อาร์เอ็นเอ CRISPR-Cas complex ว่า ระหว่างการวิวัฒนาการ โครงสร้างของ complex นี้ เหมือนกันตลอดแทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความแตกต่างของรหัสของ โปรตีนและ ดีเอ็นเอ เพียงเล็กน้อยก็ทำให้หน้าที่และรูปร่างของมันต่างกันมาก http://www.cell.com/molecular-cell/abstract/S1097-2765(13)00715-6?utm_source=ECE001&utm_campaign=&utm_content=&utm_medium=email&bid=EW9GE5F:I2SVF1F

เมื่อไปดูชื่อผู้เขียนบทความวิชาการนี้ ผู้เขียนบทความนี้เป็นคนเยอรมัน จึงสันนิษฐานได้ว่า ผู้เขียนคงจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง same same but different ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเยอรมนี หรือ อาจจะเคยได้มาเที่ยวเมืองไทยบ้างแล้วเจอกับวลีนี้ จึงทำให้ประทับใจจนนำมาตั้งชื่อบทความวิชาการแบบนี้ นี่ก็น่าจะเป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการยอมรับวัฒนธรรมที่ด้อยกว่าเข้ามาสู่ความเป็นทางการ แม้จะเป็นเพื่อลดบรรยากาศขึงขังตึงเครียดในวงวิชาการก็ยังดี


ปล 1 same same แปลเป็นอังกฤษว่า similar, as usual และ same same but different แปลว่า seems similar but different in some ways
ปล 2 บล๊อกนี้เีขียนเพื่อให้เห็นการสื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมจนเกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมา การแช่แข็งวัฒนธรรมอย่างที่รัฐไทยจะออกกฏหมายออกมาจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร
ปล 3 ผู้เขียนไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ เป็นเพียงแค่ผู้สนใจที่มีข้อสังเกตต่อภาษาเท่านั้น หากมีความผิดพลาดประการใดได้โปรดชี้แจง จะเป็นพระคุณอย่างมาก
ปล 4 CRISPR-Cas complex เป็นระบบภูมิคุ้มกันตัวเองของสิ่งมีชีวิตพวก โปรคาริโอต (ไม่มีนิวเคลียส) นักวิทยาศาสตร์นำมาประยุกต์ใช้ในการ knock down ยีนในสิ่งมีชีวิตพวก ยูคารีโอต (มีนิวเคลียส) เหมือน RNAi ดูเพิ่มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/CRISPR

Thursday, May 02, 2013

ทำไมบาเยิร์นฤดูกาลนี้โหดจริง

หลังจากความขมขื่นทริปเิปิ้ลรองแชมป์เมื่อปีที่แล้ว ยักษ์ใหญ่วงการฟุตบอลเยอรมันอย่างบาเยิร์นก็รีบวิเคราะห์และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น โดยเริ่มตั้งแต่

1 เปลี่ยน Sport director คนใหม่ ที่มีหน้าที่จัดการงานในสโมสรเหมือนเป็นแม่บ้านสโมสร จาก คริสเตียน แนร์ลิงเก้อ เป็น มัธเธียส ซามเมอร์ ที่มีการสื่อสารกับผู้ร่วมงานดีกว่า มียีนความเป็นผู้ชนะมากกว่า ประสบการณ์การเป็นแชมป์มากกว่า (แชมป์เปี้ยนลีก97 + บุนเดสลีก้า หลายสมัย+ ยูโร96) มีระเบียบวินัยมากกว่า มีเป้าหมายชัดเจนและทะเยอทะยานกว่า และมีความถ่อมตนสูง ทุกๆครั้งที่ใ้ห้สัมภาษณ์จะบอกความสำคัญของทุกคนในสโมสร ตั้งแต่ประธาน นักเตะตัวจริง ตัวสำรอง ยันจนทุกฝ่าย แม้กระทั่ง แม่บ้านทำความสะอาด โดยบอกว่าตนเองเป็นแค่คนเล็กๆในสโมสรเท่านั้น

2  จัดการซื้อนักเตะขนานใหญ่ แม้ว่านักเตะที่มีอยู่จะดีแล้ว แต่ตัวสำรองไม่สามารถทดแทนตัวจริงได้ เลยซื้อไล่มาตั้งแต่กองหน้า มานซูคิด นักเตะโครเอเชีย จาก โวฟบวร์ก ฆาเวียร์ มาร์ติเนซ มิดฟิลด์ตัวรับ จาก แอตเลธิก บิลเบา ที่ถือว่าแพงสุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า (40 ล้านยูโร) และ กองหลัง ดันเต้ ชาวบราซิล จาก โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัก ที่เป็นหัวหน้าแผงรับคนใหม่ของทีม นอกจากนี้ยังซื้อตัวสำรองดีๆ ที่ช่วยกดดันตัวจริงใ้ห้เล่นเต็มที่ทุกนัดด้วย อย่าง แซร์ดาน ชาคิรี่ จาก เอฟซี บาเซ่ล  ที่ทำให้ รอบเบน และ ริเบรี่ ต้องคั้นฟอร์มตัวเอง ออกมาให้เต็มที่ หรือ ทอม สตาร์ก โกลล์มือดีจาก ฮอฟเฟ่นไฮม์ ที่ช่วยกดดันนอยเออร์ให้เล่นดีขึ้น ที่บาเยิร์นมีเงินใช้จ่ายเต็มที่ เพราะ เน้นนโยบายไม่ใช้จ่ายเกินตัว สะสมกันมาหลายปีทำให้มีเงินเหลือ

3 และที่สำคัญคือ การได้ซามเมอร์มา บวกกับความพ่ายแพ้ในฤดูกาลก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ในทีมดีขึ้น สามัคคีมากขึ้น มี Teamgeist ไม่มีความเป็นสตาร์ ทุกคนเล่นเพื่อทีม ไม่มีข่าวทะเลาะกันในค่ายฝึกซ้อมหลุดมาเลย และ เมื่อมีรูปหลุดจะมีแต่รูปทุกคนกลมเกลียวกัน

4 เมื่อมาดูที่แผนการเล่น ก็ใช้ของเก่า 4-2-3-1 ที่วานกาล วางแผนไว้ และ เรียนรู้จากคู่แข่ง อย่าง บาเซโลน่า และ ดอร์ตมุนด์ ที่เล่นบอลด้วยความเร็ว และ เป็นทีมเวิร์ก และ passion แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบางส่วนให้ดีขึ้น และ เหมาะกับผู้เล่นทีมีอยู่ในทีม เช่น
- การขึ้นบอลทางปีกอย่างรวดเร็ว ทำชิ่งทีเดียวหลุด
- การเปลี่ยนรับเป็นรุก รุกเป็นรับ ทั้งทีมช่วยกันรุก ช่วยกันรับ โดยเฉพาะ มานซูคิด ที่วิ่งไล่บอลทั้งสนามทำให้กองหลังไม่ต้องทำหน้าที่หนักมาก และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ มาริโอ โกเมซ ต้องตกเป็นแค่ตัวสำรอง ด้วยแผนนี้ ตอนต้นฤดูกาลรอบเบน ปฏิเสธ ก็เลยโดนดรอป พอมาตอนนี้ ถ้าจะลง ก็ต้องลงมาช่วยไล่ตลอด ซึ่งผิดวิสัยปกติของรอบเบน
- การเผด็จศึกหน้าเขตโทษที่รวดเร็วเด็ดขาดกว่าของต้นฉบับอย่างบาซ่าที่จ่ายไปจ่ายมาจนว่าง และ สามารถเล่นลูกโด่ง โหม่ง และ ยิงไกล ได้ดีกว่า

5 มีระเบียบวินัย ไม่ประมาท ไม่กินเหล้า เบียร์ ไม่ฉลอง เพื่อรักษาสภาพร่างกาย โฟกัส และ มีสมาธิทุกนัดที่เล่น ไม่ว่าจะเป็นทีมระดับไหน ให้เกียรติทุกทีมอย่างสูง ข้อนี้คึงเป็นอะไรที่คงทำได้เฉพาะทีมจากเยอรมัน

ผลของการพัฒนาแบบนี้ ทำให้เป็นทีมที่ดีทีสุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า ได้แชมป์เร็วที่สุด ได้แต้มมากที่สุด ยิงเยอะที่สุด เสียประตูน้อยที่สุด ถล่มทีมที่ดีที่สุดในยุโรปอย่างบาเซโลน่า และยังมีลุ้นสามแชมป์ของฤดูกาลนี้ด้วย ถ้าเป็นไปตามแผนน่าจะทำได้ ยกเว้นจากโดนความมหัศจรรย์ของดอร์ตมุนด์ ส่วนบอลถ้วย เดเอฟเบโพคาลที่เจอสตุ๊ตการ์ตคงจะผ่านได้สบายๆ เพราะสตุ๊ตการ์ตฟอร์มแย่มาก และ เป้าหมายมีแค่ไปเล่นถ้วยยุโรป้าซึ่งทำได้ตามหวังแล้ว

นี่คือ ที่ตอนนี้คิดได้ อาจมีมากกว่านี้ ใครเห็นอย่างไรก็แนะนำกันได้ครับ

Sunday, February 10, 2013

ถอดเทปบางส่วน วาระประเทศไทย กับอาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี

http://www.youtube.com/watch?v=hB2G0m74RmY
บทสัมภาษณ์สั้นๆของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้บรรเทาความพร่องทางจิตวิญญาณของมนุษยชาิติ

นาทีที่ 4.07
ผมต้องการความรู้สึก ผมไม่ต้องการความเข้าใจ ถ้าความเ้ข้าใจเป็นเรื่องของทฤษฏี...เป็นอีกซีกสมองด้านหนึ่ง ผมเป็นสุนทรียารมณ์ของมนุษยชาติ ผมเป็นลมหายใจของมนุษยชาติ ผมเป็นจิตวิญญาณของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นผมต้องการความเข้าใจแต่น้อย แต่ผมต้องการความรู้สึก


นาทีที่ 5.26
อย่าเพิ่งคลั่งชาิติ อย่าเพิ่งหลงชาติว่า ความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นปัจเจกของศิลปะไทยนั้นเป็นยังไง ศิลปะไทยเนี่ยเพิ่งแย้มกลีบบาน เพิ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะเอาไว้ อย่าพึงไปติดยึดกับรูปแบบหรือเนื้อหา ให้เข้าใจปรัชญาและเนื้อแท้ของจิตวิญญาณนั้นก่อนว่า อะไรคือความเป็นไทย เพราะถ้าเราคลั่งชาติ เราหลงชาิติ เราบ้าชาิติ เราก็จะหาตัวเองไม่พบ

นาทีที่ 5.58
ก่อนวงแหวนยังไม่้ล้อมดาวพระเสาร์ ภาษาสากลของมนุษยชาิิติคือ ศิลปะ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่มีความคิดว่าเป็นไทยหรือไม่เป็นไทยอย่างไร เพียงแต่ว่า ผมเกิดเติบโต และ ดื่มกินอุทกธารา หรือ ผมเอิบเปรมไปด้วยสุนทรียารมณ์ของการเป็นตะวันออก และผมนำความเป็นตะวันออกของผมออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ผมเป็นเอกราชนะ ผมบรรลุนิติภาวะนะ ผมไม่ทำแบบฝรั่งนะ ขณะเีดียวกันผมก็ไม่ได้ลอกเลียนแบบ เก็บเศษคนโบราณ ลอกตำรานะ ผมสร้างสรรค์ ผมหายใจ ผมคือปัจจุบัน ผมไม่ใช่เมื่อวานนี้ ผมก็ไม่ใช่พรุ่งนี้ ผมเป็นวันนี้ ผมเป็นเดี๋ยวนี้ ของเมืองไทย และของมนุษยชาติ และของโลก

นาทีที่ 6.52
ตอนผมเล็กๆนะ ผมจะไม่กลับเมืองไทย...แต่ไปเจออาจารย์คึำกฤทธิ์ ท่านถามว่า "คุณจะกลับบ้านไหม" ผมตอบว่ายังไม่กลับ จะอยู่ที่นี่เลย อาจารย์คึกฤทธิ์ท่านบอกว่า "หมาดี มันไม่ไปไกลเจ้าของหรอก" แล้วผมก็นึกแย้งในใจ หนึ่ง ผมไม่ใช่หมา สอง ผมไ่ม่มีเจ้าของ แต่พอผมโตขึ้นมาแล้วถึงรู้ว่า เจ้าของของผมนั้นคือประเทศไทย และผมเป็นหมาที่ดี และผมกลับบ้าน เพราะรู้ว่า ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของคือวัฒนธรรมของผม คือศาสนาของผม คือประเทศชาิติของผม คือในหลวงของผม คือแผ่นดินของผม

นาทีที่ 10.02
ผมก็ทำสิ่งที่ยิ่ิงใหญ่เหลือเกิน ผมหายใจอยู่ หายใจเนี่ยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ลมหายใจเป็นสิ่งที่แผ่วเบา แต่เป็นอย่างเดียวที่ทำให้คุณรู้ได้ตระหนักได้ว่า คุณเป็นมนุษย์อยู่ (คุณจะเป็นอะไรอันนัั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ) ลมหายใจต่างหากที่เป็นของที่บางเบาทำให้เรารู้ว่าเรามีชีวิตอยู่ แล้วเมื่อเรามีชีวิตอยู่นั้นแหละ เราก็จะมีจิตสำนึกว่าเราควรจะทำอะไร เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตหรือการดำรงชีวิต ก็แค่นี้ ยังไม่พออีกเหรอ พอแล้ว เท่านี้ พอแล้ว หายใจอยู่

ที่โดนผมมากที่สุด คือ นาทีที่ 6.52 มันตอบโจทย์ของคนที่มาอยู่เมืองนอกนานๆอย่างผมเลย แม้ว่าผมจะปรับตัวได้แล้ว สามารถเข้าใจ และ เข้าพวกกับคนแถวนี้ได้ แต่บางส่วนของผมมันหายไป คำพูดของอาจารย์ถวัลย์ มันเลยมาตอบตรงนี้กับผมได้ เพราะ เจ้าของผมคือวัฒนธรรมของผม คือศาสนาของผม คือ ประเทศชาติของผม คือ ในหลวงของผม คือ แผ่นดินของผม และยิ่งได้ฟังอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม http://www.youtube.com/watch?v=o1Ym2VJqFwA พูดในเรื่องรากทางจิตวิญญาณแล้ว ยิ่งภูมิใจที่ได้บอกกับใครๆว่า ผมคือคนไทย ใช้ภาษาไทย ใช้วัฒนธรรมไทย แม้จะรู้ถูกๆผิดๆก็ตาม

กฏหมายที่จะเปลี่ยนไปในเยอรมันในปี 2013

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ครับ
ปีหน้า 2013 ที่เยอรมัน จะมีการเปลี่ยนแปลงกฏหมายหลายๆอย่างครับ ที่นี่จะรวบรวมบางข้อที่น่าสนใจครับ
1. ค่าประกันสุขภาพ รวมถึงประกันต่างๆ จะใช้ unisex tarif ที่ต้องผู้ชายและผู้หญิงต้องจ่ายเท่ากัน ทำให้ค่าประกันสุขภาพผู้ชายจะจ่ายแพงขึ้น แต่ประกันอย่างอื่นก็เป็นผู้หญิงที่จ่ายมากขึ้นแทน

2. Praxisgebühr สำหรับผู้ใช้ประักันของรัฐบาล ที่ปกติต้องจ่ายค่าหมอ 10 ยูโร/การพบแพทย์ทุกสามเดือน ก็จะยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้ในปี 2013

3. Rundfunkgebühr ทุกคนที่ลงทะเีบียนบ้านในเยอรมันต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคลื่นโทรทัศน์และวิทยุแม้ว่าจะไม่มีโทรทัศน์หรือวิทยุก็ตาม เป็นจำนวนเงิน 17.98 ยูโร ต่อเดือน

4. Minijobs สำหรับนักศึกษาที่ฝึกงานตามมหาวิทยาลัย หรือ คนที่ทำงานพิเศษ ปีหน้าลิมิตของรายได้จากการทำงานที่ไม่เสียภาษีจะเพิ่มจาก 400 ยูโรต่อเดือน เป็น 450 ยูโรต่อเดือน

5. ค่าไปรษณีย์เเพงขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี เช่น จากที่เคยส่งจดหมายปกติ 55 เซนต์ ต่อจดหมาย จะเพิ่มเป็น 58 เซนต์

6. ด้านการขนส่งมวลชน กฏหมายห้ามรถบัสทางไกลจะถูกยกเลิก ทำให้มีรถบัสระหว่างเมืองมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นได้แล้วในปี 2012 ในปีหน้าจะมีบริษัทเดินรถมากขึ้นและเพิ่มเส้นทางมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสทำให้ไฟร์บวกเป็น Bus hub ของเยอรมันไ้ด้ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นบริษัทเดินรถบัสมากขึ้นในไฟร์บวกแล้ว

เรามาดูกันว่าการเปลี่ยนแปลงจะกระทบชีวิตเราแค่ไหนในปีหน้า ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมกับทุกๆการเปลี่ยนแปลงนะครับ
สวัสดีปีใหม่ 2013

เผยแพร่ครั้งแรกใน เพจ thai student club in Freiburg, Germany

Thursday, December 20, 2012

ปัญหาโลกแตก

http://www.bild.de/news/ausland/weltuntergang/die-welt-geht-definitiv-unter-27735926.bild.html
ข่าวเล่าว่า
วันที่ 21 ธันวาคม เป็นวันครบรอบการกำเนิดโลกตามปฏิทินของชาวมายาที่ล่มสลายไปประัมาณ ค.ศ. 900 ชาวมายามีความรู้ทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำมาก รู้ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางระบบสุริยะก่อนชาวตะวันตก และได้คำนวณว่า ทุก 25800 ปี แกนโลกจะโคจรทำมุมกับจุดศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดครั้งต่อไปคือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นี่เอง ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่มีผลต่อโลกอย่างมีนัยสำคัญทางดาราศาสตร์ อย่างที่คนคิดว่า อาจมีผลต่อสนามแม่เหล็กโลกจนมีผลให้โลกแตกได้
ข้อเท็จจริงอีกข้อคือ วันที่ 21 ธันวาคม 2012 เป็นวันสิ้นสุดยุค Baktun ที่ 13 ตามปฏิทินชาวมายาที่ถูกเก็บรักษาที่เดรสเดน ประเทศเยอรมันนี ซึ่งตรงนี้ทำให้คนคิดว่าเป็นวันสิ้น โลก แต่ต่อมานักวิจัยได้พบว่า ปฏิทินชาวมายายังมียุคต่อไปคือ ยุค Baktun ที่ 14 และ 15 ซึ่งถ้าปฏิิทินชาวมายาเป็นจริง โลกจะมีอยู่ไปอย่างน้อยอีกกว่า 50000 ปี
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โลกจะแตกแน่ แต่ไม่ใช่วันที่ 21 ธันวาคม 2012 นี้ พวกเขาเชื่อว่า อย่างช้าก็อีก 1พันล้านปี เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มหมดแสง หรืออย่างเร็วที่สุด คือ ประมาณปี 2029 หรือ 2036 ที่ดาวเคราะห์น้อย Apophis ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 เมตร จะโคจรเข้าใกล้โลก และมีโอกาสชนโลกได้ ตอนนี้องค์กรการบินอวกาศของยุโรป หรือ ESA ก็มีแผนชื่อ "ดอนกิโฮเต้" ที่มีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนวิถีโคจรของดาวเคราะห์้น้อยนี้ แต่แผนนี้ต้องพักไว้ก่อน เนื่องจากปัญหาด้านการเงินของสหภาพยุโรป
ส่วนว่าโลกจะแตกจริงในวันศุกร์นี้หรือไม่ อย่างที่คนเขาตื่นเต้นกัน เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราตื่นมาดูโลกนี้ร่วมกันต่อไปได้ในวันเสาร์ :-)

Thursday, August 30, 2012

Euronaut เรือดำน้ำทำเองในบ้านจากฝันของวิศวกรคนหนึ่ง



หลายคนคงเคยมีความฝัน แต่ใครเล่าที่จะสามารถทำฝันให้สำเร็จได้ ยิ่งเฉพาะความฝันยากยิ่งอย่างการต่อเรือดำน้ำเองในบ้าน แต่ คาร์สเท่น สตันด์ฟุส (Carsten Standfuss) สามารถทำได้แล้ว คาร์สเท่น หนุ่มวิศวกรด้านต่อเรือ จากเมืองเล็กๆชื่อ Berneในแคว้นแซกซอนตอนใต้ (low saxony, Niedersachsen) ค่อยๆเริ่มต่อเติมความฝันที่จะสร้างเรือดำน้ำในวัยเยาว์โดยเข้าเรียนวิศวะด้านต่อเรือจนจบระดับ Diplom (เทียบเท่าปริญญาโท) แ้ล้วค่อยๆตั้งบริษัทรับจ้างต่อเรือทั่วๆไป วันหนึ่งเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ที่เขาสะสมประสบการณ์ได้ระดับหนึ่ง เขาเริ่มร่างแผนต่อเรือดำน้ำที่ใช้เวลากว่า 12 ปีกว่าที่เขาจะได้เริ่มต่อจริงๆ เขาิเิริ่มโปรเจ็คต์นี้คนเดียว ใ้ช้เวลาว่างทุกวันหลังจากเลิกงานศึกษาหาความรู้ด้านต่อเรือ เริ่มซื้อชิ้นส่วนมาประกอบ เริ่มขอสปอนเซอร์ ค่อยๆก่ออิฐทีละก้อนๆ จนมีคนมาร่วมตามความฝันกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นทีมงานขึ้นมา เมื่อสองปีก่อน (2010) เรือดำน้ำของเขาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว มันถูกเชื่อมประกอบครบส่วน และในฤดูร้อนปีนี้ (2012) หลังจากการติดเครื่องมืออุปกรณ์ในการควบคุมเรือและได้รับการตกแต่ง เรือที่เขาวาดฝันไว้แต่เด็กก็ได้มีโอกาสทดลองลงน้ำจริงๆ การทดลองลงน้ำเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เรือที่หนักหลายตันถูกขนย้ายโดยรถพ่วงจากบ้านพักของเขามาที่แม่น้ำ เขาและทีมงานง่วนอยู่กับการทดสอบเครื่องยนต์ ทดสอบมาตรวัด และมิเตอร์ต่างๆ ก่อนที่จะลงน้ำ มันเหมือนจะช็อกเขาทันใดเมื่อเครื่องยนต์เรือที่เขาประมูลมาจากอินเตอร์เน็ตสตาร์ทไม่ติด แต่ด้วยประสบการณ์เขาค่อยๆแก้ปัญหาได้ เมื่อความพยายามครั้งที่สอง เครื่องยนต์ติดอย่างไร้ปัญหา คราวนี้ได้ปล่อยเรือลงน้ำจริงๆ แชมเปญขวดใหญ่ได้ถูกตีประเดิมเรือ Euronaut เอาฤกษ์เอาชัย ผู้คนที่มาคอยเชียร์ร่วมร้อยคนโห่ร้องด้วยความยินดี เรือลงน้ำได้อย่างไม่มีปัญหาแต่เขาและทีมงานก็ยังลุ้นกันอยู่ว่าจะสามารถนำเรือดำลงใต้น้ำและขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ ตามทฤษฏีแล้วเรือดำน้ำของเขามีถังอับเฉาไว้ใส่น้ำหรืออากาศอยู่ที่หัวและท้ายเรือแต่มันก็เป็นเพียงทฤษฏีเพราะบางทีถังอับเฉาของเขาอาจใหญ่ไม่พอ ในวินาทีที่เริ่มดำลงน้ำ ฟองอากาศค่อยๆลอยขึ้นมาบนน้ำสวนทางกับตัวเรือที่ค่อยๆจมลงไป ขั้นแรกนี้เขาทำสำเร็จเรือจมใต้น้ำได้โดยที่ไม่มีน้ำรั่วเข้ามา เขากะจะอยู่ใต้น้ำสัก 15 นาที จากความสามารถของเรือที่สามารถอยู่ใต้น้ำได้ประมาณ 2 วัน ต่อไปคือการลอยตัวขึ้นนี่แหละคือขั้นตอนสุดท้ายที่จะตัดสินความสำเร็จของเขา เป็นนาทีแห่งชีวิต เพราะถ้าเรือไม่ลอยขึ้น เขาต้องระเบิดเรือเพื่อลอยตัวขึ้นมา แต่ด้วยการคำนวณมาอย่างดี การปล่อยก๊าสเข้าถังอับเฉาเพื่อไล่น้ำไม่มีปัญหา เรือค่อยๆลอยตัวขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของทีมงานและผู้ชมบนฝั่ง ความฝันวัยเด็ก เวลา 24 ปีที่ผ่านไปไม่สูญค่า ปีนี้คาร์สเท่นมี อายุ 47 ปี การทำความฝันให้เป็นจริงครั้งนี้ใช้ไปครึ่งชีวิตของเขาทีเดียว แต่ัมันก็คุ้มค่ากับเงิน เวลาและหยาดเหงื่อ แรงกายที่ทุ่มลงไป นี่คือ Euronaut เรือดำน้ำที่สร้างโดยคนเล็กๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเิติมได้ที่ http://www.euronaut.org/
(คาร์สเท่นเคยสร้างเรือดำน้ำสำหรับหนึ่งคนมาแล้ว แต่ Euronaut ลำนี้สามารถจุคนได้มากถึง 6 คน และสามารถดำน้ำได้ลึกกว่า)

ขอบคุณข้อมูลจาก รายการ Galileo ทาง Pro7 ช่องโทรทัศน์ของเยอรมัน วันที่ 30 สิงหาคม 2555

Wednesday, August 29, 2012

วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน มุมมอง สุจิตต์ วงษ์เทศ


เป็นบทความช่วยให้เข้าใจที่มาของเรา ชาวเอเชียอาคเนย์ได้อย่างมาก พร้อมรับการรวมเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 เลยขอก็อปมาเก็บไว้ในบล็อกนี้:-)


โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช  (ที่มา:มติชนรายวัน 29 สิงหาคม 2555)
ภาพคนทำท่าคล้ายกบ บนไหหิน ที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง สปป.ลาวสัญลักษณ์ของฟ้าฝน และความอุดมสมบูรณ์อย่างสุวรรณภูมิ
ปี 2558 ไทยจะเข้าไปร่วมชายคาเดียวกันกับอีก 9 ชาติ รวมเป็นประชาคมอาเซียน

วัตถุประสงค์ของการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อนที่เริ่มมีการร่วมมือกันจัดตั้งเป็นสมาคมอาเซียน หรือกระทั่งปัจจุบันก็เพื่อให้รวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นพลังที่ต่อสู้ต่อรองกับประชาคมโลก

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออุษาคเนย์ ก็คือสิ่งเดียวกัน มีวัฒนธรรมร่วมรากเดียวกัน

อาเซียนมีรากวัฒนธรรมร่วมกัน เป็นวัฒนธรรมข้าวเหมือนๆ กัน เป็นคนไทด้วยกัน ถ้าใช้ภูมิศาสตร์เป็นตัวตั้ง เราจะเห็นความร่วมกันของคนในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ความร่วมกันของปัจจัยสี่ การกินการอยู่ เช่น การเป็นวัฒนธรรมข้าว อาศัยอยู่บนเรือนเสาสูง การถือผีบรรพบุรุษ ฯลฯ

สุจิตต์ วงษ์เทศ เปิดเรื่องคราวที่รับเชิญไปบรรยายหัวข้อ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน" เนื่องในวาระ 50 ปี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

"เราเรียนประวัติศาสตร์โดยไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องภูมิศาสตร์ เพราะใช้วิธีการท่องจำแบบเถรวาทะ ใช้คำพูดของอาจารย์เป็นหลัก ไม่มีการเถียง

"หลายปีมาแล้วตอนผมทำศิลปวัฒนธรรมใหม่ๆ ทำเรื่องคนไทยไม่ได้มาจากไหน โดยอธิบายว่าไม่มีหรอกภูเขาอัลไต มันมีแต่น้ำแข็ง คนอยู่ไม่ได้ คนไทยอยู่แถวๆ นี้แหละ อยู่ที่ว่าเราเรียก "คนไทย" ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็เหมือนกันหมดคนเซาธ์อีสเอเชีย"

สุจิตต์บอกว่า ถ้าจับชายหรือหญิงแต่ละแห่งมายืนเทียบเคียงกัน โดยไม่มีเรื่องของเครื่องแต่งกายและภาษาเข้ามาข้องเกี่ยว แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นคนชาติใด เพราะว่าท่าทางเหมือนกันหมด โครงกระดูกเหมือนกันหมด รูปร่างใกล้เคียงกันหมด ตั้งแต่หมู่เกาะไปถึงลังกา อินเดียใต้ ทมิฬ

"ผมเคยพาพรรคพวกปักษ์ใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ไปอินเดียใต้ บอกว่าเจอะญาติเต็มเลย หน้าตาเหมือนคนใต้ทั้งนั้น สิงหลกับทมิฬก็พอกับคนนครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี คือคนกลุ่มเดียวกันหมด" 

ภาพสลักรูป ชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทร ที่ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา (ภาพจาก www.sujitwongthes.com)


ความเหมือนๆ กันในคนกลุ่มประเทศเหล่านี้ สุจิตต์แจกแจงไว้เป็นข้อๆ 8 ข้อด้วยกัน

กินข้าวเหนียวเป็นหลัก ตั้งแต่ 5,000 ปีเป็นอย่างน้อย ตั้งแต่สิบสองปันนาจนถึงนครศรีธรรมราช

"พันธุ์ข้าวเหนียวเป็นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ข้าวเจ้าเป็นของต่างประเทศ"

แม้ว่าเรื่องนี้จะยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่สุจิตต์บอกว่า เมื่อดูหลักฐานจากการเข้ามาของพุทธศาสนาจากอินเดีย ครั้งนั้นข้าวเจ้าเข้ามาด้วย และทำให้พระเจ้าแผ่นดินเสวยข้าวเจ้า จึงเรียกว่า ข้าว "เจ้า" เพื่อให้ต่างจากข้าแผ่นดิน จะเห็นว่ามีนาหลวงไว้ปลูกข้าวเจ้า เราจะพบนาหลวงอยู่แถวเวียงจันทน์ หลวงพระบาง ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนเปลี่ยนข้าวเจ้า ก็มีนาหลวงปลูกข้าวเหนียว เอาไว้ไหว้ผี

กับข้าว "เน่าแล้วอร่อย"

เช่น ปลาแดก ปลาร้า น้ำบูดู เน่าแล้วอร่อยหมด ไม่มีปลาทำให้เน่า เอาถั่วมาทำให้เน่า ฉะนั้นภาคเหนือมีถั่วเน่าอร่อย เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่พบเฉพาะที่เอเชียอาคเนย์ ที่อื่นอาจจะมีบ้าง แต่ไม่เป็นกระแสหลักอย่างเอเชียอาคเนย์ ซึ่งรวมถึงกะปิ น้ำปลา ด้วย

อยู่ เรือนเสาสูง

ประเด็นของเรือนเสาสูงอยู่ที่ "ใต้ถุน" ไม่เกี่ยวกับเรื่องหนีน้ำ เพราะใช้ใต้ถุนเป็นฟังก์ชั่นสำคัญสำหรับวิถีชีวิตของคน เรือนเอาไว้นอนเฉยๆ หนีสัตว์ ตอนดึก แต่ตอนกลางวันอยู่ใต้ถุน หุงข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงหมา อยู่ที่ใต้ถุนหมด หนีน้ำเป็นเพียงผลพลอยได้

เรือนไทย ที่บอกว่าทำหน้าจั่วสวยงามมักจะบอกว่าเป็นเรือนของประชาชน มันเป็นเรือนขุนนางเจ้านาย ไพร่ทั้งหลายอยู่กระท่อมไม้ไผ่ เกิดมาออกจากมดลูกแม่ก็ "ตกฟาก" ถึงมีเวลาตกฟาก เพราะพื้นเป็นฟากไม้ไผ่ 

กลองสัมฤทธิ์ พบที่ ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (ภาพจากศิลปะสุวรรณภูมิ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2550)


ผู้หญิงเป็นหัวหน้า นี่เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ได้ใช้คำว่า "ผู้หญิงเป็นใหญ่" เพราะก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เพียงแค่ผู้หญิงเป็นหัวหน้าในพิธีกรรม เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษ เช่น ลาวมีผีฟ้า เขมรมีผีมด มอญมีผีเม็ง ผีพวกนี้ลงผู้หญิง ผู้หญิงจึงเป็นผู้เข้าทรง

ในสังคมเซาธ์อีสเอเชีย เวลาแต่งงานผู้ชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง เขาถึงเรียกว่า "เจ้าบ่าว" บ่าว แปลว่า "ขี้ข้า" สาว แปลว่า นาย, ผู้เป็นใหญ่

สิ่งที่เหมืนกันอีกอย่างคือ เซ่นวักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในอุษาคเนย์มีบุคลิกเฉพาะ คือ ไหว้ "กบ"

กบ คนดึกดำบรรพ์ถือว่ามากับน้ำ เป็นผู้บันดาลให้เกิดฝน จึงเคารพกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กลองมโหระทึก มีกบอยู่บนหน้ากลอง ใช้ตีเพื่อขอฝน เรียกว่า วัฒนธรรมดองซอน เพราะพบครั้งแรกที่ดองซอน ประเทศเวียดนาม แต่ไม่ได้ทำแค่ที่เวียดนาม ในจีนก็มี พบมากว่าที่เวียดนามเสียอีก

เพราะกบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำนี่เอง กบจึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีภาพเขียนสีที่พวกจ้วงเขียนเป็นรูปคนทำท่าเป็นกบ คือถ่างขาเป็นรูปฉาก แล้วส่งอิทธิพลมาถึงภาคอีสานภาคกลางของไทย อย่างที่กาญจนบุรี คือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการบูชากบ

ในผ้าทอทั้งเซาธ์อีสเอเชียจะมีลายกบ คือทำท่ากางแขนกางขาเหมือนกบที่ถูกแผ่สองสลึงจะถูกบูชายัญ

สุจิตต์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า สมัยผมเป็นเด็กบ้านนอก เขาเรียกอวัยวะเพศหญิงว่า "กบ" เช่น ผู้หญิงถ้านั่งหวอออก จะบอกว่านั่งดีๆ เดี๋ยวกบออก และเรียกเด็กน้อยเด็กผู้หญิง ว่า "อีเขียดน้อย"

การทำท่ากบ คนกางแขนกางขาย่อเข่าเป็นสี่เหลี่ยม มันคือ ท่ารำละคร ท่ารำโนราห์ ท่าโขน ท่ายักษ์กับท่าลิง ต้องแบะขาย่อเข่า นั่นแหละท่ากบ

อีกอันหนึ่งคือ ประเพณีของอุษาคเนย์ คือ การทำศพ เมื่อมีคนตายจะเก็บศพไว้หลายวันให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยย่อยสลายเหลือแต่กระดูก แล้วจึงทำพิธีอีกครั้ง

กระดูกที่เก็บจะอยู่ในภาชนะพิเศษ ทำด้วยดินเผาเรียก หม้อดินเผา หรือ แคปซูลและหิน มีตัวอย่างให้เห็นคือ ไหหินในลาว หีบหินบนปราสาทนครวัดกับหมู่เกาะ

"หีบหิน (หีบศพ) เดิมทีมีอยู่ในปราสาทนครวัด ในบรรดาหมู่เกาะทั้งหลายจะมีหีบหิน แต่ก่อนมีเต็มไปหมด...

ส่วนที่ตั้งพระบรมโกศเป็นซุ้มที่จำลองมาจากปราสาทนครวัด สัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ ตามหลักฐานเพิ่งมีสมัยพระเจ้าปราสาททอง เลียนแบบปราสาทหินนครวัด แต่ทำหินไม่ได้ เอาไม้ก็ยังดี

สิ่งที่ร่วมกันที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันก็คือ ฆ้อง นี่แหละฆ้องศักดิ์สิทธิ์ เสียงที่ตีเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ค้นพบเมื่ออย่างน้อย 2,000-3,000 ปี เมื่อเสียงมันกังวาน การได้ยินเสียงที่กังวาน ครั้งแรกมนุษย์แทบจะขาดใจตาย กลัวมาก เป็นเสียงที่สื่อสารกับสวรรค์ จึงศักดิ์สิทธิ์สืบมาจนปัจจุบัน ในอินโดนีเซียก็มีใหญ่กว่าเมืองไทยด้วย ฉะนั้นเสียงฆ้องจึงเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดในวงปี่พาทย์

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่มีมาก่อนอินเดีย คือ 2,000-3,000 ปีมาแล้วก่อนจะรับอารยธรรมอินเดียเข้ามาร่วมกับเซาธ์อีสเอเชีย

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราโกหกตัวเอง สิ่งที่เรารับมาจากอินเดีย อย่างการไหว้ หรือลายไทย ลายกนก ความจริงมาจากอินเดีย

เอาเป็นว่าวัฒนธรรมที่เราเรียกว่า "ไทย" มีส่วนทั้งก้าวหน้าและล้าหลัง แต่สิ่งที่เราใช้ส่วนใหญ่มันเป็นส่วนที่ล้าหลัง

ส่วนที่ก้าวหน้าก็มี เช่น เรื่องของอาหาร มีการผสมผสานสูง แกงน้ำข้นก็แขก แกงน้ำใสก็เจ๊ก ทั้งหมดคือการผสมผสานจากนานาชาติ แล้วเกิดสิ่งใหม่

หรืออย่าง "ไข่เจียว" ในเมืองจีนไม่มีหรอก แต่กระทะเหล็กซึ่งเป็นเทคโนโลยีของจีน ส่งผลให้อาหารไทยพัฒนา

Tuesday, August 28, 2012

เจ็ดเสาเจริญสติ (บทความจากครูอาจารย์)

โดย ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

"อาจารย์ครับ ผมอยากรู้เรื่องการเจริญสติครับ อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยสิครับ"

นักศึกษามักจะหาโอกาสทั้งออนไลน์ออฟไลน์มาปรึกษาเรื่องการเจริญสติอยู่เสมอๆ ทำให้รู้สึกว่ายุคปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นแค่ยุคของความเสื่อมโทรมทางด้านจิต ใจ และด้านจิตวิญญาณ ดังที่สื่อต่างๆ ทั้งไทยและเทศออกข่าวกันมากมาย แต่ยังเป็นยุคเบ่งบานของการพัฒนาจิตอีกด้วย ผู้คนให้ความสนใจกับเรื่องการฝึกฝนพัฒนาจิตใจตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก หนังสือขายดีอันดับต้นๆ ตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ก็เป็นหนังสือแนวธรรมะและพัฒนาตนเอง สถานปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นมากมาย มีครูบาอาจารย์ที่สอนเก่งๆ หลายท่าน สื่อต่างๆ ที่สามารถดาวน์โหลดมาชมมาฟังจากอินเทอร์เน็ตก็มากมาย เรียกว่าฟังจนตายก็ยังฟังไม่หมด แม้กระทั่งแอพพลิเคชันทางมือถือก็มีให้ใช้บนทุกระบบปฏิบัติการ

หัวใจสำคัญของการฝึกฝนเหล่านี้ก็คือ การเจริญสติ (Mindfulness) หรือ "การอยู่กับปัจจุบันขณะ" ซึ่งล้วนได้รับการวิจัยและพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้กับหลายวงการ

ทางภาคธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีสถาบันการศึกษาหรือแคมปัสเป็นของตนเอง เช่น กูเกิ้ล หรือ แอปเปิ้ล ก็จัดให้มีหลักสูตรอบรมอย่างต่อเนื่อง (สตีฟ จอบส์ ก็เป็นชาวพุทธนิกายเซนที่ปฏิบัติจริงจังมาก) แม้กระทั่งบริษัทชั้นนำของไทย เช่น เครือบริษัทเอสซีจี ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ในด้านการศึกษา การฝึกฝนพัฒนาตนเองด้วยการเจริญสตินั้นเป็นหัวใจหลักของแนวคิด "จิตตปัญญาศึกษา" ซึ่งเป็นที่สนใจและนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย มีศูนย์ เกิดหลักสูตร และรายวิชาเปิดสอนในหลายมหาวิทยาลัยในโลกและในแทบทุกมหาวิทยาลัยของไทย

วงการที่ได้ใช้ประโยชน์จากการความรู้นี้อย่างมากวงการหนึ่ง คือ วงการสาธารณสุข โดยผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คือ ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์ แห่งศูนย์การเจริญสติทางการแพทย์ สาธารณสุข และสังคม คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์สูงสุดของนิกายเซนในเกาหลีใต้ และยังได้เรียนรู้จากแพทย์รางวัลโนเบล ทำให้เขาผสานศาสตร์ทั้งสองและคิดค้นเทคนิคการลดความเครียดโดยใช้หลักการ เจริญสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก มีผู้ผ่านการอบรมมากกว่า ๑๗,๐๐๐ ราย และมีการนำไปใช้ในสถานบริการด้านสาธารณสุขมากกว่าสองร้อยแห่งทั่วโลก

ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์ เป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการเจริญสติสมัยใหม่ เขาทำให้การเจริญสติเป็นที่เข้าใจ ยอมรับ และขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เขาจัดอบรมให้กับซีอีโอ ผู้พิพากษา ผู้สอนศาสนา แม้กระทั่งนักกีฬาโอลิมปิก

ในหนังสือ Full Catastrophe Living เขาได้เขียนถึง เจ็ดเสาของการเจริญสติ (The Seven Attitudinal Pillars of Mindfulness Practice) โดยเป็นหลักทางทัศนคติ ว่าผู้ที่ใส่ใจฝึกฝนการอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นควรมีทีท่าหรือวางจิตวางใจ อย่างไร เมื่อพิจารณาดูแล้วก็น่าสนใจ เพราะใช้ภาษาเรียบง่าย สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางควบคู่กับที่สอนกันอยู่ในไทยได้

โดยเขาแจกแจงไว้ว่าเสาทั้งเจ็ดของการเจริญสตินี้ประกอบด้วย

๑. การไม่ตัดสิน (Non-judging) คือการฝึกเป็นเหมือนกับพยานที่รับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราโดยไม่ไป ตัดสินใดๆ ไม่ไปให้ค่าเป็นบวกเป็นลบ เป็นดีเป็นไม่ดี เป็นชอบไม่ชอบ การตัดสินให้ค่านี้เรามักทำจนเป็นนิสัย บ่อยครั้งก็โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ก็รู้ตัวแต่ห้ามไม่ได้

รุ่นพี่ท่านหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มภาวนาช่วงเข้าพรรษาเขียนเล่าให้ฟังเมื่อเช้านี้ว่า "เมื่อ คืนวานภาวนาไม่ได้เลย ฟุ้ง ห่วง กังวลเรื่องงานที่ต้องไปร่วมอภิปราย แต่รู้สึกไม่พร้อมเลย กลัวพูดไม่ดี แล้วผลก็เป็นอย่างที่กังวล พูดๆ ไปเกิดนึกอะไรไม่ออก เศร้าจัง ... แต่ก็ยอมรับความไม่ได้เรื่องในตัวเราได้ยากเหลือเกิน"

เช่นนี้น่าจะเพิ่มการเท่าทันการตัดสินโดยการฝึกสังเกตลมหายใจของเรา หรือลองสังเกตดูว่าในช่วง ๑๐ นาทีนั้นใจเรามัววุ่นอยู่กับการชอบหรือไม่ชอบประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น อยู่ตรงหน้าสักกี่มากน้อย

๒. ความอดทน (Patience) หลายครั้งผู้ฝึกฝนใจร้อน อยากให้เกิดผลเช่นนั้นเช่นนี้โดยไว รุ่นน้องที่ทำงานเพิ่งเริ่มต้นฝึกใหม่ๆ ตนเองอยู่ในความทุกข์ ฝึกไปก็มักจะตั้งคำถามทำนองว่า "นี่ทำมาตั้งนานแล้วทำไมไม่เห็นเกิดมรรคเกิดผลอะไรเลย"

ความอดทนถือเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจและยอมรับว่า สิ่งต่างๆ มีการเกิดขึ้นเป็นไปในรูปแบบและเวลาของมันเอง เราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ยกตัวอย่างผีเสื้อที่อยู่ในดักแด้ หากเราไปนำออกมาก่อนเวลาที่เหมาะสมก็ไม่สามารถจะบินได้ แม้ว่าเราจะทำไปด้วยความหวังดีสักเพียงใดก็ตาม

๓. จิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้ (Beginner's Mind) สิ่งที่เราคิดว่าเรา "รู้แล้ว" คือ อุปสรรคขวางกั้นการที่เราจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง เพราะเรามองไปที่สิ่งใดเรามักจะเห็นสิ่งที่เราเห็นแล้วหรือรู้จักแล้วเป็น หลัก พร้อมกับให้ชื่อ ให้คำ พากย์ไปเบ็ดเสร็จ

ในการอบรมแนวจิตวิวัฒน์-จิตตปัญญาจึงมักมีแบบฝึกหัดให้มองหาสิ่งใหม่มิติ ใหม่ของสิ่งที่เราคิดว่ารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ปากกาหรือนาฬิกาที่ติดตัวเรา เมื่อกลับไปก็สามารถไปฝึกมองหรือมีประสบการณ์กับกิจกรรมที่เราทำบ่อยๆ หรือบางทีรู้สึกว่าเบื่อ เช่น ขับรถเส้นทางเดิมๆ กลับบ้าน ฝึกให้เรามองคนรู้จักเดิมๆ ด้วยสายตาใหม่ จนกระทั่งมักมีการพูดกันเล่นๆ ขำๆ ว่ามาเรียนแล้วกลับไปจะพบว่าได้ภรรยาใหม่ สามีใหม่ ความนี้ไม่ได้หมายถึงมีภรรยาหรือสามีอีกคน แต่คือคนเดิมที่เราเห็นสิ่งใหม่ในตัวเขา

๔. ความไว้วางใจ (Trust) เราต้องฝึกที่จะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันจะถูกหรือผิดก็ตาม การบ่มเพาะความไว้วางใจนี้เช่นนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ในการฝึก เจริญสติ ซึ่งคือกระบวนการฝึกที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเรียนรู้ที่จะฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ยิ่งเราไว้วางใจตัวเรามากเท่าไหร่ เราก็จะไว้วางใจคนอื่นง่ายขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนไทยอย่างยิ่ง เพราะระบบโรงเรียนของเราฝึกให้ผู้เรียนตอบคำถามให้ถูกต้อง นักเรียนต่างแข่งขันกันพยายามทายให้ได้ว่าคำตอบที่ครูอยากฟังคืออะไร แทนที่จะฝึกจริงแท้กับความคิด กับความรู้สึกของตนเอง การฝึกความไว้วางใจจึงเป็นการฝึกที่จะเชื่อประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่ใช่เชื่อคำตอบจากครูหรือผู้มีอำนาจ

๕. ความไม่มุ่งเป้า (Non-striving) เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในโลกนี้เป็นไปเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อจะได้อะไรบางอย่างหรือไปที่ไหนสักแห่ง แต่นั่นไม่ใช่เสาหรือหลักของการเจริญสติ ซึ่งเป็นการฝึกทำเพื่อที่จะ "ไม่ทำ" เป็นพาราดอกซ์ (ความจริงคู่ขัดแย้ง) ซึ่งฟังดูเหมือนจะเพี้ยนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราอยู่ในความทุกข์ ความเครียดหรือความเจ็บปวด

ดังตัวอย่างรุ่นน้องข้างต้น ผู้ไม่อยากทนอยู่กับความทุกข์ที่ทับถมในใจ อยากภาวนาให้ไปจากที่ตรงนี้เสียที ทั้งๆ ที่หัวใจของการฝึกเจริญสติแท้จริงแล้ว คือ การได้อยู่ตรงนี้อย่างเต็มที่เสียทีต่างหาก การฝึกเพื่อจะผ่อนคลาย หายเจ็บ หรือแม้กระทั่งบรรลุธรรมจึงขัดกับหลักการเจริญสติโดยตรง

๖. การยอมรับ (Acceptance) บ่อยครั้งที่เรามักจะปฏิเสธ ต่อต้าน ไม่ยอมรับความเป็นจริงตรงหน้า โดยเฉพาะหากว่าไม่ตรงกับใจของเรา เราใช้แรง กำลัง เวลาไปมหาศาลเพื่อที่จะแข็งขืนดึงดัน พยายามให้บางอย่างเป็นอย่างอื่นจากที่มันเป็นจริงๆ ทั้งๆ ทางที่ง่ายที่สุดในการเปลี่ยนแปลง คือ การยอมรับ ซึ่งก็คือ การมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริงตามที่มันเป็นในปัจจุบัน การยอมรับนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะงอมืองอเท้า ปล่อยให้ใครจะทำอะไรหรือเป็นอะไรก็ช่าง เพียงแค่หมายความว่าเราไม่ต้องเสียเวลาไปต่อต้านความจริง

มีสองความเชื่อที่มนุษย์มักตัดสินตนเองอยู่เสมอๆ คือ ฉันไม่ดีพอ และ ฉันไม่เป็นที่รัก ตัวอย่างรุ่นพี่ที่รู้สึกว่าตนเองไม่เก่งไม่ดีพอ ยากที่จะยอมรับตนเองนั้น วิธีที่เหมาะที่สุดอาจจะเป็นการบอกกับตัวเองว่า "เราก็เป็นของเราอย่างนี้ แต่เราก็ไม่ละความพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และในระหว่างนี้ เราจะยอมรับตัวเราอย่างที่เราเป็นด้วย"

๗. การปล่อยวาง (Letting Go) ในการฝึกปฏิบัติ อาจมีบางความคิด ความรู้สึก หรือแม้กระทั่งสภาวะ ที่เราชอบใจอยากจะเก็บเอาไว้ และในทางกลับกันก็อาจจะมีบางความคิด ความรู้สึก หรือสภาวะที่เราอยากปฏิเสธ การปล่อยวางในการเจริญสติ คือ การตั้งใจที่จะไม่ไปทำอะไรกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดังที่พระไพศาล วิสาโล ใช้วลีที่ว่า "ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา" เป็นการสรุปความที่ตรงประเด็น

เจ็ดเสาของการเจริญสตินี้ชี้แนะแนวทางให้ผู้ปฏิบัติรู้จักวางจิตวางใจให้ เหมาะสมได้อย่างชัดเจน และช่วยเสริมทั้งการเจริญสติตามรูปแบบและในชีวิตประจำวันได้ โดยมากแล้วพวกเราเหล่านักปฏิบัติต่างก็มุ่งมั่นในการพัฒนาฝึกฝนการเจริญสติ ของตนอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุนี้เอง หลายครั้งหลายคราวก็เป็นผลให้เราคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป ยิ่งปฏิบัติมามากก็ยิ่งคาดหวังถึงความก้าวหน้า หวังว่าจะทำได้ดีดังที่เคยทำได้บ้าง ความตั้งใจดีอันเกิดจากความมุ่งมั่นจริงจังต่อการปฏิบัติจึงมักกลายให้เกิด ทัศนคติที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการฝึกฝนของเราไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นการด่วนตัดสินตัวเอง ความร้อนใจอยากเห็นความก้าวหน้าเห็นผลตามคาด การที่เราเชื่อว่าเรารู้แล้วทำให้ประมาทและพลาดการเรียนรู้ระหว่างรายทาง ความกังวลสงสัยไม่อาจวางใจ การดึงดันไม่ยอมรับสภาพ และสุดท้ายคือการยึดติด โดยเฉพาะกับประสบการณ์ที่ดีในการปฏิบัติ



การพัฒนาจิตจากการเจริญสติมีหัวใจหลักคือ การอยู่กับปัจจุบันขณะ และวิถีทางการปฏิบัติก็มีได้หลายแนวตามจริต ตามความสนใจของแต่ละบุคคล เมื่อราว 8 ปีที่ผ่านมานั้น ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีคุณค่ามากเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “การพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ” กล่าวถึงโมเดลสำคัญคือ ธรรมจักรแห่งจิตวิวัฒน์ ซึ่งแต่ละซี่ของธรรมจักรนั้นเป็นช่องทางการพัฒนาจิตที่หลากหลาย อาทิ การทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม (และต่อมาถูกเรียกว่าจิตอาสา) การศึกษาเพื่อพัฒนาจิตใจ (ในปัจจุบันคือจิตตปัญญาศึกษา) วิปัสสนากรรมฐานเป็นวิถีชีวิต สื่อสร้างสรรค์ ฯลฯ โดยทุกซี่เชื่อมโยงร่วมกันด้วยแกน คือ เรื่องการเจริญสติ อันเป็นการวิวัฒน์จิตนั่นเอง

ในโลกปัจจุบันที่การค้นคว้าหาข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทันใจ เราต่างสามารถหาแนวทางวิธีการฝึกฝนตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนท่านแนะไว้ได้ ทั้งจากหนังสือ อินเตอร์เนท และสื่อซีดี อีกทั้งไม่ว่าจะอยู่ในบริบทหรือแวดวงของวงการไหน ก็สามารถเลือกช่องทางการพัฒนาจิตที่เข้ากันและสอดคล้องกับเงื่อนไขของเราได้ เจ็ดเสาของการเจริญสติจึงช่วยเสริมให้ได้เป็นอย่างดีว่าเราพึงวางทัศนคติของ เราอย่างไรในการปฏิบัติ

คำแนะนำที่ผมจะให้แก่ลูกศิษย์ที่อยากรู้เรื่องการเจริญสติ จึงมักไม่สามารถบอกเขาอย่างรวบรัดและจำกัดเฉพาะแนวทางหนึ่งใดได้ ด้วยหนทางนี้เป็นวิถีทางที่มีการเดินทางอันยาวไกล ผู้เรียนย่อมต้องเป็นผู้เลือกและเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง แต่จะด้วยรูปแบบใด แนวทางไหน ในช่องทางอะไรก็ตาม หากปฏิบัติด้วยทัศนคติที่เอื้อต่อการฝึกฝนใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ก็ย่อมเป็นหนทางส่งเสริมให้เกิดสติ สู่การวิวัฒน์จิตของตน

Friday, May 04, 2012

ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจิตมนุษย์


เรียบเรียงจาก http://www.lynnemctaggart.com/blog/174-true-believers

ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสันดานของมนุษย์หรือไม่ ถ้าใช่แล้วมีอยู่แค่ไหน และ ฝังอยู่ส่วนไหนของจิตมนุษย์ แล้วคนที่ไม่มีศาสนาหละ มีความเชื่อนี้อยู่ด้วยหรือเปล่า 

งานวิจัยใหม่สองงานที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ได้ช่วยตอบคำถามนี้ งานแรกจาก University of Otago in New Zealand เพิ่งตีพิมพ์ใน the Journal of Experimental Social Psychology จากกลุ่มของ Associate Professor Jamin Halberstadt พบว่า เมื่อคนที่เชื่อในศาสนา (ศาสนาใดก็ได้) คิดถึงความตายของตนเอง พวกเขาจะยิ่งศรัทธาในศาสนาของตัวเองมากขึ้นทั้งระดับจิตสำนึำกและจิตไร้สำนึก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา เมื่อพวกเขาคิดถึงความตายของตนเอง เขาอาจจะเพิ่มความปฏิปักษ์ต่อศาสนาในระดับจิตสำนึก แต่ในระดับจิตใต้สำนึกพวกเขาเริ่มมีความลังเลและเริ่มสนใจศาสนา

โดยนักวิจัยได้ทำการทดลองสุ่มตัวอย่างจากถามนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 265 คน ว่าเป็น คนที่มีศาสนา หรือ คนไม่มีศาสนา โดยใช้การกดปุ่มเลือก ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะมีการสุ่มให้นักศึกษาบางคน ต้องคิดและเขียนถึงเรื่องความตายของตนเอง ส่วนในกลุ่มควบคุมให้แค่ดูโทรทัศน์ทั่วไป ผลการทดลองสำหรับ กลุ่มที่บอกว่าตัวเองมีศาสนา พบว่า กลุ่มนี้จะยิ่งรู้สึกมีความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถึือ อย่างแรงกล้ากว่าปกติ ถ้าได้คิดถึงความตาย ขณะที่กลุ่มที่บอกว่าตัวเองไม่มีศาสนาก็จะรู้สึกชัดยิ่งขึ้นว่าไม่เชื่อในศาสนาต่างๆ

แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ในกลุ่มที่บอกว่าตัวเองไม่มีศาสนา เมื่อนับเวลาการกดปุ่มยืนยันว่ายอมรับการมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ พระเจ้า เปลี่ยนไป โดยคนที่ต้องคิดและเขียนเกี่ยวกับความตายของตัวเอง จะใช้เวลาในการกดปุ่มมากกว่าปกติ (กลุ่มที่มีศรัทธาในศาสนาก็จะกดปุ่มยืนยันเร็วขึ้น) ซึ่งนักวิจัยได้สรุปว่า นี่คือ ความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกในระดับจิตใต้สำนึก ที่ลึกๆก็อาจมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์

การค้นพบนี้ช่วยยืนยันว่า ศาสนาเป็นส่วนประกอบสำคัญและหยั่งรากลึกของสังคม มนุษย์เกือบทุกคนจะกลัวความตาย ความเชื่อทางศาสนาจะช่วยมนุษย์ในการจัดการความรู้สึกนี้

นอกจากงานวิจัยนี้ ยังมีงานวิจัยอื่น ที่พิสูจน์เช่นเดียวกันว่า ความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่มีอยู่เสมอในการรับรู้ของมนุษย์ทุกคน ซึ่งโมเดลของการประมวลผลการรับรู้ของคนมีอยู่สองแบบ คือ ระบบคิดเเบบเหตุผลเป็นเส้นตรง (1+1 เท่ากับ 2) แ่ละระบบคิดแบบการหยั่งรู้ (intuition) ที่เป็นการคิดแบบปิ๊งแว๊บ "ว้าว"

นักวิจัยกลุ่มของ Associate Professor Ara Norenzayan จาก University of British Columbia ได้ขอให้กลุ่มตัวอย่างทำโจทย์แก้ปัญหา เช่น ทำแบบสอบถามยากๆ หรือ เหนี่ยวนำให้คิดวิเคราะห์ ก่อนตอบคำถามเรื่องความเชื่อในศาสนา ผลคือ ความเชื่อในศาสนาของกลุ่มตัวอย่าง ลดลงเมื่อต้องทำงานแบบคิดวิเคราะห์ยากๆ อย่างน้อยก็เป็นระยะเวลาชั่วคราว ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับผลวิจัยของกลุ่มอื่นที่ได้พิสูจน์ว่า ระบบคิดแบบการหยั่งรู้นั้นเชื่อมโยงกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์

แม้ว่าโมเดลนี้จะเป็นแค่ตัึวอย่างง่ายๆอย่างลดทอนที่มีข้อโต้แย้งมากมาย แต่มันก็ได้ชี้ให้เห็นว่า มีสิ่งที่เหนือไปกว่า โลกวัตถุล้วนๆนี้ ที่ฝังอยู่ในจิตของมนุษย์ทุกคนอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
 

Sunday, December 18, 2011

ตามหาพระเจ้า - นักฟิสิกส์ใกล้ค้นพบอนุภาค Higgs-Boson

source: http://www.spiegel.de/wissenschaft/natur/0,1518,803420,00.html

ใกล้เจอแล้ว อนุภาคพระเจ้า ผู้ให้มวลแก่ดวงดาวทั้งหลาย ยืนยัน 95 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะไม่มีจริง

Higgs-Boson เป็นอนุภาคในทฤษฏีที่นักฟิสิกส์เชื่อว่า เป็นอนุภาคให้มวลแก่อนุภาคอื่นๆที่ปกติมีคุณสมบัติเหมือนแสง ตามข่าว นักฟิสิกส์ที่เิซิร์น เจนีวา สามารถคำนวณน้ำหนักของอนุภาคนี้ได้แล้ว พบว่ามวลอยู่ระหว่าง 115.5 ถึง 131 Gigaelectronenvolt (GeV) โดย 126 เป็นมวลที่วัดได้บ่อยที่สุด

แต่ยังสงสัยว่าอนุภาคนี้มีจริงหรือไม่ โดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการทดลอง และการทดลองนี้มีค่าทางสถิติเพียง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางฟิสิกส์ค่าที่เชื่อถือได้ต้อง วัดมั่นใจถึง 99.9999 เปอร์เซ็นต์

ทำไมอนุภาค Higgs-Boson จึงสำคัุญ

Higgs-Boson เป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์พื้นฐานทางฟิสิกส์ของการเกิดมวลจากอนุภาคพื้นฐานที่เป็นแสง

อนุภาคพื้นฐานที่ประกอบเป็นอะตอมที่มีมวล มี 12 ตัว ทุกอนุภาคจะมี anti-อนุภาค ที่มีประจุึตรงกันข้าม ซึ่งตามโมเดลปัจจุบันทุกอนุภาคนี้ไม่มีมวล เมื่อไม่มีมวล อนุภาคก็จะมีความไวได้ดั่งแสง มันจึงไม่สามารถที่จะเกิดอะตอม เกิดดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือ สิ่งมีชีวิตได้

เพื่ออธิบายว่าทำไมจึงเกิดมวล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ Peter Higgs และเพื่อนร่วมงานได้อธิบายกลไกการเกิดมวลนี้ เขาเปรียบว่า อนุภาพ Higgs Boson เหมือนกับ ดารา ที่มาร่วมงานปาร์ตี้ แล้วอนุภาคพื้นฐานก็เหมือนแขกในงาน เมื่อดาราเข้ามาก็จะไปรุมล้อมดารานี้ ก็จะเกิดสนามพลังงาน Higgs ขึ้นมา เมื่อดาราเดินไปไหน แขกก็จะตามไปทำให้ดาราดังนั้นต้องเคลื่อนที่ช้าลง ก็เกิดเป็นมวลขึ้นมา แล้วแขกก็จะสะสมมวลนั้น รวมตัวเป็นอะตอม เป็นมวลเป็นดวงดาวขึ้นมา

ในที่นี้สำหรับศาสนาที่มีพระเจ้า ก็เปรียบเสมือนว่าอนุภาคนี้เป็นพระเจ้าที่ให้มวลเกิดขึ้นมา เกิดโลก เกิดมนุษย์ได้ แต่ถ้าเทียบกับพุทธ ที่ไม่มีพระเจ้า อนุภาคนี้น่าจะไม่มี แต่เป็นเพราะอนุภาคพื้นฐานเกิดการยึดติดขึ้นมา จึงเกิดโลก (หรือเปล่า)

ซึ่งถ้าในที่สุดอาจจะค้นพบว่า Higgs-Boson ไ่ม่มีจริง อย่างน้อยนักฟิสิกส์ก็ยังมีความสุขว่าอย่างน้อยก็ได้ตึโจทย์ที่ครุ่นคิดมามากกว่า 40 ปี อย่างไม่มีคำตอบ และจะพยายามหาโมเดลใหม่มาอธิบายปรากฏการณ์การเกิดมวลต่อไป

ปล ที่พิมพ์มาเป็นการแปลข่าวภาษาเยอรมันที่ให้ชาวบ้านอ่านทั่วไป เขาอธิบายได้เห็นภาพมาก ข่าวไทยนี่อ่านแล้วงง ไม่่ค่อยมีอธิบาย เขียนให้คนยิ่งงง ยิ่งได้รับการยกย่อง:-)

Saturday, August 27, 2011

กำเนิดและการพัฒนาการของอาหารชาววัง (ฉบับย่อ)

หมายเหตุ บทความนี้เป็นบทความของ คุณ สุนทรี อาสะไวย์ นักวิจัยเชี่ยวชาญ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันไทยคดีศึกษา เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วนำมาลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม โดยจุดประสงค์หลักของงานวิจัยคือ การทำความเข้าใจอาหารชาววังที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อมนุษย์และความต้องการทางสังคม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมนี้อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองตลาดการท่องเที่ยวที่ขยายตัว โดยการเข้าใจลึกซึ้งถึงที่มาจุดกำเนิดของวัฒนธรรมการกินในวังจะทำให้สามารถพัฒนาอาหารชาววังนี้ได้อย่างมีคุณภาพ แม้ว่าบทความจะเน้นเรื่องธุรกิจแต่ผมก็เห็นว่าน่าสนใจ ผู้เขียนได้เล่าเกร็ด และเรื่องราวไทยๆเกี่ยวกับอาหารไทยที่เราหลงลืมหรือไม่เคยได้ยินมาก่อนเกี่ยวกับอาหารไทยไว้ด้วย จึงขอนำมาเล่าใหม่ในลีลาชาวบ้านๆแอบมองรั้ววังในบล็อกนี้

ส่วนผู้สนใจอ่านฉบับเต็มขอเิชิญได้ที่ (มี 4 ตอน)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4


หลังการปราบดาภิเษกขึ้นพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่แทนกรุงธนบุรีที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำใน พ.ศ. 2325 พระบรมมหาราชวังจึงกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงรวมทั้งอาหารด้วย โดยราชสำันักฝ่ายในที่เป็นเจ้านายฝ่ายหญิงและลูกหลานของข้าราชการที่ถวายตัวมีบทบาทสำคัุญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมเืพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์และราชอาณาจักรใหม่ ซึ่งบทบาทของฝ่ายในนี้ช่วยส่งเสริมตำแหน่งและอำนาจของสตรีในวัง
สตรีใดที่ได้รับถวายหน้าที่เป็นฝ่ายอาหารที่เีรียกว่า "เครื่องต้น" จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายและมีโอกาสได้เลื่อนขั้นหรือรับรางวัลจากพระมหากษัตริย์ได้ อย่างเจ้าฟ้าบุญรอด เจ้าตำรับอาหารแห่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี

อาหารชาววังหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากับข้าวเจ้านาย ก็มีลักษณะพื้นฐานทั่วไปเหมือนอาหารชาวบ้าน แต่อาหารชาววังจะมีคุณลักษณะพิเศษคือ

1. ความอุดมสมบูรณ์และความสดใหม่ของวัตถุดิบในการประกอบอาหาร

2. มีวิธีการทำอันซับซ้อน ประณีต พิถีพิถัน ต้องใช้เวลา เช่น ข้าวแช่ชาววังที่นอกจากต้องหุงข้าวให้สวยแล้วยังต้องนำไปใส่ตะแกรง ใช้ผ้าขาวบางขัดเมล็ดข้าวจนสวยกรากแล้วค่อยใส่น้ำลอยดอกไม้หอมแล้วอบร่ำด้วยเทียนหอมอีก กลิ่นจึงหอมและใสสะอาดไม่มีตะกอนเหมือนข้าวแช่ชาวบ้าน ในบางครั้งที่ของทำยากก็ต้องการกำลังผู้คนในการทำจำนวนมากเช่น ขนมจีบไทยที่ต้องแบ่งคนผัด คนนวดแป้ง คนปั้น

3. มีความแปลกแตกต่าง วิจิตรบรรจง กล่าวคือ นอกจากเป็นอาหารปากแล้วยังต้องเป็นอาหารตา

4. มีรสชาติที่นุ่มนวล กินแล้วไม่สะดุด คือ รสไม่จัด ไม่เผ็ดมาก แต่ไม่ได้หวาน เพียงแต่มีความกลมกล่อมเป็นหลัก ไม่มีของหมักๆดองๆอย่างหน่อไม้ ไม่มีของคาวๆ เช่น ไตปลา ไม่มีของแข็ง ไม่มีกระดูก อาหารจะเคี้ยวง่ายและตัดพอดีคำ

5. แต่ละมื้อจะจัดเป็นชุดที่เรียกว่า "เครื่องเจ้านาย" ประกอบด้วยอาหารรสหลากหลายอย่างน้อย 7 ประเภท ซึ่งต้องมีครบรสชาิติอาหารไทยคือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ซึ่งจะจัดถวายในถาดเงินหรือถาดทอง และรสชาติของแต่ละอย่างต้องสอดคล้องกัน เช่น น้ำพริกที่เผ็ดๆก็จะมีหมูหวานเพื่อล้างความเผ็ด

นี่คือลักษณะเด่นของอาหารชาววัง แ่ต่วังแต่ละที่ก็จะมีสูตรการทำต่างกันไป โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง โดยทั่วไปแล้วอาหารชาววังมีความแพร่หลายอยู่ในขอบเขตที่จำกัดคืออยู่ในแวดวงของเจ้านายและพระประยูรญาติ แต่ละครัวก็จะมีตำรับของตัวเองไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ จะสอนให้เฉพาะวงเครือญาติหรือศิษย์ที่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความจงรักภักดีและรับใช้ใกล้ชิด บทความนี้จะศึกษาเฉพาะตำรับอาหารชาววังที่เจ้าของตำรับได้รวบรวมและมีหลักฐานอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผู้รวบรวมส่วนใหญ่ก็เป็นสะใภ้ของราชวงศ์หรือตระกูลขุนนาง ซึ่งมีรายชื่อตำรับอาหารดังนี้

1. ตำรับอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี "กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน"

เป็นตำรับอาหารชาววังที่เก่าแก่ที่สุด ที่ปรากฏหลักฐานมาถึงปัจจุบันคือ พระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อยกย่องความสามารถด้านอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ารอด โดยอาหารในตำรับมีเครื่องคาว ผลไม้และ เครื่องหวาน ที่น่าสนใจก็คือ ความเป็นนานาชาติที่ถูกสอดแทรกอยู่ในตำรับอาหารนี้ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่นที่ได้อิทธิพลจากแขก (อาหารอันดับหนึ่งของโลกจากเว็บไซต์ CNN) ยำใหญ่ที่ใส่น้ำปลาญี่ปุ่น (โชยุ) หรือ ขนมจีบ และรังนกที่เป็นอาหารจีน เรียกได้ว่า ท่านเป็นอัจฉริยะด้านอาหารที่รู้เชี่ยวชาญอาหารทั้งไทยและเทศ และพัฒนาปรับเปลี่ยนอาหารต่างชาติให้เข้ามาอยู่ในตำรับอาหารไทย ได้อย่างเลิศรส (ลิงก์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่นี่ หรือ ที่นี่)

2. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ บุนนาค "ตำราแม่ครัวหัวป่าก์"
ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นบุตรีคนโตของ นายสุดจินดา (พลอย ชูโต บุตรจมื่นศรีสรรักษ์) กับคุณนิ่ม สวัสดิชูโต (ธิดาพระยาสุรเสนา) นับเนืองเป็นราชนิกุลบางช้าง ได้แต่งงานกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการและกระทรวงธรรมการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด และสามารถในกิจการหา ผู้เสมอเหมือนยาก มีความชำนาญในการประกอบอาหาร คาวหวาน เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ และตกแต่ง เป็นผู้ริเริ่มทำลูกชุบให้ดูเหมือนของจริงถึงขนาดประดิษฐ์เป็นกระถางต้นไม้ ซึ่งรับประทานได้ทั้งหมด งานปักรูปเสือลายพาดกลอนได้รับพระราชทานรางวัลจากรัชกาลที่ 4 และส่งไปประกวดในระดับโลก ได้รับรางวัลที่ 1 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเงินหลายพันดอลลาร์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง เมื่อ พ.ศ.2436 ในคราวเหตุการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสภากาชาดไทย ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ร.ศ.130 สิริอายุได้ 65 ปี

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็น ผู้พิมพ์หนังสือตำราอาหารออกเผยแพร่ขึ้นเป็น ครั้งแรก เมื่อ ร.ศ.127 ตรงกับ พ.ศ.2451 (สมัยรัชกาลที่ 5) โดยตั้งชื่อว่า “แม่ครัวหัวป่าก์” ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการเขียนตำรากับข้าวกันเป็นกิจจะลักษณะเลย หนังสือ “แม่ครัวหัวป่าก์” จึงนับเป็นตำรากับข้าว เล่มแรกของคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัุญของสังคมไทยเพราะการมีตำรับอาหารประจำชาติของตนเองเปรียบเสมือนการยกระดับประเทศให้มีความทันสมัยเท่าเทียมกับประเทศตะวันตก โดยได้ริเริ่มทดลองใช้วิธีการชั่งตวงวัดเป็นมาตรวัดไทยโบราณคือ บาท สลึง เฟื้อง ไพ ไว้ใช้ในการประกอบอาหาร ให้มีมาตรฐานเหมือนทางตะวันตก จึงทำให้ได้รสชาติอาหาร ที่คงที่ ซึ่งโดยธรรมเนียมในการปรุงอาหารของไทยในสมัยก่อนนั้นไม่นิยมการใช้ชั่งตวงวัดอย่างยุโรป แต่อาศัยความชำนาญหัดเรียนรู้ด้วยตนเอง สืบทอดกันตามโคตรตระกูล ซึ่งก็ได้สร้างความรำคาญใจให้แก่บุคคลอื่นๆ ที่เป็นแม่ครัวมือเก่าบ้างพอควร ในตำรับแม่ครัวหัวป่าก์แบ่งเป็น 5 เล่ม แต่ละเล่มประกอบอาหารประเภทใหญ่ๆ 7 ประเภทคือ หุงต้มข้าว ต้มแกง กับข้าวของจาน เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวาน ขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง ซึ่งการจัดจำแนกนี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการจัดหมวดหมู่ตำรารุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบัน

อาหารในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ทุกประเภทจะมีทั้งอาหารไทย อาหารเทศ อาหารพื้นเมืองที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นในวังเช่น ปลาร้า ไตปลา กะปิ ตะพาบน้ำ อีกทั้งยังรวมสูตรอาหารที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาด้วย นอกจากนี้แม่ครัวหัวป่าก์ได้เขียนเล่าเรื่องสนุกๆของประวัติศาสตร์ไทยรวมทั้งสภาพธรรมชาิติและความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย เช่น ประวัติขนมค้างคาวของเจ้าครอกทองอยู่ หรือ ทุเรียนต้องทุเรียนบางบน (บางขุนนนท์) หรือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับตลาดรอบๆกรุง

ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ได้ถูดจัดพิมพ์ครั้งแรกในประติทินบัตรแลจดหมายเหตุเมื่อปีพ.ศ.2432 และได้ตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือเมื่อคราวที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ทำบุญฉลองอายุครบ 61 ปี และฉลองวาระสมรส 40 ปีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ.127 แจกเป็นของชำร่วยจำนวน 400 ฉบับ และระหว่างนั้นก็ได้รับการพิมพ์ใหม่หลายครั้งจนปัจจุบันเป็นครั้งที่ 6 เมื่อปีพ.ศ. 2545
(ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ และ ที่นี่)



3. ตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์
หม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) เป็นภรรยาของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) ท่านจึงอยู่ในฐานะสะใภ้ของสกุลบุนนาค เช่นเดียวกับ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ สำหรับตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน นั้นปรากฏหลักฐานในรูปหนังสือครั้งแรกในปีพ.ศ. 2441 ในชื่อว่า ตำรากับเข้า เมื่อเปรียบเทียบกับตำราแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยนแล้ว ตำรากับเข้าของหม่อมส้มจีนจะมีรายการอาหารน้อยกว่าเน้นประเภทแกงและกับ และเน้นการใช้วัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์ป่าเช่น แย้ อ้น หมูป่า เป็นต้น


4. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร
ท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร เป็นธิดาของหมื่นนรารักษ์ (ปิ่น บางยี่ขัน) ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอยู่ที่บางยี่ขัน ธนบุรี มารดาชื่อหุ่น กำเนิดในสกุลสนธิรัตน์ สมรสกับเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) สกุลไกรฤกษ์ เป็นสกุลที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา และเริ่มรับราชการในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีสืบต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งกรณีของตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร จะไม่เน้นถ่ายทอดสู่วงนอกเหมือนของสองท่านก่อนนี้แต่เน้นให้สืบทอดภายในตระกูลไกรฤกษ์และญาติของตน ตำราอาหารนี้จะมีการแบ่งอาหารหลายอย่างมากกว่าสิบประเภท และมีอาหารจีนมากขึ้นเช่น หนังแรดเอ็นกว่าง ข้าวผัดเต้าหู้ยี้ หรือ แกงจืดเซี่ยงจี๊ แต่ก็ยังมีอาหารนานาชาติเช่น ข้าวบุหรี่ (อย่างเเขกเทศ ที่นำข้าวไปผัดกับเนยก่อนหุงรวมกับหญ้าฝรั่นใส่ไก่) ข้าวหมกไก่
ที่่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จะมีอาหารจีนที่ำทำทานง่ายๆมากขึ้น อาจจะสะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชาวจีนเริ่มมีฐานะในสังคมเพิ่มขึ้นจนอาหารจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากขึ้น

4 ตำรับอาหารนี้คือ ตำรับอาหารชาววังดั้งเดิมที่ถึงแม้จะเก่าแก่กว่าร้อยปี แต่ก็สามารถเห็นได้ถึงกระแสโลกาภิวัฒน์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนทำให้อาหารในวังบางส่วนกลายเป็นอาหารนานาชาิติโดยปริยาย ต่อมาเมื่อพ.ศ.2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยทำให้ความสำคัญของอาหารในวังลดลงไป บางส่วนสูญหายไปกับยุคสมัย เพราะ เจ้านายเ้จ้าของสูตรไม่ถ่ายทอดเพราะหวงวิชา แต่ก็ได้มีลูกหลานในวังได้นำอาหารในวังมาประยุกต์และเผยแพร่ใหม่ในสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทำให้อาหารสูตรในวังแพร่หลายสู่้สามัญชนมากขึ้น ผู้ที่ได้ถือว่าเป็นผู้สืบทอดสูตรอาหารในวังที่สำคัญในยุคนี้ได้แก่

1. มรว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ กับ เชลล์ชวนชิม


การเผยแพร่อาหารในสื่อสารมวลชนเริ่มครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสโดย บริษัททำล้อยาง มิชชิลิน ที่ทำแจกลูกค้าเป็นคู่มือในการเดินทางสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์โดยเริ่มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2443 หม่อมถนัดศรีก็เช่นกัน โดยการสนับสนุนของเชลล์เเก๊สใ้ห้เขียนคอลัมน์เชลล์ชวนชิมในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์และต่อมาในมติชน รวมถึงจัดรายการโทรทัศน์อย่าง การบินไทยไขจักรวาล ครอบจักรวาล รวมไปถึงพ่อลูกเข้าครัวทำให้อาหารในวังได้มีโอกาสเผยแพร่สู่วงกว้าง นอกจากนี้หม่อมถนัดศรียังเป็นผู้แนะนำร้านอาหารตำรับชาววังให้คนธรรมดาได้ลองไปลิ้มรสอย่าง ห้องอาหารท่านหญิงที่ถนนประมวญ สีลม ห้องอาหารหลายรสที่ซอยสุขุมวิท 49 ห้องอาหารดรรชนี เชิงสะพานวันชาติ ถนนประชาธิปไตย สวนทิพย์ ปากเกร็ด และห้องฝั่งน้ำ โรงแรมรอยัลริเวอร์ที่เป็นลูกศิษย์ของมล. เติบ ชุมสาย

2. มล. เติบ ชุมสาย

มี่พี่สาวคือ มล. ติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่สูตรอาหารวังรุ่นใหม่ด้วย เเต่มล. เติบ จะมีผลงานปรากฏเป็นรูปเล่มด้วย อาทิ ตำรับอาหารประจำวัน ตำรับอาหารทางทีวี และ กับข้าวรัตนโกสินทร์ เป็นต้น และที่สำคัญได้มีโอกาสทำรายการ"แม่บ้าน" ถ่ายทอดทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม และ ช่อง 9 ติดต่อกันนานถึง 20 ปี ซึ่งข้อดีของตำรับอาหารมล.เติบคือการนำเสนอตำรับอาหารชาววังให้ทำได้ง่ายขึ้นสำหรับแม่บ้านสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง ประสบความสำเร็จมากจนฮิตติดดาว สามารถเอาสูตรไปเปิดร้าน "ครัวชุมสาย" ซอยราชครู ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วย นอกจากนี้หม่อมเติบยังได้มีโอกาสเป็นพระเครื่องต้นทำอาหารถวายในหลวงองค์ปัจจุบัน รวมถึงทำอาหารเลี้ยงดาราระดับโลกอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เนื่องในโอกาสเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์ ugly american ที่ถ่ายทำในไทยและมรว.คึกฤทธิ์นำแสดงอีกด้วย

อนึ่ง หลังจากการเผยแพร่อาหารของ หม่อมถนัดศรี และหม่อมเติบทำให้เกิดผู้แนะนำอาหารในสื่อมวลชนขึ้นอีกมากมายอย่าง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รงค์ วงษ์สวรรค์ แม่ช้อยนางรำ พิชัย วาสนาส่ง เป็นต้น


3. วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้สืบทอดอาหารตำรับวังบ้านหม้อ
ตำรับวังบ้านหม้อเป็นวังของพระองค์เจ้ากุญชร ต้นราชสกุล ณ บางช้าง ที่มีเจ้าจอมมารดาศิลาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศรีสุริเยนทรฯ ทำให้วังบ้านหม้อเป็นวังหนึ่งที่ได้รับสืบทอดตำรับอาหารมาจากสายของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ แต่ปัญหาคือ เจ้าของสูตรที่สืบทอดกันมาหวงสูตรมาก แม้แต่ลูกหลานก็ไม่ยอมให้ แต่โชคดีที่คุณ วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ลุกหลานของสกุลนี้ได้พยายามเก็บบันทึกสูตรและขอเรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่จนสามารถเก็บรักษาวิชาอาหารได้บางส่วน อย่าง ขนมจีบไทยและปั้นสิบ ที่มีวิธีทำเฉพาะของวังนี้เท่านั้น ปัจจุบัน ขนมจีบและปั้นสิบของวังบ้านหม้อได้ผลิตออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบอาหารกล่อง โดยส่งไปขายทุกวันศุกร์ที่ร้านภูฟ้า (สยามดิสคัฟเวอรี่และจตุรัสจามจุรี) และทุกวันเสาร์ที่สวนจตุจักร


4. ตำรับบ้านจักรพงษ์ หรือวังท่าเตียน
เดิมเป็นของพระเจ้าลูกเธอ เ้จ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ปัจจุบันได้ตกทอดสู่ทายาทคือ มรว. นริศรา จักรพงษ์ ปัจจุบันได้เปิดพื้นที่บางส่วนเป็นโรงแรมและ้ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารตำรับชาววัง สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaivillas.com

อ่านเสร็จแล้วต้องขอไปลองชิม:-)

Sunday, August 21, 2011

กรุงศรีปฏิวัติ : ศึก ๒ ราชวงศ์ วงศ์พระราม รบ วงศ์พระอินทร์

เป็นบทความประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยาตอนต้นที่น่าสนใจจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงนำมาแปะไว้เผื่อผู้สนใจ
โดย ปรามินทร์ เครือทอง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312195601&grpid=no&catid=&subcatid=
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312196673&grpid=no&catid=&subcatid=

มีใครสามารถอดทนรอเก็บความคั่งแค้นไว้ด้วยความสงบ ได้ถึง ๑๘ ปี



สมเด็จพระราเมศวร ทรงผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ พระราชบัลลังก์ที่ต้องตกเป็นของพระองค์ชัดๆ ในฐานะ หน่อพระพุทธเจ้าŽ ของสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ก็เป็นจริงเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพราะถูกสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยึดŽ ไป ส่วนพระองค์ต้องทรงล่าถอยกลับไปยังฐานที่มั่นเก่า ณ เมืองลพบุรี เฝ้ารอจังหวะและโอกาสอย่างอดทนถึง ๑๘ ปี



ที่น่าเจ็บปวดยิ่งขึ้น คือการเฝ้ารออย่างอดทนเกือบ ๒ ทศวรรษนี้ กลับเป็นการเฝ้าดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของศัตรู



เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ถือเป็นยุคสมัยเริ่มแรกของการขยายความมั่นคง ยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะการ กำราบŽ หัวเมืองเหนือในอำนาจของรัฐสุโขทัย เช่น ในปีพุทธศักราช ๑๙๑๔ หรือปีรุ่งขึ้นหลังจากทรงทำรัฐประหารยึดกรุงศรีอยุธยา ก็เสด็จขึ้นไปยึดเมืองเหนือ แม้จะมีคำอธิบายว่าการศึกครั้งแรกนี้ ทรงยึดได้ไม่เกินนครสวรรค์ก็ตาม



ศักราช ๗๓๓ กุญศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเหนือ แลได้เมืองเหนือทั้งปวงŽ๑

การเสด็จขึ้น ไปเอาเมืองเหนือŽ นั้น มิได้สำเร็จเด็ดขาดในคราวเดียว แม้ตลอดรัชกาลของพระองค์ก็ยังทำไม่สำเร็จดังที่ทรงตั้งพระทัยไว้ ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงมีแต่เสด็จ ไปเอาเมืองเหนือŽ ทั้งสิ้น



เหตุที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ต้องมี การบ้านŽ ในการทำสงครามกับเมืองเหนือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ทรง ญาติดีŽ กับรัฐสุโขทัยอยู่ ก็เพราะว่ากษัตริย์สุโขทัยที่เป็นพี่เขยคือพระมหาธรรมราชา (ลิไทย) นั้นเสด็จสวรรคตในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยานั่นเอง๒ ทำให้กษัตริย์สุโขทัยพระองค์ใหม่คือ พระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) และหัวเมืองใหญ่น้อย ไม่ยอมรับอำนาจจากกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป



และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เมื่อถูกทำรัฐประหารหลังรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงไม่มีการต่อต้าน หรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากรัฐพันธมิตรเมืองเหนือใดๆ เลย


ยึดหัวเมืองเหนือ การบ้านŽ ของขุนหลวงพ่องั่ว

เมืองชากังราวหรือเมืองกำแพงเพชร เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของรัฐสุโขทัย ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) หมายมั่นปั้นมือจะต้องพิชิตให้ได้ ดังนั้นระยะเวลา ๑๘ ปี ตลอดรัชกาลของพระองค์ จึงทรงยกทัพเข้าตีเมืองนี้หลายต่อหลายครั้ง เช่น ในปีจุลศักราช ๗๓๕ (พ.ศ. ๑๙๑๖) เสด็จไปเมืองชากังราว รบกับพระยาคำแหงเจ้าเมืองชากังราว โดยมีพระยาใสแก้วที่ฝ่ายสุโขทัยส่งให้ลงมาช่วยรบ การศึกคราวนี้พระยาใสแก้วตายในสนามรบ ส่วนพระยาคำแหงหนีเข้าไปตั้งมั่นอยู่ในเมือง ทำให้สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ไม่สามารถตีเมืองชากังราวแตกได้



และดูเหมือนว่าหัวเมืองเหนือ จะไม่ยอมให้กรุงศรีอยุธยากวาดรวมเข้าเป็นเมืองบริวารได้ง่ายๆ ดังนั้น ๒ ปีถัดมา ในปีจุลศักราช ๗๓๗ (พ.ศ. ๑๙๑๘) สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก หัวใจŽ ของรัฐสุโขทัยในขณะนั้น ครั้งนี้ได้ทั้งตัวเจ้าเมืองขุนสามแก้วและกวาดต้อนชาวเมืองมาเป็นจำนวนมาก



ปีรุ่งขึ้นจุลศักราช ๗๓๘ (พ.ศ. ๑๙๑๙) เสด็จไปตีชากังราวเป็นการแก้มืออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทรงทำได้ดีกว่าคราวก่อน แม้จะมีท้าวผ่าคองจากเมืองเหนือมาช่วยรบเสริมทัพชากังราว แต่ปรากฏว่าท้าวผ่าคองแตกทัพหนีไป ส่วนพระยาคำแหงเจ้าเมืองนั้น ไม่แน่ชัดว่าถูกจับตัวได้หรือไม่ เพราะพระราชพงศาวดารบันทึกเพียงว่า จับได้ตัวท้าวพระญาและเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมากŽ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการศึกคราวนี้ก็คงยังไม่ได้ตัวพระยาคำแหงและเมืองชากังราว เพราะอีกเพียง ๒ ปีต่อมา กรุงศรีอยุธยาก็ยกทัพเข้าตีชากังราวอีก



ศักราช ๗๔๐ มะเมียศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นมหาธรรมราชาออกรบทัพหลวงเปนสามารถ แลเห็นว่าจะต่อด้วยทัพหลวงมิได้ จึงมหาธรรมราชาออกถวายบังคมŽ๓



ผลจากการได้เมืองชากังราวมาในครั้งนี้ ย่อมมีความหมายถึงการได้รัฐสุโขทัยมาด้วย เนื่องจากทรงมีชัยเหนือพระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) กษัตริย์แห่งรัฐสุโขทัย เป็นอันว่า การบ้านŽ สำคัญของพระองค์บรรลุผลระดับหนึ่งแล้ว



ต่อมาสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงตัดสินใจที่จะ ทำการบ้านŽ ให้ถึงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งคอยสนับสนุนช่วยเหลือรัฐสุโขทัยอยู่เรื่อยๆ และที่สำคัญการจะขึ้นตีไปถึงเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นถือว่า ทางสะดวกŽ เพราะไม่มีรัฐสุโขทัยกีดขวางอีกต่อไป



ดังนั้นในปีจุลศักราช ๗๔๘ (พ.ศ. ๑๙๒๙) จึงยกทัพไปหมายจะตีเมืองเชียงใหม่ให้จงได้ แต่ทัพกรุงศรีอยุธยายกมาได้เพียงเมืองลำปาง เพราะไม่สามารถตีเมืองลำปางแตกได้ ต้องยกทัพหลวงกลับกรุงศรีอยุธยา



จะเห็นได้ว่าตลอด ๑๘ ปีในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) นั้น ทรงติดพันอยู่กับราชการ หัวเมืองเหนือŽ เกือบตลอดเวลา คือในปีจุลศักราช ๗๓๓, ๗๓๔, ๗๓๕, ๗๓๗, ๗๓๘, ๗๔๐ และทิ้งห่างไปอีก ๘ ปี จึงยกทัพไปหมายจะตีเชียงใหม่ในปีจุลศักราช ๗๔๘



เหตุที่ทรงทิ้งห่างไว้ถึง ๘ ปีนั้น อาจจะเป็นเพราะทรงพอพระทัยเพียงแค่ได้รัฐสุโขทัย ซึ่งเป็นอันตรายต่อกรุงศรีอยุธยามากกว่าเมืองเชียงใหม่ เท่ากับ การบ้านŽ เสร็จแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะทรงพระชราแล้วก็เป็นได้



หากคำนวณพระชนมายุตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ว่าทรงครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ ๖๓ พรรษา๔ ดังนั้นเมื่อคราวยกทัพไปตีเชียงใหม่จึงมีพระชนมายุมากถึง ๗๙ พรรษาแล้ว



แม้จะทรงพระชรามากถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุศัตรูประชิดหัวเมือง ทำให้ต้องทรง ออกกำลังŽ อีกครั้ง



สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรง ฝืนสังขารŽ ด้วยพระชนมายุ ๘๑ พรรษา เสด็จออกสงครามครั้งสุดท้ายเพื่อตีเมืองชากังราวในปีจุลศักราช ๗๕๐ (พ.ศ. ๑๙๓๑)



เหตุที่ต้องทรงนำทัพออกรบคราวนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเมืองชากังราวแข็งเมือง แต่เป็นเพราะเจ้ามหาพรหมกษัตริย์เชียงรายประสงค์จะได้พระสีหลปฏิมาหรือพระพุทธสิหิงค์ จึงยกทัพมาประชิดเมืองชากังราว ฝ่ายเจ้าเมืองกำแพงเพชรขณะนั้นคือพระยาญาณดิส หรือในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า ติปัญญาอำมาตย์ ก็ส่งสาสน์ขอความช่วยเหลือมายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงต้องยกทัพมาหมายจะรบกับเจ้ามหาพรหม แต่ทัพทั้งสองยังไม่ทันได้รบพุ่งกัน เพราะพระยาญาณดิสขอให้เจ้ามหาพรหมถอยออกไปตั้งทัพที่เมืองตาก เจ้า



มหาพรหมก็ยินยอมทำตามเพราะได้พระสีหลปฏิมาไปแล้ว พร้อมกับประกาศว่าหากกองทัพกรุงศรีอยุธยายกตามมาก็พร้อมจะรบกัน กองทัพกรุงศรีอยุธยาซึ่งตั้งทัพอยู่เพียงปากน้ำโพ ก็ไม่ได้ยกตามขึ้นไป



เหตุหนึ่งที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาไม่คิด ปิดบัญชีŽ กับเจ้าเมืองเหนือ ก็อาจเป็นเพราะถึงคราว สุดวิสัยŽ แล้วก็เป็นได้



ศักราชได้ ๗๕๐ มะโรงศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก แลเสด็จกลับคืน ครั้งเถิงกลางทางสมเด็จพระบรมราชาเจ้านฤพาน...Ž๕



แม้จะเป็นการประชวรสวรรคตที่ค่อนข้างปัจจุบันทันด่วน แต่หากคิดถึงพระชนมายุที่มากถึง ๘๑ พรรษาแล้ว ก็คงจะไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหวังหยั่งเชิงแต่ประการใด ที่สำคัญสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) น่าจะทรงเตรียมการทางการเมืองไว้พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะเรื่ององค์รัชทายาท



แต่สิ่งที่ทรงคิดไม่ถึงก็คือ ปัญหาทางการเมืองหลังจากพระองค์สวรรคต ไม่ได้เกิดขึ้นภายในกรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่ปัญหาการแก่งแย่งราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้อง หรือขุนนางอำมาตย์ แต่เป็นปัญหาที่ทรง ปล่อยŽ ไปเมืองลพบุรี เมื่อ ๑๘ ปีก่อน และบัดนี้ได้ย้อนกลับมา ทวงŽ ราชบัลลังก์คืนนั่นเอง


ปฏิวัติครั้งที่ ๒

วงศ์พระราม ขอคืนราชบัลลังก์

หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงศึกครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่า เสด็จมาแค่ปากน้ำโพŽ๖ ยังไม่ได้ขึ้นไปจนถึงเมืองชากังราว ก็มีการเจรจาหย่าศึกกันเสียก่อน



การยุติศึกครั้งนี้ดูจะเป็นผลดีต่อกรุงศรีอยุธยาอย่างยิ่ง เพราะหากสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงฝืนพระวรกายเข้ารบด้วยเจ้ามหาพรหม ผลอาจจะเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และบานปลายถึงเสียบ้านเสียเมืองได้ เพราะมีพระอาการประชวรหนักอยู่ ไม่น่าจะนำทัพจนมีชัยเหนือศัตรูได้



ดังนั้นเมื่อทรงยกทัพกลับพระนครได้เพียงกลางทางก็เสด็จสวรรคต การอัญเชิญพระบรมศพกลับพระนครคงใช้เวลาประมาณ ๑ วัน



ช่วงเวลาเช่นนี้ ย่อมเกิด ความเคลื่อนไหวŽ จากฝ่ายต่างๆ ไปทั่วแผ่นดิน



ข่าวการสวรรคตย่อมไปเร็วกว่าพระบรมศพ นี่คือจังหวะและโอกาสในการ ขยับตัวŽ ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม



เวลานั้นภายในพระนครคงจะโกลาหลพอสมควร ไม่ว่าจะต้องเตรียมการรับพระบรมศพกลับสู่พระนคร การจุกช่องล้อมวังเตรียมอัญเชิญ หน่อพระพุทธเจ้าŽ ขึ้นครองราชสมบัติในทันที



เมื่อข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) และการอัญเชิญ เจ้าทองลันŽ พระราชกุมารที่มีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ แพร่กระจายออกไป เจ้าเมืองใหญ่น้อยจากหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ย่อมตระเตรียมการเดินทางมาสู่พระนคร เพื่อถวายบังคมพระบรมศพและถวายพระพรพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่



แต่สมเด็จพระราเมศวรทรงเตรียมไพร่พลเพื่อการอื่น ทรงรอเวลาเช่นนี้มาอย่างยาวนานและน่าจะทรง พร้อมเสมอŽ สำหรับการทวงราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง



ด้วยเหตุนี้การรัฐประหารครั้งที่ ๒ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาจึงสำเร็จเด็ดขาดภายในเวลาเพียง ๗ วัน

แลจึงเจ้าทองลันพระราชกุมาร ท่านได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยาได้ ๗ วัน จึงสมเด็จพระราเมศวรยกพลมาแต่เมืองลพบูรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยา แลท่านจึงให้พิฆาฎเจ้าทองลันเสียŽ๗



ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับอื่นๆ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อยดังนี้

สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติŽ๘



และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึง เทคนิครัฐประหารŽ ไว้ว่า

เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรจนหมดพระสติแลสิ้นหวังว่าจะหายประชวร จึงแสดงพระองค์ขึ้นโดยเปิดเผย ทรงรวบรวมพวกข้าราชบริพารเท่าที่จะหาได้ขึ้นไว้อย่างลับๆ



ครั้นเมื่อพระราชกุมารขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงลอบเสด็จเข้าไปยังพระนครศรีอยุธยาในเพลากลางคืน บุกโจมเข้าไปในราชฐานแล้วกระทำประทุษร้ายแก่เยาวกษัตริย์ให้สำเร็จโทษเสียด้วยความขัดเคือง แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกครั้งหนึ่งŽ๙



สรุปว่าพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ตรงกันว่าทรง ยกพลมาแต่เมืองลพบุรีŽ ในทำนองยกพลเข้ายึดเมือง ส่วนวัน วลิต บันทึกว่าเป็น แผนลอบสังหารŽ คือ ลอบเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาในยามค่ำคืนŽ



ส่วนใครจะถูกหรือผิดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับตอนจบที่เหมือนกันคือ สมเด็จพระราเมศวรทรงทำรัฐประหารครั้งนี้สำเร็จโดยง่าย เป็นการนำกรุงศรีอยุธยาคืนจาก วงศ์พระอินทร์Ž แห่งสุพรรณบุรี กลับมาเป็นของ วงศ์พระรามŽ แห่งอโยธยาอีกครั้ง



การรัฐประหารที่จบลงด้วย บัลลังก์เลือดŽ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยานี้ ได้สร้างความยากลำบากต่อคำอธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพพอสมควร เพราะเมื่อคราวที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทำรัฐประหารสมเด็จพระราเมศวรครั้งก่อนนั้น ทรงเห็นว่าสมเด็จพระราเมศวรทรง ยอมŽ ยกราชบัลลังก์ให้แต่โดยดี โดยมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะมีการ คืนŽ ราชบัลลังก์ให้เมื่อสิ้นรัชกาล คล้ายกับความพยายามที่จะอธิบายเรื่องการ แทรกŽ ขึ้นสู่บัลลังก์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และจะ คืนŽ ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัตนโกสินทร์อย่างไรอย่างนั้น



ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมราชาธิราช น่าจะมีความตกลงหรือเข้าพระทัยกันว่า สมเด็จพระราเมศวรเป็นรัชทายาทของสมเด็จพระบรมราชาธิราช คือตกลงกันว่า เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชแล้ว ก็ให้สมเด็จพระราเมศวรเข้ามาครองกรุงศรีอยุธยาอย่างเดิม ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้สมเด็จพระราเมศวรไปครองเมืองลพบุรีอย่างเดิมŽ๑๐



แต่แล้วเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยกราชสมบัติให้กับเจ้าทองลัน พระราชโอรส เสมือนมีการ หักหลังŽ กันขึ้น ดังนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายแก้ให้ว่า



เห็นจะไม่ทันได้ทรงสั่งเสียจัดวางการเรื่องรับรัชทายาท ข้าราชการพวกหนึ่งซึ่งมีความนิยมต่อเจ้าทองลันหรือไม่นิยมต่อสมเด็จพระราเมศวร จึงยกเจ้าทองลันราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช อันหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ ว่ามีพระชันษาได้ ๑๕ ปี ขึ้นครองราชสมบัติŽ๑๑



แต่เมื่อเหตุการณ์รัฐประหารจบลงด้วยการนำเอากฎมนเทียรบาล ว่าด้วยการสำเร็จโทษเจ้านายมาใช้เป็นครั้งแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายในบรรทัดต่อมาว่า มีผู้นิยมต่อเจ้าทองลันน้อย



พอสมเด็จพระราเมศวรทราบว่าพวกข้างกรุงศรีอยุธยายกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติ ก็รีบรวบรวมไพร่พลยกลงมากรุงศรีอยุธยา เห็นจะไม่ได้มีผู้ใดต่อสู้เท่าใดนัก ด้วยผู้นิยมต่อเจ้าทองลันมีน้อย สมเด็จพระราเมศวรจึงได้กรุงศรีอยุธยา และจับเจ้าทองลันได้ภายใน ๗ วัน ถ้าหากว่าการที่ยกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติต้องด้วยความนิยมของคนทั้งหลาย เห็นสมเด็จพระราเมศวรจะชิงราชสมบัติได้ด้วยยาก หากจะได้ก็คงจะช้ากว่า ๗ วันŽ



สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพคงจะมีพระประสงค์ดี ไม่ต้องการให้คนเห็นว่าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเริ่มต้นด้วยการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ ดังนั้นจึงทรงอธิบายการรัฐประหารครั้งแรกของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่าเป็นการ ยอมŽ มากกว่า ยึดŽ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงออกไปอีกทางหนึ่ง จึงต้องทรง อธิบายแก้Ž อีกในครั้งต่อๆ มา แม้แต่คำว่า พิฆาตŽ ก็ทรงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง ทรงใช้แต่เพียงว่า จับเจ้าทองลันได้Ž

แต่สิ่งหนึ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งข้อสังเกตไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบจนบัดนี้ นั่นคือ ความนิยมต่อเจ้าทองลันŽ



เหตุใดสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงทรงเลือกเจ้าทองลันให้เป็นรัชทายาท แน่นอนว่าพระองค์คงจะต้องมีพระราชโอรสจำนวนมาก หากไม่นับ พระเทพาหูราชŽ ที่ประสูติจากพระมหาเทวีแห่งราชวงศ์สุโขทัย๑๒ ซึ่งคงจะเป็นการลำบากหากจะให้ ข้ามฟากŽ มาครองกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในเรื่อง ความนิยมŽ แต่พระราชโอรสพระองค์อื่นๆ ก็น่าจะมีไม่น้อย เพราะทรงเป็นทั้งกษัตริย์แห่งสุพรรณบุรีและกรุงศรีอยุธยา



แต่เหตุผลที่จะต้องเป็นเจ้าทองลันพระองค์นี้เท่านั้น ก็คงจะเป็นเพราะเป็นพระราชโอรสพระองค์โตหรือทรงเป็น หน่อพระพุทธเจ้าŽ ที่เกิดในเศวตฉัตรแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานั่นเอง



เพราะเมื่อเทียบเวลาที่ทรงครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๘ ปี กับพระชนมายุของเจ้าทองลันเมื่อขึ้นครองราชสมบัติคือ ๑๕ พรรษา (วัน วลิต ว่า ๑๗ พรรษา) ก็เป็นเวลาที่สอดคล้องกันพอดี



ส่วนพระราชโอรสในแผ่นดินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรีหรือสุโขทัย ล้วนไม่มีสิทธิเทียบเท่ากับเจ้าทองลันได้ และอาจจะก่อปัญหาเรื่อง ความนิยมŽ ที่เลวร้ายกว่ากรณีของเจ้าทองลันก็เป็นได้



อย่างไรก็ดี ความนิยมต่อเจ้าทองลันŽ ก็อาจจะไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญที่พระองค์ไม่สามารถรักษาเมืองจากการรัฐประหารครั้งนี้ได้ เพราะสมเด็จพระราเมศวรไม่ยอมรอนานไปกว่านี้อีกแน่ และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการรัฐประหารครั้งนี้ทรง เตรียมพร้อมŽ อยู่เสมอตลอด ๑๘ ปี



เมื่อการรอคอยสิ้นสุดลง สมเด็จพระราเมศวรทรงทำมากกว่าการยึดเมืองคืน ทรงสำเร็จโทษกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ และทรงสยบรัฐสุพรรณบุรีไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวอันจะเป็นภัยต่อกรุงศรีอยุธยาได้นานกว่า ๒๐ ปี ใน ๒ รัชกาล


รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร

กษัตริย์อันเป็นที่รักของขุนนางและราษฎร

สมเด็จพระราเมศวรทรงครองกรุงศรีอยุธยาไม่ยาวนานนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ทรงรอคอย คือเป็นเวลาเพียง ๗ ปี (บางฉบับว่า ๖ ปี) แต่นับว่าเป็น ๗ ปี ที่มีความหมายต่อราชวงศ์อู่ทองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางการเมืองภายในกรุงศรีอยุธยา และการควบคุมนครรัฐอื่นๆ ที่เคยมีปัญหากับกรุงศรีอยุธยา

พระราชพงศาวดารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสมเด็จพระราเมศวรมากนัก โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ไม่ได้พูดถึงเลยแม้แต่น้อย ส่วนฉบับอื่นๆ ก็พูดถึงแต่เพียงทรงทำศึกกับเชียงใหม่และกรุงกัมพูชา แต่ที่ชัดเจนคือ ตลอดรัชกาลของพระองค์กรุงศรีอยุธยาและกรุงสุโขทัย ไม่เคยกระทบกระทั่งกันเลย



ส่วน วัน วลิต ได้บันทึกเรื่องราวที่ทำให้เราได้รู้จักกับพระองค์มากขึ้นบ้าง โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงหลังจากทรงขึ้นครองแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงพระองค์ในทำนองว่าเป็นคนไม่ฉลาด โหดร้าย กระหายเลือด โลภ ตัณหาจัด และเรื่องในทางลบอื่นๆ จนเมื่อทรงขึ้นครองราชสมบัติครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ทรงเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว



พระองค์ได้ละพระนิสัยเดิมแล้วทั้งสิ้น ในรัชสมัยครั้งที่สองนี้ พระองค์ทรงพระคุณอันเลิศผิดกว่าความชั่วร้ายที่เป็นมนทินคราวเสวยราชครั้งที่แล้ว ทรงพระเมตตา มีพระการุณยภาพ ละเมียดละไม ไม่ด่วนลงพระราชอาญา แต่กลับพระราชทานอภัยโทษให้โดยง่ายดาย



พระองค์ทรงพระปัญญา สุขุมคัมภีรภาพ แกล้วกล้าในการใช้พระแสงบนช้างทรงและม้าทรง อีกทั้งอย่างทหารราบเดินเท้าด้วย ทรงบำเพ็ญทานแด่พระภิกษุสงฆ์แลยาจกวณิพก



ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไว้หลายแห่ง เนื่องจากทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา จึงมักเสด็จไปทรงสักการะบูชาพระพุทธเจ้า (gods - พระมหาเจดีย์ฐานทั้งห้า?) อยู่เนืองๆ ทำให้พระองค์ดูดุจภิกษุมากกว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์



พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชนŽ๑๓

ไม่ว่า วัน วลิต จะถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปเพียงใด แต่สำหรับประโยคที่ว่า พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชนŽ (He was much loved by the mandarins and the common man) ได้พิสูจน์ไว้อย่างชัดเจน เห็นได้จากการเมืองภายในและภายนอก ปลอดจากการรบกวนไปยาวนานทั้งในรัชสมัยของพระองค์ และรัชสมัยต่อมา ซึ่งปกครองโดยพระราชโอรสของพระองค์



แม้ภายนอกจะดูสงบก็จริงอยู่ แต่คลื่นใต้น้ำนั้นเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา มหากาพย์แห่งสองราชวงศ์ ทั้ง วงศ์พระรามŽ และ วงศ์พระอินทร์Ž จึงยังไม่ถึงตอนอวสาน


ปฏิวัติโค่น วงศ์พระรามŽ

ศักราช ๗๕๗ กุญศก สมเด็จพระราเมศวรเจ้านฤพาน จึงพระราชกุมารท่านเจ้าพระญารามเสวยราชสมบัติŽ๑๔



สมเด็จพระราเมศวรเสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช ๑๙๓๘ ด้วยพระชนมายุ ๕๖ พรรษา ครองราชสมบัติ ๗ ปี



สมเด็จพระราเมศวรทรงพระประชวรก่อนเสด็จสวรรคต ดังนั้นจึงน่าจะมีโอกาส สั่งราชการŽ ไว้ล่วงหน้าถึงองค์รัชทายาท หรือไม่เช่นนั้น สมเด็จพระรามราชาธิราชŽ ก็คงจะเป็น หน่อพระพุทธเจ้าŽ จึงได้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์โดยอัตโนมัติ



พระราชประวัติของสมเด็จพระรามราชาธิราชนั้น เรารู้เพียงว่าเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราเมศวรเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นปริศนา



แม้แต่จำนวนปีที่ทรงครองราชสมบัติก็ยังสับสน พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ระบุใกล้เคียงกันคือ ๑๔-๑๕ ปี, สังคีติยวงศ์ว่า ๓ ปี, วัน วลิต ว่า ๓ ปี เป็นต้น



หากยึดเอาพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่แม่นยำเรื่องศักราชที่สุดเป็นหลัก ก็จะได้ปีที่ทรงครองราชสมบัติตั้งแต่ปีจุลศักราช ๗๕๗-๗๗๑ นับปีเริ่มต้นและปีสุดท้ายด้วยก็จะได้ ๑๕ ปี



อย่างไรก็ดี จำนวนปีที่ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยานั้นไม่น่าสงสัยมากไปกว่า ไม่มีพระราชพงศาวดารฉบับใดที่กล่าวถึงพระราชกรณียกิจไว้แม้แต่เพียงเหตุการณ์เดียว เรื่องราวของพระองค์มาปรากฏ ก็เมื่อทรงถูกทำรัฐประหารในตอนท้ายเท่านั้น



ส่วน วัน วลิต ได้พูดถึงพระราชประวัติไว้เล็กน้อยดังนี้



พระราม กษัตริย์สยามองค์ที่ ๖ เสวยราช ๓ ปี



พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนม์ ๒๑ พรรษา ทรงพระนามพระราม (Prae Rhaem) เสวยราชอยู่ ๓ ปี...Ž



ข้อความต่อจากนี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระองค์ถูกทำรัฐประหาร แต่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากหลักฐานชิ้นอื่นอย่างมาก



พระองค์ทรงพระปัญญาน้อย ตัดสินพระทัยผิดพลาดที่ส่งพระเชษฐาของพระทองจัน (ซึ่งถูกพระราเมศวร พระราชบิดาพระองค์จับสำเร็จโทษ) ให้เสด็จไปครองเมืองสุพรรณบุรี (Soupanna Boury) และพระราชทานอำนาจให้ล้นมือ จนท่านเจ้าเมืองนี้ประสบชัยชนะและสามารถปลงพระชนม์กษัตริย์พระรามลงได้ แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์



ไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวถึง พระรามกษัตริย์พระองค์นี้อีกต่อไป ก็ดังกล่าวมาแล้วว่าพระองค์ครองราชอยู่เป็นเวลาอันสั้น มิได้ทรงกระทำสิ่งใดที่สลักสำคัญขึ้นไว้Ž๑๕



แต่หลักฐานจากพระราชพงศาวดารอื่นๆ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ตรงกันว่า การรัฐประหารเกิดขึ้นจากเสนาบดีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขัดแย้งกับสมเด็จพระรามราชาธิราชจนถึงขั้น แตกหักŽ



ศักราช ๗๗๑ ฉลูศก สมเด็จพระรามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าเสนาบดี แลท่านให้กุมเจ้าเสนาบดีๆ หนีรอด (แลข้ามไป) อยู่ฟากปท่าคูจามนั้น แลเจ้าเสนาบดีจึงให้ไปเชิญสมเด็จ (พระอินท) ราชาเจ้า มาแต่เมืองสุพรรณบูรี ว่าจะยกเข้ามาเอาพระนครศรีอยุทธยาถวาย...Ž๑๖



เจ้าเสนาบดีŽ ท่านนี้ ดูท่าจะเป็นใหญ่สูงสุดในบรรดาขุนนางอำมาตย์ และอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์อีกด้วย เพราะพระราชพงศาวดารฉบับนี้ไม่นิยมเรียกขุนนางอำมาตย์ทั่วไปด้วยคำว่า เจ้าŽ (พระราชพงศาวดารฉบับอื่นเรียกท่านผู้นี้ว่า เจ้าพระยามหาเสนาบดีŽ แต่ตำแหน่ง เจ้าพระยาŽ เกิดขึ้นหลังจากนี้หลายรัชกาล)



แต่จะเป็น เจ้าŽ ฝ่ายไหนนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพราะจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้เห็นที เจ้าเสนาบดีŽ คงจะไม่นับญาติกับ วงศ์พระรามŽ อีกต่อไป ดังนั้นพอหนีรอดได้ก็ ย้ายพรรคŽ ไปสนับสนุนเจ้า วงศ์พระอินทร์Ž ราชวงศ์สุพรรณภูมิทันที



ความผิดพลาดครั้งนี้ของสมเด็จพระรามราชาธิราช คือการปล่อยให้ เจ้าเสนาบดีŽ หนีไปตั้งหลักได้ คงคิดไม่ถึงว่าผลของมันจะบานปลายถึงขั้นนำไปสู่จุดจบของพระองค์ ความสงบเรียบร้อยตลอด ๑๕ ปี ที่ทรงรับอานิสงส์จากสมเด็จพระราเมศวรก็เป็นอันหมดสิ้นลง



เจ้าเสนาบดีŽ ไม่ได้หนีตายออกจากพระนครไปเพียงลำพัง แต่เป็นการ ยกพลŽ ออกจากพระนคร ก่อนจะตัดสินใจ ยกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครŽ ได้ในที่สุด โดยมีสมเด็จพระอินทราชาหรือสมเด็จพระนครอินทราธิราช เจ้าผู้ครองนครรัฐสุพรรณบุรี หลานของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ยกพลเข้ามาสนับสนุน



ครั้นแลสมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จมาเถิงไซ้ จึงเจ้าเสนาบดียกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครศรีอยุทธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติŽ๑๗



เทคนิครัฐประหารŽ ครั้งนี้คงเป็นการล้อมพระนครทั้ง ๒ ด้าน โดยมี เจ้าเสนาบดีŽ เป็นแม่ทัพใหญ่เป็นฝ่ายบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจากทางทิศใต้ของเกาะเมืองคือบริเวณปทาคูจาม จนกระทั่งบุกเข้าถึงพระราชวังหลวงปล้นเอาราชบัลลังก์ได้สำเร็จ



ฝ่ายสมเด็จพระอินทราชานั้นคงจะทรงเข้าร่วมเป็น ทัพสนับสนุนŽ นำกำลังพลล้อมพระนครฝั่งทิศเหนือหรือตะวันออกในคราวนี้ด้วย



เมื่อบุกเข้าพระราชวังได้ ทำรัฐประหารสำเร็จ เจ้าเสนาบดีŽ ท่านนี้ ก็ทำตัวเป็น ผู้จัดการรัฐบาลŽ โดยอัญเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป



หลังจากนั้นสมเด็จพระอินทราชาก็ไม่ได้ สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์Ž สมเด็จพระรามราชาธิราช เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเจ้าทองลัน พระญาติŽ ของพระองค์ ที่ถูกสมเด็จพระราเมศวรสำเร็จโทษไปเมื่อรัฐประหารครั้งก่อน แต่ทรงพระเมตตา ให้สมเด็จพระญารามเจ้าไปกินเมืองปท่าคูจามŽ ทางทิศใต้ของเกาะเมืองนั่นเอง

การรัฐประหารครั้งที่ ๓ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา มีผลทำให้ราชวงศ์อู่ทองสลายตัว หมดบทบาท และหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างถาวร



ศึกแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์อู่ทองกับราชวงศ์สุพรรณภูมิถึงตอนอวสานอย่างแท้จริง



ต่อจากนี้ไป ก็ได้เวลารบกันเองแล้ว!




เชิงอรรถ

๑ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับพิมพ์ตามฉบับพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. ๑๒๖, ๒๕๔๐), น. ๑.

๒ ประเสริฐ ณ นคร. สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร. (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑), น. ๓๑๑.

๓ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.

๔ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ม.ป.ป)., น. ๑๑.

๕ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.

๖ แสง มนวิทูร (แปล). ชินกาลมาลีปกรณ์. (กรุงเทพฯ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพงษ์สวัสดิ์ สุริโยทัย, ๒๕๑๘), น. ๑๑๒.

๗ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๘ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๑๖), น. ๑๑๕.

๙ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.

๑๐ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, น. ๔๒๗.

๑๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๒๘.

๑๒ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. ศาสนาและการเมืองกรุงสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, ๒๕๒๘), น. ๑๘.

๑๓ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.

๑๔ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๑๕ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๓.

๑๖ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๑๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๓.