Saturday, September 26, 2020

ความมั่นคงของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

 ที่มาจาก 

https://www.facebook.com/Bossficial/posts/2736298859981405

เมื่อวานโทรคุยกับกรรมการบอร์ดท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การลงทุน
[คำเตือน : บทความยาว]
คุยไปคุยมาตั้งแต่เรื่องหุ้น นโยบายการเงิน ไปจนถึงเรื่องดอลลาร์สหรัฐ ที่มักจะมีประเด็นมาตลอดชาติตั้งแต่ผมเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ จนถึงตอนนี้ว่าดอลลาร์จะล่มสลายหรือไม่
ตามความเห็นผมนะ เงินดอลลาร์ในระยะสั้นจะยังคงเป็นเหมือนเดิม นับจากนี้ไปสัก 4-5 ปี มันก็ยังจะเป็นสกุลเงินที่ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลก
แต่ในระยะยาวแบบเกิน 10 ปีเป็นต้นไป อาจจะไม่แน่ว่ามันจะลดบทบาทและความสำคัญลง ซึ่งจะเป็นลักษณะใครมามีบทบาทนั้น คงตอบไม่ได้ แม้ว่าทุกคนจะเอียงไปทางหยวนของจีนก็ตาม
จริงๆมันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยโบราณที่เรื่องเงินตราของโลกนั้นมีการเปลี่ยนผ่านเรื่องอิทธิพลมาตลอด
ช่วงที่เราเห็นมากที่สุดในระยะหลังก็คือในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่เงินปอนด์ของอังกฤษ คือเงินตราที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลก เพราะปอนด์นั้นหนุนมูลค่าด้วยทองคำแล้วพิมพ์เป็นกระดาษ
นั่นคือจุดรุ่งเรืองของยุค Gold Standard ที่กระดาษเงินปอนด์มีคุณค่าเสมือนทองคำ เพียงแค่พิมพ์ออกมาใช้ให้สะดวกสบาย และเป็นยุคทองของเงินปอนด์อย่างแท้จริง
แต่นั่นก็อยู่กับอิทธิพลด้วยเช่นกันที่อังกฤษนั้นมีเมืองขึ้นทั่วโลก จนมีนามที่รู้กันคืออาณาจักรซึ่งไม่มีพระอาทิตย์ตกดิน เพราะดินแดนที่อยู่ทั่วโลกเริ่มตั้งแต่เกาะเล็กน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิค
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ปากีสถาน บางประเทศในตะวันออกกลางเช่นโอมาน คูเวต อิรัค ในแอฟริกาก็ตั้งแต่อียิปต์แล้วผ่ากลางลงมาจนถึงแอฟริกาใต้ ไปจนถึงแคนาดา และสหรัฐโซนตะวันออกตั้งแต่เหนือจรดฟลอริดา
นึกภาพตามละกันว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน และนั่นจึงเป็นที่มาของความยิ่งใหญ่และแสนยานุภาพของอังกฤษ ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่าเป็นผลทำให้เงินปอนด์นั้นมีอิทธิพลสูงที่สุด
ในขณะที่จบ Gold Standard ก็หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐพยายามวางตัวเป็นกลางแต่ก็สนับสนุนพันธมิตรมาเรื่อยๆ และจนกระทั่งเพิร์ลฮาร์เบอร์เริ่มต้นทำให้สหรัฐต้องเข้าสู่สงครามเต็มตัว จบลงที่นิวเคลียร์ฮิโรชิมา และนางาซากิ
ในเวลานั้นเองที่สหรัฐก้าวขึ้นมาสู่ผู้นำโลกอย่างแท้จริง และอิทธิพลหลังยุคอาณานิคมของอังกฤษก็สิ้นสุดลง พร้อมกับความระส่ำระสายของสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ที่ยุคนั้นพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 ที่สละราชสมบัติเพื่อแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สันกลับเป็นการสร้างความร้าวฉานอย่างหนัก
พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 ทรงสนับสนุนนาซีอย่างไม่ลับ กับพระเจ้าจอร์จที่ 6 (น้องชาย / พระชนกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร มีการล็อบบี้อย่างลับๆหากชนะสงครามโลก พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 จะถูกฟื้นให้กลับมาเป็นคิงอีกครั้ง
สามารถหาข้อมูลดูเพิ่มเติมเรื่อง Marburg Files เรื่องนี้พอไว้แค่นี้ ยิ่งเล่าจะยิ่งยาว
หลังจากนั้นสหรัฐก็สถาปนาอำนาจขึ้นมา องค์กรต่างๆเช่น สหประชาชาติ, ธนาคารโลก, IMF อะไรต่างๆ ก็เริ่มมาจากตอนนั้น และโลกก็เข้าสู่ยุคทุนนิยมเต็มตัวหลัง Bretton Woods ที่ยกเลิก Gold Standard ออกไป
คือมาตรฐานทองคำยังไงมันก็เอากลับมาอีกไม่ได้แน่นอน ทองคำในโลกที่ขุดขึ้นมาทั้งหมดมีอยู่ราว 160,000 ตัน คือมันจะไปหาทองคำมาจากไหนที่จะหนุนหลังมูลค่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนและทรัพย์สินบนโลกเราที่มีการซื้อขายนับ Trillion Dollar ต่อวัน
ดังนั้นบทสรุปที่แท้จริงคือ อำนาจอยู่ที่ใคร คนนั้นคือคนกำหนดชะตาโลก ดังเช่นอังกฤษยุคหนึ่งที่เคยกำหนดชะตานี้มาแล้ว
ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อผมไม่แน่ใจ แต่เรื่อง bitcoin จะเข้ามากำหนดชะตาตรงนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน Supply ไม่มีความเพียงพออารมณ์แบบทองคำนั่นแหละ
นอกจากนี้ระบบการเงินของโลก เราใช้เงินที่ราคา Par นั่นคือทรัพย์หนุนหลังเท่าไหร่ก็ผลิตเงินจำนวนเท่านั้น
แม้ว่าเราจะเห็นระยะหลัง ธนาคารกลางสหรัฐใช้นโยบายพิมพ์เงินก่อนแล้วไปซื้อทรัพย์สินทีหลัง แต่ท้ายที่สุดมันก็มี Asset back อยู่ดี ในขณะที่ bitcoin ที่ซื้อขายกัน ก็ Quote ราคาด้วย US Dollar เป็น Main Instrument
และมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงสูง มีความผันผวนยิ่งทำให้ส่วนนี้เห็นทีจะลำบาก และอิทธิพลดอลลาร์นั้นอยู่บนโลกโดยไขว้กับทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยน และระบบเงินตราทั่วโลก
หากดอลลาร์ล่มสลาย ทั้งโลกก็ล่มสลาย แม้กระทั่งจีนที่มีทุนสำรองสกุลดอลลาร์สูงที่สุดในโลกกว่า 3 Trillion ดอลลาร์ ก็จะล่มสลายตามกันไป ไทยเองก็เช่นเดียวกัน และมันก็จะล้มครืนลงไปทั้งหมด
คือจริงๆกว่า 80% ของการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนโลกนี้ที่เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศนั้นถูกไขว้ด้วย US Dollar กันเป็นหลัก
น้ำมันก็อ้างอิง US Dollar ตะวันออกกลางเองซึ่งเป็นผู้กำหนดชะตาพลังงานโลก ก็ยังต้องอาศัยใบบุญสหรัฐ เพราะในตะวันออกกลางก็ยังแทบจะตีกันตายห่ามาตลอดระยะ 40 ปีที่ผ่านมา
ทองคำในไทยเองก็เห็นกันชัดเจน ราคาที่กำหนดการซื้อขายแม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดค้าทองคำที่สำคัญอันดับต้นของโลก แต่เราก็ยังต้อง Quote ราคาผ่าน Gold Spot ด้วย US Dollar เป็นไทยบาทอยู่ดี
คือนึกออกปะว่า ทุกอย่างถ้าในเมื่อมันต้องผ่าน US Dollar มันก็จะเป็นกลไกว่าดอลลาร์จะยังคงเป็นส่วนสำคัญที่สุดอยู่ดี
ลองสมมติง่ายๆแค่ว่าถ้าเราซื้อทองคำ 1 ออนซ์ 2,000 ดอลลาร์ แต่อีกตลาดหนึ่งสมมติว่ายุโรป 1 ออนซ์ขายแค่ 1,500 ยูโร ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ ยูโร/ดอลลาร์ 1.19 หรือเท่ากับทองควรจะมีราคาที่ 1,680 ยูโร
นั่นจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรด้วย Arbitrage ด้วยการซื้อทองด้วยยูโรและขายทองด้วยดอลลาร์ ท้ายที่สุดราคาทั้งสองตลาดนี้จะวิ่งเข้าหากันสู่จุดดุลยภาพ
ถ้าให้พูดแบบสรุปคือระยะสั้นยังไม่มีใครมีอำนาจเหนือดอลลาร์สหรัฐ แต่ในระยะยาวก็ไม่แน่ หยวนก็มีความเป็นไปได้ แต่ลักษณะการปกครองแบบคอมมิวนิสต์นั้นคือฝ่ายตรงข้ามกับทุนนิยม
การที่จะเปิดให้หยวนเป็นค่าเงินเสรี มีความโปร่งใส มีการจัดการที่ดี มันเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เป้าหมายคือการ "ควบคุม" ไม่ใช่การปล่อยให้เป็นกลไกเสรี
ซึ่งถ้าจีนค่อยๆปรับส่วนนี้ได้ เข้าสู่ทุนนิยมได้โดยลดบทบาทความเป็นคอมมิวนิสต์ลงไปพร้อมๆกัน ผมเชื่อว่าจะค่อยๆเป็นไปได้ "อย่างช้าๆ" เพราะเรื่องพวกนี้มันเปลี่ยนชั่วข้ามคืนไม่ได้
แม้กระทั่งอังกฤษที่ถูกลดบทบาทลงก็ยังใช้เวลาในการ Transition อยู่หลายทศวรรษ
ส่วนนโยบายการเงินของ Fed เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมองว่า Fed ยังคงให้สัญญาณเล่นเกมแรง โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายทางตรงด้วยเงินเฟ้อ
และ JP (ประธานธนาคารกลางสหรัฐ) ก็ยังให้ความเห็นว่าหากเงินเฟ้อสูงขึ้น Fed ก็จะปล่อยให้เศรษฐกิจ Hot Longer หรือก็คือปล่อยให้เศรษฐกิจ ร้อนแรงยาวนานขึ้นโดยที่จะยังไม่ไปควบคุมเรื่องการดึงสภาพคล่องกลับหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าดอกเบี้ยจะ 0% จากเดิมที่ 2022 จะพิจารณาเรื่องนี้ ตอนนี้อาจจะนานถึง 2023-2024 และพยายามที่จะดันเงินเฟ้อให้ไกลกว่าเป้าหมายเดิมในระยะเวลานานขึ้น
สิ่งนี้จะกระทบอย่างไรบ้าง?
ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นจะเข้าสู่ยุค "A normal that we never used to" ขอให้ฉีกคำว่า New Normal ทิ้งไปซะ เพราะตำราใหม่นี้ ด้วยสภาพคล่องมหาศาล + อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อไปอีกหลายปี
ตลาดหุ้นที่เราเคยมองว่า P/E TTM เหมาะสมที่ 12-20 เท่า คงไม่ใช่อีกต่อไป และเราควรเลิกดู P/E TTM เนื่องจาก Q2 ที่ผ่านมามันสร้าง "หลุม" ของ Earnings ลงไป ซึ่งนั่นไม่ว่าจะมองยังไงตอนนี้ P/E TTM ทะลุไปไกลแน่นอน
ตัวที่ต้องไปดูแทนคือ Estimate P/E และหุ้นราคาถูก Est. P/E ที่ 20 เท่าก็อาจเป็นไปได้ว่านี่ก็ถือว่าราคาถูกแล้ว และ P/E ที่สูงจากคนที่เป็น Winner หลังวิกฤตก็จะยิ่งแพง เพราะคู่แข่งที่อยู่ไม่ได้นั้นตายลงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
"Premium Price to Pay" หรือก็คือผู้ชนะในเกมธุรกิจนี้จะยิ่งดีและยืนยงคงกระพันต่อไปเพราะคู่แข่งที่ตายลงทำให้บริษัทที่ว่าแข็งแกร่ง ยิ่งแข็งแกร่งเข้าไปอีก
ราคาหุ้นของ "The Best" จึงมีมูลค่าที่นักลงทุนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยเฉพาะในยุคที่เงิน 1 ล้านบาทฝากแบงค์ได้ดอกแค่ "ไม่กี่พันบาท" ต่อปี
ส่วนทองคำผมมองว่ามีแนวโน้มที่ดี การที่ Fed ให้ความเห็นว่าจะปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น นั่นแปลว่า Fed จะปล่อยให้เงินเฟ้อเดินหน้าไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม
นั่นคือสิ่งที่มองได้ว่าทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักนอกจากเป็นตัวสร้างความปลอดภัย แต่ถึงยังไงก็หนีไม่พ้นว่านี้คือโลหะชนิดหนึ่งที่เก็บแบบเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
อสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะค่อยๆกลับมา ในสหรัฐเห็นชัดจากยอดซื้อขายบ้านดีมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยกู้บ้านสหรัฐตอนนี้ต่ำเวอร์แบบสุดๆ
แต่ไม่ว่าจะตลาดหุ้นหรือทองคำหรืออสังหา ส่วนตัวผมเชื่อว่าการวิ่งต่อไปเรื่อยๆ น่าจะเริ่มไปแบบไร้เหตุผลขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งใดก็ตามที่มันวิ่งไกลจากพื้นฐานของมันไปมากๆ และเริ่มวิ่งแบบ Exponential เกิน 50 ดีกรี โดยเริ่มไม่มีคำอธิบายนอกจาก "ความโลภ" ของคนนับร้อยนับพันล้านในตลาด ที่กำลัง Enjoy Party
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ฟองสบู่"
ส่วนมันจะไปจบที่ตรงไหนนี่ผมไม่รู้ ตอบไม่ได้ แล้วมันก็จะกลับไปสู่ประโยคเดิมที่พูดมาประมาณพันล้านครั้ง "ซื้อมันได้ ก็ต้องขายมันเป็น"
คหสต, ยสตน

Friday, July 03, 2020

เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง

เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
from  คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น

https://www.facebook.com/3KingdomsXihan/posts/989298494850684?__xts__[0]=68.ARCT6NCEPMzpLeCoH0tRWvjXq8HaK-OsC5ALSpC-W_uStiOQaDNZhE_KLFxicutKAAeLdTuAEKj4e-HxJ8v750BXWG8NXOOZjFp22fMZI7A38FQsCPgTCO-IaVPiKOtPmXyEzLo9SKUUW59S9bS8ewsztBJG3jQGCNu8wmWhCRLJWemJrLUSt51X5wOXtyRaffy60YoBmOK-7hk5vDCinUWg7IZKUFzE-rjPfS0zZzBLqnN1aRNdQCSG3hD07XZAhqKsnmstj7hdL7blvyspVXKxFC2QfR7fUNE1ErztPLLVASORIQOb1sIC7J8HExGxaXslaTxSqMvEWuD7gvcQLY0&__tn__=K-R

เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
.
พระเสวียนจ้าง หรือ ที่ชาวไทยคุ้นชื่อในสำเนียงว่าก พระถังซำจั๋ง เป็นพระเถราจารย์คนสำคัญของจักรวรรดิถัง ในสมัยของถังไท่จง และสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยถังเกาจง การเดินทางผจญภัยสู่ชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกสู่แผ่นดินถัง เป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองให้แก่พุทธศาสนาในแผ่นดินจีนและเอเชียตะวันออกตราบจนปัจจุบันนี้ แม้ว่าเมื่อตัดเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ที่เราคุ้นชินกันจากเรื่องไซอิ๋วออกไปแล้วก็ตาม เรื่องราวความมุ่งมั่นของพระเสวียนจ้างก็ยังคงตระการตาลึกล้ำอยู่ไม่น้อยกว่าเรื่องราวปาฏิหารย์ในเทพนิยายไซอิ๋วเลย
.
● เล่าเรียนทั่วแผ่นดิน ไม่อาจสิ้นสงสัย
.
พระเสวียนจ้าง นามเดิม เฉินฮุ้ย (Chen Hui/ 陳褘) หรือ เฉินอี (Chen Yi/ 陳禕) ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวปัญญาชน รับราชการและเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาของรัฐมาหลายชั่วอายุคน เฉินฮุ่ย (Chen Hui/ 陈惠) บิดาของเขานั้นเป็นบัณฑิตที่สมาทานลัทธิขงจื๊ออย่างเข้มข้น ต่อมาจึงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ส่วนพี่ชายคนที่สองของเฉินฮุ้ยก็ออกบวชที่วัดจิ้งถูในเมืองลั่วหยาง ในวัยเด็กเขามักไปวิ่งเล่นวัดจิ้งถูอยู่เสมอ เมื่อวัย 13 ปี จึงได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ได้สมณนามว่า “เสวียนจ้าง” มีความหมายว่าเป็นผู้ลึกซึ้งในคัมภีร์ พระเสวียนจ้าง เป็นคนฉลาดหลักแหลม ประกอบการปลูกฝังในครอบครัวนักคิดมาแต่เยาว์วัย จึงมักศึกษาพระธรรมจนลืมกินลืมนอนอยู่เสมอ จนเมื่ออายุได้ 15 ปี ก็สามารถท่องพระคัมภีร์ “เนี่ยตั้งจิง” ได้อย่างแตกฉาน
.
ช่วงปลายราชวงศ์สุยต้นราชวงศ์ถัง พระเสวียนจ้างและพี่ชายเดินทางไปศึกษาธรรมกับพระเถระหลายรูปแถบเสฉวน โดยพำนักอยู่ที่วัดคงฮุ่ย เพื่อศึกษาให้แตกฉานยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ยิ่งเรียนก็ยิ่งอยากรู้เพิ่มเติม พระเสวียนจ้างบอกลาพระพี่ชาย เดินทางสู่ดินแดนเจียงตง ใช้เวลาพำนักอยู่ที่วัดเทียนหวงเมืองจิงโจวครึ่งปี จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปยังเหอหนาน เหอเป่ย ซานตง ยิ่งศึกษาเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่าการศึกษาพระธรรมคัมภีร์ในแผ่นดินถัง ยิ่งมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องเนื้อหาที่ไม่เคลียร์ และผู้รู้ที่ยังไม่แตกฉานในธรรมได้หมดจดอย่างที่พระเสวียนจ้างกระหายใครรู้ ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากแผ่นดินต้าถังสู่ชมพูทวีป เพื่อศึกษาพระธรรมจากต้นกำเนิดที่แท้จริง
.
● ท่องแดนตะวันตก สู่ชมพูทวีป
.
พระเสวียนจ้างได้เดินทางไปศึกษาภาษาจากชาวต่างประเทศในนครฉางอาน และตระเตรียมความพร้อมเรื่องปัจจัยก่อนที่จะออกเดินทางไกล ในเวลานั้นจักรวรรดิถังมีปัญหากับเผ่าทูเจวี๋ยทางชายแดนตะวันตก การจะเดินทางออกจากต้าถังไปยังตะวันตกจึงเป็นเรื่องเข้มงวด พระเสวียนจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ท้ายที่สุดจึงลักลอบออกเดินทางไปกับคณะพ่อค้า ในเดือน 8 ค.ศ. 627
.
พระเสวียนจ้างออกเดินทางด้วยความยากลำบาก ระหว่างทางม้าที่ขี่มาก็ตายลง พระที่เดินทางมาด้วยกันก็ท้อใจเดินทางกลับเสีย เมื่อถึงด่านอวี้เหมินกวนสุดเขตแดนทางตะวันตกของแผ่นดินต้าถัง ด้วยความช่วยเหลือของหลี่ชางเจ้าเมืองกวาโจว ที่ยอมฉีกหมายจับ ปล่อยตัวพระเสวียนจ้างไป ทำให้ท่านได้ออกจากด่านอวี้เหมินกวนโดยสวัสดิภาพ
.
พระเสวียนจ้างได้รับม้าจากชายชรา และได้ชายชาวซีอวี้ผู้หนึ่งชื่อสวีจื้อถงนำทาง (คาดกันว่าสวีจื้อถงเป็นแรงบันดาลใจให้อู๋เฉิงเอินเขียนตัวละคร ซุนหงอคง ขึ้นมา) แต่กระนั้นสวีจื้อถงก็หลบหายไประหว่างทาง พระเสวียนจ้างต้องเดินทางต่อเพียงลำพัง ผ่านแว่นแคว้นและอุปสวรรคมากมาย เช่น ม้าที่ใช้ขี่มาระหว่างทางเกิดตายลง ต้องเดินเท้าผ่านทะเลทราย ประสบภาวะขาดน้ำจนเกือบมรณภาพ ถูกโจมตีจากทหารที่เฝ้าป้อม ถูกกษัตริย์แห่งแคว้นเกาชางกักตัวไว้เพราะต้องการให้พระเสวียนจ้างอยู่สั่งสอนธรรมที่แคว้นของตนเองตลอดไป และอื่น ๆ อีกมากมาย
.
● ศึกษาธรรม ณ นาลันทา
.
พระเสวียนจ้างเดินทางสู่ชมพูทวีปอย่างยากลำบาก จนในที่สุดก็บรรลุถึงชมพูทวีปในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 628 นอกจากสภาพแวดล้อมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขาแล้ว การได้มาศึกษาที่วัดนาลันทา ที่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก ณ เวลานั้น สามารถบำบัดความกระหายใคร่รู้ของเขาได้เป็นอย่างดี
.
ในวันแรกที่พระเสวียนจ้างเดินทางไปถึงนาลันทา พระสงฆ์นับพันรูป ต่างเดินทางมารอต้อนรับเขา เนื่องจากทราบข่าวว่ามีภิกษุชาวถังที่เดินทางดั้นด้นจากดินแดนอันไกลโพ้น เพื่อมาศึกษาพระธรรมจากดินแดนต้นกำเนิด เสวียนจ้างคำนับพระศีลภัทร พระเถราจารย์ผู้มีอายุ 100 กว่าปีเป็นพระอาจารย์ พระศีลภัทรซึ่งชราภาพและไม่ออกสั่งสอนศิษย์นานแล้วรับพระเสวียนจ้างเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ
.
พระศีลภัทรใช้เวลา 15 เดือน ถ่ายทอดโยคะสูตรซึ่งเป็นพระสูตรที่เข้าใจยากที่สุดต่อพระเสวียนจ้าง นอกจากพระศีลภัทรแล้ว พระเสวียนจ้างใช้เวลาศึกษากับพระอาจารย์และภิกษุผู้รู้ท่านอื่น ๆ อยู่ในนาลันทาเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นจึงเดินทางสู่ทางตอนใต้ของอินเดียเพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม
.
● จาริกทั่วชมพูทวีป เป็นพระอาจารย์ที่นาลันทา
.
ภายหลังจากการศึกษาจากนาลันทา พระเสวียนจ้างออกจาริกทั่วแผ่นดินชมพูทวีปอีกเป็นเวลา 6 ปี ผ่านแว้นแคว้นใหญ่น้อยนับร้อยแคว้น ไปคำนับยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา จึงวนกลับมาที่นาลันทาอีกครั้ง พระอาจารย์ศีลภัทรมอบหมายให้พระเสวียนจ้างสอนคัมภีร์มหายานสัมปริครหศาสตร์แก่พระรูปอื่น ๆ
.
ในครั้งนั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่ง มาเขียนทฤษฎี 10 ประการแปะไว้ที่ประตูนาลันทา ท้าทายบรรดาภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาในนาลันทาว่าหากใครล้มทฤษฎีเหล่านี้ได้ เขาจะยอมตัดศีรษะตัวเอง ทว่าก็ไม่มีใครสามารถโต้งแย้งทฤษฎีของพราหมณ์คนนี้ลงได้ พระเสวียนจ้างอาสาโต้แย้งทฤษฎีดังกล่าวของพราหมณ์ โดยมีพระอาจารย์ศีลภัทรเป็นพยานในการโต้กถาธรรมในครั้งนี้ ท้ายที่สุดพราหมณ์เป็นพ่ายยอมแพ้ พระเสวียนจ้างไม่ลงโทษเอาชีวิตพราหมณ์ตามที่เขาประกาศไว้ พราหมณ์จึงติดตามรับใช้ท่าน
.
คำสอนของพระเสวียนจ้างเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น กษัตริย์หรรษาวรรธนะและกษัตริย์กุมารราชาทรงเลื่อมใสมาก ทั้งสองพระองค์ทรงร่วมกันจัดงานชุมนุมพระพุทศาสนาครั้งใหญ่ขึ้นที่เมืองกันยากุพชะ ในปี ค.ศ. 642 กษัตริย์ 18 แคว้นมาร่วมงาน รวมทั้งมีพระสงฆ์ชั้นสูงกว่า 3,000 รูป พระสงฆ์ที่ศึกษาอยู่ที่นาลันทากว่า 3,000 รูป และนักบวชในศาสนาอื่นอีกกว่า 2,000 คน เป็นการรวมตัวบุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดีย
.
พระเสวียนจ้างได้รับเชิญให้แสดงธรรมซึ่งส่วนมากเป็นคำสอนทางมหายาน และได้เขียนคัมภีร์มหายานสมปริตรศาสตร์ติดไว้ที่นอกงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้ามาถกเถียงได้ แต่ตลอดระยะเวลา 18 วัน ของการจัดงาน ไม่ปรากฏว่ามีใครโต้แย้งข้อเขียนของพระเสวียนจ้างเลย ถือได้ว่าในงานนี้พระเสวียนจ้างนำเสนอทั้งแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์อย่างครบถ้วน กษัตริย์หลายแคว้นและผู้เข้าร่วมงานหลายคนศรัทธาในตัวเขามาก มอบรางวัลจำนวนมากให้แก่เขา แต่พระเสวียนจ้างก็แจกจ่ายทรัพย์เหล่านั้นให้แก่ผู้ยากจนทั้งหมด ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วทั้งชมพูทวีป
.
● คืนสู่จักรวรรดิถัง มุ่งมั่นแปลพระไตรปิฎก
.
แม้จะอุดมไปด้วยชื่อเสียงในชมพูทวีป และมีข้อเสนอจากกษัตริย์อินเดียหลายแคว้นที่ต้องการให้พระเสวียนจ้างไปถ่ายทอดธรรมแก่ราษฎรของตน บางแคว้นจึงกับเสนอจะสร้างวัดให้ถึง 10 แห่ง แต่ในใจของพระเสวียนจ้างยังคงคิดถึงแผ่นดินถังบ้านเกิดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกษัตริย์หรรษาวรรธนะพยายามรั้งตัวเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อไม่อาจรั้งต่อไปได้แล้ว กษัตริย์หรรษาวรรธนะจึงจัดขบวนคาราวานส่งพระเสวียนจ้าง บรรดาคนที่มาส่งพระเสวียนจ้างต่างหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยรัก
.
ต้นปี ค.ศ. 645 พระเสวียนจ้างนำพระไตรปิฎกกว่า 650 เล่ม กลับสู่ดินแดนถัง เมื่อขาไป เขาออกไปอย่างคนผิดกฎหมาย แต่เมื่อกลับมาเขาได้รับการต้อนรับอย่งเอิกเกริกจากจักรพรรดิถังไท่จงและประชาชนชาวถัง พระเสวียนจ้างเล่าเรื่องการเดินทางและการศึกษาของเขาให้ถังไท่จงฟัง ถังไท่จงชักชวนให้เขาสึกมาช่วยราชการ แต่เขาปฏิเสธ
.
พระเสวียนจ้างทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน ถังไท่จงได้จัดวัดต้าฉือเอิน (วัดมหาการุณยาราม) ให้เป็นที่สำหรับทำงานแปลของพระเสวียนจ้าง จนล่วงมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิถังเกาจง ก็ได้สร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ที่วัดแห่งนี้ ภายหลังการทุ่มเทให้กับงานแปลและเผยแพร่ศาสนามายาวนา พระเสวียนจ้างก็มรณภาพลงใน เดือน 2 ปี ค.ศ. 664
.
พระเสวียนจ้างได้บันทึกการเดินทางไปทางตะวันตกและการจาจิกไปทั่วชมพูทวีป เป็นหนังสือในชื่อว่า “ต้าถังซีอวี้จี้” หรือ “บันทึกเรื่องอัสดงคตประเทศแห่งมหาราชวงศ์ถัง” ให้ข้อมูลแว่นแคว้นที่พระเสวียนจ้างได้จาริกไปรวม 111 แคว้น และที่ได้ยินมาอีก 28 แคว้น ส่วนเรื่องราวประวัติของพระเสวียนจ้างได้รับการท่ายทอดจากภิกษุฮุ่ยลี่ ศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านต่อมา ในหนังสือชื่อ “ต้าถังต้าฉือเอินซื่อซันจั้งฝ่าซือจ้วน” หรือ “ประวัติพระเสวียนจ้างแห่งมหาการุณยารามในมหาราชวงศ์ถัง” หนังสือทั้งสองเป็นต้นเค้าให้นักประพันธ์ยุคราชวงศ์หมิง นาม อู่เฉิงเอิน นำมาต่อเติมเสริมแต่ง เพิ่มอิทธิปาฏิหารย์ สอดแทรกคติธรรม จนกลายเป็นเรื่อง “ซีโหยวจี้” (ท่องแดนตะวันตก) ที่เรารู้จักกันในชื่อเรื่อง “ไซอิ๋ว” 1 ใน 4 วรรณกรรมเอกของจีน ที่เลื่องลืออยู่ตราบจนทุกวันนี้
.
เรียบเรียงจาก
เกร็ดประวัติศาสตร์จีน 5,000 ปี, ไอรีน แป
https://www.matichonweekly.com/column/article_267897

Friday, February 14, 2020

ถ้าไม่ถึงฝั่ง ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรแห่งสงสาร

from https://www.facebook.com/kornkitd/posts/10156834392541954

ชั่วขณะหนึ่งเหมือนความฝัน

ในคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์กล่าวว่า แม้คนๆ หนึ่งได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ มีความกรุณาอันยิ่งใหญ่ คิดจะเกิดแล้วเกิดอีกเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ก็ได้อย่าได้ประมาทไป ท่านเตือนว่า "เป็นเรื่องไม่ฉลาด" ที่หวังจะทำแบบนั้น
เพราะหากยังไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ชั้น "อนุปัตติกธรรมกษานติ" (無生法忍) คือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดแล้ว เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งจะต้องตกเป็นทาสของรูปและเสียง ทาสของลาภยศสวรรเสริญเอาง่ายๆ
กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ทำกุศลช่วยเหลือสรรพสัตว์ แม้แต่ตัวเองยังช่วยให้พ้นอบายไม่ได้
ต่อให้เกิดมาแล้วพบครูบาอาจารย์ช่วยชี้นำ แต่หลงในโลกียะ หลงในอำนาจ อิทธิพล ก็จะก่อกรรมชั่วตกสู่อบายไปอีกหลายโกฏิภพชาติ
ดังนั้นหากยังอินทรีย์ยังไม่แก้กล้าต่อกิเลส ต่อให้เป็นนักบุญในชาติภพนี้ ก็อาจหลงแสงสีกลายเป็นมารได้ในชาติภพหน้า
ท่านฮะคุอิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า
ท่านหยุนเหมิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ ชาติก่อนเคยได้สดับพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์บนเขาคิชฌกูฏ ด้วยกุศลนั้นทำให้เกิดเป็นราชาถึง 3 ชาติ แต่กลับลืมอภิญญาที่ฝึกฝนได้มาครั้งพุทธกาลไปหมดสิ้น
พระเถระอู๋จู่ เป็นผู้ปราดเปรื่องในธรรมมีสมณศักดิ์สูงส่ง แต่ตายแล้วไม่ได้ไปไหน กลับมาเกิดใหม่เป็นซูตงพอ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง
พระวินยาจารย์ต้าวเซวียน แห่งหนานเยว่ แม้มีเชี่ยวชาญในพระธรรมคนเคารพนับถือมากมายในประเทศจีน เมื่อตายแล้วมิได้บรรลุธรรมแต่กลับมาเกิดใหม่เป็นโชกุนชาวญี่ปุ่น คือ มินาโมโตะ ซาเนโตโมะ วนเวียนกับเรื่องทางโลกจนสิ้นชีวิตไป
พระเถระไรโชโบ ผู้ธุดงค์ไปทั่วญี่ปุ่นในยุคโบราณ เป็นผู้ปราดเปรื่องและทรงคุณธรรม ตายแล้วไม่พ้นสังสารวัฏ กลับมาเกิดเป็นโชกุนมินาโมโตะ โยริโตโมะ สิ้นโอกาสที่จะบำเพ็ญบารมีไป
และในสมัยโบราณมีพระรูปหนึ่งแห่งเทือกเขาฮิเออันศักดิ์สิทธิ์ ตายแล้วมาเกิดใหม่เป็นไทระ คิโยโมริ ผู้เรืองอำนาจในยุคเฮอัน
เมื่อเกิดเป็นคิโยโมริ มิได้เหลือเค้าสันดานพระแต่ชาติก่อน สิ้นมหากรุณาไปหมด ทั้งยังกำราบศัตรูอย่างเหี้ยมโหด สั่งให้เผาวัดโทไดจิ ทำลายหลวงพ่อโตจนพินาศ วิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเหลือแต่เถ้าถ่าน พระศอและพระกรของหลวงพ่อโตหลอมเพราะไฟจนถล่มลงมา น่าเวทนายิ่ง
เพราะกรรมเผาหลวงพ่อโตโทไดจิ ก่อนจะตายคิโยโมริต้องทุรนทุรายเพราะไอร้อนจากไข้นานหลายสิบวัน ร้อนขนาดคนเข้าไปใกล้ๆ ไม่ได้ เมื่อหย่อนลงน้ำไป น้ำยังเดือดจนกลายเป็นไอจนหมดสิ้น
ร้อนปานนรกขนาดนันแต่คิโยโมริไม่ตาย
คืนหนึ่งคุณหญิงของคิโยโมริฝันไปว่า มีรถม้าที่ไฟลุกโชนเข้ามาในประตูคฤหาสน์ของนางโดยไม่มีคนขับและด้านหน้ากับด้านหลังมีอสุรกายสองตนยืนอยู่มีศีรษะเป็นวัวอีกตนหนึ่งศีรษะเป็นม้า ที่ด้านหน้ารถม้าปรากฏป้ายเหล็กจารึกด้วยอักขระตัวเดียวว่า "มู" (無) แปลว่า "ไม่มี"
ยมทูตกล่าวว่า "เพราะกรรมอันชั่วร้ายของอัครมหาเสนาบดีพรตสกุลเฮเกะนั้นใหญ่หลวงนัก รถม้านี้จึงมารับเขาไปยังพระราชวังแห่งพญายมราชผู้น่าสะพรึง"
นางถามต่อว่า "แล้วแผ่นป้ายนั้นมีความหมายว่าอะไร?"
ยมทูต ตอบว่า "เนื่องจากความผิดมหันต์จากการเผาพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อันมหึมาแห่งองค์ไวโรจนะสูงหนึ่งร้อยหกสิบศอก พญายมราชจึงมีโองการว่าจะส่งเขาไปลงนรกขุมอเวจีที่ร้อนที่สุดจักต้องตายแล้วเกิดใหม่ที่นั่นไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นจึงเขียนอักขระ "ไม่มี" เอาไว้ก่อน แล้วจึงตามด้วยอัขระคำว่า "หยุด" ในภายหลัง
ในบันทึก "เฮเกะโมโนกาตาริกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "เขาตายอย่างเจ็บปวดในที่สุด"
ผมจำไม่ได้ว่าอ่านพบที่ไหน คิโยโมรินั้นอาจบำเพ็ญวิถีโพธิสัตว์จึงเกิดเป็นภิกษุบำเพ็ญธรรม แต่เพราะยังไม่ถึงที่สุดของความเป็นโพธิสัตว์ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันแห่งกิเลส บุญจึงนำพามาเกิดมาเป็นผู้มีบารมี
เมื่อเป็นใหญ่ในชาติภพนี้ลืมความดีที่ได้ทำ เสวยบุญเก่าพร้อมกับทำบาปกรรมจนบุญเหือดแห้งไป ในที่สุดก็ต้องไปอยู่ในนรก "ไม่มีหยุด"
ท่านฮะคุอิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่สอนว่า มหากรุณาเปรียบดังน้ำมันหล่อเลี้ยงโพธิจิตไม่ให้ดับ ตราบใดที่ยังมีน้ำมันนี้ ต่อให้อยู่ท่ามกลางคนชั่วนับหมื่น ประทีปก็ไม่มีวันดับ แต่หากสิ้นซึ่งน้ำมันแล้ว ต่อให้ไม่มีลมมันก็ดับ
เมื่อดับแล้วก็จะพาให้จิตที่เคยมุ่งมันในกุศล หลงไหลในแสงสี มัวเมาในอำนาจ ก่อกรรมทำเข็ญ หลงในสังสารวัฏชั้นต่ำไปอีกนาน
ใดๆ ในโลกนี้ไม่เที่ยง ดังวรรทองจากบันทึกเฮเกะโมโนกาตาริ กล่าวว่า
"เสียงระฆังของวัดเชตวันวิหาร (กิองโชจา) สะท้อนถึงความไม่จีรังของสรรพสิ่ง เลื่อมสีสันของดอกสาละประกาศว่าผู้ใดที่เบ่งบานได้ก็มีวันที่จะโรยราได้ ผู้มีความภาคภูมิก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเหมือนความฝันยามสายัณฑ์ของวสัตฤดู ผู้เรืองอำนาจถูกทำลายในท้ายที่สุด กลายเป็นธุลีเบื้องหน้าสายลม"

Monday, January 27, 2020

ทำไม ค้างคาวจึงเป็นแหล่งสะสมโรคต่างๆ ได้

ทำไม ค้างคาวจึงเป็นแหล่งสะสมโรคต่างๆ ได้

ที่มาจาก
https://www.facebook.com/selfcircled/posts/10100159891130623



มีคนเสนอว่า

"จากลักษณะทางนิเวศวิทยา และวิวัฒนาการ นะครับ

ค้างคาวนี่ แบบ เป็นสัตว์ที่เป็นเป้าหมายของโรคมาก
ประการแรก เป็น mammal ที่มีอายุยืน มีช่วงการสืบพันธุ์ที่ยืนยาวมากขึ้นอีกต่างหาก (trade off ของการเลี้ยงลูกได้น้อย )ดังนั้นไวรัสสามารถถ่ายทอดผ่านค้างคาวข้า
มรุ่นได้ และสามารถอาศัยได้อย่างยาวนาน
ประการทีสอง ค้างคาวเป็นสัตว์สังคม อยู่กันเป็นโคโลนี ขนาดใหญ่ และยิ่งในถ้ำใหญ่ๆ อาจมีค้างคาวหลายชนิด ซึ่งเชื้อโรคcross infection และเกิดการ recombination ได้ดี
และ เป็น mammal ที่บินได้มีโอกาส พาเชื้อโรคกระจายไปได้ไกล

ดังนั้น ค้างคาวจึงต้องวิวัฒนาการตัวเองในการต่อต้านเชื้อโรคขึ้นมาบ้าง ไม่งั้นก็จบเห่ ซึ่งในบางกรณีไม่ทำลายเชื้อ อาจทำให้แค่เชื้อหยุดเจริญและเก็บกักไว้
เช่นมีการศึกษาการวิวัฒนาการเกี่ยวกับการบิน กับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน โดยการบินเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้metabolism สูง ดังนั้นเมื่อค้างคาวบิน ทำให้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเป็นการยับยั้งเชื้อไปในตัว(วิธีการเดียวกับการเกิดไข้ในมนุษย์) ซึ่งกลไกลนี้ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้นด้วย แต่ก็มีเชื้อโรคบางตัวพัฒนาต่อสู้ขึ้นมา(บางเชื้ออาจต้องการสิงอยู่ในร่างเฉยๆก็ adapt ตัวเองให้อยู่แค่บางเนื้อเยื่อ หลบๆซ่อนๆ รอวันประกาศศึก หรือหนีไป โฮสต์อืน) ก็ต้องวัดกันไปเรื่อยๆ
หรืออีกกรณี มีการวิวัฒนาการ การทำงานของ protein บางอย่างขึ้นมาเพื่อหยุดการแบ่งตัวของไวรัส

สรุปค้างคาว ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย คือดึงดูดโรค สัตว์อื่นโดน infect ก็ซวยไป แต่มีวิธีการต่อสู้กับโรคที่ดี จึงน่านำมาศึกษาต่อยอด"

ขณะที่อีกคนเสนอว่า เพราะความเครียดที่เกิดจากการบิน ทำให้ได้สารต่างๆที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จนทนต่อ การติดไวรัสได้ ซึ่งก็มีผลกลับกัน ทำให้ ระบบภูมิคุ้มกันไม่วิวัฒนาการเท่าไหร่ คือ จะไม่ฆ่าเชื้อจนเชื้อหาย

"
we think largely it's due to flight. Flight stresses the body and makes a lot of metabolic byproducts. These byproducts essentially give the body the same signals as vitals to trigger the immune system. To deal with the constant stress of flight bats have turned down their response to these signals.. which makes them tolerant of viral infections. The viruses don't seem to hurt the bats too much but it means they can carry more viruses compared to other mammals. Other mammals also carry lots of viruses as we start to explore so it s not just bata that can carry viruses. Bats just seem to carry more viruses so I guess the chance of exposure is higher."
"อาจจะกลับกันด้วยซ้ำครับ ภูมิคุ้มกันค้างคาวหลายชนิดมีความ primitive มาก ๆ จนแทบจะไม่ทำงานต่อต้านเชื้อเลย เชื้อบางกลุ่มจึงอาศัยค้างคาวเป็นที่พึ่งพิงมาแต่โบราณกาล และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการน้อยมาก
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6410205/"

"มาคิดอีกทีก็น่าคิดเรื่องค้างคาวมีโรคเยอะ ทำให้สัตว์อื่นไม่อยากล่า ก็เป็นการ protect เผ่าพันธุ์ได้ดีเหมือนกันนะครับ เอาข้อเสียมาเป็นข้อดี"

ก็น่าสนใจดี

Tuesday, October 31, 2017

วัน Allerheiligen วันกำเนิด Halloween (All Hallows' Eve)

เมื่อวาน 31 ตุลาคม เป็นวันฉลองของชาวโปรแตสเเตนท์ วันนี้วันที่ 1 พฤศจิการยน เป็นวันฉลอง Allerheiligen หรือ วันนักบุญทั้งหลายของชาวคาทอลิก ซึ่งเป็นวันหยุดในห้ารัฐของเยอรมนีได้แก่ Baden-Württemberg, Bayern, Nordrhein-Westfalen, Rheinland-Pfalz และ Saarland นอกจากนั้นยังเป็นวันหยุดในออสเตรียและ บางส่วนของสวิตเซอร์แลนด์
Allerheiligen ไม่ใช่เป็นแค่วันระลึกนักบุญทั้งหลายที่ได้รับการยกย่องจากพระสันตะปาปาแต่ยังเป็นวันยกย่องนักบุญหรือทุกคนที่มีความศรัทธาแต่อาศัยอยู่อย่างเงียบๆ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของเขานั้นไม่มีใครรู้ได้นอกจากพระเจ้า และสำหรับประชาชนคนทั่วไป วันนี้เหมือนวันเช็งเม้งที่คนจะไปหลุมฝังศพคนในครอบครัวที่ได้เสียชีวิตไปแล้วเพื่อแสดงความระลึกถึง
ในอดีตวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์แรกหลังช่วง Pfingsten แต่พระสันตะปาปา Gregor IV ได้เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่
9 เพราะเป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยวพอดี ชาวบ้านจะได้นำพืชพันธุ์ที่เก็บได้มาจัดโต๊ะฉลองกันได้เต็มที่ ขณะที่ชาวคริสต์ออร์โทดอกซ์จะยังเฉลิมฉลองวันนี้ในช่วงหลัง Pfingsten เหมือนเดิม
ส่วนวัน Halloween มีชื่อเดิมคือ All Hallows' Eve หรือ คืนก่อนวัน Allerheiligen ซึ่งพบว่าเป็นการเฉลิมฉลองที่เริ่มมีในไอร์แลนด์ และ สก็อตแลนด์ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้นในยุคปัจจุบันคนเริ่มทำมาร์เก็ตติ้งทำให้คืนก่อนวัน Allerheiligen เป็นวันโด่งดังในชื่อ Halloween (31 ตุลาคม)
บางทฤษฎีบอกว่า วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของปฏิทินชาวเซลติก (เคลท์) คืนก่อนขึ้นปีใหม่จึงมีการเฉลิมฉลองด้วยเทศกาล Halloween และที่แต่งหน้าเเต่งตาเป็นผีเพราะเชื่อว่า เป็นวันที่โลกของคนเป็นจะติดต่อกับโลกของคนตายได้
http://www.spiegel.de/panorama/allerheiligen-und-halloween-worum-geht-es-a-1174476.html

แนะนำหนังสือ ชาวเยอรมัน และ ชาวยิว ก่อนปี 1939 (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง)

ผู้คนมักจะคุ้นชินกับเรื่องราวของโชคชะตาชาวยิว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปี 1939-1945 แต่หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องต่างออกไป โดยจะเล่าเรื่องก่อนหน้านั้น และ พยายามตอบคำถามว่า ความเกลียดชังระหว่าง ชาวเยอรมัน และ ชาวยิว เกิดขึ้นได้อย่างไร
Wolfgang Effenberger, Reuven Moskovitz คู่หูนักเขียน คนหนึ่งเป็นคนเยอรมัน อีกคนเป็นคนยิว ได้ร่วมกันค้นคว้าหลักฐาน และ เปิดเผยข้อมูล ว่าทั้งคนเยอรมัน และคนยิว มีรากร่วมกันมาก่อนอย่างเเน่นแฟ้น อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน มีหลักฐานว่า ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆกัน อย่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และการเมือง ช่วงรอยต่อระหว่าง คริสตศตวรรษที่ 19 กับ 20 พบว่า ทั้งสองชนชาติอยู่กันได้อย่างกลมกลืน ชาวยิวรู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวเยอรมัน ซึ่งมีพยานหลักฐานมากมาย โดยเฉพาะความเห็นในคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์ของชาวยิวในช่วงปี 1850 - 1938 ที่ชาวยิวกลายเป็นชนชาติต้องห้าม

นอกจากนั้นหนังสือนี้ยังได้ศึกษาปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมว่า ทำไมอยู่ดีๆ แนวคิดชาติพันธุ์นิยมจึงเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความโกรธเกลียด และความหัวรุนแรง จนทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ตัวอย่าง ข้อมูลใหม่ที่ (อาจ) ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน
- ชาวยิวในเยอรมนี มีความรักชาติเยอรมันมาก จนไปสมัครเป็นทหารอย่างสมัครใจ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 (เสียดายที่น่าจะประกาศตัวให้ฮิตเลอร์รู้ว่าเป็นสหายร่วมรบตั้งแต่นั้น - ผู้แปล)
- ชาวยิวในเยอรมันไม่ค่อยเห็นด
้วยกับการอพยพของชาวยิวจากทางตะวันออกเข้าเยอรมนี
- มีความคิดแตกแยกในเรื่องการตั้งประเทศในเขตของชาวอาหรับ ในปี 1907 
- มีชาวยิวไม่กี่คนในเยอรมนี ที่เห็นด้วยกับ ลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือ ลัทธิสังคมนิยม แม้ว่าผู้นำลัทธิ อย่าง คาร์ล มาร์กซ หรือ เคิร์ท ไอส์เนอร์ จะเป็นยิว
- ชาวยิวในรัสเซีย ก่อตั้ง รัฐสังคมนิยมที่ปกครองตัวเอง ชื่อ Birobidschan ซึ่งยังอยู่จนถึงปัจจุบัน
- ขบวนการเกลียดยิว เร่ิ่มอย่างเป็นระบบเมื่อปี 1919/1920 ที่การปฏิวัติรัฐบาเยิร์นให้เป็นรัฐสังคมนิยม ล้มเหลว
- ตั้งแต่ฤดูร้อนปี 1938 พวกนาซีและไซออนนิสต์ ร่วมมือกันอย่างลับๆในการอพยพคนอย่างผิดกฎหมายไปยังปาเลสไตน์
- นักเขียนหลายคนรวมทั้งนักเขียนชาวยิว เชื่อว่า ฮิตเลอร์เป็นเพียงแค่ปรากฎการณ์ชั่วคราว (อาจจะคล้ายที่คนคิดกับทรัมป์ครั้งนี้-ผู้แปล)
รายชื่อ ชาวเยอรมัน และ ชาวยิว ที่โดนอ้างอิงในเล่ม

Martin Luther • Heinrich Heine • Karl Marx • Wilhelm Emmanuel von Ketteler • Ferdinand Lassalle • Friedrich Nietzsche • Theodor Herzl • Otto von Bismarck • Kaiser Wilhelm II. • Kurt Eisner • Walther Rathenau • Victor Klemperer • Wilhelm Reich • Lion Feuchtwanger • Helene Mayer • Arthur Koestler • Bischof von Galen • Hannah Arendt และอีกมากมาย
Reuven Moskovitz (เกิดปี 1928) เป็นชาวยิวจากโรมาเนีย และเป็นผุ้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขามีความพยายามที่จะรักษารอยร้าวด้านเผ่าพันธุ์นี้ จนได้รับรางวัลด้านสันติภาพมากมาย ปัจจุบันพักอาศัยที่กรุงเยรูซาเล็ม
ประเทศอิสราเอล
Wolfgang Effenberger เกิ
ดปี 1946 เป็นนักข่าวอิสระ เชี่ยวชาญด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ปัจจุบันพักอาศัยที่ Starnberger See ในรัฐบาเยิร์น
ทั้งสองคนเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อไม่ให้คนลืม จนยุโรป ต้องลุกเป็นไฟอีกครั้ง

https://zeitgeist-online.de/buecher/neu-im-programm/116-buecher-und-dvds/962-deutsche-und-juden-vor-1939.html

ครบ 500 ปีปฏิรูปศาสนา มรดกของลูเทอร์ในเยอรมนีมีอะไรบ้าง

31 ตุลาคม 1517 มาร์ติน ลูเทอร์ นักบวชในเมืองเล็กๆอย่าง Wittenberg ได้ติดงานเขียน "ญัตติ 95" เรื่องพระเจ้า ที่หน้าประตูโบสถ์ตั้งแต่วันนั้นมาเยอรมนีและโลกก็ไม่เหมือนเดิม
การปฏิรูปศาสนาโดยลูเทอร์ในครั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อภาษาเยอรมัน จิตใจ และ วิถีีชีวิต อย่างมาก จนช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 วัฒนธรรมแบบลูเทอร์ได้ชัยชนะในเยอรมนี จนปัจจุบันนี้สิ่งที่คนทั่วโลกคิดว่าเป็น "เยอรมัน" นั้น เป็นวัฒนธรรมของพวกโปรเเตสเเตนท์มาก่อน
อย่างด้านความงาม ลูเทอร์จะค่อนข้างซีเรียส จะถือว่า ชาวคริสต์ที่ดีต้องใช้ชีวิตในสิ่งที่ควรได้ ดังนั้นทุกอย่างจะเรียบง่าย ไม่ดูฟุ้งเฟ้อ ตัวอย่างเช่น ศิลปะอย่าง Bauhaus หรือ แม้กระทั่ง IKEA ก็ได้รับอิทธิพลจากลูเทอร์ ขณะถ้าเป็นเรื่องดนตรีลูเทอร์จะเปิดกว้างกว่าเพราะคิดว่าเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่เป็นอาวุธไว้ต่อสู้กับปีศาจได้ มาจนปัจจุบันนี้ ประเทศเยอรมนีก็มี คณะดนตรีออร์เคสตร้ามากว่า 130 คณะที่ได้เงินสนับสนุนจากสาธารณะ มากกว่าประเทศอื่นๆ
ต่อมาเป็นด้านการอ่าน เยอรมนีเป็นประเทศที่คนอ่านหนังสือมาก มีตลาดหนังสืออันดับสองของโลก ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ การแปลไบเบิ้ลเป็นภาษาเยอรมันโดยลูเทอร์ คนเยอรมันที่มีศรัทธาจึงหามาอ่านกัน อัตราการรู้หนังสือในตอนแรก พวกโปรแตสแตนท์ในเยอรมนีสูงกว่า คาทอลิก มาก และในที่สุดในปัจจุบัน ทำให้คนเยอรมันชอบอ่านหนังสือ
ทางด้านการเงิน ลูเทอร์สอนว่าการสร้างหนี้เป็นสิ่งไม่ดี ศัพท์ภาษาเยอรมันของหนี้เเปลว่าความผิด ผลส่งให้คนเยอรมันชอบทำงานเก็บเงินและลงทุนกับการออมหรือ ประกันชีวิตมากกว่า การซื้อหุ้น เพราะเชื่อว่าการได้เงินมาต้องมาจากการทำงานด้วยตัวเอง ซึ่งแนวคิดนี้ขัดกับยุโรปใต้มาก ที่นับถือคาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ตอนวิกฤตเศรษฐกิจมีทางเลือกในการแก้ปัญหาการเงินต่างกัน อย่างเยอรมนีจะบอกว่าให้ประหยัดตลอด แต่ทางประเทศที่ประสบปัญหาอย่างทางใต้ของยุโรป จะเน้นให้ลงทุน
ทางด้านมุมมองต่อการทำงาน ลูเทอร์มองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ถึงพระเจ้า พระเจ้าจะช่วยเหลือทุกคน ดังนั้นการทำงานจะไม่เป็นการทำงานเพื่อให้ตัวเองร่ำรวยแต่เป็นการทำงานเพื่อสังคม การงานไม่ใช่ภาระ แต่เหมือนเป็นการเรียกให้มาช่วยจากสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานของ แนวคิดสังคมนิยม และ รัฐสวัสดิการ
แต่สิ่งที่เป็นข้อเสียของลูเทอร์คือ ลูเทอร์เป็นพวกเกลียดยิว คิดว่า การที่ยิวจ้องตัวเองทำให้ตัวเองป่วย และ เคยเสนอให้ฆ่ายิวด้วย นอกจากนั้น ลูเทอร์ แม้ว่าจะกล้าขัดต่อศาสนจักร แต่ลูเทอร์นั้นนอบน้อมต่อรัฐทางโลกที่ปกครอง ทำให้ปกครองง่าย คนไม่ค่อยลุกฮือ และจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็เห็นได้ในคนเยอรมันปัจจุบัน ที่ลูเทอร์เสนอแบบนี้ี้เพราะลูเทอร์นั้นแยก รัฐกับศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจน
นอกจากบทความนี้ในดิ อิโคโนมิสต์แล้ว ซีเอ็นเอ็นก็ได้ประมวลอิทธิพลของลูเทอร์ต่อโลกไว้สามประการคือ การสืบค้นตั้งคำถามอย่างอิสระซึ่งนำมาซึ่งเสรีภาพทางวิชาการ ประชาธิปไตย และ การจำกัดอำนาจรัฐ อ่านเต็มๆต่อได้ที่
http://edition.cnn.com/…/reformation-world-change/index.html
---------
(เพิ่ิมเติม)
พอดีแอดมิน ได้สนทนากับคนเยอรมัน ที่ไม่นับถือศาสนาใดๆเป็น Atheiist และ ชำนาญด้านประวัติศาสตร์
เขาเสนออีกแบบเลยว่า สิ่งที่เป็นมรดกของลูเทอร์จริงๆแล้วคือ ภาษา และ ศิลปะ โดยเฉพาะดนตรี ลูเทอร์เป็นเหมือนคนสร้าง Hochdeutsch ขึ้นมา ประดิษฐ์คำใหม่ๆ จากการแปลไบเบิลและงานเขียนต่างๆ แต่ก็ไม่ใช่คนแรกที่แปล ที่ดังเพราะมีเทคโนโลยีการพิมพ์ขึ้นมาพอดี
สิ่งที่ลูเทอร์เก่งอีกอย่างจนคนยอมรับคือ ได้แต่งเพลง กวี อีกมากมายที่ไพเราะ ถือเป็นมรดกที่สำคัญต่อวัฒนธรรมเยอรมัน
ส่วนทางด้านความขยันขันแข็งจนร่ำรวย หรือ รสนิยม เขาบอกว่า ไม่ใช่มรดกของลูเทอร์ เพราะ มันเป็นสิ่งที่มีมาก่อนแล้ว สืบทอดมาตั้งแต่สมัย โรมันมายึดครองเยอรมนี ความรู้วิศวกร เขาให้ดู ศิลปะแบบโกธิก เป็นตัวอย่าง และ วัฒนธรรมคาทอลิกก็สร้างสรรค์ต่างๆในสังคมดีอยู่
เขายังชี้อีกว่า ข้อเสียของลูเทอร์นั้นมีเยอะมาก เช่นชอบด่าคนไปทั่ว ชอบฆ่าคน ฆ่าเด็กที่เข้าโบสถ์ ล่าแม่มด และตึความคัมภีร์ตามตัวอักษร แม้บางจุดในคัมภีร์ไม่เมคเซนส์ ทำให้เคร่งครัดเกินไป ขณะที่คาทอลิก นั้นจะสบายๆกว่า
สิ่งเลวร้ายที่ลูเทอร์ทำนั้นคือ การทำให้สังคมแตกแยก เยอมรนีต้องเผชิญกับสงครามศาสนาอีกสามสิบปี คนตายมหาศาล สิ่งก่อสร้างที่มีความหมายโดนทำลาย
อันที่จริงเขาควรจะโดนประหารเหมือนคนที่ทำก่อนหน้านี้ แต่ที่เขารอดเพราะ ไกเซอร์สมัยนั้น อ่อนแอ และอายุน้อย นอกจากนั้น ยังพูดเยอรมันไม่ได้ เพราะมาจาก สเปน
เขาสรุปว่า สิ่งที่ลูเทอร์ทำนั้นเปลี่ยนแปลงเยอรมนีจริง แต่ไปในทางเลวร้ายมากกว่า ที่ลูเทอร์ทำเพราะอิจฉาที่โบสถ์ร่ำรวย ในยุคนั้น ก็มีพวกคาทอลิกที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว จากภายในและจะทำให้การเปลี่ยนเเปลงไปอย่างสงบ
---------
ก็เป็นอีกความคิดเห็นหนึ่งที่น่าสนใจครับ เป็นอีกทฤษฏีหนึ่งในการอธิบายประวัติศาสตร์ จะได้มองมันอย่างครบถ้วนที่สุด และ ถอดบทเรียนได้แม่นยำที่สุด
---------
แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มเติม
http://www.lindenbaum-verlag.de/contents/de/p86.html

--------

แนะนำคลิปที่เล่าเรื่องการเมืองเบื้องหลังการปฏิรูปศาสนา

500th reformation
จะปฏิรูปต้องมาเป็นทีม มีอนุสาวรีย์ที่เมือง Worms ครบทั้งบุ๋น และ บู๊ นำโดย Martin Luther

---------

อันนี้ เพื่อนคนนึงเขียนเล่าย่อๆได้ดีครับ

"เป็นเวลา 500 ร้อยปีมาแล้ว Martin Luther นักบวชและศาสนาจารย์จากอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์(เป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในปัจจุบัน) ประกาศ"ญัตติ 95 ข้อ" วิจารณ์การกระทำของศาสนจักรและได้ทำการแปลไบเบิลเป็นภาษาเยอรมัน (ภา
ษาเยอรมันได้ตอกหมุดสร้างให้เป็นแบบแผนขึ้นโดยผ่านการแปลไบเบิลของ Luther เมื่อคราวนั้นเอง) ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในไบเบิลได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการแปลจากนักบวชของศาสนจักรอีกต่อไป จนทำให้เกิดความเชื่อที่ตีต่างออกจาก คริสเตียนคาทอลิก การกระทำของ Luther ได้สั่นสะเทือนไปถึงนครวาติกัน ทำให้ศาสนจักรซึ่งนำโดยพระสันตะปาปา เรียกคนกลุ่มที่เดินตาม Luther ว่า "Protestan" (พวกต่อต้าน)
วันนี้ 31 ตค เป็นวันครบรอบ 500 ร้อยปี ที่ Martin Luther ทำการติดประกาศ "ญัตติ 95" ไม่บ่อยครั้งนักที่ Christian Protestan จะระลึกนักบุญที่ตายแล้ว เหมือนอย่างคาทอลิกปฏิบัติกัน แต่การระลึกถึง Luther ครั้งนี้เป็นเหมือนการขอบคุณเพราะการกระทำให้ครั้งนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างใหญ่หลวงของรัฐต่าง ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ และ ทำให้ศาสนาคริสต์มีนิกายและเน้นการสอนหลากหลายความเชื่อ นับร้อยนิกาย ไม่ยึดติดกับคนแต่ยึดติดกับไบเบิลและการตีความจากพระคัมภีร์
สิ่งที่ Luther ทำหาใช่การเป็นกบฏและเป็นการปฏิรูป Reformation ทำให้ศาสนา พระเจ้าของอับบราฮัม เป็นพระเจ้าที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้โดยทางไบเบิล"

Wednesday, July 19, 2017

ย้อนปูม “สี่ทหารเสือคณะราษฎร” สหายร่วมอภิวัฒน์-รอยร้าว-ความพ่ายแพ้

ที่มา https://www.matichonweekly.com/scoop/article_41978

การอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ของไทย ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆตามมาและเป็นโอกาสให้บุคคลในช่วงเวลานั้นแสดงบทบาทโดดเด่น เกิดเรื่องราวให้คนรุ่นหลังได้รับรู้และถกเถียงในแง่มุมต่างๆ และอย่างที่ทราบกันการก่อการไม่อาจสำเร็จได้้ หากไม่ได้กำลังทหารในการปฏิบัติการ ซึ่งคนที่มีบทบาททางทหาร ต่อมาเป็นที่รู้จักในนาม “สี่ทหารเสือ” แห่งคณะราษฎรสายทหาร
งานเสวนา “เส้นทางสี่ทหารเสือ ตำนานการเมืองไทยสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่มติชนอคาเดมี โดยสโมสรศิลปวัฒนธรรม เชิญ พ.อ.บัญชร ชวาลศิลป์ อดีตนายทหาร นักเขียนและคอลัมนิสต์ ซึ่งสนใจศึกษาประวัติศาสตร์เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเฉพาะบทบาทของทหาร โดยครั้งนี้ พ.อ.บัญชรได้นำเรื่องราวของชายทั้งสี่ประกอบด้วย พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ) พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) และที่เพิ่มมาอีกหนึ่งคือ พระศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ที่กลายเป็นบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเรื่องราวอันน่าเศร้า ขมขื่น
พ.อ.บัญชร เริ่มต้นเรื่องว่า อาจารย์กับทหารมีนัยสำคัญบางอย่าง สมัยก่อนปี 2475 ทหารที่เคารพกันจะเรียกเป็นศิษย์อาจารย์ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยินแล้ว ถ้าไม่ใช่ทหาร จะจับนัยยะนี้ไม่ได้ ซึ่งตนจะเฉลยว่าทำไม และตอนนี้ทหารใช้อะไร แปลว่าอะไร รวมถึงเรื่องระบบรุ่นที่ชอบเรียกกันว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่
“ก่อนอื่น ต้องเรียกตัวเองว่าผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ ที่เตรียมมานี้ จึงเรียกตัวเองว่าเป็นนักเล่าเรื่อง จึงยินดีรับฟังทุกความเห็น ตนเริ่มเล่าเรื่องเส้นทางชีวิตของนายทหารสี่ และบวกหนึ่ง ตั้งแต่เข้าสู่่ชีวิตนักเรียนนายร้อย ไปเรียนต่างประเทศ รับราชการ ร่วมอภิวัฒน์สยาม สิ่งที่ตนเน้นคือหลังเหตุการณ์อภิวัฒน์ โดยเฉพาะการรัฐประหารของพระยาพหลฯ ในปี 2476 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของทั้งสี่คน ซึ่งตนคิดไม่ผิดหากเรียกว่า “เส้นทางของคนแพ้” จะแพ้ต่อโชคชะตาหรือเวรกรรม ให้เก็บไปคิดกันเอง” พ.อ.บัญชร กล่าว

ก้าวสู่นักเรียนนายร้อย-เข้ารับราชการ 
นายทหารหนุ่ม 4+1 เริ่มต้นเข้าศึกษาในปีใกล้เคียงกัน ซึ่งโรงเรียนนายร้อยเริ่มเปิดรับสามัญชนเข้าศึกษา เรียน 4 ปีจบได้ร้อยตรีนั้นคือในปี พ.ศ.2441 เจ้าคุณพหล (พจน์) มาเป็นคนแรกเข้าศึกษาในปี พ.ศ. 2444 จากนั้นอีก 2 ปีต่อมา พ.ศ.2446 มีนักเรียนนายร้อยอีก 3 คนตามมาซึ่งจากการค้นคว้าเพิ่งทราบว่าเป็นรุ่นเดียวกัน คือ เทพ พันธุมเสน สละ เอมะสิริ และดิ่น ท่าราบ และ วัน ชูถิ่นตามมาหลังสุดคือเข้าศึกษาในปี พ.ศ.2451 แล้ว แปลก พิบูลสงครามตามหลังคือ ปี พ.ศ. 2452
มาตรงนี้ขอเสริมเรื่องช่วงอายุให้ โดยในช่วงก่อการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 พระยาพหลฯ 45 ปี พระยาทรงสุรเดช 40 ปี พระยาฤทธิอัคเนย์ 43 ปี พระประศาสน์พิทยายุทธ 38 ปี พระยาศรีสิทธิสงคราม 41 ปี หลวงพิบูลสงคราม 35 ปี และหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (ปรีดี พนมยงค์) 42 ปี ดูแล้วช่วงวัยเลขสี่คิดการณ์ใหญ่แล้ว แต่ต้องอย่าลืมว่าในเวลานั้นไม่รู้ดีหรือร้าย พวกเขาแก่เร็วกว่าพวกเราในตอนนี้ ฉะนั้นความคิดความอ่านไม่ได้เด็กแล้ว
สรุปแล้วคือช่วงที่เรียนในโรงเรียนนายร้อย ทุกคนเรียนเก่ง นายพจน์ เป็นคนแรกได้รับเลือกไปศึกษาต่อที่เยอรมนี (ขณะนั้นเป็นจักรวรรดิเยอรมัน) ตามด้วย นายเทพ นายดิ่น และสุดท้ายคือนายวัน นายพจน์ไปเรียนถึง 7-8 ปี ระหว่างปี 2447-2455 ระหว่างที่เรียน รุ่นน้องคือ นายเทพ นายดิ่น ไปต่อจะเหลือมกัน 5-6 ปี จนกลายเป็นมิตรภาพ ส่วนน้องเล็กคือ นายวัน ไปทีหลัง ไปเหลือมกับนายพจน์ 1-2 ปี โดย
ระหว่างเรียนที่เยอรมนีนั้น นายเทพจะสนิทกับนายวันมาก จนถึงกับเป็นศิษย์-อาจารย์ ตามที่ตนเข้าใจนั้น เหตุผลหนึ่งคือ การอยู่เรียนด้วยกันมานาน สนิทสนมจนกลายเป็นความเคารพนับถือ และใกล้ชิดกันเกือบตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้
ต่อมานายพจน์ได้ไปเรียนต่อที่เดนมาร์กก่อนกลับไทยมารับราชการ ส่วนคนที่แปลกที่สุดคือ นายวัน ซึ่งไปเรียนที่เยอรมนีหลังสุด เป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลสยามประกาศสงครามกับเยอรมนี ทำให้เรียนต่อไม่ได้ ต้องย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยโพลีเทคนิคที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่ไม่ทันจบก็ไปสมัครรบ ทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการที่ฝรั่งเศสและเดินทางกลับไทยพร้อมกับทหารอาสากองที่ 2
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงเรียนที่เยอรมนี หากจำเหตุการณ์ ร.ศ.112 ได้้ รัชกาลที่ 5 นอกจากปฏิรูปทั้งระบบแล้ว ยังจัดตั้งกองทัพประจำการ ซึ่งต่างจากการเข้าเป็นทหารแบบศักดินาที่วิชาต่อสู้ต้องเรียนเอง อาวุธต้องหาเอง บางทีข้าวปลาต้องหุงหาเอง จนเกิดเหตุการณ์นั้นที่ทำให้ รัชกาลที่ 5 ตระหนักว่าต้องทำให้ประเทศทันสมัย ตั้งกระทรวง รวมถึงการจัดกองทัพแบบยุโรป ซึ่งสมัยนั้นมหาอำนาจทางทหารที่ขึ้นชื่อที่สุดคือฝรั่งเศสและเยอรมนี ส่วนอังกฤษเป็นเด่นทางเรือ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จักรวรรดิเยอรมนี โดดเด่นในเรื่องแสนยานุภาพของทหาร ซึ่งสยามมีนักเรียนนายร้อยคนแรกที่จบจากเยอรมนีนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เจ้าของวังบางขุนพรหม และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม
นักเรียนสยามที่เรียนเยอรมนีเรียกว่าได้รับรูปแบบการจัดทัพ การรบ วัฒนธรรมทหารแบบเยอรมันมาเต็ม และคนที่มีส่วนแปลตำรารบของเยอรมันมาใช้ในการสอนคือ นายเทพ
  • ระบบรุ่นของทหารไม่ได้มีมาแต่ก่อตั้ง
อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ นักเรียนนายร้อยไทยไม่มีการรวมรุ่นเหมือนปัจจุบัน ยกตัวอย่่างนักเรียนนายร้อยปัจจุบันที่มีรุ่น เราก็รักกัน ไม่คิดเป็นการณ์อื่นนอกจากดูแลกันและกัน จึงเข้าใจนักเรียนนายร้อยรุ่นนายพจน์ นายเทพนั้น คงไม่มีกิจกรรมอย่างอื่น
เรื่องรุ่นกลับเป็นที่ีรู้จักต่อสาธารณชน เพราะเริ่มมีพลังที่เบ่งบานอยู่นอกกองทัพ นั้นคือ รุ่น จปร.7 หรือที่เรียกกันว่า “ยังเติร์ก” และที่สูสีกันคือ จปร. 5 ซึ่งเป็นรุ่นของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร จึงตั้งข้อสังเกตว่า การรวมรุ่นที่มีพลังของรุ่น 5 และ 7 มันเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก่อนหน้านั้น อำนาจทหารรวมศูนย์อยู่ที่ ผู้บัญชาการทหารบก แต่พอขุมพลังนี้ถูกทำลายโดยพลังนักศึกษาประชาชน เอกภาพที่เคยมีได้หายไป
นอกจากนั้น ทหารเกิดความรู้สึกว่าทั้งที่ทุ่มกำลังรบทั้งในและนอกประเทศ แต่ทำไมสังคมถึงรังเกียจ นักเรียนนายร้อยแต่งเครื่องแบบเดินออกไปข้างนอกไม่ได้ ถูกนักเลงถอดหมวก เขกหัว ทำให้ทหารกลุ่มหนึ่งได้คิดจริงจังเริ่มจากคุยกันในรุ่น ที่ว่าทำไมทหารตกต่ำ แล้วจะกู้เกียรติกลับมาอย่างไร ความปึกแผ่นของรุ่นจึงเริ่มขึ้นตรงนั้น

ต่อมาเมื่อทั้ง 5 นายทหารเรียนจบ กลับมารับราชการในเมืองไทย คนที่มีบทบาท ผลงานที่โดดเด่นจนมีการขบคิดคือ นายเทพ ที่ได้เป็นพระยาทรงสุรเดช เลือกเส้นทางทหารช่าง ขณะที่ พระยาพหลฯ กับพระยาศรีสิทธิสงครามเลือกเป็นทหารปืนใหญ่
พระยาทรงสุรเดช รับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯ 2 ปี ก่อนย้ายไปโคราช และได้สร้างผลงานคือสร้างรางรถไฟเล็กสำหรับรับส่งทหารจากสถานีไปค่ายทหาร จนเป็นที่โดนใจ ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้ง 1 เยอรมนีที่มีโครงการสร้างรถไฟต้องหยุดไป จึงได้พระยาทรงสุรเดช ซึ่งเป็นผู้บังคับทหารช่างได้รับมอบหมายทหารช่างไปสร้างรางรถไฟของเยอรมนีที่เหลือค้างไว้ จากขุนตาลไปถึงเชียงใหม่ และทำเสร็จในเวลา 6 เดือน เคล็ดลับอยู่ที่การจัดระบบหน่วยทหาร แบ่งเป็นหน่วยวางราง ตอกหมุด ทำหน้าที่ชัดเจน ต่อมาได้รับมอบหมายทำรางต่อจากฉะเชิงเทราไปอรัญประเทศ และเส้นทางที่ 3 คือจากโคราชไปถึงท่าช้าง จนมีชื่อเสียงกระฉ่อน เป็นที่โปรดปรานของบรรดาเจ้านาย แล้วได้ย้ายกลับมากรุงเทพฯ เป็นครูวิชาการฝ่ายทหาร ตรงนี้เองที่ทำให้ชื่อเสียงของพระยาสุรเดชเบ่งบานคือการแปลตำราการรบให้กองทัพบกใช้ ที่ใช้ได้ตั้งแต่ระดับกอง จนถึงพลทหาร โดยมีพระประศาสน์พิทยายุทธเป็นผู้ช่วย
ชื่อเสียงของพระยาทรงสุรเดช เด่นไม่มีทหารใดเทียบเคียง ซึ่งสะท้อนว่า ทหารสมัยนั้นกระหายความรู้ โดยมีงานวิจัยรองรับระบุว่า นับตั้งแต่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถหลังเรียนจบที่รัสเซีย มาตั้งโรงเรียนนายร้อยโดยเปลี่ยนการสอนจากท่องจำมาเป็นแสดงความคิด จนถึงกับมีการตีพิมพ์เสนาสาร ทำให้เป็นที่มาของความสัมพันธ์ระหว่างพระยาทรงสุรเดชในฐานะอาจารย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ์ในฐานะศิิษย์
ต่อมามีนักเรียนนายร้อยจากฝรั่งเศสแปลตำราปืนใหญ่ ต่อมารู้จักในตอนนั้นคือ หลวงพิบูลสงคราม
งานเขียนของนายหนหวยเรื่อง ประชาธิปกเจ้าฟ้าประชาธิปไตย เขียนว่า ทหารในยุค 2475 นับถือกันที่ความรู้ความสามารถ สะท้อนความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ในหมู่ทหาร แม้ตอนนี้ไม่ค่อยเรียกกัน แต่ในโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนเสนาธิการ ยังคงมีค่านิยมบนฐานของความรู้
และด้วยผลงานการแปลตำราของพระยาสุรเดช รองรับความกระหายใคร่รู้ของทหาร ทำให้พระยาทรงสุรเดช โดดเด่นเป็นอย่างมาก และยังได้ไปดูงานที่สหรัฐฯและญี่ปุ่น แล้วได้ไปเรียกตัวพระยาพหลฯมาเป็นอาจารย์ใหญ่แทน 3 ปี
ขณะที่ พระยาพหลฯ หลังเรียนจบเยอรมนี ก็ได้ไปเรียนที่เดนมาร์กด้านการช่างแสน แต่เกิดเงินไม่พอ ได้ทำเรื่องถึงไทย เจ้านายเห็นแล้วไม่พอใจ จึงเรียกพระยาพหลฯกลับมา รับราชการเป็นร้อยตรี และถูกส่งเป็นผู้หมวดปืนใหญ่อยู่ที่ราชบุรี ไต่เต้าตามตำแหน่ง แต่ไม่มีผลงานโดดเด่น
ระหว่างที่พระยาทรงสุรเดช กับพระยาศรีสิทธิสงครามดูงานก็ได้พบกับพล.ท.ประยูร ภมรมนตรี ซึ่งชักชวนร่วมก่อการ แต่ทั้งสองยังไม่ได้ตอบรับ ก่อนแยกย้ายกันไป กลับมารับราชการ
เมื่อเข้าปี 2475 ตอนนี้ พระยาทรงสุรเดช ได้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร กรมยุทธศึกษาทหารบก ไม่ได้คุมกำลังพล พระยาพหลฯ อยู่ในตำแหน่งรองจเรทหารบก ไม่มีหน่วยบังคับบัญชา พระยาฤทธิอัคเนย์(ไม่ได้เรียนต่างประเทศ) อยู่ที่กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นคนเดียวมีกำลังพลอยู่ 2 กองพัน พระประศาสน์พิทยายุทธ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เกือบทั้งหมดเป็นทหารสายวิชาการ

สู่ร่วมก่อการอภิวัฒน์สยาม 2475 
ก่อนจะเข้าเรื่องเหตุการณ์อภิวัฒน์ พ.อ.บัญชรได้เปิดเผยอีกว่า ในส่วนของพระยาศรีสิทธิสงครามนั้น ยังมีอีกเรื่องที่เพิ่งมีการค้นพบคือ พระยาศรีสิทธิสงครามมีศักดิ์เป็นตาของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่เพียงแค่นั้น บิดาของพล.อ.สุรยุทธ์ ยังร่วมก่อการอภิวัฒน์แต่เป็นทหารระดับปลายแถว แต่ต่อมาจะรู้จักในชื่อของ ‘สหายคำตัน’ พ.ท.พโยม จุลานนท์ เสนาธิการกองทัพปลดแอกแห่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
จากการค้นคว้า ระบุว่า พระยาศรีสิทธิสงครามได้ไปดูงานที่ต่างประเทศ ในตอนนั้นเป็นเสนาธิการกองทัพที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นเสนาธิการของหน่วยหรือใหญ่ที่สุดในบรรดาเสนาธิการ
ระหว่างที่พระยาทรงสุรเดชและพระยาศรีฯ ร.ท.ประยูรชักชวนแต่ไม่สำเร็จ พอกลับไทยก็ชวนอีก โดยชวนพระยาทรงสุรเดชก่อน ตามด้วยพระประศาสน์ฯ พระยาศรีสิทธิสงครามได้รับเชิญและได้ถามถึงแผน แต่พระยาทรงสุรเดชไม่เปิดเผย ซึ่งแผนก่อการนั้นไม่มีลายลักษณ์อักษรอาจเพราะเรื่องรักษาความลับ หรือไม่ทราบได้ ทำให้พระยาศรีไม่ขอร่วมแต่สัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้
ก่อนที่วันที่ 24 มิถุนายน ได้เกิดเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างพระยาทรงสุรเดชกับพระยาฤทธิอัคเนย์เรื่องแผนการณ์ที่หวังจะจบศึกโดยเร็ว แต่พระยาทรงสุรเดชไม่เห็นด้วยเพราะเสี่ยงรบกันเละ จนให้อ.ปรีดีไกลเกลี่ย
ในเรื่องขุมกำลังนอกจากกองทัพปืนใหญ่ที่ 1 แล้วยังมีนักเรียนโรงเรียนนายร้อย ซึ่งรุ่นนั้นมีนักเรียนที่ภายหลังรู้จักในชื่อ จอมพลประภาส จารุเสถียร
นายหนหวยบันทึกว่า ในช่วงก่อการพระยาพหลฯ ได้ประกาศโดยใช้ข้อเขียนสั้นๆ ซึ่งคนละฉบับกับประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ที่หลวงประดิษฐ์มนูญธรรมเขียนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง พระยาฤทธิอัคเนย์ุคุมอยู่ภายนอก มีนักเรียนนายร้อยอยู่วงใน
ตอนที่เคลื่อนพลที่เกียกกาย พระยาทรงสุรเดชสั่งพระประศาสน์พิทยายุทธ์จับตัวกรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระยาสีหราชเดโชชัย และหลวงเสนาสงคราม แต่เหตุการณ์จริงจับได้แค่ 2 เห็นว่าพระประศาสน์ฯรับบทหนักสุดเพราะต้องจับกรมพระนครสวรรค์วรพินิตที่วังบางขุนพรหม ทั้งที่พระประศาสน์ฯกับกรมพระนครสวรรค์วรพินิตมีความสัมพันธ์กัน ตอนที่ถูกจับ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ถึงกับตรัสว่า “ตาวัน นี่แกเอาด้วยหรือ”
เมื่อถึงตรงนี้ จะเห็นมิตรภาพของ 3 คน คือพระยาทรงสุรเดช พระยาศรีสิทธิสงครามและพระยาพหลฯ เป็นที่รับรู้กันในเรื่องความเก่งกาจของนักเรียนเยอรมนี กับความเป็นเพื่อนรัก ช่วงนั้นทั้ง 3 สนิทกันจนทำให้เสนาธิการกระทรวงกลาโหมให้ฉายาทั้ง 3 ว่า “ทะแกล้วทหารสามเกลอ” ตามบทประพันธ์เรื่องสามทหารเสือ
หลังก่อการอภิวัฒน์ พระยาทรงสุรเดชมีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างกองทัพใหม่ ยกเลิกกองทัพหรือเพียงกองพัน ตั้งตำแหน่งผู้บังคับการต่างๆ ขึ้นตรงกับผู้บัญชาการทหารบก ให้พระยาพหลฯเป็นผู้บัญชาการทหารบก ส่วนตัวพระยาทรงสุรเดช รับตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการหรืออีกนัยคือรองผู้บัญชาการทหารบก แม้ตำแหน่งพระยาพหลฯอยู่สูง แต่คนกำกับดูแลตัวจริงคือพระยาทรงสุรเดช
พระยาทรงสุรเดช เป็นคนเก่งแต่เป็นคนไม่คบค้าสมาคม อยู่กับงาน กับตำรา ไม่ถนัดเรื่องสังสรรค์และเป็นคนพูดน้อย เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่และออกจะดูถูกนายทหารคนอื่น ตรงกันข้ามกับพระยาพหลฯที่สุภาพ และคนที่อ่อนน้อมก็คือหลวงพิบูลสงคราม แต่การที่พระยาทรงสุรเดชปรับโครงสร้างกองทัพก็ได้สร้างไม่พอใจกับพระยาพหลฯ กลายเป็นข้อบาดหมาง
ส่วนพระยาศรีสิทธิสงคราม ชีวิตหลังอภิวัฒน์สยาม ถูกย้ายจากกระทรวงกลาโหมไปอยู่กระทรวงธรรมการ ในตำแหน่งผู้ตรวจการณ์ลูกเสือ อยู่อย่างสงบเจียมตัว 
ความร้าวฉานสู่การรัฐประหารของพระยาพหลพลพยุหเสนา
ความแตกร้าวในหมู่คณะราษฎรสายทหารเริ่มเกิดขึ้น เช่นเดียวกับรอยร้าวในสายพลเรือนจากกรณีการเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และกรณีเค้าโครงเศรษฐกิจจากทำให้รัฐสภาแตกแยก พระยามโนปกรณ์ฯไม่เสนอเค้าโครงเข้าสภาพิจารณา แม้ดร.ปรีดี จะใช้ฐานส.ส.ร่วมผลักดัน
31 มีนาคม 2476 ได้มีการประชุมสภา ความขัดแย้งคุกรุ่นมาก สมาชิกเข้าร่วมประชุม ได้ใช้เส้นสายของพระยาทรงสุรเดช ให้นำทหารมาตรวจอาวุธสมาชิก ส.ส.ที่เข้าสู่สภา และเช็คความเรียบร้อยด้วยการเอาปืนมาส่องไปยังประธานสภา สร้างความไม่พอใจให้กับสภาผู้แทนราษฎร
พระยามโนปรณ์ออกคำสั่งปิดที่ประชุมสภาแบบไม่มีกำหนด ซึ่งหลายคนเห็นแย้งว่าทำไม่ได้ เท่ากับเป็นการยึดอำนาจ และตามด้วยประกาศ พรบ.กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้ดร.ปรีดี ต้องเดินทางออกนอกประเทศ
ตอนนี้ บรรดาสายทหารไม่พอใจในตัวพระยาพหลฯกับพระยาทรงสุรเดช พระยาพหลฯไม่มีกำลัง จึงเข้ากับหลวงพิบูลสงคราม
มิถุนายน 2476 ความเคลื่อนไหวของพระยามโนฯ แม้ปิดประชุมสภา แต่ยังมีอำนาจนายกรัฐมนตรีเต็มเปี่ยม และหันไปหาพระยาทรงสุรเดช
กลุ่มทหารหนุ่มนำโดยหลวงพิบูลเริ่มแข็งขันบวกกับสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนของนายปรีดี
ในช่วงนี้เองย้อนกลับไปความขัดแย้งระหว่างสายทหาร พระยาทรงสุรเดชเสนอไปยังสี่ทหารเสือว่าจะครบปีของการอภิวัฒน์สยามว่า วางมือกัน จึงเกิดการวางมือกันทั้ง 4 คน เหตุผลเบื้องหลังคือ หวังให้ผู้มีอำนาจเห็นชอบใบลาออกยกเว้นพระยาทรงสุรเดช แต่ที่น่าสนใจคือ 4 คนที่ลาออกจะลาออกเฉพาะตำแหน่งทางการเมือง แต่ตำแหน่งทางการทหารยังคงอยู่
วันที่ 18 มิถุนายน 2476 ได้มีประกาศจากกระทรวงโฆษณาการซึ่งเนื้อหาย้อนแย้ง วันที่ 19 ประกาศออกแค่ตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ในช่วงนี้เอง ได้มีประกาศเฉพาะทหาร ปลดพระยาพหลฯออกจาการเป็นผู้บัญชาการทหารบก ปลดพระยาทรงสุรเดชจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกและเรียกพระยาศรีสิทธิสงครามกลับมารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก บันทึกระบุว่า พอประกาศออก พระยาศรีสิทธิสงครามยังไม่ทันเข้ารับตำแหน่งตามกำหนด กลับเข้าที่ทำการ เซ็นย้ายหลวงพิบูลออกจากการคุมกำลังพล วันที่ 20 มิถุนายน หลวงพิบูลจึงนำกำลังเข้ายึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์ นำพระยาพหลฯกลับไปเป็นผบ.ทบ. และให้พระยาฤทธิอัคเนย์พ้นตำแหน่งผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ที่ 1 ไปเป็นปลัดกระทรวง แล้วให้หลวงพิบูลสงครามรักษาการณ์ตำแหน่งนั้นไป
มาถึงตรงนี้ พระยาทรงสุรเดช ไม่มีตำแหน่ง พระยาศรีสิทธิสงครามพ้นตำแหน่งกลับไปที่กระทรวงธรรมการ ทำให้เกิดความไม่พอใจจนนำไปสู่การร่วมกับฝ่ายคณะกู้บ้านเมืองในกบฏบวรเดช
สรุปคือ พระยาพหลฯ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พระยาทรงสุรเดช ไม่มีตำแหน่ง พระยาฤทธิอัคเนย์เป็นปลัด พระประศาสน์พิทยายุทธ์ยังอยู่ตำแหน่ง แต่มีหลวงพิบูลเขยิบเข้ามาตำแหน่งที่สูงขึ้น
ความแตกแยกและตอนจบของแต่ละคน
กบฎบวรเดชเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคมปี 2476 กองทัพรัฐบาลสู้รบกับกองทัพพระองค์เจ้าบวรเดช โดยมีพระยาศรีสิทธิสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายบวรเดชในตำแหน่งกองระวังหลัง มีการยิงปะทะตลอดเส้นทางรถไฟถนนวิภาวดี ทุ่งบางเขน ทัพฝ่ายบวรเดชเสียท่าถอยร่นไปตั้งแต่ดอนเมือง ยาวจนถึงโคราชซึ่งเป็นจุดรวมพลเริ่มแรก และตรงบริเวณสถานีหินลับ จังหวัดสระบุรี ระหว่างที่พระยาศรีสิทธิสงครามเข้าเจรจากับฝ่ายรัฐบาล ได้ถูกยิงเสียชีวิต ในวันที่ 23 ตุลาคม
พระยาทรงสุรเดช หลังจากเดือนมิถุนายน 2476 ได้ขอทุนดูงานกับพระยาพหลฯและให้โดยไปพร้อมกับพระประศาสน์ฯ ในช่วงนั้นบ้านเมืองระส่ำระสาย มีเสียงร้องให้พระยาทรงสุรเดชเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่หลวงพิบูลสงครามเฝ้ามองดูอยู่ จะแรงกดดันหรืออะไรก็ตาม พระยาพหลฯได้เชิญพระยาทรงสุรเดชกลับไทย โดยพระยาทรงสุรเดชปฏิเสธตำแหน่งการเมือง ขอทำงานที่ถนัด ได้อนุมัติตั้งโรงเรียนรบที่เชียงใหม่ แต่พอจอมพลป.พิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พระยาทรงสุรเดชเดินทางไปกัมพูชา ต่อมาฝรั่งเศสให้ไปอยู่ไซ่ง่อน ไร้เบี้ยหวัด ชีวิตลำบาก ต้องแกะของเก่าของภรรยาขายหาเงินจุนเจือ และเสียชีวิตในปี 2487 ด้วยโรคโลหิตเป็นพิษ
พระยาฤทธิอัคเนย์ โดยเกิดเหตุช่วงปลายรัฐบาลพระยาพหลฯ มีการพูดคุยในวังปารุสก์ หลวงพิบูลได้ยื่นข้อหาอยู่เบื้องหลังที่หลวงพิบูลถูกลอบทำร้าย โดยให้ทางเลือกคือเดินทางออกนอกประเทศหรือขึ้นศาลพิเศษ พระยาฤทธิอัคเนย์เลือกไปต่างประเทศอยู่ที่ปีนัง จนสงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึงก็ย้ายไปสิงคโปร์ ต่อมามีประกาศจับพระยาฤทธิอัคเนย์แทน ทำให้ขาดรายได้ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกถึงสิงคโปร์ และไทยประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร พระยาฤทธิอัคเนย์ถูกจับขัง แต่ถูกปล่อยตัวหลังญี่ปุ่นตีสิงคโปร์แตก หลังสงคราม จอมพลป.พิบูลสงครามแพ้การเมือง นายควง อภัยวงศ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พระยาฤทธิอัคเนย์ได้รับการอภัยโทษและกลับไทยไปปฏิบัติธรรมที่วัดอโศการาม
ส่วนพระประศาสน์พิทยายุทธ์ จอมพล ป. พิบูลสงครามส่งไปเป็นทูตที่เยอรมนี ลูกหลานของพระประศาสน์ได้บันทึกว่า ดร.ปรีดีได้ฝากกล่องเงินเล็ก ข้างในมีไพลินพร้อมแนบจดหมายเล็กฉบับหนึ่ง ระบุทำนองคำเตือนให้รีบเดินทางโดยเร็ว แต่พอคำสั่งแต่งตั้งทูตออกก็เดินทางไปตามปกติ แต่เข้าไปเป็นทูตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังเยอรมนีแพ้ ทูตไทยถูกจับขังไปอยู่มอสโคว์ ไม่รู้ชะตากรรมลูกหลาน แต่เมื่อรู้ข่าวว่าอยู่ที่วอชิงตัน ก็ได้กลับมาพบกันอยู่ที่ไทย ต่อมาได้ตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และได้เสียชีวิตในวัย 55 โดยลูกสาวระบุว่าบิดาตัวเองเป็นคนดื่มหนัก
พ.อ.บัญชรได้กล่าวสรุปว่า “ทั้งหมดนี้คือเส้นทางของคนแพ้ ไม่มีใครชนะ ถึงที่สุดแล้ว ถ้ายกคำพระคือก็ต้องไปด้วยกันทั้งหมด ส่วนคำถามที่ว่าเรื่องราวของสี่ทหารเสือให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง ลองนึกถึงนิทานอีสปที่มีเรื่องเล่าและมีคติสอนใจตอนท้าย แต่เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราต้องสรุปเรื่องนี้กันเอาเอง”

Friday, May 19, 2017

ปัญญาปะทุ

https://www.facebook.com/notes/nuttarote-wangwinyoo/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B8/10155290461233279/
ตอนที่ 1 การสรุปบทเรียนและต่อยอดความรู้ (Reflection leads to synthesis)
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์นั้นอาจเข้มข้นเต็มไปด้วยความสนุก ซาบซึ้ง ตื่นตาตื่นใจ ได้มุมมองใหม่ แต่หากไม่มีการทบทวนและเก็บเกี่ยวก็อาจจะทำให้ไม่เกิดความชัดเจนแก่ผู้เรียนเอง เหมือนเรียนผ่านๆไป ไม่ได้มีการจดบันทึกในใจหรือในสมองอย่างมั่นคง ราวกับการจารึกสลักไว้เพื่อให้กลับมาระลึกและทบทวนได้เรื่อยๆหลังจากกลับไปสู่ชีวิตปกติที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยินและภาวะโกลาหลของชีวิตทั่วไป
เปรียบได้กับการได้เดินทางมายังดินแดนแห่งความรู้ที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจกับความรู้และประสบการณ์ใหม่ แล้วก่อนออกจากดินแดนนี้เราจะเลือกหยิบฉวยของวิเศษอะไรกลับไปใช้ในโลกมนุษย์
เมื่อเป็นเช่นนี้ การทบทวนและสะท้อนบทเรียนที่ได้รับและจะนำกลับไปใช้ สำคัญไม่แพ้ตัวกระบวนการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ หลายครั้งที่เรารับรู้และเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้งห้า แต่เมื่อมีการมาทวนสะท้อนประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการรับรู้ใหม่ หรือได้ความเข้าใจใหม่กับตัวเอง แล้วยิ่งได้แบ่งปันพูดคุยกับเพื่อนก็จะยิ่งทำให้ความเข้าใจเข้มข้นและหลากหลายมากขึ้น เกิดไอเดียใหม่ รวมทั้งในแงของสิ่งที่อยากจะนำกลับไปทำก็หลากหลายและสดใหม่มีพลังอีกด้วย เกิดนวัตกรรมอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการสรุปบทเรียนเป็นเหมือนการสร้างหรือสังเคราะห์ความรู้ด้วยตัวเองมากกว่า (สรุปคือสร้าง)
คำถามที่จะช่วยสะท้อนและสะกัดความรู้ให้ผู้เรียน เช่น
  1. ตัวเองได้เรียนรู้อะไร
  2. สิ่งที่ได้รู้นี้มีความหมายหรือสำคัญอย่างไรกับเรา
  3. มันทำให้เราเข้าใจตัวเองหรือคนอื่นมากขึ้นอย่างไร
  4. เราจะใช้ความรู้นี้อย่างไรเมื่อกลับไปสู่ชีวิตของเรา เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร
  5. เราจะเตือนตัวเองอย่างไร หรืออยากจะรักษาความเข้าใจหรือทักษะนี้อย่างไร
  6. ถ้าเราไม่ใช้ความรู้หรือทักษะนี้ จะเกิดผลลัพท์อะไร (optional)
ทั้งนี้ กระบวนการตกผลึกในสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ สภาวะจิตต้องอยู่ในภาวะผ่อนคลายและพร้อมที่จะลงลึกแบบคิดแบบลึกซึ้ง ไม่ต้องรีบมีคำตอบ เป็นการค้นหาหรือควานหา ที่เรียกว่า Contemplation นี่แหล่ะ ให้การคิดแบบน้อมนำประสบการณ์มาสู่ใจ บ่มเอาไว้จนตกผลึกอย่างแยบคาย (หรือภาษาวิชาการเรียกว่า โยนิโสมนัสสิการ) เป็นทักษะธรรมชาติและดั้งเดิมของจิตที่ยังไม่ฟุ้งซ่านยุ่งเหยิง จะเรียกว่าจิตของนักคิด นักวิทยาศาสตร์ นักปฏิบัติธรรม ศิลปินหรือกวีก็ได้ที่เฝ้ามองเรื่องราวได้อย่างพินิจพิจารณา แล้วยิ่งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมองและความเข้าใจที่หลากหลายก็อาจะก่อให้เกิด ปัญญาปะทุ มากมายราวกับไม่ได้ใช้ความพยายามอะไร
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ว่ากระบวนกร หรือ ฟา มีความเก่งฉกาจในการสร้างกระบวนการณ์เรียนรู้หรือกิจกรรมเด็ดๆเพียงใด แต่ก็อาจจะมองข้ามหรือให้เวลากับกระบวนการสรุปบทเรียนแบบเจียรไนยน้อยไป ด้วยเงื่อนไขของเวลาหรือด้วยความเชื่อว่า “เขาได้กันแล้ว คงไม่ต้องสรุปอะไรมาก” หรือไม่ก็สรุปบทเรียนให้ผู้เรียนไปเลย จะได้ว่าแนวคิดแนวปฏิบัติชัดๆกลับไป หรือไม่ก็ “ไปอ่านในเอกสารประกอบการอบรมนะครับ” ก็อาจจะละเลยการสร้างโอกาสให้กับการขบคิดจนแตกฉานในความรู้ และประจักษ์แจ้งถึงแก่นสารของความรู้ จนถึงขั้นตราตรึงในใจของด้วยตัวผู้เรียนเอง


For more information on Facilitator Training Program please visit KPD website at www.kwanpandin.com