ที่มา https://www.facebook.com/photo/?fbid=4291710280845913&set=a.185309461486036
Thinking Fast & Slow || Done
Author || Daniel Kahneman
หนังสือในตำนานที่ได้รับคำเตือนอย่างล้มหลามว่าอ่านยาก อ่านเหนื่อย แต่ก็เป็น Wish List ของเราเลย เพราะ แดเนียล คาเนมาน คือผู้ที่ถูก refer จากนักเขียนที่เราชอบมากๆ หลายคน (จริงๆแล้ว ทฤษฎีที่ทำให้แดเนียลได้รับรางวัลโนเบลในปี 2002 คืองานเขียนที่ถูกนำไปใช้อ้างอิงมากที่สุด ทั้งในแวดวงจิตวิทยา และ เศรฐศาสตร์) Thinking Fast & Slow ถูกตีพิมพ์ในปี 2011 และเป็นเหมือนปฐมบทของหนังสือจิตวิทยาทั้งปวง ถึงแม้หนังสือสายนี้จะมีเนื้อหาทับซ้อน ซ้อนทับกันปานใดก็ตาม แต่ถ้าชอบสายนี้ ยังไงก็ต้องอ่าน เพราะเป็นเหมือนการเข้าใจ pure theory ก่อนที่จะแตกแขนงไปสู่ many fancy executions
และคำเตือน... ย่อแล้ว นี่ย่อมากๆแล้วจริงๆ แต่ยาวมาก ยาวที่สุดที่เคยย่อมาให้กลั้นใจแล้วอ่านต่อไปได้เลย
หนังสือเริ่มต้นจากการสังเกตว่า ทำไมคนเรามักจะตอบคำถามทางสติถิได้ไม่ถูกต้อง ความสงสัยนำไปสู่การคาดการณ์ว่า สมองของมนุษย์น่าจะมีระบบปฏิบัติการ 2 ส่วน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคำนวนและเปรียบเทียบนั้นทำงานได้ช้ากว่าและไม่ได้ทำงานอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดพื้นฐาน การมองเห็น สังเกตุ จดจำ และตัดสินใจนั้น ทำงานอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา เราจึงใช้สมองส่วนความทรงจำตอบคำถามออกไปก่อนที่จะได้คิดวิเคราะห์อย่างจริงจัง
การค้นพบเล็กๆนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญ ว่าระบบความคิดของมนุษย์นั้น ทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ 2 ส่วน
[ พาร์ท 1 ]
system 1 คือระบบออโต้ไพลอท ที่ทำให้ร่างกายดำเนินไปตาม ‘ธรรมชาติ’ - (สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด) หรือเหตุการณ์ที่คุ้นเคยจากการทำซ้ำๆจนเป็นลักษณะนิสัย (habit) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่อยู่ในสารบบของลักษณะนิสัยอันคุ้นเคย สมองจะทำการเปิดระบบ system 2 ขึ้นมาทำงานทันที ในขณะที่ใช้งานระบบนี้ สมองจะต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมากเพื่อรวบรวมสมาธิและประมวลผล และทำให้เราอยู่ในสภาวะ ‘รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา’ เพื่อทำภารกิจอย่าง การควบคุมตัวเองให้สุภาพเรียบร้อบ ระแวดระวังภัย จดจำชุดข้อมูล ไปจนถึงการคิดคำนวนและการเปรียบเทียบ
และเนื่องจาก system 2 นั้นใช้พลังงานมหาศาล จึงมีข้อจำกัด 3 ข้อ
1 - สมองจะไม่สามารถใช้งาน system 2 สองงานพร้อมๆกันได้ [ เช่น จดจำชุดตัวเลขและคำนวณผลคูณในใจต่อกันหลายชุด สมองต้องค่อยๆสลับหน้าที่ ทีละลำดับไปอย่างเชื่องช้า หรืออาจจะถึงกับทำให้เราต้องหยุดกิจกรรมอื่นๆใน system 1 เช่น หยุดเดิน หรือหยุดฟัง ซึ่งก็คือการลดภาระในการทำงานของสมองลง ]
2 - ถ้าเราใช้พลังงาน (กลูโคลส) ไปจนหมด สมองจะไม่สามารถใช้ system 2 ต่อไปได้
3 - ทำให้ร่างกายพยายามใช้ system 2 ให้น้อยที่สุด
ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ต้องใช้ความคิดมากๆ เรามักต้องการให้หยุดกิจกรรมอื่นๆ หรือความวุ่นวายรอบๆตัวลง หรือเมื่อเราใช้สมองอย่างหนักจนรู้สึกเหนื่อยล้า การกินกลูโคลสจะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ในขณะเดียวกัน เราก็มักจะหงุดหงิด หรือโมโหง่าย ในช่วงเวลาที่ใช้สมองหนักหน่วง [ ตึงเครียด ] เนื่องจากเรากำลังใช้ system 2 ทำงานบางอย่างอยู่ system 2 จึงลดการทำหน้าที่ ‘ควบคุมตัวเองให้มีมารยาท' ลง
ความน่าสนใจก็คือ system 1 นั้นทรงพลังมากกว่าที่คิด สมองของเราเกิดการรับรู้ ประมวลผล และสร้างความเชื่อมากมายที่เราไม่ทันรู้ตัว (และไม่สามารถควบคุมได้) ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดที่เราเคยรับรู้เข้าไว้ด้วยกันเหมือนร่างแห เช่น เมื่อเราเห็นคำว่า อาหาร เราอาจนึกถึง ไก่ย่าง ต้มยำ หรืออาหารที่เราชอบทันที และไม่ใช่แค่นั้น สมองของเรายังนึกไปถึง กุ้งตัวโตๆ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กลิ่นหอมของมะนาวในต้มยำอีกด้วย
และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้น การนึกถึงมีผลต่อพฤติกรรมของเราอย่างไม่น่าเชื่อ [ เช่นตอนนี้คุณอาจจะกำลังรู้สึกหิว ] - คนที่ต้องเล่นเกมสะกดคำ ที่เต็มไปด้วยคำที่เกี่ยวกับคนแก่จะเคลื่อนที่ช้าลง - หรือแม้แต่การได้เห็นรูปเงินจำนวนมากในภาพแบคกราวน์ของคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น (Priming Effect)
system 1 จะถูกกระตุ้นโดยสารที่ได้รับซ้ำๆ ความรู้สึกปลอดภัย หรือการมีความสุข - ในทางตรงกันข้าม ความเศร้า หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็จะกระตุ้นให้ system 2 ทำงาน
เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ (ถึงแม้ว่าจะบังเอิญ) จะถูกบันทึกให้เป็น ‘เรื่องปกติ’ ใน system 1 เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นอีก system 2 จะไม่ทำงาน และยิ่งตอกย้ำความ ปกติ ให้มากขึ้น - การได้รับสารในรูปแบบของเรื่องเล่าก็สามารถถูกบันทึกลงใน system 1 ได้เช่นกัน
system 1 จะรีบข้ามไปยังข้อสรุปให้เร็วที่สุด โดยพยายามหาเหตุผลที่ดู ‘สมเหตุสมผล’ มากที่สุด (ไม่ใช่หาเหตุผลมาสนับสนุนให้มากที่สุด) - โดยจะพยายามคาดเดาและสรุปเรื่องราวจากข้อมูลบางอย่างที่ได้รับมาไม่ว่าจะน้อยเพียงใด มากกว่าที่จะขอข้อมูลเพิ่ม หรือตั้งคำถามว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการหาข้อสรุปนั้นๆ - เช่น มักจะรีบสรุปว่า หัวหน้าที่มาใหม่น่าจะดี เพราะเค้าฉลาดมากและมีเหตุผล - โดยที่ไม่ได้ใส่ใจขอข้อมูลเพิ่ม ( ฉลาด +เปิดเผย กับ ฉลาด +ขี้โกง นั้นต่างกันมาก)
เหตุการณ์แบบสุ่มเกิดขึ้นในธรรมชาติเสมอๆ แต่ system 1 จะพยายามลดการสงสัย และหาความเชื่อมโยงของข้อมูลเท่าที่มี (WYSIATS - what you see is all that is) เพื่อรีบสรุป ‘ข้อเท็จจริง’ ให้กับทุกๆเหตุการณ์ เพื่อคงความรู้สึกสบายใจของเราไว้ (ความสบายใจทำให้ไม่ต้องใช้พลังงานเปิด system 2) - การดึงข้อมูลจากความทรงจำที่ดูจะเชื่อมโยงกันได้ขึ้นมารวมกันเพื่อสร้าง ‘เหตุผล’ ให้กับเหตุการณ์ต่างๆนั้นเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพราะ system 1 เก็บข้อมูลไว้เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว ทำให้เรามักจะมองเห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วความสัมพันธ์นั้นจะไม่มีอยู่จริง และเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ตาม
สุดท้าย system 1 และ 2 นั้น นอกจากจะทรงพลัง ก็อ่อนไหวอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าเรายิ้ม หรือใช้กล้ามเนื้อแบบเดียวกับการยิ้ม หรือแม้แต่ผงกหัวซ้ำๆ เรามันจะใช้ system 1 - ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราขมวดคิ้ว หรือสะบัดหัวไปทางซ้ายและขวา เราก็มักจะใช้ system 2 [ จากการทดลองให้นักศึกษาทำโจทย์ทางสถิติง่ายๆ ในขณะที่รับการทดสอบกล้ามเนื้อคอ ด้วยการสะบัดหัวไปในทิศทางต่างๆกัน นักศึกษาที่สะบัดหัวไปทางซ้ายและขวา ตอบถูกมากกว่า นักศึกษาที่สะบัดหัวขึ้นลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ]
[ พาร์ท 2 ]
หลังจากแดนนี่ปูพื้นความรู้ของ system 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว หนังสือจะพาเราไปดูอคติทางการรับรู้ (bias) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบทั้งสองกัน
Small Numbers - system 1 มักจะทึกทักเอาเองว่าเหตุการณ์เฉพาะที่เราได้พบเห็น สามารถใช้เป็น ’ตัวแทน’ เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในครั้งอื่นๆได้ ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ตามหลักสถิติ เพราะถือเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เล็กเกินไป
Anchoring Effect - คือ priming effect ในรูปแบบของตัวเลข (หรืออะไรก็ตามที่ system 1 สามารถแปลงเป็นระดับ มาก-น้อย ได้) ซึ่งการตัดสินใจของเรามักจะโน้มเอียงไปทางตัวเลขนั้น ถึงแม้ว่าเราจะรับรู้ว่าตัวเลขนั้นไม่เกี่ยวข้อง (เลขแบบสุ่ม) หรือไม่ถูกต้อง (มาก/น้อย ผิดปกติ) แต่เราแทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะ system 1 รับสารนั้นโดยอัตโนมัติและไม่สามารถย้อนความทรงจำกลับไปที่จุด ‘ไม่เคยรับสาร’ ได้
Representative Bias - เนื่องจาก system 1 ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงคุณภาพ และมักใช้หลักการ ‘ตัวแทน’ เพื่อตอบคำถามที่ยากกว่าด้วยคำถามที่ง่ายกว่า (บริษัทจะประสบความสำเร็จมั้ย? >> ผู้นำองค์กรเก่งรึปล่าว? >> ผู้นำองค์กรดูมีสง่าราศีรึปล่าว?) หลังจากได้ข้อสรุปที่ดูเป็นไปได้ system 1 ก็จะรีบหาข้อมูลอื่นๆที่เป็นไปในเชิงบวกมาสนับสนุน (เค้าเป็นที่รักของลูกน้อง หน้าตาดี และไม่ฟุ้งเฟ้อ) และรีบหาเหตุผลเพื่อแก้ต่างว่าข้อมูลในเชิงลบนั้นไม่เกี่ยวข้อง (เค้ามีปัญหาครอบครัวแต่นั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน เค้าอาจจะฉุนเฉียวแต่นั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท) - จะเห็นได้ว่าคุณลักษณะในเหตุผลสนับสนุนและแก้ต่างนั้นสามารถมองให้เป็นเชิงลบได้ทันที ซึ่งนั้นก็คือลักษณะเด่นของ system 1 - การสร้าง ‘เหตุผล’ ให้กับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล
Less is more - เมื่อ ‘ความน่าจะเป็น’ ไม่เท่ากับ ‘ความเป็นไปได้’ โดยปกติ เมื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะเข้าไปมากเท่าไหร่ [สุนัข +ตัวใหญ่ +สีดำ +มีแผลที่ตา] system 1 จะยิ่งรู้สึกว่ามี ‘ความเป็นไปได้’ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่กำหนด [สุนัขทำร้ายคน] เพราะคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นทำให้การสร้างเรื่องราวดู ‘สมเหตุสมผล’ มากยิ่งขึ้น - แต่ในทางสถิติยิ่งเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ ’ความน่าจะเป็น’ ลดลง เพราะกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ
Regression to mean - หรือการปรับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยเป็นเรื่องปกติทางสถิติซึ่งอธิบายด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ ว่าเหตุการณ์ที่ดีกว่าปกติไปมาก มักจะตามมาด้วยเหตุการณ์ที่แย่ลง (และเช่นเดียวกัน เหตุการณ์ที่แย่มากๆมักจะตามมาด้วยเหตุการณ์ที่ดีขึ้น) ซึ่งสามารถพบตัวอย่างได้ตั้งแต่เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน การทำงาน การเดินทาง อาหารที่กิน ไปจนถึงเหตุการณ์สำคัญอย่างการแข่งขันกีฬา แต่ system 1 ก็มักจะหาเหตุการณ์อื่นๆมาสร้าง ’เหตุผล’ ให้เหตุการณ์สุดโต่งเหล่านั้น และมักจะลงเอยด้วยการเข้าใจผิดว่าสามารถ ‘คาดการณ์’ เหตุการณ์เหล่านั้นได้ และเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ มากกว่าค่าความน่าจะเป็นที่แท้จริง
ถึงแม้ว่าการค้นหา ความน่าจะเป็น หรือการ ‘คาดการณ์อนาคต’ นั้น ต้องพึ่งพาการคำนวณทางสถิติเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง แต่สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มองหาข้อมูลทางสถิติโดยธรรมชาติ เนื่องจาก system 1 ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานนั้นพยายามตอบคำถามที่ยาก (สถิติ) ด้วยคำตอบที่ง่ายกว่า (ความสมเหตุสมผล) อยู่เสมอ และ system 2 ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิง “ปริมาณ" และมีความสามารถในการคำนวณก็จะไม่ถูกนำมาใช้ตราบใดที่ system 1 ยังสามารถตอบคำถามได้ (ถึงแม้ว่าจะตอบผิดคำถามก็ตาม)
ก่อนจะข้ามสู่บทถัดไป แดนนี่ก็ให้คำแนะนำเล็กๆว่า พยายามรู้ตัวให้ได้เมื่อมีโอกาสในการเผชิญกับ illusions และ bias ด้วยตัวเอง จะทำให้เราคุ้นเคยกับการเปิด system 2 เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้ในอนาคต (แบบเดียวกับที่ทริกของภาพลวงตาหลอกเราได้ครั้งเดียว) และพึงระลึกไว้เสมอว่า system 1 มักจะคาดการณ์ผิดพลาด และโดยมากมักจะสุดโต่งกว่าความเป็นจริง เมื่อรู้ตัวแล้วก็ใช้ system 2 หาค่า base rate เพื่อทำ anchoring จากนั้นจึงทำ regression to base rate อีกที
[ พาร์ท 3 ]
หลังจากปูพื้นทฤษฎีหลักและทฤษฎีย่อยเรียบร้อย แดนนี่ก็เปิดฉากพาร์ทสามอย่างออกรสด้วยการเปิดเผยความบกพร่องทางการรับรู้ของสมองผ่านมุมมองของการเข้าใจผิดในสาขาอาชีพต่างๆ
เนื่องจากสมองรับเข้าเรื่องราวใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และเมื่อข้อมูลเก่าขัดแย้งกับข้อมูลใหม่ (เช่นสิ่งที่เคยเชื่อมั่น ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง) สมอง [ ซึ่งเราจะรู้ในภายหลังว่าคือ system 1 ] จะไม่สามารถเก็บทั้ง 2 ข้อมูลที่ขัดแย้งกันได้ ดังนั้น system 1 จะทำการเลือกเก็บข้อมูลที่คิดว่า 'จริง' ที่สุดไว้ และลบข้อมูลที่ขัดแย้งทิ้งไป ผลก็คือ สมองจะเชื่อว่าเราคิดและเข้าใจเหตุการณ์ว่าเป็นแบบนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะนำมาซึ่งสิ่งที่เลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจาก system 1 จะพยายามเชื่อมโยงข้อมูล 'เท่าที่มี' ให้เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด โดยพยายามเน้นข้อมูล 'บางอย่าง' ให้มีความสำคัญมากเกินจริง ทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นว่าเราค้นพบ เหตุและผล ของเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นเสมือนกุญแจแห่งความลับสู่การพยากรณ์ (เพราะถูกเน้นให้ชัดเจนขึ้นหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว) ดังนั้นเราจึงเชื่อต่อไปอีกว่า เราน่าจะสามารถหาเหตุผลแบบเดียวกัน เพื่อที่จะคาดการณ์อนาคตได้ ทั้งๆที่แท้จริงแล้วเหตุผลนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์น้อยกว่านั้นมาก โดยแดนนี่ได้โจมตีหนังสือยอดฮิตประเภท "ลักษณะนิสัยของ CEO ที่นำมาซึ่งความสำเร็จ" ว่าคุณลักษณะของ CEO อาจจะมีผลอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงน้อยกว่า ความโชคดี และ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม น่าจะทำนายความสำเร็จได้แม่นยำกว่า ลักษณะนิสัย
ความมั่นใจที่เกิดขึ้น ถูกอธิบายด้วยหลักการทำงานของ system 1 ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความถูกต้องหรือปริมาณของข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับการที่ข้อมูลจำนวนน้อยๆ สามารถเชื่อมโยงกันจน ‘มีเหตุผล’ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากของ system 1) เมื่อความมีเหตุมีผลถูกสร้างขึ้น โดยเฉพาะจากข้อมูลที่เกิดจากการได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ภาพลวงตาของความเชื่อมั่นก็ฝังลึกลงไปใน system 1 ของเราอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ซึ่งข้อผิดพลาดนี้มักเกิดขึ้นกับผู้เชี่ยวชาญมากกว่าบุคคลทั่วไป เพราะถูกสังคมหล่อหลอมให้เชื่อว่า ยิ่งมีความรู้มาก ก็ยิ่งมีความสามารถ “เหนือกว่า” คนทั่วๆไป ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนเองมากกว่าและตกเข้าสู่กับดักของการเชื่อมั่นว่าข้อมูลเท่าที่มีใช้คาดการณ์อนาคตได้ง่ายขึ้น แดนนี่ชี้ให้เห็นถึงผลการดำเนินงานของนักวิเคราะห์หุ้น เศรษฐกิจ และการเมือง ว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าการเดาสุ่มเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักวิเคราะห์ทั้งหมดที่เชื่อถือไม่ได้ นักวิเคราะห์บางประเภทที่ตกเข้าสู่ภาพลวงตาของความเชื่อมั่นในตัวเองง่ายกว่า ไม่ใช่เพราะว่ามีความสามารถน้อยกว่านักวิเคราะห์ในสายงานอื่นๆ แต่เป็นเพราะพวกเค้าคือนักรบที่รบในสมรมูมิที่ไม่อาจเอาชนะได้ต่างหาก
แดนนี่ได้ร่วมกันหาคำตอบที่ว่า “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญคนไหน (และครั้งไหน) น่าเชื่อถือ?” ร่วมกับ แกรี่ คลีน นักจิตวิทยาที่มาจากฝั่งตรงข้าม คลีนเชื่อในสัญชาตญาณของมนุษย์ และยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า “การตัดสินใจของอัลกอริทึ่มไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการตัดสินใจของมนุษย์ (ที่เชี่ยวชาญ) ได้”
หลังจาก 7 ปีของการทำงาน (และถกเถียง) ร่วมกัน ทั้งคู่ก็ได้ค้นพบคำอธิบายที่สุดยอดนักจิตวิทยาจากสองขั้วตรงข้ามให้การยอมรับ
กฏข้อแรกคือ - ความเชี่ยวชาญในการคาดการณ์หรือทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของ ‘มนุษย์’ เกิดจากความทรงจำ ‘ที่ถูกต้อง’ ใน system 1 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเทียบเคียงเหตุการณ์ตรงหน้ากับความทรงจำด้วยเวลาเสี้ยววินาที และสามารถคาดเดาอนาคตได้ทันที เช่นเดียวกับที่ นักดับเพลิงสามารถรู้ต้นเพลิงได้ทันทีที่เหยียบเข้าบ้าน เซียนหมากรุกอ่านเกมออกทันทีที่เห็นรูปแบบหมากบนกระดาน นักวิเคราะห์ของเก่าแยกของจริงและของปลอมออกทันที และ วิสัญญีแพทย์รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติในการวางยาสลบ [ซึ่งก็จะสอดคล้องกับ Blink ของมัลคอม]
จุดร่วมของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้นำไปสู่กฏข้อที่สอง - เหตุและผลที่ทำให้เกิดสถาณการณ์เหล่านั้นต้อง ‘ตายตัว’ และสามารถฝึกฝนซ้ำๆเพื่อทำให้จดจำคอนดิชั่นของเหตุการณ์แต่ละแบบได้อย่างแม่นยำ ในส่วนนี้มีปัจจัยที่สำคัญอีกเรื่องที่แยก ผู้เชี่ยวชาญที่เราเชื่อถือได้ ออกจาก ผู้เชี่ยวชาญที่เราเชื่อถือได้ยาก นั่นก็คือความเร็วของการฟีดแบคผลลัพธ์หลังจากการคาดการณ์ เนื่องจาก system 1 เป็นระบบออโต้ไพลอทที่ว่องไวและอยู่เหนือการควบคุม การฟีดแบคโดยฉับพลัน จะทำให้จดจำ เหตุและผล ของเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง - เช่นการเดินหมากรุกและรู้ทันทีว่าเดินถูกหรือพลาดจากการรีแอคของคู่แข่งขัน หรือการเหยียบเบรกตอนเข้าโค้ง แล้วรู้ทันทีว่ารถเข้าโค้งได้ดี หรือจะไถลออกจากถนนจนเกิดอุบัติเหตุ - แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราจดจำข้อมูลคาดเคลื่อน เมื่อการคาดการณ์ได้ฟีดแบคที่ช้าลง เนื่องจากเหตุการณ์ที่ system 1 จดจำไว้ว่าเป็น ‘เหตุ’ อาจถูกเปลี่ยนแปลงจากการบันทึกข้อมูลอื่นๆทับลงไปในขณะที่รอฟีดแบค ยิ่งยาวนาน ความทรงจำของมนุษย์ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่ถูกต้อง และในที่สุดเมื่อผลลัพธ์ที่เชื่องช้าออกมาตรงกับการคาดการณ์ system 1 ก็มักจะทึกทักเอาเหตุผลบางอย่างที่จดจำได้ชัดเจนกว่ามาคาดการณ์ และ เหตุ-ผล ผิดๆ ก็คือจุดเริ่มต้นของความมั่นใจที่ผิดพลาดของผู้เชี่ยวชาญ
จากกฏทั้งสองข้อ แดนนี่และคลีนจึงได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้เชี่ยวชาญบางสาขาที่ไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่ไม่ได้มี ‘เหตุผลที่ตายตัว’ ได้ เช่น ตลาดหุ้น โอกาสในการประสบความสำเร็จของสินค้าใหม่ ทิศทางของสงคราม หรือแม้แต่การวิเคราะห์โรคที่ซับซ้อน - เพราะตลาดหุ้นนั้นแทบไม่ได้ถูกซื้อขายอยู่บนเหตุและผล และอาการบ่งชี้ของโรคบางชนิดก็ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว - ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเพียงแค่ต่อสู้อยู่ในสมรภูมิที่ไม่มีทางเอาชนะได้เท่านั้นเอง
ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเหล่านี้ อัลกอริทึ่มจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า - เช่นการวิเคราะห์ตลาดหุ้น การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ ไปจนถึงการอ่านค่าอัลตราซาวด์ - เหตุผลที่อัลกอริทึ่มสามารถทำงานประเภทนี้ได้ดีกว่าเนื่องจากการวิเคราะห์หาความน่าจะเป็นในสถาณการณ์ที่ซับซ้อนนั้นต้องใช้ความสามารถทางสถิติซึ่งทำงานตามคำสั่งของ system 2 - ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมนุษย์มักจะถูกแทรกแทรงการทำงานของ system 2 จาก system 1 อันทรงพลัง ซึ่งมักจะให้ความสนใจกับข้อมูลเชิงอารมณ์มากกว่าข้อมูลเชิงปริมาณอันน่าเบื่อ ทำให้เกิดการสร้างเหตุและผลอย่างมีอคติตามมา - ในขณะที่อัลกอริทึ่มนั้นทำตามคำสั่งทางสถิติอย่างเค่งครัดโดยที่ไม่มี system 1 มาทำให้ไขว้เขว
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้สถิติโดยสมบูรณ์ หรือ คอมพิวเตอร์อัลกอริทึ่ม ในการคาดการณ์อนาคตต้องฝ่าขวากหนามของการต่อต้านมากมายในอดีต ก่อนจะมาถึงยุค บิ๊กเดต้าในปัจจุบัน เพราะนอกจากการถูกโจมตีด้าน ‘การตัดสินใจโดยไร้มนุษยธรรมแล้ว’ ยังเป็นภัยคุกคามต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เมื่อวันนึงความสามารถที่พิเศษ กำลังจะถูกแทนที่ด้วยระบบปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ [ แต่ 20 ปีผ่านไป หลังจากการค้นพบที่ทำให้แดนนี่ได้รับโนเบล พลวัฒน์ของโลกก็ได้พาให้เรายอมรับและพัฒนาอัลกอริทึ่ม จนให้กำเนิด เอไอ และวกกลับเข้าสู่วังวนแห่งความหวาดระแวงว่า เอไอ กำลังจะทำลายมนุษยชาติอีกครั้ง ]
แล้วเป็นไปได้มั้ยที่มนุษย์จะสามารถเอาชนะอคติของ system 1 ได้?
แดนนี่แนะนำว่าก่อนอื่นมนุษย์ต้องยอมรับให้ได้ว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ในโลกใบนี้จะต้องใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของเหตุการณ์ประเภทเดียวกัน (Base Rate) - เช่นสินค้าใหม่ หรือ สตาร์ทอัพ ไม่ได้สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกโปรเจค โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นต่ำมาก - และในสถาณการณ์ที่เราต้องพยากรณ์เหตุการณ์ที่ซับซ้อน (ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้ system 2) ถึงแม้ว่า system 1 จะชอบรวบรวมข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของเรา และปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของเราโดยอัตโนมัติ จนทำให้เกิดอคติของความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป และคาดการณ์ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับ best case scenario อย่างไม่สมเหตุสมผล เราก็สามารถสั่งปิด system 1 ชั่วคราวได้ โดยบังคับตัวเองให้ 'คิดเหตุผล' ที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่สุดโต่งไปในทางตรงกันข้าม (worst case scenario) เมื่อสมองได้สร้างเหตุผลให้กับความเชื่อที่ตรงข้ามกันสองชุด system 2 จะต้องทำงานเพื่อเปรียบเทียบข้อมูล และจะทำให้เรานึกถึง Base Rate ได้ง่ายขึ้น จากนั้นให้เริ่ม Anchoring และคำนวณออกจากค่ากลาง
[ พาร์ท 4 ]
แดนนี่จะเริ่มอธิบายถึงทฤษฎีใหม่ที่เค้าคิดค้นขึ้น หลังจากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของทฤษฎีกระแสหลักต่างๆ ซึ่งหลังจากส่วนนี้ไปจะเหมือนกับหนังสือ Misbehaving ของ Thaler เลย เพราะว่าทั้ง 2 คนทำงานนี้ร่วมกัน
เริ่มจากการพัฒนาทฤษฎี หลีกเลี่ยงความเสี่ยง(หรือความไม่แน่นอน) เป็น หลีกเลี่ยงการสูญเสีย (Lose Aversion) โดยพิสูจน์ให้เห็นว่า ในมูลค่าที่เท่ากัน มนุษย์เกลียดการสูญเสียมากกว่าชอบการได้รับประมาณ 2 เท่า และมูลค่าส่วนเพิ่มของการสูญเสียหรือได้รับนั้นจะค่อยๆลดลงเมื่อมีมูลค่าตั้งต้นมากขึ้น เพราะมนุษย์รับรู้สิ่งเหล่านี้โดยเปรียบเทียบกับจุดปัจจุบัน (Reference Point)
มนุษย์หลีกหนีการสูญเสียมากกว่าวิ่งเข้าหาการได้รับตามกลไกทางธรรมชาติ [ ลิงที่เอาแต่มองหาของกินก่อนระแวดระวังสิงโตไม่อาจมีชีวิตรอดเพื่อสืบเผ่าพันธ์ต่อไปได้ ] และการสืบทอดทางพันธุกรรมที่ยาวนานก็ทำให้ system 1 มองหาเหตุการณ์ร้ายๆก่อนเสมอๆ (เราสามารถสังเกตเห็นใบหน้าของคนโกรธ 1 คนท่ามกลางใบหน้ามากมายได้ทันที แต่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนยิ้ม 1 คนท่ามกลางใบหน้าเกรี้ยวกราดได้)
การไม่ชอบสูญเสียของมนุษย์นั้น นำแดนนี่ไปค้นพบกับกฎข้อต่อไป คือเมื่อมนุษย์ 'คิดว่า' ตัวเองเป็นเจ้าของอะไรบางอย่างแล้ว ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะเพิ่มมูลค่าให้ของสิ่งนั้นขึ้นเป็นอย่างมาก และทำให้ยิ่งยึดติดกับการไม่ยอมสูญเสีย (Endownment Effect) ในทางกลับกัน ถ้ามนุษย์ไม่ได้มองว่าของสิ่งนั้นเป็นของตน ถึงแม้จะถือครองอยู่เป็นระยะเวลานาน ก็จะให้มูลค่าของการสูญเสีย 'เท่ากับการได้รับของสิ่งนั้นมาใหม่' - เช่นสินค้าสำหรับขาย
หลังจากนั้น แดนนี่ก็พัฒนา 4 folds theory ขึ้นเพื่อช่วยอธิบายว่า ทำไมบางครั้งมนุษย์ถึงยอมรับการสูญเสียเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ถึงแม้ส่วนใหญ่มนุษย์จะยอมเสี่ยงเพื่อหลีกหนีการสูญเสียก็ตาม จุดตัดสำคัญอยู่ที่ส่วนสุดขอบของความน่าจะเป็น
- เมื่อเปรียบเทียบโอกาสที่จะเกิดเรื่องดีๆขึ้น 5% กับ 0% มนุษย์จะให้มูลค่ากับโอกาส 5% สูงเป็นพิเศษ เพื่อที่จะ 'สร้างโอกาส' ขึ้นจากความไม่มีโอกาส (Posibility Effecft) - ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกับการ สร้างโอกาสที่จะไม่ต้องสูญเสีย [ ลดโอกาสการเกิดเรื่องแย่ๆ จาก 100% เป็น 95% ]
- ในทางกลับกัน เมื่อเปรียบเทียบโอกาสที่จะเกิดเรื่องดีๆขึ้น 95% กับ 100% มนุษย์จะให้มูลค่ากับโอกาสดี 100% สูงเป็นพิเศษ เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็น 'ความแน่นอน' ที่จะได้รับโอกาส หรือ 'ไม่ต้องสูญเสีย' (Certainty Effect) เพราะแม้จะยังไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่มนุษย์ก็จะสร้างความเป็นเจ้าของขึ้นกับของที่ 'เกือบจะ' เป็นของเราอยู่แล้วเช่นกัน [ ลดโอกาสการเกิดเรื่องแย่ๆ จาก 5% เป็น 0% ]
ถึงแม้สมองของมนุษย์อาจจะรับรู้ทั้ง 4 scenario นี้แตกต่างกันตาม context แต่ทางเลือกของ system 1 ค่อนข้างจะคงที่ คือมีแค่ 2 scenario ให้มูลค่าโอกาสดี 5% (ความเสี่ยง 95%) และ โอกาสดี 100% (ความเสี่ยง 0%) มากเป็นพิเศษ ทำให้สามารถยอมสูญเสียได้จำนวนมากกว่าปกติ เพื่อที่จะได้ - ลดการสูญเสียลง จาก 100 > 95% หรือ 5 > 0%
การให้ค่าโอกาส 5% มากเป็นพิเศษ ยังสอดคล้องกับนิสัย (Overweight Rare Event) ซึ่งมนุษย์มักจะประเมิณว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าปกติ (ภัยธรรมชาติร้ายแรง การก่อการร้าย ทีมนอกสายตาชนะทีมตัวเต็ง) และประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์นั้นๆจะยิ่งเพิ่มการให้น้ำหนักความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะภาพความทรงจำใน system 1 นั้นชัดเจนมาก (Vivid Event) - การเพิ่มคำบรรยายเชิงคุณลักษณะต่างๆลงไปในข้อมูลทางสถิติก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ตัวเลขที่เรียบง่ายจะทำให้ system 1 Anchoring กับตัวเลข แต่การเพิ่มข้อมูลอื่นๆลงไปในข้อความจะลดความสำคัญของตัวเลขลง เพราะ system 1 ชอบข้อมูลเชิงบรรยายมากกว่าตัวเลข และทำให้การประเมิณความเป็นไปได้เป็นไปตามหลักความ ยาก-ง่าย ของการระลึกถึงเหตุการณ์แทน
ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้มนุษย์ยิ่งหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ก็คือการที่มนุษย์รับรู้แต่ละเหตุการณ์แยกจากกัน (narrative bias) การได้ประโยชน์ในสถาณการณ์หนึ่งไม่ถูกนำมาทดแทนความสูญเสียในอีกสถาณการณ์หนึ่ง ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดอื่นๆ เช่น (Sunk Cost Effect) - ยอมสูญเสียมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสเล็กๆที่จะลดการสูญเสียนั้น หรือ (Regret Effect) - การหวาดกลัวการสูญเสียจากการตัดสินใจ จึงเลือกที่จะไม่ตัดสินใจ ทั้งๆที่จริงๆแล้วการไม่ตัดสินใจคือการเลือก 'อีกทางเลือกหนึ่ง' ที่เป็นค่า default เสมอ
การประเมิณผลได้มวลรวมจากหลายเหตุการณ์ หรือ การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของหลายๆเหตุการณ์แทนที่จะประเมิณแยกกัน จะช่วยเปิดระบบ system 2 และช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น - ทริกง่ายๆคือ การสร้างสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเปรียบเทียบกันทันทีเพื่อกระตุ้น system 2 ให้ทำงาน [ หรือลองขมวดคิ้วเยอะๆเพื่อเปิด system 2 บ่อยๆดู ]
[ พาร์ท 5 ]
แดนนี่ปิดท้ายด้วยการนำทฤษฎีไปต่อยอด เปิดทฤษฎีใหม่ 2 Selves ที่ว่าด้วย
(Experiencing Self) - system 2 ที่ค่อยรับรู้เรื่องราวต่างๆโดยละเอียดผ่านช่วงเวลา
(Remembering Self) - system 1 ผู้ที่เลือกจดจำเฉพาะเรื่องราวในจุด Peak & Ending ไม่สนใจระยะเวลา แถมยังชอบเขียนทับข้อมูลเก่าๆจนจำผิดจำถูก หรือบางทีก็จำไม่ได้ ลืมไปเลยก็มี
และแน่นอนว่า system 1 ที่ทรงพลังกว่าเป็นผู้ 'ตัดสินใจ' ในเรื่องต่างๆของชีวิต ผ่านเรื่องราวที่จำได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะ 'ชอบ' - ความเจ็บปวดที่ยาวนานแต่ค่อยๆลดลง มากกว่าความเจ็บปวดที่รุนแรงแต่จบเร็ว - หรือยอมเจ็บปวดในตอนต้นเพื่อมีความสุขในตอนท้าย มากกว่าการมีความสุขที่จบด้วยความเสียใจ - แต่นั่นเป็นเรื่องของการมองย้อนกลับ (hindsight)
เพราะเมื่อให้คาดการณ์อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น (forthsight) system 1 มักจะประเมินค่าความสุขสูงเกินจริง (แต่งงาน ซื้อรถใหม่ เริ่มงานใหม่) และประเมินความเจ็บปวดมากเกินจริง (อกหัก บาดเจ็บ ตกงาน) นั้นก็เพราะ system 1 จะเลือกเฉพาะเหตุการณ์ที่ชัดเจนมากที่สุด (Peak) และเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น (End) ซึ่งในกรณีนี้ก็คือจุดเดียวกัน - จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ -
ถึงแม้การตัดสินใจที่รอบคอบ (สำหรับเหตุการณ์ในอนาคต) ซึ่งต้องปรับลดความรู้สึกลงตามช่วงเวลา และจำเป็นต้องใช้การเปรียบเทียบและคิดคำนวณนั้น จะต้องทำผ่าน system 2 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรตัดสินใจโดยใช้ system 1 - ถ้าสถานการณ์เหล่านั้น 'มีเหตุผลตายตัว' และ 'ฝึกฝนได้' การฝึกฝน system 1 ให้แม่นยำและถูกต้อง ก็ทำให้การตัดสินใจผ่าน system 1 เป็นเรื่องสมเหตุสมผลและสร้างความได้เปรียบมากกว่า
.
.
.
แดนนี่ทิ้งท้ายให้เราเข้าใจว่าทั้ง system 1 และ 2 ต่างก็มี ข้อดี ข้อเสีย จุดเด่น และ จุดด้อยที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง และนำแต่ละ system ไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่ถูกต้องต่างหากคือสิ่งสำคัญ
system 1 : ทำงานอยู่เสมอ ว่องไว ชอบข้อมูลเชิงบรรยาย หาเหตุผลและความเชื่อมโยงเพื่อจะได้รีบสรุป คุ้นเคยกับการใช้ตัวแทนและค่าเฉลี่ย ไวต่อสิ่งผิดปกติ แต่จะทำงานต่อเนื่องไม่ยอมหยุด เมื่อมีความสุข หรือ รู้สึกปลอดภัย
Sustem 2 : ใช้พลังงานมากจึงขี้เกียจโดยธรรมชาติ ถูกตั้งค่าให้ปล่อยผ่านสิ่งปกติ และทำงานเมื่อเจอสิ่งผิดปกติ (รวมไปถึงความเศร้าและไม่ปลอดภัย) คุ้นเคยกับตัวเลข หน้าที่หลักคือการคำนวณ เปรียบเทียบ และหาผลรวม
Tuesday, January 05, 2021
รีวิว Thinking Fast & Slow || Done Author || Daniel Kahneman โดยคุณ Tossasat Rattanopassakul
Saturday, September 26, 2020
ความมั่นคงของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ
ที่มาจาก
https://www.facebook.com/Bossficial/posts/2736298859981405
เมื่อวานโทรคุยกับกรรมการบอร์ดท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การลงทุน
[คำเตือน : บทความยาว]
คุยไปคุยมาตั้งแต่เรื่องหุ้น นโยบายการเงิน ไปจนถึงเรื่องดอลลาร์สหรัฐ ที่มักจะมีประเด็นมาตลอดชาติตั้งแต่ผมเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ จนถึงตอนนี้ว่าดอลลาร์จะล่มสลายหรือไม่
ตามความเห็นผมนะ เงินดอลลาร์ในระยะสั้นจะยังคงเป็นเหมือนเดิม นับจากนี้ไปสัก 4-5 ปี มันก็ยังจะเป็นสกุลเงินที่ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลก
แต่ในระยะยาวแบบเกิน 10 ปีเป็นต้นไป อาจจะไม่แน่ว่ามันจะลดบทบาทและความสำคัญลง ซึ่งจะเป็นลักษณะใครมามีบทบาทนั้น คงตอบไม่ได้ แม้ว่าทุกคนจะเอียงไปทางหยวนของจีนก็ตาม
จริงๆมันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยโบราณที่เรื่องเงินตราของโลกนั้นมีการเปลี่ยนผ่านเรื่องอิทธิพลมาตลอด
ช่วงที่เราเห็นมากที่สุดในระยะหลังก็คือในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่เงินปอนด์ของอังกฤษ คือเงินตราที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลก เพราะปอนด์นั้นหนุนมูลค่าด้วยทองคำแล้วพิมพ์เป็นกระดาษ
นั่นคือจุดรุ่งเรืองของยุค Gold Standard ที่กระดาษเงินปอนด์มีคุณค่าเสมือนทองคำ เพียงแค่พิมพ์ออกมาใช้ให้สะดวกสบาย และเป็นยุคทองของเงินปอนด์อย่างแท้จริง
แต่นั่นก็อยู่กับอิทธิพลด้วยเช่นกันที่อังกฤษนั้นมีเมืองขึ้นทั่วโลก จนมีนามที่รู้กันคืออาณาจักรซึ่งไม่มีพระอาทิตย์ตกดิน เพราะดินแดนที่อยู่ทั่วโลกเริ่มตั้งแต่เกาะเล็กน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิค
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ปากีสถาน บางประเทศในตะวันออกกลางเช่นโอมาน คูเวต อิรัค ในแอฟริกาก็ตั้งแต่อียิปต์แล้วผ่ากลางลงมาจนถึงแอฟริกาใต้ ไปจนถึงแคนาดา และสหรัฐโซนตะวันออกตั้งแต่เหนือจรดฟลอริดา
นึกภาพตามละกันว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน และนั่นจึงเป็นที่มาของความยิ่งใหญ่และแสนยานุภาพของอังกฤษ ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่าเป็นผลทำให้เงินปอนด์นั้นมีอิทธิพลสูงที่สุด
ในขณะที่จบ Gold Standard ก็หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐพยายามวางตัวเป็นกลางแต่ก็สนับสนุนพันธมิตรมาเรื่อยๆ และจนกระทั่งเพิร์ลฮาร์เบอร์เริ่มต้นทำให้สหรัฐต้องเข้าสู่สงครามเต็มตัว จบลงที่นิวเคลียร์ฮิโรชิมา และนางาซากิ
ในเวลานั้นเองที่สหรัฐก้าวขึ้นมาสู่ผู้นำโลกอย่างแท้จริง และอิทธิพลหลังยุคอาณานิคมของอังกฤษก็สิ้นสุดลง พร้อมกับความระส่ำระสายของสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ที่ยุคนั้นพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 ที่สละราชสมบัติเพื่อแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สันกลับเป็นการสร้างความร้าวฉานอย่างหนัก
พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 ทรงสนับสนุนนาซีอย่างไม่ลับ กับพระเจ้าจอร์จที่ 6 (น้องชาย / พระชนกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร มีการล็อบบี้อย่างลับๆหากชนะสงครามโลก พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 จะถูกฟื้นให้กลับมาเป็นคิงอีกครั้ง
สามารถหาข้อมูลดูเพิ่มเติมเรื่อง Marburg Files เรื่องนี้พอไว้แค่นี้ ยิ่งเล่าจะยิ่งยาว
หลังจากนั้นสหรัฐก็สถาปนาอำนาจขึ้นมา องค์กรต่างๆเช่น สหประชาชาติ, ธนาคารโลก, IMF อะไรต่างๆ ก็เริ่มมาจากตอนนั้น และโลกก็เข้าสู่ยุคทุนนิยมเต็มตัวหลัง Bretton Woods ที่ยกเลิก Gold Standard ออกไป
คือมาตรฐานทองคำยังไงมันก็เอากลับมาอีกไม่ได้แน่นอน ทองคำในโลกที่ขุดขึ้นมาทั้งหมดมีอยู่ราว 160,000 ตัน คือมันจะไปหาทองคำมาจากไหนที่จะหนุนหลังมูลค่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนและทรัพย์สินบนโลกเราที่มีการซื้อขายนับ Trillion Dollar ต่อวัน
ดังนั้นบทสรุปที่แท้จริงคือ อำนาจอยู่ที่ใคร คนนั้นคือคนกำหนดชะตาโลก ดังเช่นอังกฤษยุคหนึ่งที่เคยกำหนดชะตานี้มาแล้ว
ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อผมไม่แน่ใจ แต่เรื่อง bitcoin จะเข้ามากำหนดชะตาตรงนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน Supply ไม่มีความเพียงพออารมณ์แบบทองคำนั่นแหละ
นอกจากนี้ระบบการเงินของโลก เราใช้เงินที่ราคา Par นั่นคือทรัพย์หนุนหลังเท่าไหร่ก็ผลิตเงินจำนวนเท่านั้น
แม้ว่าเราจะเห็นระยะหลัง ธนาคารกลางสหรัฐใช้นโยบายพิมพ์เงินก่อนแล้วไปซื้อทรัพย์สินทีหลัง แต่ท้ายที่สุดมันก็มี Asset back อยู่ดี ในขณะที่ bitcoin ที่ซื้อขายกัน ก็ Quote ราคาด้วย US Dollar เป็น Main Instrument
และมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงสูง มีความผันผวนยิ่งทำให้ส่วนนี้เห็นทีจะลำบาก และอิทธิพลดอลลาร์นั้นอยู่บนโลกโดยไขว้กับทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยน และระบบเงินตราทั่วโลก
หากดอลลาร์ล่มสลาย ทั้งโลกก็ล่มสลาย แม้กระทั่งจีนที่มีทุนสำรองสกุลดอลลาร์สูงที่สุดในโลกกว่า 3 Trillion ดอลลาร์ ก็จะล่มสลายตามกันไป ไทยเองก็เช่นเดียวกัน และมันก็จะล้มครืนลงไปทั้งหมด
คือจริงๆกว่า 80% ของการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนโลกนี้ที่เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศนั้นถูกไขว้ด้วย US Dollar กันเป็นหลัก
น้ำมันก็อ้างอิง US Dollar ตะวันออกกลางเองซึ่งเป็นผู้กำหนดชะตาพลังงานโลก ก็ยังต้องอาศัยใบบุญสหรัฐ เพราะในตะวันออกกลางก็ยังแทบจะตีกันตายห่ามาตลอดระยะ 40 ปีที่ผ่านมา
ทองคำในไทยเองก็เห็นกันชัดเจน ราคาที่กำหนดการซื้อขายแม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดค้าทองคำที่สำคัญอันดับต้นของโลก แต่เราก็ยังต้อง Quote ราคาผ่าน Gold Spot ด้วย US Dollar เป็นไทยบาทอยู่ดี
คือนึกออกปะว่า ทุกอย่างถ้าในเมื่อมันต้องผ่าน US Dollar มันก็จะเป็นกลไกว่าดอลลาร์จะยังคงเป็นส่วนสำคัญที่สุดอยู่ดี
ลองสมมติง่ายๆแค่ว่าถ้าเราซื้อทองคำ 1 ออนซ์ 2,000 ดอลลาร์ แต่อีกตลาดหนึ่งสมมติว่ายุโรป 1 ออนซ์ขายแค่ 1,500 ยูโร ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ ยูโร/ดอลลาร์ 1.19 หรือเท่ากับทองควรจะมีราคาที่ 1,680 ยูโร
นั่นจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรด้วย Arbitrage ด้วยการซื้อทองด้วยยูโรและขายทองด้วยดอลลาร์ ท้ายที่สุดราคาทั้งสองตลาดนี้จะวิ่งเข้าหากันสู่จุดดุลยภาพ
ถ้าให้พูดแบบสรุปคือระยะสั้นยังไม่มีใครมีอำนาจเหนือดอลลาร์สหรัฐ แต่ในระยะยาวก็ไม่แน่ หยวนก็มีความเป็นไปได้ แต่ลักษณะการปกครองแบบคอมมิวนิสต์นั้นคือฝ่ายตรงข้ามกับทุนนิยม
การที่จะเปิดให้หยวนเป็นค่าเงินเสรี มีความโปร่งใส มีการจัดการที่ดี มันเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เป้าหมายคือการ "ควบคุม" ไม่ใช่การปล่อยให้เป็นกลไกเสรี
ซึ่งถ้าจีนค่อยๆปรับส่วนนี้ได้ เข้าสู่ทุนนิยมได้โดยลดบทบาทความเป็นคอมมิวนิสต์ลงไปพร้อมๆกัน ผมเชื่อว่าจะค่อยๆเป็นไปได้ "อย่างช้าๆ" เพราะเรื่องพวกนี้มันเปลี่ยนชั่วข้ามคืนไม่ได้
แม้กระทั่งอังกฤษที่ถูกลดบทบาทลงก็ยังใช้เวลาในการ Transition อยู่หลายทศวรรษ
ส่วนนโยบายการเงินของ Fed เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมองว่า Fed ยังคงให้สัญญาณเล่นเกมแรง โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายทางตรงด้วยเงินเฟ้อ
และ JP (ประธานธนาคารกลางสหรัฐ) ก็ยังให้ความเห็นว่าหากเงินเฟ้อสูงขึ้น Fed ก็จะปล่อยให้เศรษฐกิจ Hot Longer หรือก็คือปล่อยให้เศรษฐกิจ ร้อนแรงยาวนานขึ้นโดยที่จะยังไม่ไปควบคุมเรื่องการดึงสภาพคล่องกลับหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าดอกเบี้ยจะ 0% จากเดิมที่ 2022 จะพิจารณาเรื่องนี้ ตอนนี้อาจจะนานถึง 2023-2024 และพยายามที่จะดันเงินเฟ้อให้ไกลกว่าเป้าหมายเดิมในระยะเวลานานขึ้น
สิ่งนี้จะกระทบอย่างไรบ้าง?
ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นจะเข้าสู่ยุค "A normal that we never used to" ขอให้ฉีกคำว่า New Normal ทิ้งไปซะ เพราะตำราใหม่นี้ ด้วยสภาพคล่องมหาศาล + อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อไปอีกหลายปี
ตลาดหุ้นที่เราเคยมองว่า P/E TTM เหมาะสมที่ 12-20 เท่า คงไม่ใช่อีกต่อไป และเราควรเลิกดู P/E TTM เนื่องจาก Q2 ที่ผ่านมามันสร้าง "หลุม" ของ Earnings ลงไป ซึ่งนั่นไม่ว่าจะมองยังไงตอนนี้ P/E TTM ทะลุไปไกลแน่นอน
ตัวที่ต้องไปดูแทนคือ Estimate P/E และหุ้นราคาถูก Est. P/E ที่ 20 เท่าก็อาจเป็นไปได้ว่านี่ก็ถือว่าราคาถูกแล้ว และ P/E ที่สูงจากคนที่เป็น Winner หลังวิกฤตก็จะยิ่งแพง เพราะคู่แข่งที่อยู่ไม่ได้นั้นตายลงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
"Premium Price to Pay" หรือก็คือผู้ชนะในเกมธุรกิจนี้จะยิ่งดีและยืนยงคงกระพันต่อไปเพราะคู่แข่งที่ตายลงทำให้บริษัทที่ว่าแข็งแกร่ง ยิ่งแข็งแกร่งเข้าไปอีก
ราคาหุ้นของ "The Best" จึงมีมูลค่าที่นักลงทุนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยเฉพาะในยุคที่เงิน 1 ล้านบาทฝากแบงค์ได้ดอกแค่ "ไม่กี่พันบาท" ต่อปี
ส่วนทองคำผมมองว่ามีแนวโน้มที่ดี การที่ Fed ให้ความเห็นว่าจะปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น นั่นแปลว่า Fed จะปล่อยให้เงินเฟ้อเดินหน้าไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม
นั่นคือสิ่งที่มองได้ว่าทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักนอกจากเป็นตัวสร้างความปลอดภัย แต่ถึงยังไงก็หนีไม่พ้นว่านี้คือโลหะชนิดหนึ่งที่เก็บแบบเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
อสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะค่อยๆกลับมา ในสหรัฐเห็นชัดจากยอดซื้อขายบ้านดีมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยกู้บ้านสหรัฐตอนนี้ต่ำเวอร์แบบสุดๆ
แต่ไม่ว่าจะตลาดหุ้นหรือทองคำหรืออสังหา ส่วนตัวผมเชื่อว่าการวิ่งต่อไปเรื่อยๆ น่าจะเริ่มไปแบบไร้เหตุผลขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งใดก็ตามที่มันวิ่งไกลจากพื้นฐานของมันไปมากๆ และเริ่มวิ่งแบบ Exponential เกิน 50 ดีกรี โดยเริ่มไม่มีคำอธิบายนอกจาก "ความโลภ" ของคนนับร้อยนับพันล้านในตลาด ที่กำลัง Enjoy Party
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ฟองสบู่"
ส่วนมันจะไปจบที่ตรงไหนนี่ผมไม่รู้ ตอบไม่ได้ แล้วมันก็จะกลับไปสู่ประโยคเดิมที่พูดมาประมาณพันล้านครั้ง "ซื้อมันได้ ก็ต้องขายมันเป็น"
คหสต, ยสตน
Friday, July 03, 2020
เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
from คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น
https://www.facebook.com/3KingdomsXihan/posts/989298494850684?__xts__[0]=68.ARCT6NCEPMzpLeCoH0tRWvjXq8HaK-OsC5ALSpC-W_uStiOQaDNZhE_KLFxicutKAAeLdTuAEKj4e-HxJ8v750BXWG8NXOOZjFp22fMZI7A38FQsCPgTCO-IaVPiKOtPmXyEzLo9SKUUW59S9bS8ewsztBJG3jQGCNu8wmWhCRLJWemJrLUSt51X5wOXtyRaffy60YoBmOK-7hk5vDCinUWg7IZKUFzE-rjPfS0zZzBLqnN1aRNdQCSG3hD07XZAhqKsnmstj7hdL7blvyspVXKxFC2QfR7fUNE1ErztPLLVASORIQOb1sIC7J8HExGxaXslaTxSqMvEWuD7gvcQLY0&__tn__=K-R
เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
.
พระเสวียนจ้าง หรือ ที่ชาวไทยคุ้นชื่อในสำเนียงว่าก พระถังซำจั๋ง เป็นพระเถราจารย์คนสำคัญของจักรวรรดิถัง ในสมัยของถังไท่จง และสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยถังเกาจง การเดินทางผจญภัยสู่ชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกสู่แผ่นดินถัง เป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองให้แก่พุทธศาสนาในแผ่นดินจีนและเอเชียตะวันออกตราบจนปัจจุบันนี้ แม้ว่าเมื่อตัดเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ที่เราคุ้นชินกันจากเรื่องไซอิ๋วออกไปแล้วก็ตาม เรื่องราวความมุ่งมั่นของพระเสวียนจ้างก็ยังคงตระการตาลึกล้ำอยู่ไม่น้อยกว่าเรื่องราวปาฏิหารย์ในเทพนิยายไซอิ๋วเลย
.
● เล่าเรียนทั่วแผ่นดิน ไม่อาจสิ้นสงสัย
.
พระเสวียนจ้าง นามเดิม เฉินฮุ้ย (Chen Hui/ 陳褘) หรือ เฉินอี (Chen Yi/ 陳禕) ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวปัญญาชน รับราชการและเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาของรัฐมาหลายชั่วอายุคน เฉินฮุ่ย (Chen Hui/ 陈惠) บิดาของเขานั้นเป็นบัณฑิตที่สมาทานลัทธิขงจื๊ออย่างเข้มข้น ต่อมาจึงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ส่วนพี่ชายคนที่สองของเฉินฮุ้ยก็ออกบวชที่วัดจิ้งถูในเมืองลั่วหยาง ในวัยเด็กเขามักไปวิ่งเล่นวัดจิ้งถูอยู่เสมอ เมื่อวัย 13 ปี จึงได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ได้สมณนามว่า “เสวียนจ้าง” มีความหมายว่าเป็นผู้ลึกซึ้งในคัมภีร์ พระเสวียนจ้าง เป็นคนฉลาดหลักแหลม ประกอบการปลูกฝังในครอบครัวนักคิดมาแต่เยาว์วัย จึงมักศึกษาพระธรรมจนลืมกินลืมนอนอยู่เสมอ จนเมื่ออายุได้ 15 ปี ก็สามารถท่องพระคัมภีร์ “เนี่ยตั้งจิง” ได้อย่างแตกฉาน
.
ช่วงปลายราชวงศ์สุยต้นราชวงศ์ถัง พระเสวียนจ้างและพี่ชายเดินทางไปศึกษาธรรมกับพระเถระหลายรูปแถบเสฉวน โดยพำนักอยู่ที่วัดคงฮุ่ย เพื่อศึกษาให้แตกฉานยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ยิ่งเรียนก็ยิ่งอยากรู้เพิ่มเติม พระเสวียนจ้างบอกลาพระพี่ชาย เดินทางสู่ดินแดนเจียงตง ใช้เวลาพำนักอยู่ที่วัดเทียนหวงเมืองจิงโจวครึ่งปี จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปยังเหอหนาน เหอเป่ย ซานตง ยิ่งศึกษาเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่าการศึกษาพระธรรมคัมภีร์ในแผ่นดินถัง ยิ่งมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องเนื้อหาที่ไม่เคลียร์ และผู้รู้ที่ยังไม่แตกฉานในธรรมได้หมดจดอย่างที่พระเสวียนจ้างกระหายใครรู้ ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากแผ่นดินต้าถังสู่ชมพูทวีป เพื่อศึกษาพระธรรมจากต้นกำเนิดที่แท้จริง
.
● ท่องแดนตะวันตก สู่ชมพูทวีป
.
พระเสวียนจ้างได้เดินทางไปศึกษาภาษาจากชาวต่างประเทศในนครฉางอาน และตระเตรียมความพร้อมเรื่องปัจจัยก่อนที่จะออกเดินทางไกล ในเวลานั้นจักรวรรดิถังมีปัญหากับเผ่าทูเจวี๋ยทางชายแดนตะวันตก การจะเดินทางออกจากต้าถังไปยังตะวันตกจึงเป็นเรื่องเข้มงวด พระเสวียนจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ท้ายที่สุดจึงลักลอบออกเดินทางไปกับคณะพ่อค้า ในเดือน 8 ค.ศ. 627
.
พระเสวียนจ้างออกเดินทางด้วยความยากลำบาก ระหว่างทางม้าที่ขี่มาก็ตายลง พระที่เดินทางมาด้วยกันก็ท้อใจเดินทางกลับเสีย เมื่อถึงด่านอวี้เหมินกวนสุดเขตแดนทางตะวันตกของแผ่นดินต้าถัง ด้วยความช่วยเหลือของหลี่ชางเจ้าเมืองกวาโจว ที่ยอมฉีกหมายจับ ปล่อยตัวพระเสวียนจ้างไป ทำให้ท่านได้ออกจากด่านอวี้เหมินกวนโดยสวัสดิภาพ
.
พระเสวียนจ้างได้รับม้าจากชายชรา และได้ชายชาวซีอวี้ผู้หนึ่งชื่อสวีจื้อถงนำทาง (คาดกันว่าสวีจื้อถงเป็นแรงบันดาลใจให้อู๋เฉิงเอินเขียนตัวละคร ซุนหงอคง ขึ้นมา) แต่กระนั้นสวีจื้อถงก็หลบหายไประหว่างทาง พระเสวียนจ้างต้องเดินทางต่อเพียงลำพัง ผ่านแว่นแคว้นและอุปสวรรคมากมาย เช่น ม้าที่ใช้ขี่มาระหว่างทางเกิดตายลง ต้องเดินเท้าผ่านทะเลทราย ประสบภาวะขาดน้ำจนเกือบมรณภาพ ถูกโจมตีจากทหารที่เฝ้าป้อม ถูกกษัตริย์แห่งแคว้นเกาชางกักตัวไว้เพราะต้องการให้พระเสวียนจ้างอยู่สั่งสอนธรรมที่แคว้นของตนเองตลอดไป และอื่น ๆ อีกมากมาย
.
● ศึกษาธรรม ณ นาลันทา
.
พระเสวียนจ้างเดินทางสู่ชมพูทวีปอย่างยากลำบาก จนในที่สุดก็บรรลุถึงชมพูทวีปในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 628 นอกจากสภาพแวดล้อมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขาแล้ว การได้มาศึกษาที่วัดนาลันทา ที่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก ณ เวลานั้น สามารถบำบัดความกระหายใคร่รู้ของเขาได้เป็นอย่างดี
.
ในวันแรกที่พระเสวียนจ้างเดินทางไปถึงนาลันทา พระสงฆ์นับพันรูป ต่างเดินทางมารอต้อนรับเขา เนื่องจากทราบข่าวว่ามีภิกษุชาวถังที่เดินทางดั้นด้นจากดินแดนอันไกลโพ้น เพื่อมาศึกษาพระธรรมจากดินแดนต้นกำเนิด เสวียนจ้างคำนับพระศีลภัทร พระเถราจารย์ผู้มีอายุ 100 กว่าปีเป็นพระอาจารย์ พระศีลภัทรซึ่งชราภาพและไม่ออกสั่งสอนศิษย์นานแล้วรับพระเสวียนจ้างเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ
.
พระศีลภัทรใช้เวลา 15 เดือน ถ่ายทอดโยคะสูตรซึ่งเป็นพระสูตรที่เข้าใจยากที่สุดต่อพระเสวียนจ้าง นอกจากพระศีลภัทรแล้ว พระเสวียนจ้างใช้เวลาศึกษากับพระอาจารย์และภิกษุผู้รู้ท่านอื่น ๆ อยู่ในนาลันทาเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นจึงเดินทางสู่ทางตอนใต้ของอินเดียเพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม
.
● จาริกทั่วชมพูทวีป เป็นพระอาจารย์ที่นาลันทา
.
ภายหลังจากการศึกษาจากนาลันทา พระเสวียนจ้างออกจาริกทั่วแผ่นดินชมพูทวีปอีกเป็นเวลา 6 ปี ผ่านแว้นแคว้นใหญ่น้อยนับร้อยแคว้น ไปคำนับยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา จึงวนกลับมาที่นาลันทาอีกครั้ง พระอาจารย์ศีลภัทรมอบหมายให้พระเสวียนจ้างสอนคัมภีร์มหายานสัมปริครหศาสตร์แก่พระรูปอื่น ๆ
.
ในครั้งนั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่ง มาเขียนทฤษฎี 10 ประการแปะไว้ที่ประตูนาลันทา ท้าทายบรรดาภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาในนาลันทาว่าหากใครล้มทฤษฎีเหล่านี้ได้ เขาจะยอมตัดศีรษะตัวเอง ทว่าก็ไม่มีใครสามารถโต้งแย้งทฤษฎีของพราหมณ์คนนี้ลงได้ พระเสวียนจ้างอาสาโต้แย้งทฤษฎีดังกล่าวของพราหมณ์ โดยมีพระอาจารย์ศีลภัทรเป็นพยานในการโต้กถาธรรมในครั้งนี้ ท้ายที่สุดพราหมณ์เป็นพ่ายยอมแพ้ พระเสวียนจ้างไม่ลงโทษเอาชีวิตพราหมณ์ตามที่เขาประกาศไว้ พราหมณ์จึงติดตามรับใช้ท่าน
.
คำสอนของพระเสวียนจ้างเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น กษัตริย์หรรษาวรรธนะและกษัตริย์กุมารราชาทรงเลื่อมใสมาก ทั้งสองพระองค์ทรงร่วมกันจัดงานชุมนุมพระพุทศาสนาครั้งใหญ่ขึ้นที่เมืองกันยากุพชะ ในปี ค.ศ. 642 กษัตริย์ 18 แคว้นมาร่วมงาน รวมทั้งมีพระสงฆ์ชั้นสูงกว่า 3,000 รูป พระสงฆ์ที่ศึกษาอยู่ที่นาลันทากว่า 3,000 รูป และนักบวชในศาสนาอื่นอีกกว่า 2,000 คน เป็นการรวมตัวบุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดีย
.
พระเสวียนจ้างได้รับเชิญให้แสดงธรรมซึ่งส่วนมากเป็นคำสอนทางมหายาน และได้เขียนคัมภีร์มหายานสมปริตรศาสตร์ติดไว้ที่นอกงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้ามาถกเถียงได้ แต่ตลอดระยะเวลา 18 วัน ของการจัดงาน ไม่ปรากฏว่ามีใครโต้แย้งข้อเขียนของพระเสวียนจ้างเลย ถือได้ว่าในงานนี้พระเสวียนจ้างนำเสนอทั้งแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์อย่างครบถ้วน กษัตริย์หลายแคว้นและผู้เข้าร่วมงานหลายคนศรัทธาในตัวเขามาก มอบรางวัลจำนวนมากให้แก่เขา แต่พระเสวียนจ้างก็แจกจ่ายทรัพย์เหล่านั้นให้แก่ผู้ยากจนทั้งหมด ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วทั้งชมพูทวีป
.
● คืนสู่จักรวรรดิถัง มุ่งมั่นแปลพระไตรปิฎก
.
แม้จะอุดมไปด้วยชื่อเสียงในชมพูทวีป และมีข้อเสนอจากกษัตริย์อินเดียหลายแคว้นที่ต้องการให้พระเสวียนจ้างไปถ่ายทอดธรรมแก่ราษฎรของตน บางแคว้นจึงกับเสนอจะสร้างวัดให้ถึง 10 แห่ง แต่ในใจของพระเสวียนจ้างยังคงคิดถึงแผ่นดินถังบ้านเกิดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกษัตริย์หรรษาวรรธนะพยายามรั้งตัวเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อไม่อาจรั้งต่อไปได้แล้ว กษัตริย์หรรษาวรรธนะจึงจัดขบวนคาราวานส่งพระเสวียนจ้าง บรรดาคนที่มาส่งพระเสวียนจ้างต่างหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยรัก
.
ต้นปี ค.ศ. 645 พระเสวียนจ้างนำพระไตรปิฎกกว่า 650 เล่ม กลับสู่ดินแดนถัง เมื่อขาไป เขาออกไปอย่างคนผิดกฎหมาย แต่เมื่อกลับมาเขาได้รับการต้อนรับอย่งเอิกเกริกจากจักรพรรดิถังไท่จงและประชาชนชาวถัง พระเสวียนจ้างเล่าเรื่องการเดินทางและการศึกษาของเขาให้ถังไท่จงฟัง ถังไท่จงชักชวนให้เขาสึกมาช่วยราชการ แต่เขาปฏิเสธ
.
พระเสวียนจ้างทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน ถังไท่จงได้จัดวัดต้าฉือเอิน (วัดมหาการุณยาราม) ให้เป็นที่สำหรับทำงานแปลของพระเสวียนจ้าง จนล่วงมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิถังเกาจง ก็ได้สร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ที่วัดแห่งนี้ ภายหลังการทุ่มเทให้กับงานแปลและเผยแพร่ศาสนามายาวนา พระเสวียนจ้างก็มรณภาพลงใน เดือน 2 ปี ค.ศ. 664
.
พระเสวียนจ้างได้บันทึกการเดินทางไปทางตะวันตกและการจาจิกไปทั่วชมพูทวีป เป็นหนังสือในชื่อว่า “ต้าถังซีอวี้จี้” หรือ “บันทึกเรื่องอัสดงคตประเทศแห่งมหาราชวงศ์ถัง” ให้ข้อมูลแว่นแคว้นที่พระเสวียนจ้างได้จาริกไปรวม 111 แคว้น และที่ได้ยินมาอีก 28 แคว้น ส่วนเรื่องราวประวัติของพระเสวียนจ้างได้รับการท่ายทอดจากภิกษุฮุ่ยลี่ ศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านต่อมา ในหนังสือชื่อ “ต้าถังต้าฉือเอินซื่อซันจั้งฝ่าซือจ้วน” หรือ “ประวัติพระเสวียนจ้างแห่งมหาการุณยารามในมหาราชวงศ์ถัง” หนังสือทั้งสองเป็นต้นเค้าให้นักประพันธ์ยุคราชวงศ์หมิง นาม อู่เฉิงเอิน นำมาต่อเติมเสริมแต่ง เพิ่มอิทธิปาฏิหารย์ สอดแทรกคติธรรม จนกลายเป็นเรื่อง “ซีโหยวจี้” (ท่องแดนตะวันตก) ที่เรารู้จักกันในชื่อเรื่อง “ไซอิ๋ว” 1 ใน 4 วรรณกรรมเอกของจีน ที่เลื่องลืออยู่ตราบจนทุกวันนี้
.
เรียบเรียงจาก
เกร็ดประวัติศาสตร์จีน 5,000 ปี, ไอรีน แป
https://www.matichonweekly.com/column/article_267897
from คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น
https://www.facebook.com/3KingdomsXihan/posts/989298494850684?__xts__[0]=68.ARCT6NCEPMzpLeCoH0tRWvjXq8HaK-OsC5ALSpC-W_uStiOQaDNZhE_KLFxicutKAAeLdTuAEKj4e-HxJ8v750BXWG8NXOOZjFp22fMZI7A38FQsCPgTCO-IaVPiKOtPmXyEzLo9SKUUW59S9bS8ewsztBJG3jQGCNu8wmWhCRLJWemJrLUSt51X5wOXtyRaffy60YoBmOK-7hk5vDCinUWg7IZKUFzE-rjPfS0zZzBLqnN1aRNdQCSG3hD07XZAhqKsnmstj7hdL7blvyspVXKxFC2QfR7fUNE1ErztPLLVASORIQOb1sIC7J8HExGxaXslaTxSqMvEWuD7gvcQLY0&__tn__=K-R
เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
.
พระเสวียนจ้าง หรือ ที่ชาวไทยคุ้นชื่อในสำเนียงว่าก พระถังซำจั๋ง เป็นพระเถราจารย์คนสำคัญของจักรวรรดิถัง ในสมัยของถังไท่จง และสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยถังเกาจง การเดินทางผจญภัยสู่ชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกสู่แผ่นดินถัง เป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองให้แก่พุทธศาสนาในแผ่นดินจีนและเอเชียตะวันออกตราบจนปัจจุบันนี้ แม้ว่าเมื่อตัดเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ที่เราคุ้นชินกันจากเรื่องไซอิ๋วออกไปแล้วก็ตาม เรื่องราวความมุ่งมั่นของพระเสวียนจ้างก็ยังคงตระการตาลึกล้ำอยู่ไม่น้อยกว่าเรื่องราวปาฏิหารย์ในเทพนิยายไซอิ๋วเลย
.
● เล่าเรียนทั่วแผ่นดิน ไม่อาจสิ้นสงสัย
.
พระเสวียนจ้าง นามเดิม เฉินฮุ้ย (Chen Hui/ 陳褘) หรือ เฉินอี (Chen Yi/ 陳禕) ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวปัญญาชน รับราชการและเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาของรัฐมาหลายชั่วอายุคน เฉินฮุ่ย (Chen Hui/ 陈惠) บิดาของเขานั้นเป็นบัณฑิตที่สมาทานลัทธิขงจื๊ออย่างเข้มข้น ต่อมาจึงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ส่วนพี่ชายคนที่สองของเฉินฮุ้ยก็ออกบวชที่วัดจิ้งถูในเมืองลั่วหยาง ในวัยเด็กเขามักไปวิ่งเล่นวัดจิ้งถูอยู่เสมอ เมื่อวัย 13 ปี จึงได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ได้สมณนามว่า “เสวียนจ้าง” มีความหมายว่าเป็นผู้ลึกซึ้งในคัมภีร์ พระเสวียนจ้าง เป็นคนฉลาดหลักแหลม ประกอบการปลูกฝังในครอบครัวนักคิดมาแต่เยาว์วัย จึงมักศึกษาพระธรรมจนลืมกินลืมนอนอยู่เสมอ จนเมื่ออายุได้ 15 ปี ก็สามารถท่องพระคัมภีร์ “เนี่ยตั้งจิง” ได้อย่างแตกฉาน
.
ช่วงปลายราชวงศ์สุยต้นราชวงศ์ถัง พระเสวียนจ้างและพี่ชายเดินทางไปศึกษาธรรมกับพระเถระหลายรูปแถบเสฉวน โดยพำนักอยู่ที่วัดคงฮุ่ย เพื่อศึกษาให้แตกฉานยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ยิ่งเรียนก็ยิ่งอยากรู้เพิ่มเติม พระเสวียนจ้างบอกลาพระพี่ชาย เดินทางสู่ดินแดนเจียงตง ใช้เวลาพำนักอยู่ที่วัดเทียนหวงเมืองจิงโจวครึ่งปี จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปยังเหอหนาน เหอเป่ย ซานตง ยิ่งศึกษาเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่าการศึกษาพระธรรมคัมภีร์ในแผ่นดินถัง ยิ่งมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องเนื้อหาที่ไม่เคลียร์ และผู้รู้ที่ยังไม่แตกฉานในธรรมได้หมดจดอย่างที่พระเสวียนจ้างกระหายใครรู้ ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากแผ่นดินต้าถังสู่ชมพูทวีป เพื่อศึกษาพระธรรมจากต้นกำเนิดที่แท้จริง
.
● ท่องแดนตะวันตก สู่ชมพูทวีป
.
พระเสวียนจ้างได้เดินทางไปศึกษาภาษาจากชาวต่างประเทศในนครฉางอาน และตระเตรียมความพร้อมเรื่องปัจจัยก่อนที่จะออกเดินทางไกล ในเวลานั้นจักรวรรดิถังมีปัญหากับเผ่าทูเจวี๋ยทางชายแดนตะวันตก การจะเดินทางออกจากต้าถังไปยังตะวันตกจึงเป็นเรื่องเข้มงวด พระเสวียนจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ท้ายที่สุดจึงลักลอบออกเดินทางไปกับคณะพ่อค้า ในเดือน 8 ค.ศ. 627
.
พระเสวียนจ้างออกเดินทางด้วยความยากลำบาก ระหว่างทางม้าที่ขี่มาก็ตายลง พระที่เดินทางมาด้วยกันก็ท้อใจเดินทางกลับเสีย เมื่อถึงด่านอวี้เหมินกวนสุดเขตแดนทางตะวันตกของแผ่นดินต้าถัง ด้วยความช่วยเหลือของหลี่ชางเจ้าเมืองกวาโจว ที่ยอมฉีกหมายจับ ปล่อยตัวพระเสวียนจ้างไป ทำให้ท่านได้ออกจากด่านอวี้เหมินกวนโดยสวัสดิภาพ
.
พระเสวียนจ้างได้รับม้าจากชายชรา และได้ชายชาวซีอวี้ผู้หนึ่งชื่อสวีจื้อถงนำทาง (คาดกันว่าสวีจื้อถงเป็นแรงบันดาลใจให้อู๋เฉิงเอินเขียนตัวละคร ซุนหงอคง ขึ้นมา) แต่กระนั้นสวีจื้อถงก็หลบหายไประหว่างทาง พระเสวียนจ้างต้องเดินทางต่อเพียงลำพัง ผ่านแว่นแคว้นและอุปสวรรคมากมาย เช่น ม้าที่ใช้ขี่มาระหว่างทางเกิดตายลง ต้องเดินเท้าผ่านทะเลทราย ประสบภาวะขาดน้ำจนเกือบมรณภาพ ถูกโจมตีจากทหารที่เฝ้าป้อม ถูกกษัตริย์แห่งแคว้นเกาชางกักตัวไว้เพราะต้องการให้พระเสวียนจ้างอยู่สั่งสอนธรรมที่แคว้นของตนเองตลอดไป และอื่น ๆ อีกมากมาย
.
● ศึกษาธรรม ณ นาลันทา
.
พระเสวียนจ้างเดินทางสู่ชมพูทวีปอย่างยากลำบาก จนในที่สุดก็บรรลุถึงชมพูทวีปในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 628 นอกจากสภาพแวดล้อมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขาแล้ว การได้มาศึกษาที่วัดนาลันทา ที่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก ณ เวลานั้น สามารถบำบัดความกระหายใคร่รู้ของเขาได้เป็นอย่างดี
.
ในวันแรกที่พระเสวียนจ้างเดินทางไปถึงนาลันทา พระสงฆ์นับพันรูป ต่างเดินทางมารอต้อนรับเขา เนื่องจากทราบข่าวว่ามีภิกษุชาวถังที่เดินทางดั้นด้นจากดินแดนอันไกลโพ้น เพื่อมาศึกษาพระธรรมจากดินแดนต้นกำเนิด เสวียนจ้างคำนับพระศีลภัทร พระเถราจารย์ผู้มีอายุ 100 กว่าปีเป็นพระอาจารย์ พระศีลภัทรซึ่งชราภาพและไม่ออกสั่งสอนศิษย์นานแล้วรับพระเสวียนจ้างเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ
.
พระศีลภัทรใช้เวลา 15 เดือน ถ่ายทอดโยคะสูตรซึ่งเป็นพระสูตรที่เข้าใจยากที่สุดต่อพระเสวียนจ้าง นอกจากพระศีลภัทรแล้ว พระเสวียนจ้างใช้เวลาศึกษากับพระอาจารย์และภิกษุผู้รู้ท่านอื่น ๆ อยู่ในนาลันทาเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นจึงเดินทางสู่ทางตอนใต้ของอินเดียเพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม
.
● จาริกทั่วชมพูทวีป เป็นพระอาจารย์ที่นาลันทา
.
ภายหลังจากการศึกษาจากนาลันทา พระเสวียนจ้างออกจาริกทั่วแผ่นดินชมพูทวีปอีกเป็นเวลา 6 ปี ผ่านแว้นแคว้นใหญ่น้อยนับร้อยแคว้น ไปคำนับยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา จึงวนกลับมาที่นาลันทาอีกครั้ง พระอาจารย์ศีลภัทรมอบหมายให้พระเสวียนจ้างสอนคัมภีร์มหายานสัมปริครหศาสตร์แก่พระรูปอื่น ๆ
.
ในครั้งนั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่ง มาเขียนทฤษฎี 10 ประการแปะไว้ที่ประตูนาลันทา ท้าทายบรรดาภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาในนาลันทาว่าหากใครล้มทฤษฎีเหล่านี้ได้ เขาจะยอมตัดศีรษะตัวเอง ทว่าก็ไม่มีใครสามารถโต้งแย้งทฤษฎีของพราหมณ์คนนี้ลงได้ พระเสวียนจ้างอาสาโต้แย้งทฤษฎีดังกล่าวของพราหมณ์ โดยมีพระอาจารย์ศีลภัทรเป็นพยานในการโต้กถาธรรมในครั้งนี้ ท้ายที่สุดพราหมณ์เป็นพ่ายยอมแพ้ พระเสวียนจ้างไม่ลงโทษเอาชีวิตพราหมณ์ตามที่เขาประกาศไว้ พราหมณ์จึงติดตามรับใช้ท่าน
.
คำสอนของพระเสวียนจ้างเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น กษัตริย์หรรษาวรรธนะและกษัตริย์กุมารราชาทรงเลื่อมใสมาก ทั้งสองพระองค์ทรงร่วมกันจัดงานชุมนุมพระพุทศาสนาครั้งใหญ่ขึ้นที่เมืองกันยากุพชะ ในปี ค.ศ. 642 กษัตริย์ 18 แคว้นมาร่วมงาน รวมทั้งมีพระสงฆ์ชั้นสูงกว่า 3,000 รูป พระสงฆ์ที่ศึกษาอยู่ที่นาลันทากว่า 3,000 รูป และนักบวชในศาสนาอื่นอีกกว่า 2,000 คน เป็นการรวมตัวบุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดีย
.
พระเสวียนจ้างได้รับเชิญให้แสดงธรรมซึ่งส่วนมากเป็นคำสอนทางมหายาน และได้เขียนคัมภีร์มหายานสมปริตรศาสตร์ติดไว้ที่นอกงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้ามาถกเถียงได้ แต่ตลอดระยะเวลา 18 วัน ของการจัดงาน ไม่ปรากฏว่ามีใครโต้แย้งข้อเขียนของพระเสวียนจ้างเลย ถือได้ว่าในงานนี้พระเสวียนจ้างนำเสนอทั้งแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์อย่างครบถ้วน กษัตริย์หลายแคว้นและผู้เข้าร่วมงานหลายคนศรัทธาในตัวเขามาก มอบรางวัลจำนวนมากให้แก่เขา แต่พระเสวียนจ้างก็แจกจ่ายทรัพย์เหล่านั้นให้แก่ผู้ยากจนทั้งหมด ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วทั้งชมพูทวีป
.
● คืนสู่จักรวรรดิถัง มุ่งมั่นแปลพระไตรปิฎก
.
แม้จะอุดมไปด้วยชื่อเสียงในชมพูทวีป และมีข้อเสนอจากกษัตริย์อินเดียหลายแคว้นที่ต้องการให้พระเสวียนจ้างไปถ่ายทอดธรรมแก่ราษฎรของตน บางแคว้นจึงกับเสนอจะสร้างวัดให้ถึง 10 แห่ง แต่ในใจของพระเสวียนจ้างยังคงคิดถึงแผ่นดินถังบ้านเกิดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกษัตริย์หรรษาวรรธนะพยายามรั้งตัวเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อไม่อาจรั้งต่อไปได้แล้ว กษัตริย์หรรษาวรรธนะจึงจัดขบวนคาราวานส่งพระเสวียนจ้าง บรรดาคนที่มาส่งพระเสวียนจ้างต่างหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยรัก
.
ต้นปี ค.ศ. 645 พระเสวียนจ้างนำพระไตรปิฎกกว่า 650 เล่ม กลับสู่ดินแดนถัง เมื่อขาไป เขาออกไปอย่างคนผิดกฎหมาย แต่เมื่อกลับมาเขาได้รับการต้อนรับอย่งเอิกเกริกจากจักรพรรดิถังไท่จงและประชาชนชาวถัง พระเสวียนจ้างเล่าเรื่องการเดินทางและการศึกษาของเขาให้ถังไท่จงฟัง ถังไท่จงชักชวนให้เขาสึกมาช่วยราชการ แต่เขาปฏิเสธ
.
พระเสวียนจ้างทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน ถังไท่จงได้จัดวัดต้าฉือเอิน (วัดมหาการุณยาราม) ให้เป็นที่สำหรับทำงานแปลของพระเสวียนจ้าง จนล่วงมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิถังเกาจง ก็ได้สร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ที่วัดแห่งนี้ ภายหลังการทุ่มเทให้กับงานแปลและเผยแพร่ศาสนามายาวนา พระเสวียนจ้างก็มรณภาพลงใน เดือน 2 ปี ค.ศ. 664
.
พระเสวียนจ้างได้บันทึกการเดินทางไปทางตะวันตกและการจาจิกไปทั่วชมพูทวีป เป็นหนังสือในชื่อว่า “ต้าถังซีอวี้จี้” หรือ “บันทึกเรื่องอัสดงคตประเทศแห่งมหาราชวงศ์ถัง” ให้ข้อมูลแว่นแคว้นที่พระเสวียนจ้างได้จาริกไปรวม 111 แคว้น และที่ได้ยินมาอีก 28 แคว้น ส่วนเรื่องราวประวัติของพระเสวียนจ้างได้รับการท่ายทอดจากภิกษุฮุ่ยลี่ ศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านต่อมา ในหนังสือชื่อ “ต้าถังต้าฉือเอินซื่อซันจั้งฝ่าซือจ้วน” หรือ “ประวัติพระเสวียนจ้างแห่งมหาการุณยารามในมหาราชวงศ์ถัง” หนังสือทั้งสองเป็นต้นเค้าให้นักประพันธ์ยุคราชวงศ์หมิง นาม อู่เฉิงเอิน นำมาต่อเติมเสริมแต่ง เพิ่มอิทธิปาฏิหารย์ สอดแทรกคติธรรม จนกลายเป็นเรื่อง “ซีโหยวจี้” (ท่องแดนตะวันตก) ที่เรารู้จักกันในชื่อเรื่อง “ไซอิ๋ว” 1 ใน 4 วรรณกรรมเอกของจีน ที่เลื่องลืออยู่ตราบจนทุกวันนี้
.
เรียบเรียงจาก
เกร็ดประวัติศาสตร์จีน 5,000 ปี, ไอรีน แป
https://www.matichonweekly.com/column/article_267897
Friday, February 14, 2020
ถ้าไม่ถึงฝั่ง ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรแห่งสงสาร
from https://www.facebook.com/kornkitd/posts/10156834392541954
ชั่วขณะหนึ่งเหมือนความฝัน
ในคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์กล่าวว่า แม้คนๆ หนึ่งได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ มีความกรุณาอันยิ่งใหญ่ คิดจะเกิดแล้วเกิดอีกเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ก็ได้อย่าได้ประมาทไป ท่านเตือนว่า "เป็นเรื่องไม่ฉลาด" ที่หวังจะทำแบบนั้น
เพราะหากยังไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ชั้น "อนุปัตติกธรรมกษานติ" (無生法忍) คือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดแล้ว เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งจะต้องตกเป็นทาสของรูปและเสียง ทาสของลาภยศสวรรเสริญเอาง่ายๆ
กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ทำกุศลช่วยเหลือสรรพสัตว์ แม้แต่ตัวเองยังช่วยให้พ้นอบายไม่ได้
ต่อให้เกิดมาแล้วพบครูบาอาจารย์ช่วยชี้นำ แต่หลงในโลกียะ หลงในอำนาจ อิทธิพล ก็จะก่อกรรมชั่วตกสู่อบายไปอีกหลายโกฏิภพชาติ
ดังนั้นหากยังอินทรีย์ยังไม่แก้กล้าต่อกิเลส ต่อให้เป็นนักบุญในชาติภพนี้ ก็อาจหลงแสงสีกลายเป็นมารได้ในชาติภพหน้า
ท่านฮะคุอิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า
ท่านหยุนเหมิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ ชาติก่อนเคยได้สดับพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์บนเขาคิชฌกูฏ ด้วยกุศลนั้นทำให้เกิดเป็นราชาถึง 3 ชาติ แต่กลับลืมอภิญญาที่ฝึกฝนได้มาครั้งพุทธกาลไปหมดสิ้น
พระเถระอู๋จู่ เป็นผู้ปราดเปรื่องในธรรมมีสมณศักดิ์สูงส่ง แต่ตายแล้วไม่ได้ไปไหน กลับมาเกิดใหม่เป็นซูตงพอ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง
พระวินยาจารย์ต้าวเซวียน แห่งหนานเยว่ แม้มีเชี่ยวชาญในพระธรรมคนเคารพนับถือมากมายในประเทศจีน เมื่อตายแล้วมิได้บรรลุธรรมแต่กลับมาเกิดใหม่เป็นโชกุนชาวญี่ปุ่น คือ มินาโมโตะ ซาเนโตโมะ วนเวียนกับเรื่องทางโลกจนสิ้นชีวิตไป
พระเถระไรโชโบ ผู้ธุดงค์ไปทั่วญี่ปุ่นในยุคโบราณ เป็นผู้ปราดเปรื่องและทรงคุณธรรม ตายแล้วไม่พ้นสังสารวัฏ กลับมาเกิดเป็นโชกุนมินาโมโตะ โยริโตโมะ สิ้นโอกาสที่จะบำเพ็ญบารมีไป
และในสมัยโบราณมีพระรูปหนึ่งแห่งเทือกเขาฮิเออันศักดิ์สิทธิ์ ตายแล้วมาเกิดใหม่เป็นไทระ คิโยโมริ ผู้เรืองอำนาจในยุคเฮอัน
เมื่อเกิดเป็นคิโยโมริ มิได้เหลือเค้าสันดานพระแต่ชาติก่อน สิ้นมหากรุณาไปหมด ทั้งยังกำราบศัตรูอย่างเหี้ยมโหด สั่งให้เผาวัดโทไดจิ ทำลายหลวงพ่อโตจนพินาศ วิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเหลือแต่เถ้าถ่าน พระศอและพระกรของหลวงพ่อโตหลอมเพราะไฟจนถล่มลงมา น่าเวทนายิ่ง
เพราะกรรมเผาหลวงพ่อโตโทไดจิ ก่อนจะตายคิโยโมริต้องทุรนทุรายเพราะไอร้อนจากไข้นานหลายสิบวัน ร้อนขนาดคนเข้าไปใกล้ๆ ไม่ได้ เมื่อหย่อนลงน้ำไป น้ำยังเดือดจนกลายเป็นไอจนหมดสิ้น
ร้อนปานนรกขนาดนันแต่คิโยโมริไม่ตาย
คืนหนึ่งคุณหญิงของคิโยโมริฝันไปว่า มีรถม้าที่ไฟลุกโชนเข้ามาในประตูคฤหาสน์ของนางโดยไม่มีคนขับและด้านหน้ากับด้านหลังมีอสุรกายสองตนยืนอยู่มีศีรษะเป็นวัวอีกตนหนึ่งศีรษะเป็นม้า ที่ด้านหน้ารถม้าปรากฏป้ายเหล็กจารึกด้วยอักขระตัวเดียวว่า "มู" (無) แปลว่า "ไม่มี"
ยมทูตกล่าวว่า "เพราะกรรมอันชั่วร้ายของอัครมหาเสนาบดีพรตสกุลเฮเกะนั้นใหญ่หลวงนัก รถม้านี้จึงมารับเขาไปยังพระราชวังแห่งพญายมราชผู้น่าสะพรึง"
นางถามต่อว่า "แล้วแผ่นป้ายนั้นมีความหมายว่าอะไร?"
ยมทูต ตอบว่า "เนื่องจากความผิดมหันต์จากการเผาพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อันมหึมาแห่งองค์ไวโรจนะสูงหนึ่งร้อยหกสิบศอก พญายมราชจึงมีโองการว่าจะส่งเขาไปลงนรกขุมอเวจีที่ร้อนที่สุดจักต้องตายแล้วเกิดใหม่ที่นั่นไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นจึงเขียนอักขระ "ไม่มี" เอาไว้ก่อน แล้วจึงตามด้วยอัขระคำว่า "หยุด" ในภายหลัง
ในบันทึก "เฮเกะโมโนกาตาริกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "เขาตายอย่างเจ็บปวดในที่สุด"
ผมจำไม่ได้ว่าอ่านพบที่ไหน คิโยโมรินั้นอาจบำเพ็ญวิถีโพธิสัตว์จึงเกิดเป็นภิกษุบำเพ็ญธรรม แต่เพราะยังไม่ถึงที่สุดของความเป็นโพธิสัตว์ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันแห่งกิเลส บุญจึงนำพามาเกิดมาเป็นผู้มีบารมี
เมื่อเป็นใหญ่ในชาติภพนี้ลืมความดีที่ได้ทำ เสวยบุญเก่าพร้อมกับทำบาปกรรมจนบุญเหือดแห้งไป ในที่สุดก็ต้องไปอยู่ในนรก "ไม่มีหยุด"
ท่านฮะคุอิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่สอนว่า มหากรุณาเปรียบดังน้ำมันหล่อเลี้ยงโพธิจิตไม่ให้ดับ ตราบใดที่ยังมีน้ำมันนี้ ต่อให้อยู่ท่ามกลางคนชั่วนับหมื่น ประทีปก็ไม่มีวันดับ แต่หากสิ้นซึ่งน้ำมันแล้ว ต่อให้ไม่มีลมมันก็ดับ
เมื่อดับแล้วก็จะพาให้จิตที่เคยมุ่งมันในกุศล หลงไหลในแสงสี มัวเมาในอำนาจ ก่อกรรมทำเข็ญ หลงในสังสารวัฏชั้นต่ำไปอีกนาน
ใดๆ ในโลกนี้ไม่เที่ยง ดังวรรทองจากบันทึกเฮเกะโมโนกาตาริ กล่าวว่า
"เสียงระฆังของวัดเชตวันวิหาร (กิองโชจา) สะท้อนถึงความไม่จีรังของสรรพสิ่ง เลื่อมสีสันของดอกสาละประกาศว่าผู้ใดที่เบ่งบานได้ก็มีวันที่จะโรยราได้ ผู้มีความภาคภูมิก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเหมือนความฝันยามสายัณฑ์ของวสัตฤดู ผู้เรืองอำนาจถูกทำลายในท้ายที่สุด กลายเป็นธุลีเบื้องหน้าสายลม"
ชั่วขณะหนึ่งเหมือนความฝัน
ในคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์กล่าวว่า แม้คนๆ หนึ่งได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ มีความกรุณาอันยิ่งใหญ่ คิดจะเกิดแล้วเกิดอีกเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ก็ได้อย่าได้ประมาทไป ท่านเตือนว่า "เป็นเรื่องไม่ฉลาด" ที่หวังจะทำแบบนั้น
เพราะหากยังไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ชั้น "อนุปัตติกธรรมกษานติ" (無生法忍) คือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดแล้ว เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งจะต้องตกเป็นทาสของรูปและเสียง ทาสของลาภยศสวรรเสริญเอาง่ายๆ
กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ทำกุศลช่วยเหลือสรรพสัตว์ แม้แต่ตัวเองยังช่วยให้พ้นอบายไม่ได้
ต่อให้เกิดมาแล้วพบครูบาอาจารย์ช่วยชี้นำ แต่หลงในโลกียะ หลงในอำนาจ อิทธิพล ก็จะก่อกรรมชั่วตกสู่อบายไปอีกหลายโกฏิภพชาติ
ดังนั้นหากยังอินทรีย์ยังไม่แก้กล้าต่อกิเลส ต่อให้เป็นนักบุญในชาติภพนี้ ก็อาจหลงแสงสีกลายเป็นมารได้ในชาติภพหน้า
ท่านฮะคุอิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า
ท่านหยุนเหมิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ ชาติก่อนเคยได้สดับพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์บนเขาคิชฌกูฏ ด้วยกุศลนั้นทำให้เกิดเป็นราชาถึง 3 ชาติ แต่กลับลืมอภิญญาที่ฝึกฝนได้มาครั้งพุทธกาลไปหมดสิ้น
พระเถระอู๋จู่ เป็นผู้ปราดเปรื่องในธรรมมีสมณศักดิ์สูงส่ง แต่ตายแล้วไม่ได้ไปไหน กลับมาเกิดใหม่เป็นซูตงพอ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง
พระวินยาจารย์ต้าวเซวียน แห่งหนานเยว่ แม้มีเชี่ยวชาญในพระธรรมคนเคารพนับถือมากมายในประเทศจีน เมื่อตายแล้วมิได้บรรลุธรรมแต่กลับมาเกิดใหม่เป็นโชกุนชาวญี่ปุ่น คือ มินาโมโตะ ซาเนโตโมะ วนเวียนกับเรื่องทางโลกจนสิ้นชีวิตไป
พระเถระไรโชโบ ผู้ธุดงค์ไปทั่วญี่ปุ่นในยุคโบราณ เป็นผู้ปราดเปรื่องและทรงคุณธรรม ตายแล้วไม่พ้นสังสารวัฏ กลับมาเกิดเป็นโชกุนมินาโมโตะ โยริโตโมะ สิ้นโอกาสที่จะบำเพ็ญบารมีไป
และในสมัยโบราณมีพระรูปหนึ่งแห่งเทือกเขาฮิเออันศักดิ์สิทธิ์ ตายแล้วมาเกิดใหม่เป็นไทระ คิโยโมริ ผู้เรืองอำนาจในยุคเฮอัน
เมื่อเกิดเป็นคิโยโมริ มิได้เหลือเค้าสันดานพระแต่ชาติก่อน สิ้นมหากรุณาไปหมด ทั้งยังกำราบศัตรูอย่างเหี้ยมโหด สั่งให้เผาวัดโทไดจิ ทำลายหลวงพ่อโตจนพินาศ วิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเหลือแต่เถ้าถ่าน พระศอและพระกรของหลวงพ่อโตหลอมเพราะไฟจนถล่มลงมา น่าเวทนายิ่ง
เพราะกรรมเผาหลวงพ่อโตโทไดจิ ก่อนจะตายคิโยโมริต้องทุรนทุรายเพราะไอร้อนจากไข้นานหลายสิบวัน ร้อนขนาดคนเข้าไปใกล้ๆ ไม่ได้ เมื่อหย่อนลงน้ำไป น้ำยังเดือดจนกลายเป็นไอจนหมดสิ้น
ร้อนปานนรกขนาดนันแต่คิโยโมริไม่ตาย
คืนหนึ่งคุณหญิงของคิโยโมริฝันไปว่า มีรถม้าที่ไฟลุกโชนเข้ามาในประตูคฤหาสน์ของนางโดยไม่มีคนขับและด้านหน้ากับด้านหลังมีอสุรกายสองตนยืนอยู่มีศีรษะเป็นวัวอีกตนหนึ่งศีรษะเป็นม้า ที่ด้านหน้ารถม้าปรากฏป้ายเหล็กจารึกด้วยอักขระตัวเดียวว่า "มู" (無) แปลว่า "ไม่มี"
ยมทูตกล่าวว่า "เพราะกรรมอันชั่วร้ายของอัครมหาเสนาบดีพรตสกุลเฮเกะนั้นใหญ่หลวงนัก รถม้านี้จึงมารับเขาไปยังพระราชวังแห่งพญายมราชผู้น่าสะพรึง"
นางถามต่อว่า "แล้วแผ่นป้ายนั้นมีความหมายว่าอะไร?"
ยมทูต ตอบว่า "เนื่องจากความผิดมหันต์จากการเผาพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อันมหึมาแห่งองค์ไวโรจนะสูงหนึ่งร้อยหกสิบศอก พญายมราชจึงมีโองการว่าจะส่งเขาไปลงนรกขุมอเวจีที่ร้อนที่สุดจักต้องตายแล้วเกิดใหม่ที่นั่นไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นจึงเขียนอักขระ "ไม่มี" เอาไว้ก่อน แล้วจึงตามด้วยอัขระคำว่า "หยุด" ในภายหลัง
ในบันทึก "เฮเกะโมโนกาตาริกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "เขาตายอย่างเจ็บปวดในที่สุด"
ผมจำไม่ได้ว่าอ่านพบที่ไหน คิโยโมรินั้นอาจบำเพ็ญวิถีโพธิสัตว์จึงเกิดเป็นภิกษุบำเพ็ญธรรม แต่เพราะยังไม่ถึงที่สุดของความเป็นโพธิสัตว์ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันแห่งกิเลส บุญจึงนำพามาเกิดมาเป็นผู้มีบารมี
เมื่อเป็นใหญ่ในชาติภพนี้ลืมความดีที่ได้ทำ เสวยบุญเก่าพร้อมกับทำบาปกรรมจนบุญเหือดแห้งไป ในที่สุดก็ต้องไปอยู่ในนรก "ไม่มีหยุด"
ท่านฮะคุอิน อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่สอนว่า มหากรุณาเปรียบดังน้ำมันหล่อเลี้ยงโพธิจิตไม่ให้ดับ ตราบใดที่ยังมีน้ำมันนี้ ต่อให้อยู่ท่ามกลางคนชั่วนับหมื่น ประทีปก็ไม่มีวันดับ แต่หากสิ้นซึ่งน้ำมันแล้ว ต่อให้ไม่มีลมมันก็ดับ
เมื่อดับแล้วก็จะพาให้จิตที่เคยมุ่งมันในกุศล หลงไหลในแสงสี มัวเมาในอำนาจ ก่อกรรมทำเข็ญ หลงในสังสารวัฏชั้นต่ำไปอีกนาน
ใดๆ ในโลกนี้ไม่เที่ยง ดังวรรทองจากบันทึกเฮเกะโมโนกาตาริ กล่าวว่า
"เสียงระฆังของวัดเชตวันวิหาร (กิองโชจา) สะท้อนถึงความไม่จีรังของสรรพสิ่ง เลื่อมสีสันของดอกสาละประกาศว่าผู้ใดที่เบ่งบานได้ก็มีวันที่จะโรยราได้ ผู้มีความภาคภูมิก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเหมือนความฝันยามสายัณฑ์ของวสัตฤดู ผู้เรืองอำนาจถูกทำลายในท้ายที่สุด กลายเป็นธุลีเบื้องหน้าสายลม"
Monday, January 27, 2020
ทำไม ค้างคาวจึงเป็นแหล่งสะสมโรคต่างๆ ได้
ทำไม ค้างคาวจึงเป็นแหล่งสะสมโรคต่างๆ ได้
ที่มาจาก
https://www.facebook.com/selfcircled/posts/10100159891130623
มีคนเสนอว่า
"จากลักษณะทางนิเวศวิทยา และวิวัฒนาการ นะครับ
ค้างคาวนี่ แบบ เป็นสัตว์ที่เป็นเป้าหมายของโรคมาก
ประการแรก เป็น mammal ที่มีอายุยืน มีช่วงการสืบพันธุ์ที่ยืนยาวมากขึ้นอีกต่างหาก (trade off ของการเลี้ยงลูกได้น้อย )ดังนั้นไวรัสสามารถถ่ายทอดผ่านค้างคาวข้ามรุ่นได้ และสามารถอาศัยได้อย่างยาวนาน
ประการทีสอง ค้างคาวเป็นสัตว์สังคม อยู่กันเป็นโคโลนี ขนาดใหญ่ และยิ่งในถ้ำใหญ่ๆ อาจมีค้างคาวหลายชนิด ซึ่งเชื้อโรคcross infection และเกิดการ recombination ได้ดี
และ เป็น mammal ที่บินได้มีโอกาส พาเชื้อโรคกระจายไปได้ไกล
ดังนั้น ค้างคาวจึงต้องวิวัฒนาการตัวเองในการต่อต้านเชื้อโรคขึ้นมาบ้าง ไม่งั้นก็จบเห่ ซึ่งในบางกรณีไม่ทำลายเชื้อ อาจทำให้แค่เชื้อหยุดเจริญและเก็บกักไว้
เช่นมีการศึกษาการวิวัฒนาการเกี่ยวกับการบิน กับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน โดยการบินเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้metabolism สูง ดังนั้นเมื่อค้างคาวบิน ทำให้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเป็นการยับยั้งเชื้อไปในตัว(วิธีการเดียวกับการเกิดไข้ในมนุษย์) ซึ่งกลไกลนี้ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้นด้วย แต่ก็มีเชื้อโรคบางตัวพัฒนาต่อสู้ขึ้นมา(บางเชื้ออาจต้องการสิงอยู่ในร่างเฉยๆก็ adapt ตัวเองให้อยู่แค่บางเนื้อเยื่อ หลบๆซ่อนๆ รอวันประกาศศึก หรือหนีไป โฮสต์อืน) ก็ต้องวัดกันไปเรื่อยๆ
หรืออีกกรณี มีการวิวัฒนาการ การทำงานของ protein บางอย่างขึ้นมาเพื่อหยุดการแบ่งตัวของไวรัส
สรุปค้างคาว ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย คือดึงดูดโรค สัตว์อื่นโดน infect ก็ซวยไป แต่มีวิธีการต่อสู้กับโรคที่ดี จึงน่านำมาศึกษาต่อยอด"
ขณะที่อีกคนเสนอว่า เพราะความเครียดที่เกิดจากการบิน ทำให้ได้สารต่างๆที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จนทนต่อ การติดไวรัสได้ ซึ่งก็มีผลกลับกัน ทำให้ ระบบภูมิคุ้มกันไม่วิวัฒนาการเท่าไหร่ คือ จะไม่ฆ่าเชื้อจนเชื้อหาย
"we think largely it's due to flight. Flight stresses the body and makes a lot of metabolic byproducts. These byproducts essentially give the body the same signals as vitals to trigger the immune system. To deal with the constant stress of flight bats have turned down their response to these signals.. which makes them tolerant of viral infections. The viruses don't seem to hurt the bats too much but it means they can carry more viruses compared to other mammals. Other mammals also carry lots of viruses as we start to explore so it s not just bata that can carry viruses. Bats just seem to carry more viruses so I guess the chance of exposure is higher."
"อาจจะกลับกันด้วยซ้ำครับ ภูมิคุ้มกันค้างคาวหลายชนิดมีความ primitive มาก ๆ จนแทบจะไม่ทำงานต่อต้านเชื้อเลย เชื้อบางกลุ่มจึงอาศัยค้างคาวเป็นที่พึ่งพิงมาแต่โบราณกาล และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการน้อยมาก
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6410205/"
"มาคิดอีกทีก็น่าคิดเรื่องค้างคาวมีโรคเยอะ ทำให้สัตว์อื่นไม่อยากล่า ก็เป็นการ protect เผ่าพันธุ์ได้ดีเหมือนกันนะครับ เอาข้อเสียมาเป็นข้อดี"
ก็น่าสนใจดี
ที่มาจาก
https://www.facebook.com/selfcircled/posts/10100159891130623
มีคนเสนอว่า
"จากลักษณะทางนิเวศวิทยา และวิวัฒนาการ นะครับ
ค้างคาวนี่ แบบ เป็นสัตว์ที่เป็นเป้าหมายของโรคมาก
ประการแรก เป็น mammal ที่มีอายุยืน มีช่วงการสืบพันธุ์ที่ยืนยาวมากขึ้นอีกต่างหาก (trade off ของการเลี้ยงลูกได้น้อย )ดังนั้นไวรัสสามารถถ่ายทอดผ่านค้างคาวข้ามรุ่นได้ และสามารถอาศัยได้อย่างยาวนาน
ประการทีสอง ค้างคาวเป็นสัตว์สังคม อยู่กันเป็นโคโลนี ขนาดใหญ่ และยิ่งในถ้ำใหญ่ๆ อาจมีค้างคาวหลายชนิด ซึ่งเชื้อโรคcross infection และเกิดการ recombination ได้ดี
และ เป็น mammal ที่บินได้มีโอกาส พาเชื้อโรคกระจายไปได้ไกล
ดังนั้น ค้างคาวจึงต้องวิวัฒนาการตัวเองในการต่อต้านเชื้อโรคขึ้นมาบ้าง ไม่งั้นก็จบเห่ ซึ่งในบางกรณีไม่ทำลายเชื้อ อาจทำให้แค่เชื้อหยุดเจริญและเก็บกักไว้
เช่นมีการศึกษาการวิวัฒนาการเกี่ยวกับการบิน กับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน โดยการบินเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้metabolism สูง ดังนั้นเมื่อค้างคาวบิน ทำให้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเป็นการยับยั้งเชื้อไปในตัว(วิธีการเดียวกับการเกิดไข้ในมนุษย์) ซึ่งกลไกลนี้ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้นด้วย แต่ก็มีเชื้อโรคบางตัวพัฒนาต่อสู้ขึ้นมา(บางเชื้ออาจต้องการสิงอยู่ในร่างเฉยๆก็ adapt ตัวเองให้อยู่แค่บางเนื้อเยื่อ หลบๆซ่อนๆ รอวันประกาศศึก หรือหนีไป โฮสต์อืน) ก็ต้องวัดกันไปเรื่อยๆ
หรืออีกกรณี มีการวิวัฒนาการ การทำงานของ protein บางอย่างขึ้นมาเพื่อหยุดการแบ่งตัวของไวรัส
สรุปค้างคาว ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย คือดึงดูดโรค สัตว์อื่นโดน infect ก็ซวยไป แต่มีวิธีการต่อสู้กับโรคที่ดี จึงน่านำมาศึกษาต่อยอด"
ขณะที่อีกคนเสนอว่า เพราะความเครียดที่เกิดจากการบิน ทำให้ได้สารต่างๆที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จนทนต่อ การติดไวรัสได้ ซึ่งก็มีผลกลับกัน ทำให้ ระบบภูมิคุ้มกันไม่วิวัฒนาการเท่าไหร่ คือ จะไม่ฆ่าเชื้อจนเชื้อหาย
"we think largely it's due to flight. Flight stresses the body and makes a lot of metabolic byproducts. These byproducts essentially give the body the same signals as vitals to trigger the immune system. To deal with the constant stress of flight bats have turned down their response to these signals.. which makes them tolerant of viral infections. The viruses don't seem to hurt the bats too much but it means they can carry more viruses compared to other mammals. Other mammals also carry lots of viruses as we start to explore so it s not just bata that can carry viruses. Bats just seem to carry more viruses so I guess the chance of exposure is higher."
"อาจจะกลับกันด้วยซ้ำครับ ภูมิคุ้มกันค้างคาวหลายชนิดมีความ primitive มาก ๆ จนแทบจะไม่ทำงานต่อต้านเชื้อเลย เชื้อบางกลุ่มจึงอาศัยค้างคาวเป็นที่พึ่งพิงมาแต่โบราณกาล และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการน้อยมาก
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6410205/"
"มาคิดอีกทีก็น่าคิดเรื่องค้างคาวมีโรคเยอะ ทำให้สัตว์อื่นไม่อยากล่า ก็เป็นการ protect เผ่าพันธุ์ได้ดีเหมือนกันนะครับ เอาข้อเสียมาเป็นข้อดี"
ก็น่าสนใจดี
Subscribe to:
Posts (Atom)