Sunday, February 10, 2013

ถอดเทปบางส่วน วาระประเทศไทย กับอาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี

http://www.youtube.com/watch?v=hB2G0m74RmY
บทสัมภาษณ์สั้นๆของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้บรรเทาความพร่องทางจิตวิญญาณของมนุษยชาิติ

นาทีที่ 4.07
ผมต้องการความรู้สึก ผมไม่ต้องการความเข้าใจ ถ้าความเ้ข้าใจเป็นเรื่องของทฤษฏี...เป็นอีกซีกสมองด้านหนึ่ง ผมเป็นสุนทรียารมณ์ของมนุษยชาติ ผมเป็นลมหายใจของมนุษยชาติ ผมเป็นจิตวิญญาณของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นผมต้องการความเข้าใจแต่น้อย แต่ผมต้องการความรู้สึก


นาทีที่ 5.26
อย่าเพิ่งคลั่งชาิติ อย่าเพิ่งหลงชาติว่า ความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นปัจเจกของศิลปะไทยนั้นเป็นยังไง ศิลปะไทยเนี่ยเพิ่งแย้มกลีบบาน เพิ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะเอาไว้ อย่าพึงไปติดยึดกับรูปแบบหรือเนื้อหา ให้เข้าใจปรัชญาและเนื้อแท้ของจิตวิญญาณนั้นก่อนว่า อะไรคือความเป็นไทย เพราะถ้าเราคลั่งชาติ เราหลงชาิติ เราบ้าชาิติ เราก็จะหาตัวเองไม่พบ

นาทีที่ 5.58
ก่อนวงแหวนยังไม่้ล้อมดาวพระเสาร์ ภาษาสากลของมนุษยชาิิติคือ ศิลปะ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่มีความคิดว่าเป็นไทยหรือไม่เป็นไทยอย่างไร เพียงแต่ว่า ผมเกิดเติบโต และ ดื่มกินอุทกธารา หรือ ผมเอิบเปรมไปด้วยสุนทรียารมณ์ของการเป็นตะวันออก และผมนำความเป็นตะวันออกของผมออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ผมเป็นเอกราชนะ ผมบรรลุนิติภาวะนะ ผมไม่ทำแบบฝรั่งนะ ขณะเีดียวกันผมก็ไม่ได้ลอกเลียนแบบ เก็บเศษคนโบราณ ลอกตำรานะ ผมสร้างสรรค์ ผมหายใจ ผมคือปัจจุบัน ผมไม่ใช่เมื่อวานนี้ ผมก็ไม่ใช่พรุ่งนี้ ผมเป็นวันนี้ ผมเป็นเดี๋ยวนี้ ของเมืองไทย และของมนุษยชาติ และของโลก

นาทีที่ 6.52
ตอนผมเล็กๆนะ ผมจะไม่กลับเมืองไทย...แต่ไปเจออาจารย์คึำกฤทธิ์ ท่านถามว่า "คุณจะกลับบ้านไหม" ผมตอบว่ายังไม่กลับ จะอยู่ที่นี่เลย อาจารย์คึกฤทธิ์ท่านบอกว่า "หมาดี มันไม่ไปไกลเจ้าของหรอก" แล้วผมก็นึกแย้งในใจ หนึ่ง ผมไม่ใช่หมา สอง ผมไ่ม่มีเจ้าของ แต่พอผมโตขึ้นมาแล้วถึงรู้ว่า เจ้าของของผมนั้นคือประเทศไทย และผมเป็นหมาที่ดี และผมกลับบ้าน เพราะรู้ว่า ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของคือวัฒนธรรมของผม คือศาสนาของผม คือประเทศชาิติของผม คือในหลวงของผม คือแผ่นดินของผม

นาทีที่ 10.02
ผมก็ทำสิ่งที่ยิ่ิงใหญ่เหลือเกิน ผมหายใจอยู่ หายใจเนี่ยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ลมหายใจเป็นสิ่งที่แผ่วเบา แต่เป็นอย่างเดียวที่ทำให้คุณรู้ได้ตระหนักได้ว่า คุณเป็นมนุษย์อยู่ (คุณจะเป็นอะไรอันนัั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ) ลมหายใจต่างหากที่เป็นของที่บางเบาทำให้เรารู้ว่าเรามีชีวิตอยู่ แล้วเมื่อเรามีชีวิตอยู่นั้นแหละ เราก็จะมีจิตสำนึกว่าเราควรจะทำอะไร เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตหรือการดำรงชีวิต ก็แค่นี้ ยังไม่พออีกเหรอ พอแล้ว เท่านี้ พอแล้ว หายใจอยู่

ที่โดนผมมากที่สุด คือ นาทีที่ 6.52 มันตอบโจทย์ของคนที่มาอยู่เมืองนอกนานๆอย่างผมเลย แม้ว่าผมจะปรับตัวได้แล้ว สามารถเข้าใจ และ เข้าพวกกับคนแถวนี้ได้ แต่บางส่วนของผมมันหายไป คำพูดของอาจารย์ถวัลย์ มันเลยมาตอบตรงนี้กับผมได้ เพราะ เจ้าของผมคือวัฒนธรรมของผม คือศาสนาของผม คือ ประเทศชาติของผม คือ ในหลวงของผม คือ แผ่นดินของผม และยิ่งได้ฟังอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม http://www.youtube.com/watch?v=o1Ym2VJqFwA พูดในเรื่องรากทางจิตวิญญาณแล้ว ยิ่งภูมิใจที่ได้บอกกับใครๆว่า ผมคือคนไทย ใช้ภาษาไทย ใช้วัฒนธรรมไทย แม้จะรู้ถูกๆผิดๆก็ตาม

กฏหมายที่จะเปลี่ยนไปในเยอรมันในปี 2013

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ครับ
ปีหน้า 2013 ที่เยอรมัน จะมีการเปลี่ยนแปลงกฏหมายหลายๆอย่างครับ ที่นี่จะรวบรวมบางข้อที่น่าสนใจครับ
1. ค่าประกันสุขภาพ รวมถึงประกันต่างๆ จะใช้ unisex tarif ที่ต้องผู้ชายและผู้หญิงต้องจ่ายเท่ากัน ทำให้ค่าประกันสุขภาพผู้ชายจะจ่ายแพงขึ้น แต่ประกันอย่างอื่นก็เป็นผู้หญิงที่จ่ายมากขึ้นแทน

2. Praxisgebühr สำหรับผู้ใช้ประักันของรัฐบาล ที่ปกติต้องจ่ายค่าหมอ 10 ยูโร/การพบแพทย์ทุกสามเดือน ก็จะยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้ในปี 2013

3. Rundfunkgebühr ทุกคนที่ลงทะเีบียนบ้านในเยอรมันต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคลื่นโทรทัศน์และวิทยุแม้ว่าจะไม่มีโทรทัศน์หรือวิทยุก็ตาม เป็นจำนวนเงิน 17.98 ยูโร ต่อเดือน

4. Minijobs สำหรับนักศึกษาที่ฝึกงานตามมหาวิทยาลัย หรือ คนที่ทำงานพิเศษ ปีหน้าลิมิตของรายได้จากการทำงานที่ไม่เสียภาษีจะเพิ่มจาก 400 ยูโรต่อเดือน เป็น 450 ยูโรต่อเดือน

5. ค่าไปรษณีย์เเพงขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี เช่น จากที่เคยส่งจดหมายปกติ 55 เซนต์ ต่อจดหมาย จะเพิ่มเป็น 58 เซนต์

6. ด้านการขนส่งมวลชน กฏหมายห้ามรถบัสทางไกลจะถูกยกเลิก ทำให้มีรถบัสระหว่างเมืองมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นได้แล้วในปี 2012 ในปีหน้าจะมีบริษัทเดินรถมากขึ้นและเพิ่มเส้นทางมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสทำให้ไฟร์บวกเป็น Bus hub ของเยอรมันไ้ด้ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นบริษัทเดินรถบัสมากขึ้นในไฟร์บวกแล้ว

เรามาดูกันว่าการเปลี่ยนแปลงจะกระทบชีวิตเราแค่ไหนในปีหน้า ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมกับทุกๆการเปลี่ยนแปลงนะครับ
สวัสดีปีใหม่ 2013

เผยแพร่ครั้งแรกใน เพจ thai student club in Freiburg, Germany

Thursday, December 20, 2012

ปัญหาโลกแตก

http://www.bild.de/news/ausland/weltuntergang/die-welt-geht-definitiv-unter-27735926.bild.html
ข่าวเล่าว่า
วันที่ 21 ธันวาคม เป็นวันครบรอบการกำเนิดโลกตามปฏิทินของชาวมายาที่ล่มสลายไปประัมาณ ค.ศ. 900 ชาวมายามีความรู้ทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำมาก รู้ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางระบบสุริยะก่อนชาวตะวันตก และได้คำนวณว่า ทุก 25800 ปี แกนโลกจะโคจรทำมุมกับจุดศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดครั้งต่อไปคือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นี่เอง ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่มีผลต่อโลกอย่างมีนัยสำคัญทางดาราศาสตร์ อย่างที่คนคิดว่า อาจมีผลต่อสนามแม่เหล็กโลกจนมีผลให้โลกแตกได้
ข้อเท็จจริงอีกข้อคือ วันที่ 21 ธันวาคม 2012 เป็นวันสิ้นสุดยุค Baktun ที่ 13 ตามปฏิทินชาวมายาที่ถูกเก็บรักษาที่เดรสเดน ประเทศเยอรมันนี ซึ่งตรงนี้ทำให้คนคิดว่าเป็นวันสิ้น โลก แต่ต่อมานักวิจัยได้พบว่า ปฏิทินชาวมายายังมียุคต่อไปคือ ยุค Baktun ที่ 14 และ 15 ซึ่งถ้าปฏิิทินชาวมายาเป็นจริง โลกจะมีอยู่ไปอย่างน้อยอีกกว่า 50000 ปี
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โลกจะแตกแน่ แต่ไม่ใช่วันที่ 21 ธันวาคม 2012 นี้ พวกเขาเชื่อว่า อย่างช้าก็อีก 1พันล้านปี เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มหมดแสง หรืออย่างเร็วที่สุด คือ ประมาณปี 2029 หรือ 2036 ที่ดาวเคราะห์น้อย Apophis ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 เมตร จะโคจรเข้าใกล้โลก และมีโอกาสชนโลกได้ ตอนนี้องค์กรการบินอวกาศของยุโรป หรือ ESA ก็มีแผนชื่อ "ดอนกิโฮเต้" ที่มีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนวิถีโคจรของดาวเคราะห์้น้อยนี้ แต่แผนนี้ต้องพักไว้ก่อน เนื่องจากปัญหาด้านการเงินของสหภาพยุโรป
ส่วนว่าโลกจะแตกจริงในวันศุกร์นี้หรือไม่ อย่างที่คนเขาตื่นเต้นกัน เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราตื่นมาดูโลกนี้ร่วมกันต่อไปได้ในวันเสาร์ :-)

Thursday, August 30, 2012

Euronaut เรือดำน้ำทำเองในบ้านจากฝันของวิศวกรคนหนึ่ง



หลายคนคงเคยมีความฝัน แต่ใครเล่าที่จะสามารถทำฝันให้สำเร็จได้ ยิ่งเฉพาะความฝันยากยิ่งอย่างการต่อเรือดำน้ำเองในบ้าน แต่ คาร์สเท่น สตันด์ฟุส (Carsten Standfuss) สามารถทำได้แล้ว คาร์สเท่น หนุ่มวิศวกรด้านต่อเรือ จากเมืองเล็กๆชื่อ Berneในแคว้นแซกซอนตอนใต้ (low saxony, Niedersachsen) ค่อยๆเริ่มต่อเติมความฝันที่จะสร้างเรือดำน้ำในวัยเยาว์โดยเข้าเรียนวิศวะด้านต่อเรือจนจบระดับ Diplom (เทียบเท่าปริญญาโท) แ้ล้วค่อยๆตั้งบริษัทรับจ้างต่อเรือทั่วๆไป วันหนึ่งเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ที่เขาสะสมประสบการณ์ได้ระดับหนึ่ง เขาเริ่มร่างแผนต่อเรือดำน้ำที่ใช้เวลากว่า 12 ปีกว่าที่เขาจะได้เริ่มต่อจริงๆ เขาิเิริ่มโปรเจ็คต์นี้คนเดียว ใ้ช้เวลาว่างทุกวันหลังจากเลิกงานศึกษาหาความรู้ด้านต่อเรือ เริ่มซื้อชิ้นส่วนมาประกอบ เริ่มขอสปอนเซอร์ ค่อยๆก่ออิฐทีละก้อนๆ จนมีคนมาร่วมตามความฝันกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นทีมงานขึ้นมา เมื่อสองปีก่อน (2010) เรือดำน้ำของเขาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว มันถูกเชื่อมประกอบครบส่วน และในฤดูร้อนปีนี้ (2012) หลังจากการติดเครื่องมืออุปกรณ์ในการควบคุมเรือและได้รับการตกแต่ง เรือที่เขาวาดฝันไว้แต่เด็กก็ได้มีโอกาสทดลองลงน้ำจริงๆ การทดลองลงน้ำเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เรือที่หนักหลายตันถูกขนย้ายโดยรถพ่วงจากบ้านพักของเขามาที่แม่น้ำ เขาและทีมงานง่วนอยู่กับการทดสอบเครื่องยนต์ ทดสอบมาตรวัด และมิเตอร์ต่างๆ ก่อนที่จะลงน้ำ มันเหมือนจะช็อกเขาทันใดเมื่อเครื่องยนต์เรือที่เขาประมูลมาจากอินเตอร์เน็ตสตาร์ทไม่ติด แต่ด้วยประสบการณ์เขาค่อยๆแก้ปัญหาได้ เมื่อความพยายามครั้งที่สอง เครื่องยนต์ติดอย่างไร้ปัญหา คราวนี้ได้ปล่อยเรือลงน้ำจริงๆ แชมเปญขวดใหญ่ได้ถูกตีประเดิมเรือ Euronaut เอาฤกษ์เอาชัย ผู้คนที่มาคอยเชียร์ร่วมร้อยคนโห่ร้องด้วยความยินดี เรือลงน้ำได้อย่างไม่มีปัญหาแต่เขาและทีมงานก็ยังลุ้นกันอยู่ว่าจะสามารถนำเรือดำลงใต้น้ำและขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ ตามทฤษฏีแล้วเรือดำน้ำของเขามีถังอับเฉาไว้ใส่น้ำหรืออากาศอยู่ที่หัวและท้ายเรือแต่มันก็เป็นเพียงทฤษฏีเพราะบางทีถังอับเฉาของเขาอาจใหญ่ไม่พอ ในวินาทีที่เริ่มดำลงน้ำ ฟองอากาศค่อยๆลอยขึ้นมาบนน้ำสวนทางกับตัวเรือที่ค่อยๆจมลงไป ขั้นแรกนี้เขาทำสำเร็จเรือจมใต้น้ำได้โดยที่ไม่มีน้ำรั่วเข้ามา เขากะจะอยู่ใต้น้ำสัก 15 นาที จากความสามารถของเรือที่สามารถอยู่ใต้น้ำได้ประมาณ 2 วัน ต่อไปคือการลอยตัวขึ้นนี่แหละคือขั้นตอนสุดท้ายที่จะตัดสินความสำเร็จของเขา เป็นนาทีแห่งชีวิต เพราะถ้าเรือไม่ลอยขึ้น เขาต้องระเบิดเรือเพื่อลอยตัวขึ้นมา แต่ด้วยการคำนวณมาอย่างดี การปล่อยก๊าสเข้าถังอับเฉาเพื่อไล่น้ำไม่มีปัญหา เรือค่อยๆลอยตัวขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของทีมงานและผู้ชมบนฝั่ง ความฝันวัยเด็ก เวลา 24 ปีที่ผ่านไปไม่สูญค่า ปีนี้คาร์สเท่นมี อายุ 47 ปี การทำความฝันให้เป็นจริงครั้งนี้ใช้ไปครึ่งชีวิตของเขาทีเดียว แต่ัมันก็คุ้มค่ากับเงิน เวลาและหยาดเหงื่อ แรงกายที่ทุ่มลงไป นี่คือ Euronaut เรือดำน้ำที่สร้างโดยคนเล็กๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเิติมได้ที่ http://www.euronaut.org/
(คาร์สเท่นเคยสร้างเรือดำน้ำสำหรับหนึ่งคนมาแล้ว แต่ Euronaut ลำนี้สามารถจุคนได้มากถึง 6 คน และสามารถดำน้ำได้ลึกกว่า)

ขอบคุณข้อมูลจาก รายการ Galileo ทาง Pro7 ช่องโทรทัศน์ของเยอรมัน วันที่ 30 สิงหาคม 2555

Wednesday, August 29, 2012

วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน มุมมอง สุจิตต์ วงษ์เทศ


เป็นบทความช่วยให้เข้าใจที่มาของเรา ชาวเอเชียอาคเนย์ได้อย่างมาก พร้อมรับการรวมเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 เลยขอก็อปมาเก็บไว้ในบล็อกนี้:-)


โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช  (ที่มา:มติชนรายวัน 29 สิงหาคม 2555)
ภาพคนทำท่าคล้ายกบ บนไหหิน ที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง สปป.ลาวสัญลักษณ์ของฟ้าฝน และความอุดมสมบูรณ์อย่างสุวรรณภูมิ
ปี 2558 ไทยจะเข้าไปร่วมชายคาเดียวกันกับอีก 9 ชาติ รวมเป็นประชาคมอาเซียน

วัตถุประสงค์ของการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อนที่เริ่มมีการร่วมมือกันจัดตั้งเป็นสมาคมอาเซียน หรือกระทั่งปัจจุบันก็เพื่อให้รวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นพลังที่ต่อสู้ต่อรองกับประชาคมโลก

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออุษาคเนย์ ก็คือสิ่งเดียวกัน มีวัฒนธรรมร่วมรากเดียวกัน

อาเซียนมีรากวัฒนธรรมร่วมกัน เป็นวัฒนธรรมข้าวเหมือนๆ กัน เป็นคนไทด้วยกัน ถ้าใช้ภูมิศาสตร์เป็นตัวตั้ง เราจะเห็นความร่วมกันของคนในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ความร่วมกันของปัจจัยสี่ การกินการอยู่ เช่น การเป็นวัฒนธรรมข้าว อาศัยอยู่บนเรือนเสาสูง การถือผีบรรพบุรุษ ฯลฯ

สุจิตต์ วงษ์เทศ เปิดเรื่องคราวที่รับเชิญไปบรรยายหัวข้อ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน" เนื่องในวาระ 50 ปี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

"เราเรียนประวัติศาสตร์โดยไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องภูมิศาสตร์ เพราะใช้วิธีการท่องจำแบบเถรวาทะ ใช้คำพูดของอาจารย์เป็นหลัก ไม่มีการเถียง

"หลายปีมาแล้วตอนผมทำศิลปวัฒนธรรมใหม่ๆ ทำเรื่องคนไทยไม่ได้มาจากไหน โดยอธิบายว่าไม่มีหรอกภูเขาอัลไต มันมีแต่น้ำแข็ง คนอยู่ไม่ได้ คนไทยอยู่แถวๆ นี้แหละ อยู่ที่ว่าเราเรียก "คนไทย" ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็เหมือนกันหมดคนเซาธ์อีสเอเชีย"

สุจิตต์บอกว่า ถ้าจับชายหรือหญิงแต่ละแห่งมายืนเทียบเคียงกัน โดยไม่มีเรื่องของเครื่องแต่งกายและภาษาเข้ามาข้องเกี่ยว แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นคนชาติใด เพราะว่าท่าทางเหมือนกันหมด โครงกระดูกเหมือนกันหมด รูปร่างใกล้เคียงกันหมด ตั้งแต่หมู่เกาะไปถึงลังกา อินเดียใต้ ทมิฬ

"ผมเคยพาพรรคพวกปักษ์ใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ไปอินเดียใต้ บอกว่าเจอะญาติเต็มเลย หน้าตาเหมือนคนใต้ทั้งนั้น สิงหลกับทมิฬก็พอกับคนนครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี คือคนกลุ่มเดียวกันหมด" 

ภาพสลักรูป ชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทร ที่ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา (ภาพจาก www.sujitwongthes.com)


ความเหมือนๆ กันในคนกลุ่มประเทศเหล่านี้ สุจิตต์แจกแจงไว้เป็นข้อๆ 8 ข้อด้วยกัน

กินข้าวเหนียวเป็นหลัก ตั้งแต่ 5,000 ปีเป็นอย่างน้อย ตั้งแต่สิบสองปันนาจนถึงนครศรีธรรมราช

"พันธุ์ข้าวเหนียวเป็นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ข้าวเจ้าเป็นของต่างประเทศ"

แม้ว่าเรื่องนี้จะยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่สุจิตต์บอกว่า เมื่อดูหลักฐานจากการเข้ามาของพุทธศาสนาจากอินเดีย ครั้งนั้นข้าวเจ้าเข้ามาด้วย และทำให้พระเจ้าแผ่นดินเสวยข้าวเจ้า จึงเรียกว่า ข้าว "เจ้า" เพื่อให้ต่างจากข้าแผ่นดิน จะเห็นว่ามีนาหลวงไว้ปลูกข้าวเจ้า เราจะพบนาหลวงอยู่แถวเวียงจันทน์ หลวงพระบาง ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนเปลี่ยนข้าวเจ้า ก็มีนาหลวงปลูกข้าวเหนียว เอาไว้ไหว้ผี

กับข้าว "เน่าแล้วอร่อย"

เช่น ปลาแดก ปลาร้า น้ำบูดู เน่าแล้วอร่อยหมด ไม่มีปลาทำให้เน่า เอาถั่วมาทำให้เน่า ฉะนั้นภาคเหนือมีถั่วเน่าอร่อย เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่พบเฉพาะที่เอเชียอาคเนย์ ที่อื่นอาจจะมีบ้าง แต่ไม่เป็นกระแสหลักอย่างเอเชียอาคเนย์ ซึ่งรวมถึงกะปิ น้ำปลา ด้วย

อยู่ เรือนเสาสูง

ประเด็นของเรือนเสาสูงอยู่ที่ "ใต้ถุน" ไม่เกี่ยวกับเรื่องหนีน้ำ เพราะใช้ใต้ถุนเป็นฟังก์ชั่นสำคัญสำหรับวิถีชีวิตของคน เรือนเอาไว้นอนเฉยๆ หนีสัตว์ ตอนดึก แต่ตอนกลางวันอยู่ใต้ถุน หุงข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงหมา อยู่ที่ใต้ถุนหมด หนีน้ำเป็นเพียงผลพลอยได้

เรือนไทย ที่บอกว่าทำหน้าจั่วสวยงามมักจะบอกว่าเป็นเรือนของประชาชน มันเป็นเรือนขุนนางเจ้านาย ไพร่ทั้งหลายอยู่กระท่อมไม้ไผ่ เกิดมาออกจากมดลูกแม่ก็ "ตกฟาก" ถึงมีเวลาตกฟาก เพราะพื้นเป็นฟากไม้ไผ่ 

กลองสัมฤทธิ์ พบที่ ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (ภาพจากศิลปะสุวรรณภูมิ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2550)


ผู้หญิงเป็นหัวหน้า นี่เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ได้ใช้คำว่า "ผู้หญิงเป็นใหญ่" เพราะก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เพียงแค่ผู้หญิงเป็นหัวหน้าในพิธีกรรม เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษ เช่น ลาวมีผีฟ้า เขมรมีผีมด มอญมีผีเม็ง ผีพวกนี้ลงผู้หญิง ผู้หญิงจึงเป็นผู้เข้าทรง

ในสังคมเซาธ์อีสเอเชีย เวลาแต่งงานผู้ชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง เขาถึงเรียกว่า "เจ้าบ่าว" บ่าว แปลว่า "ขี้ข้า" สาว แปลว่า นาย, ผู้เป็นใหญ่

สิ่งที่เหมืนกันอีกอย่างคือ เซ่นวักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในอุษาคเนย์มีบุคลิกเฉพาะ คือ ไหว้ "กบ"

กบ คนดึกดำบรรพ์ถือว่ามากับน้ำ เป็นผู้บันดาลให้เกิดฝน จึงเคารพกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กลองมโหระทึก มีกบอยู่บนหน้ากลอง ใช้ตีเพื่อขอฝน เรียกว่า วัฒนธรรมดองซอน เพราะพบครั้งแรกที่ดองซอน ประเทศเวียดนาม แต่ไม่ได้ทำแค่ที่เวียดนาม ในจีนก็มี พบมากว่าที่เวียดนามเสียอีก

เพราะกบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำนี่เอง กบจึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีภาพเขียนสีที่พวกจ้วงเขียนเป็นรูปคนทำท่าเป็นกบ คือถ่างขาเป็นรูปฉาก แล้วส่งอิทธิพลมาถึงภาคอีสานภาคกลางของไทย อย่างที่กาญจนบุรี คือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการบูชากบ

ในผ้าทอทั้งเซาธ์อีสเอเชียจะมีลายกบ คือทำท่ากางแขนกางขาเหมือนกบที่ถูกแผ่สองสลึงจะถูกบูชายัญ

สุจิตต์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า สมัยผมเป็นเด็กบ้านนอก เขาเรียกอวัยวะเพศหญิงว่า "กบ" เช่น ผู้หญิงถ้านั่งหวอออก จะบอกว่านั่งดีๆ เดี๋ยวกบออก และเรียกเด็กน้อยเด็กผู้หญิง ว่า "อีเขียดน้อย"

การทำท่ากบ คนกางแขนกางขาย่อเข่าเป็นสี่เหลี่ยม มันคือ ท่ารำละคร ท่ารำโนราห์ ท่าโขน ท่ายักษ์กับท่าลิง ต้องแบะขาย่อเข่า นั่นแหละท่ากบ

อีกอันหนึ่งคือ ประเพณีของอุษาคเนย์ คือ การทำศพ เมื่อมีคนตายจะเก็บศพไว้หลายวันให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยย่อยสลายเหลือแต่กระดูก แล้วจึงทำพิธีอีกครั้ง

กระดูกที่เก็บจะอยู่ในภาชนะพิเศษ ทำด้วยดินเผาเรียก หม้อดินเผา หรือ แคปซูลและหิน มีตัวอย่างให้เห็นคือ ไหหินในลาว หีบหินบนปราสาทนครวัดกับหมู่เกาะ

"หีบหิน (หีบศพ) เดิมทีมีอยู่ในปราสาทนครวัด ในบรรดาหมู่เกาะทั้งหลายจะมีหีบหิน แต่ก่อนมีเต็มไปหมด...

ส่วนที่ตั้งพระบรมโกศเป็นซุ้มที่จำลองมาจากปราสาทนครวัด สัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ ตามหลักฐานเพิ่งมีสมัยพระเจ้าปราสาททอง เลียนแบบปราสาทหินนครวัด แต่ทำหินไม่ได้ เอาไม้ก็ยังดี

สิ่งที่ร่วมกันที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันก็คือ ฆ้อง นี่แหละฆ้องศักดิ์สิทธิ์ เสียงที่ตีเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ค้นพบเมื่ออย่างน้อย 2,000-3,000 ปี เมื่อเสียงมันกังวาน การได้ยินเสียงที่กังวาน ครั้งแรกมนุษย์แทบจะขาดใจตาย กลัวมาก เป็นเสียงที่สื่อสารกับสวรรค์ จึงศักดิ์สิทธิ์สืบมาจนปัจจุบัน ในอินโดนีเซียก็มีใหญ่กว่าเมืองไทยด้วย ฉะนั้นเสียงฆ้องจึงเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดในวงปี่พาทย์

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่มีมาก่อนอินเดีย คือ 2,000-3,000 ปีมาแล้วก่อนจะรับอารยธรรมอินเดียเข้ามาร่วมกับเซาธ์อีสเอเชีย

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราโกหกตัวเอง สิ่งที่เรารับมาจากอินเดีย อย่างการไหว้ หรือลายไทย ลายกนก ความจริงมาจากอินเดีย

เอาเป็นว่าวัฒนธรรมที่เราเรียกว่า "ไทย" มีส่วนทั้งก้าวหน้าและล้าหลัง แต่สิ่งที่เราใช้ส่วนใหญ่มันเป็นส่วนที่ล้าหลัง

ส่วนที่ก้าวหน้าก็มี เช่น เรื่องของอาหาร มีการผสมผสานสูง แกงน้ำข้นก็แขก แกงน้ำใสก็เจ๊ก ทั้งหมดคือการผสมผสานจากนานาชาติ แล้วเกิดสิ่งใหม่

หรืออย่าง "ไข่เจียว" ในเมืองจีนไม่มีหรอก แต่กระทะเหล็กซึ่งเป็นเทคโนโลยีของจีน ส่งผลให้อาหารไทยพัฒนา

Tuesday, August 28, 2012

เจ็ดเสาเจริญสติ (บทความจากครูอาจารย์)

โดย ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

"อาจารย์ครับ ผมอยากรู้เรื่องการเจริญสติครับ อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยสิครับ"

นักศึกษามักจะหาโอกาสทั้งออนไลน์ออฟไลน์มาปรึกษาเรื่องการเจริญสติอยู่เสมอๆ ทำให้รู้สึกว่ายุคปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นแค่ยุคของความเสื่อมโทรมทางด้านจิต ใจ และด้านจิตวิญญาณ ดังที่สื่อต่างๆ ทั้งไทยและเทศออกข่าวกันมากมาย แต่ยังเป็นยุคเบ่งบานของการพัฒนาจิตอีกด้วย ผู้คนให้ความสนใจกับเรื่องการฝึกฝนพัฒนาจิตใจตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก หนังสือขายดีอันดับต้นๆ ตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ก็เป็นหนังสือแนวธรรมะและพัฒนาตนเอง สถานปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นมากมาย มีครูบาอาจารย์ที่สอนเก่งๆ หลายท่าน สื่อต่างๆ ที่สามารถดาวน์โหลดมาชมมาฟังจากอินเทอร์เน็ตก็มากมาย เรียกว่าฟังจนตายก็ยังฟังไม่หมด แม้กระทั่งแอพพลิเคชันทางมือถือก็มีให้ใช้บนทุกระบบปฏิบัติการ

หัวใจสำคัญของการฝึกฝนเหล่านี้ก็คือ การเจริญสติ (Mindfulness) หรือ "การอยู่กับปัจจุบันขณะ" ซึ่งล้วนได้รับการวิจัยและพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้กับหลายวงการ

ทางภาคธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีสถาบันการศึกษาหรือแคมปัสเป็นของตนเอง เช่น กูเกิ้ล หรือ แอปเปิ้ล ก็จัดให้มีหลักสูตรอบรมอย่างต่อเนื่อง (สตีฟ จอบส์ ก็เป็นชาวพุทธนิกายเซนที่ปฏิบัติจริงจังมาก) แม้กระทั่งบริษัทชั้นนำของไทย เช่น เครือบริษัทเอสซีจี ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ในด้านการศึกษา การฝึกฝนพัฒนาตนเองด้วยการเจริญสตินั้นเป็นหัวใจหลักของแนวคิด "จิตตปัญญาศึกษา" ซึ่งเป็นที่สนใจและนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย มีศูนย์ เกิดหลักสูตร และรายวิชาเปิดสอนในหลายมหาวิทยาลัยในโลกและในแทบทุกมหาวิทยาลัยของไทย

วงการที่ได้ใช้ประโยชน์จากการความรู้นี้อย่างมากวงการหนึ่ง คือ วงการสาธารณสุข โดยผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คือ ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์ แห่งศูนย์การเจริญสติทางการแพทย์ สาธารณสุข และสังคม คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์สูงสุดของนิกายเซนในเกาหลีใต้ และยังได้เรียนรู้จากแพทย์รางวัลโนเบล ทำให้เขาผสานศาสตร์ทั้งสองและคิดค้นเทคนิคการลดความเครียดโดยใช้หลักการ เจริญสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก มีผู้ผ่านการอบรมมากกว่า ๑๗,๐๐๐ ราย และมีการนำไปใช้ในสถานบริการด้านสาธารณสุขมากกว่าสองร้อยแห่งทั่วโลก

ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์ เป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการเจริญสติสมัยใหม่ เขาทำให้การเจริญสติเป็นที่เข้าใจ ยอมรับ และขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เขาจัดอบรมให้กับซีอีโอ ผู้พิพากษา ผู้สอนศาสนา แม้กระทั่งนักกีฬาโอลิมปิก

ในหนังสือ Full Catastrophe Living เขาได้เขียนถึง เจ็ดเสาของการเจริญสติ (The Seven Attitudinal Pillars of Mindfulness Practice) โดยเป็นหลักทางทัศนคติ ว่าผู้ที่ใส่ใจฝึกฝนการอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นควรมีทีท่าหรือวางจิตวางใจ อย่างไร เมื่อพิจารณาดูแล้วก็น่าสนใจ เพราะใช้ภาษาเรียบง่าย สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางควบคู่กับที่สอนกันอยู่ในไทยได้

โดยเขาแจกแจงไว้ว่าเสาทั้งเจ็ดของการเจริญสตินี้ประกอบด้วย

๑. การไม่ตัดสิน (Non-judging) คือการฝึกเป็นเหมือนกับพยานที่รับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราโดยไม่ไป ตัดสินใดๆ ไม่ไปให้ค่าเป็นบวกเป็นลบ เป็นดีเป็นไม่ดี เป็นชอบไม่ชอบ การตัดสินให้ค่านี้เรามักทำจนเป็นนิสัย บ่อยครั้งก็โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ก็รู้ตัวแต่ห้ามไม่ได้

รุ่นพี่ท่านหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มภาวนาช่วงเข้าพรรษาเขียนเล่าให้ฟังเมื่อเช้านี้ว่า "เมื่อ คืนวานภาวนาไม่ได้เลย ฟุ้ง ห่วง กังวลเรื่องงานที่ต้องไปร่วมอภิปราย แต่รู้สึกไม่พร้อมเลย กลัวพูดไม่ดี แล้วผลก็เป็นอย่างที่กังวล พูดๆ ไปเกิดนึกอะไรไม่ออก เศร้าจัง ... แต่ก็ยอมรับความไม่ได้เรื่องในตัวเราได้ยากเหลือเกิน"

เช่นนี้น่าจะเพิ่มการเท่าทันการตัดสินโดยการฝึกสังเกตลมหายใจของเรา หรือลองสังเกตดูว่าในช่วง ๑๐ นาทีนั้นใจเรามัววุ่นอยู่กับการชอบหรือไม่ชอบประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น อยู่ตรงหน้าสักกี่มากน้อย

๒. ความอดทน (Patience) หลายครั้งผู้ฝึกฝนใจร้อน อยากให้เกิดผลเช่นนั้นเช่นนี้โดยไว รุ่นน้องที่ทำงานเพิ่งเริ่มต้นฝึกใหม่ๆ ตนเองอยู่ในความทุกข์ ฝึกไปก็มักจะตั้งคำถามทำนองว่า "นี่ทำมาตั้งนานแล้วทำไมไม่เห็นเกิดมรรคเกิดผลอะไรเลย"

ความอดทนถือเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจและยอมรับว่า สิ่งต่างๆ มีการเกิดขึ้นเป็นไปในรูปแบบและเวลาของมันเอง เราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ยกตัวอย่างผีเสื้อที่อยู่ในดักแด้ หากเราไปนำออกมาก่อนเวลาที่เหมาะสมก็ไม่สามารถจะบินได้ แม้ว่าเราจะทำไปด้วยความหวังดีสักเพียงใดก็ตาม

๓. จิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้ (Beginner's Mind) สิ่งที่เราคิดว่าเรา "รู้แล้ว" คือ อุปสรรคขวางกั้นการที่เราจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง เพราะเรามองไปที่สิ่งใดเรามักจะเห็นสิ่งที่เราเห็นแล้วหรือรู้จักแล้วเป็น หลัก พร้อมกับให้ชื่อ ให้คำ พากย์ไปเบ็ดเสร็จ

ในการอบรมแนวจิตวิวัฒน์-จิตตปัญญาจึงมักมีแบบฝึกหัดให้มองหาสิ่งใหม่มิติ ใหม่ของสิ่งที่เราคิดว่ารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ปากกาหรือนาฬิกาที่ติดตัวเรา เมื่อกลับไปก็สามารถไปฝึกมองหรือมีประสบการณ์กับกิจกรรมที่เราทำบ่อยๆ หรือบางทีรู้สึกว่าเบื่อ เช่น ขับรถเส้นทางเดิมๆ กลับบ้าน ฝึกให้เรามองคนรู้จักเดิมๆ ด้วยสายตาใหม่ จนกระทั่งมักมีการพูดกันเล่นๆ ขำๆ ว่ามาเรียนแล้วกลับไปจะพบว่าได้ภรรยาใหม่ สามีใหม่ ความนี้ไม่ได้หมายถึงมีภรรยาหรือสามีอีกคน แต่คือคนเดิมที่เราเห็นสิ่งใหม่ในตัวเขา

๔. ความไว้วางใจ (Trust) เราต้องฝึกที่จะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันจะถูกหรือผิดก็ตาม การบ่มเพาะความไว้วางใจนี้เช่นนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ในการฝึก เจริญสติ ซึ่งคือกระบวนการฝึกที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเรียนรู้ที่จะฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ยิ่งเราไว้วางใจตัวเรามากเท่าไหร่ เราก็จะไว้วางใจคนอื่นง่ายขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนไทยอย่างยิ่ง เพราะระบบโรงเรียนของเราฝึกให้ผู้เรียนตอบคำถามให้ถูกต้อง นักเรียนต่างแข่งขันกันพยายามทายให้ได้ว่าคำตอบที่ครูอยากฟังคืออะไร แทนที่จะฝึกจริงแท้กับความคิด กับความรู้สึกของตนเอง การฝึกความไว้วางใจจึงเป็นการฝึกที่จะเชื่อประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่ใช่เชื่อคำตอบจากครูหรือผู้มีอำนาจ

๕. ความไม่มุ่งเป้า (Non-striving) เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในโลกนี้เป็นไปเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อจะได้อะไรบางอย่างหรือไปที่ไหนสักแห่ง แต่นั่นไม่ใช่เสาหรือหลักของการเจริญสติ ซึ่งเป็นการฝึกทำเพื่อที่จะ "ไม่ทำ" เป็นพาราดอกซ์ (ความจริงคู่ขัดแย้ง) ซึ่งฟังดูเหมือนจะเพี้ยนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราอยู่ในความทุกข์ ความเครียดหรือความเจ็บปวด

ดังตัวอย่างรุ่นน้องข้างต้น ผู้ไม่อยากทนอยู่กับความทุกข์ที่ทับถมในใจ อยากภาวนาให้ไปจากที่ตรงนี้เสียที ทั้งๆ ที่หัวใจของการฝึกเจริญสติแท้จริงแล้ว คือ การได้อยู่ตรงนี้อย่างเต็มที่เสียทีต่างหาก การฝึกเพื่อจะผ่อนคลาย หายเจ็บ หรือแม้กระทั่งบรรลุธรรมจึงขัดกับหลักการเจริญสติโดยตรง

๖. การยอมรับ (Acceptance) บ่อยครั้งที่เรามักจะปฏิเสธ ต่อต้าน ไม่ยอมรับความเป็นจริงตรงหน้า โดยเฉพาะหากว่าไม่ตรงกับใจของเรา เราใช้แรง กำลัง เวลาไปมหาศาลเพื่อที่จะแข็งขืนดึงดัน พยายามให้บางอย่างเป็นอย่างอื่นจากที่มันเป็นจริงๆ ทั้งๆ ทางที่ง่ายที่สุดในการเปลี่ยนแปลง คือ การยอมรับ ซึ่งก็คือ การมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริงตามที่มันเป็นในปัจจุบัน การยอมรับนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะงอมืองอเท้า ปล่อยให้ใครจะทำอะไรหรือเป็นอะไรก็ช่าง เพียงแค่หมายความว่าเราไม่ต้องเสียเวลาไปต่อต้านความจริง

มีสองความเชื่อที่มนุษย์มักตัดสินตนเองอยู่เสมอๆ คือ ฉันไม่ดีพอ และ ฉันไม่เป็นที่รัก ตัวอย่างรุ่นพี่ที่รู้สึกว่าตนเองไม่เก่งไม่ดีพอ ยากที่จะยอมรับตนเองนั้น วิธีที่เหมาะที่สุดอาจจะเป็นการบอกกับตัวเองว่า "เราก็เป็นของเราอย่างนี้ แต่เราก็ไม่ละความพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และในระหว่างนี้ เราจะยอมรับตัวเราอย่างที่เราเป็นด้วย"

๗. การปล่อยวาง (Letting Go) ในการฝึกปฏิบัติ อาจมีบางความคิด ความรู้สึก หรือแม้กระทั่งสภาวะ ที่เราชอบใจอยากจะเก็บเอาไว้ และในทางกลับกันก็อาจจะมีบางความคิด ความรู้สึก หรือสภาวะที่เราอยากปฏิเสธ การปล่อยวางในการเจริญสติ คือ การตั้งใจที่จะไม่ไปทำอะไรกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดังที่พระไพศาล วิสาโล ใช้วลีที่ว่า "ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา" เป็นการสรุปความที่ตรงประเด็น

เจ็ดเสาของการเจริญสตินี้ชี้แนะแนวทางให้ผู้ปฏิบัติรู้จักวางจิตวางใจให้ เหมาะสมได้อย่างชัดเจน และช่วยเสริมทั้งการเจริญสติตามรูปแบบและในชีวิตประจำวันได้ โดยมากแล้วพวกเราเหล่านักปฏิบัติต่างก็มุ่งมั่นในการพัฒนาฝึกฝนการเจริญสติ ของตนอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุนี้เอง หลายครั้งหลายคราวก็เป็นผลให้เราคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป ยิ่งปฏิบัติมามากก็ยิ่งคาดหวังถึงความก้าวหน้า หวังว่าจะทำได้ดีดังที่เคยทำได้บ้าง ความตั้งใจดีอันเกิดจากความมุ่งมั่นจริงจังต่อการปฏิบัติจึงมักกลายให้เกิด ทัศนคติที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการฝึกฝนของเราไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นการด่วนตัดสินตัวเอง ความร้อนใจอยากเห็นความก้าวหน้าเห็นผลตามคาด การที่เราเชื่อว่าเรารู้แล้วทำให้ประมาทและพลาดการเรียนรู้ระหว่างรายทาง ความกังวลสงสัยไม่อาจวางใจ การดึงดันไม่ยอมรับสภาพ และสุดท้ายคือการยึดติด โดยเฉพาะกับประสบการณ์ที่ดีในการปฏิบัติ



การพัฒนาจิตจากการเจริญสติมีหัวใจหลักคือ การอยู่กับปัจจุบันขณะ และวิถีทางการปฏิบัติก็มีได้หลายแนวตามจริต ตามความสนใจของแต่ละบุคคล เมื่อราว 8 ปีที่ผ่านมานั้น ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีคุณค่ามากเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “การพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ” กล่าวถึงโมเดลสำคัญคือ ธรรมจักรแห่งจิตวิวัฒน์ ซึ่งแต่ละซี่ของธรรมจักรนั้นเป็นช่องทางการพัฒนาจิตที่หลากหลาย อาทิ การทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม (และต่อมาถูกเรียกว่าจิตอาสา) การศึกษาเพื่อพัฒนาจิตใจ (ในปัจจุบันคือจิตตปัญญาศึกษา) วิปัสสนากรรมฐานเป็นวิถีชีวิต สื่อสร้างสรรค์ ฯลฯ โดยทุกซี่เชื่อมโยงร่วมกันด้วยแกน คือ เรื่องการเจริญสติ อันเป็นการวิวัฒน์จิตนั่นเอง

ในโลกปัจจุบันที่การค้นคว้าหาข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทันใจ เราต่างสามารถหาแนวทางวิธีการฝึกฝนตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนท่านแนะไว้ได้ ทั้งจากหนังสือ อินเตอร์เนท และสื่อซีดี อีกทั้งไม่ว่าจะอยู่ในบริบทหรือแวดวงของวงการไหน ก็สามารถเลือกช่องทางการพัฒนาจิตที่เข้ากันและสอดคล้องกับเงื่อนไขของเราได้ เจ็ดเสาของการเจริญสติจึงช่วยเสริมให้ได้เป็นอย่างดีว่าเราพึงวางทัศนคติของ เราอย่างไรในการปฏิบัติ

คำแนะนำที่ผมจะให้แก่ลูกศิษย์ที่อยากรู้เรื่องการเจริญสติ จึงมักไม่สามารถบอกเขาอย่างรวบรัดและจำกัดเฉพาะแนวทางหนึ่งใดได้ ด้วยหนทางนี้เป็นวิถีทางที่มีการเดินทางอันยาวไกล ผู้เรียนย่อมต้องเป็นผู้เลือกและเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง แต่จะด้วยรูปแบบใด แนวทางไหน ในช่องทางอะไรก็ตาม หากปฏิบัติด้วยทัศนคติที่เอื้อต่อการฝึกฝนใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ก็ย่อมเป็นหนทางส่งเสริมให้เกิดสติ สู่การวิวัฒน์จิตของตน

Friday, May 04, 2012

ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจิตมนุษย์


เรียบเรียงจาก http://www.lynnemctaggart.com/blog/174-true-believers

ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสันดานของมนุษย์หรือไม่ ถ้าใช่แล้วมีอยู่แค่ไหน และ ฝังอยู่ส่วนไหนของจิตมนุษย์ แล้วคนที่ไม่มีศาสนาหละ มีความเชื่อนี้อยู่ด้วยหรือเปล่า 

งานวิจัยใหม่สองงานที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ได้ช่วยตอบคำถามนี้ งานแรกจาก University of Otago in New Zealand เพิ่งตีพิมพ์ใน the Journal of Experimental Social Psychology จากกลุ่มของ Associate Professor Jamin Halberstadt พบว่า เมื่อคนที่เชื่อในศาสนา (ศาสนาใดก็ได้) คิดถึงความตายของตนเอง พวกเขาจะยิ่งศรัทธาในศาสนาของตัวเองมากขึ้นทั้งระดับจิตสำนึำกและจิตไร้สำนึก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา เมื่อพวกเขาคิดถึงความตายของตนเอง เขาอาจจะเพิ่มความปฏิปักษ์ต่อศาสนาในระดับจิตสำนึก แต่ในระดับจิตใต้สำนึกพวกเขาเริ่มมีความลังเลและเริ่มสนใจศาสนา

โดยนักวิจัยได้ทำการทดลองสุ่มตัวอย่างจากถามนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 265 คน ว่าเป็น คนที่มีศาสนา หรือ คนไม่มีศาสนา โดยใช้การกดปุ่มเลือก ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะมีการสุ่มให้นักศึกษาบางคน ต้องคิดและเขียนถึงเรื่องความตายของตนเอง ส่วนในกลุ่มควบคุมให้แค่ดูโทรทัศน์ทั่วไป ผลการทดลองสำหรับ กลุ่มที่บอกว่าตัวเองมีศาสนา พบว่า กลุ่มนี้จะยิ่งรู้สึกมีความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถึือ อย่างแรงกล้ากว่าปกติ ถ้าได้คิดถึงความตาย ขณะที่กลุ่มที่บอกว่าตัวเองไม่มีศาสนาก็จะรู้สึกชัดยิ่งขึ้นว่าไม่เชื่อในศาสนาต่างๆ

แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ในกลุ่มที่บอกว่าตัวเองไม่มีศาสนา เมื่อนับเวลาการกดปุ่มยืนยันว่ายอมรับการมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ พระเจ้า เปลี่ยนไป โดยคนที่ต้องคิดและเขียนเกี่ยวกับความตายของตัวเอง จะใช้เวลาในการกดปุ่มมากกว่าปกติ (กลุ่มที่มีศรัทธาในศาสนาก็จะกดปุ่มยืนยันเร็วขึ้น) ซึ่งนักวิจัยได้สรุปว่า นี่คือ ความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกในระดับจิตใต้สำนึก ที่ลึกๆก็อาจมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์

การค้นพบนี้ช่วยยืนยันว่า ศาสนาเป็นส่วนประกอบสำคัญและหยั่งรากลึกของสังคม มนุษย์เกือบทุกคนจะกลัวความตาย ความเชื่อทางศาสนาจะช่วยมนุษย์ในการจัดการความรู้สึกนี้

นอกจากงานวิจัยนี้ ยังมีงานวิจัยอื่น ที่พิสูจน์เช่นเดียวกันว่า ความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่มีอยู่เสมอในการรับรู้ของมนุษย์ทุกคน ซึ่งโมเดลของการประมวลผลการรับรู้ของคนมีอยู่สองแบบ คือ ระบบคิดเเบบเหตุผลเป็นเส้นตรง (1+1 เท่ากับ 2) แ่ละระบบคิดแบบการหยั่งรู้ (intuition) ที่เป็นการคิดแบบปิ๊งแว๊บ "ว้าว"

นักวิจัยกลุ่มของ Associate Professor Ara Norenzayan จาก University of British Columbia ได้ขอให้กลุ่มตัวอย่างทำโจทย์แก้ปัญหา เช่น ทำแบบสอบถามยากๆ หรือ เหนี่ยวนำให้คิดวิเคราะห์ ก่อนตอบคำถามเรื่องความเชื่อในศาสนา ผลคือ ความเชื่อในศาสนาของกลุ่มตัวอย่าง ลดลงเมื่อต้องทำงานแบบคิดวิเคราะห์ยากๆ อย่างน้อยก็เป็นระยะเวลาชั่วคราว ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับผลวิจัยของกลุ่มอื่นที่ได้พิสูจน์ว่า ระบบคิดแบบการหยั่งรู้นั้นเชื่อมโยงกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์

แม้ว่าโมเดลนี้จะเป็นแค่ตัึวอย่างง่ายๆอย่างลดทอนที่มีข้อโต้แย้งมากมาย แต่มันก็ได้ชี้ให้เห็นว่า มีสิ่งที่เหนือไปกว่า โลกวัตถุล้วนๆนี้ ที่ฝังอยู่ในจิตของมนุษย์ทุกคนอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
 

Sunday, December 18, 2011

ตามหาพระเจ้า - นักฟิสิกส์ใกล้ค้นพบอนุภาค Higgs-Boson

source: http://www.spiegel.de/wissenschaft/natur/0,1518,803420,00.html

ใกล้เจอแล้ว อนุภาคพระเจ้า ผู้ให้มวลแก่ดวงดาวทั้งหลาย ยืนยัน 95 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะไม่มีจริง

Higgs-Boson เป็นอนุภาคในทฤษฏีที่นักฟิสิกส์เชื่อว่า เป็นอนุภาคให้มวลแก่อนุภาคอื่นๆที่ปกติมีคุณสมบัติเหมือนแสง ตามข่าว นักฟิสิกส์ที่เิซิร์น เจนีวา สามารถคำนวณน้ำหนักของอนุภาคนี้ได้แล้ว พบว่ามวลอยู่ระหว่าง 115.5 ถึง 131 Gigaelectronenvolt (GeV) โดย 126 เป็นมวลที่วัดได้บ่อยที่สุด

แต่ยังสงสัยว่าอนุภาคนี้มีจริงหรือไม่ โดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการทดลอง และการทดลองนี้มีค่าทางสถิติเพียง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางฟิสิกส์ค่าที่เชื่อถือได้ต้อง วัดมั่นใจถึง 99.9999 เปอร์เซ็นต์

ทำไมอนุภาค Higgs-Boson จึงสำคัุญ

Higgs-Boson เป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์พื้นฐานทางฟิสิกส์ของการเกิดมวลจากอนุภาคพื้นฐานที่เป็นแสง

อนุภาคพื้นฐานที่ประกอบเป็นอะตอมที่มีมวล มี 12 ตัว ทุกอนุภาคจะมี anti-อนุภาค ที่มีประจุึตรงกันข้าม ซึ่งตามโมเดลปัจจุบันทุกอนุภาคนี้ไม่มีมวล เมื่อไม่มีมวล อนุภาคก็จะมีความไวได้ดั่งแสง มันจึงไม่สามารถที่จะเกิดอะตอม เกิดดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือ สิ่งมีชีวิตได้

เพื่ออธิบายว่าทำไมจึงเกิดมวล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ Peter Higgs และเพื่อนร่วมงานได้อธิบายกลไกการเกิดมวลนี้ เขาเปรียบว่า อนุภาพ Higgs Boson เหมือนกับ ดารา ที่มาร่วมงานปาร์ตี้ แล้วอนุภาคพื้นฐานก็เหมือนแขกในงาน เมื่อดาราเข้ามาก็จะไปรุมล้อมดารานี้ ก็จะเกิดสนามพลังงาน Higgs ขึ้นมา เมื่อดาราเดินไปไหน แขกก็จะตามไปทำให้ดาราดังนั้นต้องเคลื่อนที่ช้าลง ก็เกิดเป็นมวลขึ้นมา แล้วแขกก็จะสะสมมวลนั้น รวมตัวเป็นอะตอม เป็นมวลเป็นดวงดาวขึ้นมา

ในที่นี้สำหรับศาสนาที่มีพระเจ้า ก็เปรียบเสมือนว่าอนุภาคนี้เป็นพระเจ้าที่ให้มวลเกิดขึ้นมา เกิดโลก เกิดมนุษย์ได้ แต่ถ้าเทียบกับพุทธ ที่ไม่มีพระเจ้า อนุภาคนี้น่าจะไม่มี แต่เป็นเพราะอนุภาคพื้นฐานเกิดการยึดติดขึ้นมา จึงเกิดโลก (หรือเปล่า)

ซึ่งถ้าในที่สุดอาจจะค้นพบว่า Higgs-Boson ไ่ม่มีจริง อย่างน้อยนักฟิสิกส์ก็ยังมีความสุขว่าอย่างน้อยก็ได้ตึโจทย์ที่ครุ่นคิดมามากกว่า 40 ปี อย่างไม่มีคำตอบ และจะพยายามหาโมเดลใหม่มาอธิบายปรากฏการณ์การเกิดมวลต่อไป

ปล ที่พิมพ์มาเป็นการแปลข่าวภาษาเยอรมันที่ให้ชาวบ้านอ่านทั่วไป เขาอธิบายได้เห็นภาพมาก ข่าวไทยนี่อ่านแล้วงง ไม่่ค่อยมีอธิบาย เขียนให้คนยิ่งงง ยิ่งได้รับการยกย่อง:-)

Saturday, August 27, 2011

กำเนิดและการพัฒนาการของอาหารชาววัง (ฉบับย่อ)

หมายเหตุ บทความนี้เป็นบทความของ คุณ สุนทรี อาสะไวย์ นักวิจัยเชี่ยวชาญ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันไทยคดีศึกษา เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วนำมาลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม โดยจุดประสงค์หลักของงานวิจัยคือ การทำความเข้าใจอาหารชาววังที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อมนุษย์และความต้องการทางสังคม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมนี้อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองตลาดการท่องเที่ยวที่ขยายตัว โดยการเข้าใจลึกซึ้งถึงที่มาจุดกำเนิดของวัฒนธรรมการกินในวังจะทำให้สามารถพัฒนาอาหารชาววังนี้ได้อย่างมีคุณภาพ แม้ว่าบทความจะเน้นเรื่องธุรกิจแต่ผมก็เห็นว่าน่าสนใจ ผู้เขียนได้เล่าเกร็ด และเรื่องราวไทยๆเกี่ยวกับอาหารไทยที่เราหลงลืมหรือไม่เคยได้ยินมาก่อนเกี่ยวกับอาหารไทยไว้ด้วย จึงขอนำมาเล่าใหม่ในลีลาชาวบ้านๆแอบมองรั้ววังในบล็อกนี้

ส่วนผู้สนใจอ่านฉบับเต็มขอเิชิญได้ที่ (มี 4 ตอน)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4


หลังการปราบดาภิเษกขึ้นพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่แทนกรุงธนบุรีที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำใน พ.ศ. 2325 พระบรมมหาราชวังจึงกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงรวมทั้งอาหารด้วย โดยราชสำันักฝ่ายในที่เป็นเจ้านายฝ่ายหญิงและลูกหลานของข้าราชการที่ถวายตัวมีบทบาทสำคัุญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมเืพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์และราชอาณาจักรใหม่ ซึ่งบทบาทของฝ่ายในนี้ช่วยส่งเสริมตำแหน่งและอำนาจของสตรีในวัง
สตรีใดที่ได้รับถวายหน้าที่เป็นฝ่ายอาหารที่เีรียกว่า "เครื่องต้น" จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายและมีโอกาสได้เลื่อนขั้นหรือรับรางวัลจากพระมหากษัตริย์ได้ อย่างเจ้าฟ้าบุญรอด เจ้าตำรับอาหารแห่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี

อาหารชาววังหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากับข้าวเจ้านาย ก็มีลักษณะพื้นฐานทั่วไปเหมือนอาหารชาวบ้าน แต่อาหารชาววังจะมีคุณลักษณะพิเศษคือ

1. ความอุดมสมบูรณ์และความสดใหม่ของวัตถุดิบในการประกอบอาหาร

2. มีวิธีการทำอันซับซ้อน ประณีต พิถีพิถัน ต้องใช้เวลา เช่น ข้าวแช่ชาววังที่นอกจากต้องหุงข้าวให้สวยแล้วยังต้องนำไปใส่ตะแกรง ใช้ผ้าขาวบางขัดเมล็ดข้าวจนสวยกรากแล้วค่อยใส่น้ำลอยดอกไม้หอมแล้วอบร่ำด้วยเทียนหอมอีก กลิ่นจึงหอมและใสสะอาดไม่มีตะกอนเหมือนข้าวแช่ชาวบ้าน ในบางครั้งที่ของทำยากก็ต้องการกำลังผู้คนในการทำจำนวนมากเช่น ขนมจีบไทยที่ต้องแบ่งคนผัด คนนวดแป้ง คนปั้น

3. มีความแปลกแตกต่าง วิจิตรบรรจง กล่าวคือ นอกจากเป็นอาหารปากแล้วยังต้องเป็นอาหารตา

4. มีรสชาติที่นุ่มนวล กินแล้วไม่สะดุด คือ รสไม่จัด ไม่เผ็ดมาก แต่ไม่ได้หวาน เพียงแต่มีความกลมกล่อมเป็นหลัก ไม่มีของหมักๆดองๆอย่างหน่อไม้ ไม่มีของคาวๆ เช่น ไตปลา ไม่มีของแข็ง ไม่มีกระดูก อาหารจะเคี้ยวง่ายและตัดพอดีคำ

5. แต่ละมื้อจะจัดเป็นชุดที่เรียกว่า "เครื่องเจ้านาย" ประกอบด้วยอาหารรสหลากหลายอย่างน้อย 7 ประเภท ซึ่งต้องมีครบรสชาิติอาหารไทยคือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ซึ่งจะจัดถวายในถาดเงินหรือถาดทอง และรสชาติของแต่ละอย่างต้องสอดคล้องกัน เช่น น้ำพริกที่เผ็ดๆก็จะมีหมูหวานเพื่อล้างความเผ็ด

นี่คือลักษณะเด่นของอาหารชาววัง แ่ต่วังแต่ละที่ก็จะมีสูตรการทำต่างกันไป โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง โดยทั่วไปแล้วอาหารชาววังมีความแพร่หลายอยู่ในขอบเขตที่จำกัดคืออยู่ในแวดวงของเจ้านายและพระประยูรญาติ แต่ละครัวก็จะมีตำรับของตัวเองไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ จะสอนให้เฉพาะวงเครือญาติหรือศิษย์ที่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความจงรักภักดีและรับใช้ใกล้ชิด บทความนี้จะศึกษาเฉพาะตำรับอาหารชาววังที่เจ้าของตำรับได้รวบรวมและมีหลักฐานอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผู้รวบรวมส่วนใหญ่ก็เป็นสะใภ้ของราชวงศ์หรือตระกูลขุนนาง ซึ่งมีรายชื่อตำรับอาหารดังนี้

1. ตำรับอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี "กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน"

เป็นตำรับอาหารชาววังที่เก่าแก่ที่สุด ที่ปรากฏหลักฐานมาถึงปัจจุบันคือ พระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อยกย่องความสามารถด้านอาหารของพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ารอด โดยอาหารในตำรับมีเครื่องคาว ผลไม้และ เครื่องหวาน ที่น่าสนใจก็คือ ความเป็นนานาชาติที่ถูกสอดแทรกอยู่ในตำรับอาหารนี้ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่นที่ได้อิทธิพลจากแขก (อาหารอันดับหนึ่งของโลกจากเว็บไซต์ CNN) ยำใหญ่ที่ใส่น้ำปลาญี่ปุ่น (โชยุ) หรือ ขนมจีบ และรังนกที่เป็นอาหารจีน เรียกได้ว่า ท่านเป็นอัจฉริยะด้านอาหารที่รู้เชี่ยวชาญอาหารทั้งไทยและเทศ และพัฒนาปรับเปลี่ยนอาหารต่างชาติให้เข้ามาอยู่ในตำรับอาหารไทย ได้อย่างเลิศรส (ลิงก์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่นี่ หรือ ที่นี่)

2. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ บุนนาค "ตำราแม่ครัวหัวป่าก์"
ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นบุตรีคนโตของ นายสุดจินดา (พลอย ชูโต บุตรจมื่นศรีสรรักษ์) กับคุณนิ่ม สวัสดิชูโต (ธิดาพระยาสุรเสนา) นับเนืองเป็นราชนิกุลบางช้าง ได้แต่งงานกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการและกระทรวงธรรมการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด และสามารถในกิจการหา ผู้เสมอเหมือนยาก มีความชำนาญในการประกอบอาหาร คาวหวาน เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ และตกแต่ง เป็นผู้ริเริ่มทำลูกชุบให้ดูเหมือนของจริงถึงขนาดประดิษฐ์เป็นกระถางต้นไม้ ซึ่งรับประทานได้ทั้งหมด งานปักรูปเสือลายพาดกลอนได้รับพระราชทานรางวัลจากรัชกาลที่ 4 และส่งไปประกวดในระดับโลก ได้รับรางวัลที่ 1 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเงินหลายพันดอลลาร์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง เมื่อ พ.ศ.2436 ในคราวเหตุการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสภากาชาดไทย ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ร.ศ.130 สิริอายุได้ 65 ปี

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็น ผู้พิมพ์หนังสือตำราอาหารออกเผยแพร่ขึ้นเป็น ครั้งแรก เมื่อ ร.ศ.127 ตรงกับ พ.ศ.2451 (สมัยรัชกาลที่ 5) โดยตั้งชื่อว่า “แม่ครัวหัวป่าก์” ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการเขียนตำรากับข้าวกันเป็นกิจจะลักษณะเลย หนังสือ “แม่ครัวหัวป่าก์” จึงนับเป็นตำรากับข้าว เล่มแรกของคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัุญของสังคมไทยเพราะการมีตำรับอาหารประจำชาติของตนเองเปรียบเสมือนการยกระดับประเทศให้มีความทันสมัยเท่าเทียมกับประเทศตะวันตก โดยได้ริเริ่มทดลองใช้วิธีการชั่งตวงวัดเป็นมาตรวัดไทยโบราณคือ บาท สลึง เฟื้อง ไพ ไว้ใช้ในการประกอบอาหาร ให้มีมาตรฐานเหมือนทางตะวันตก จึงทำให้ได้รสชาติอาหาร ที่คงที่ ซึ่งโดยธรรมเนียมในการปรุงอาหารของไทยในสมัยก่อนนั้นไม่นิยมการใช้ชั่งตวงวัดอย่างยุโรป แต่อาศัยความชำนาญหัดเรียนรู้ด้วยตนเอง สืบทอดกันตามโคตรตระกูล ซึ่งก็ได้สร้างความรำคาญใจให้แก่บุคคลอื่นๆ ที่เป็นแม่ครัวมือเก่าบ้างพอควร ในตำรับแม่ครัวหัวป่าก์แบ่งเป็น 5 เล่ม แต่ละเล่มประกอบอาหารประเภทใหญ่ๆ 7 ประเภทคือ หุงต้มข้าว ต้มแกง กับข้าวของจาน เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวาน ขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง ซึ่งการจัดจำแนกนี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการจัดหมวดหมู่ตำรารุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบัน

อาหารในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ทุกประเภทจะมีทั้งอาหารไทย อาหารเทศ อาหารพื้นเมืองที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นในวังเช่น ปลาร้า ไตปลา กะปิ ตะพาบน้ำ อีกทั้งยังรวมสูตรอาหารที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาด้วย นอกจากนี้แม่ครัวหัวป่าก์ได้เขียนเล่าเรื่องสนุกๆของประวัติศาสตร์ไทยรวมทั้งสภาพธรรมชาิติและความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย เช่น ประวัติขนมค้างคาวของเจ้าครอกทองอยู่ หรือ ทุเรียนต้องทุเรียนบางบน (บางขุนนนท์) หรือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับตลาดรอบๆกรุง

ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ได้ถูดจัดพิมพ์ครั้งแรกในประติทินบัตรแลจดหมายเหตุเมื่อปีพ.ศ.2432 และได้ตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือเมื่อคราวที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ทำบุญฉลองอายุครบ 61 ปี และฉลองวาระสมรส 40 ปีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ.127 แจกเป็นของชำร่วยจำนวน 400 ฉบับ และระหว่างนั้นก็ได้รับการพิมพ์ใหม่หลายครั้งจนปัจจุบันเป็นครั้งที่ 6 เมื่อปีพ.ศ. 2545
(ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ และ ที่นี่)



3. ตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์
หม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) เป็นภรรยาของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) ท่านจึงอยู่ในฐานะสะใภ้ของสกุลบุนนาค เช่นเดียวกับ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ สำหรับตำรับอาหารของหม่อมส้มจีน นั้นปรากฏหลักฐานในรูปหนังสือครั้งแรกในปีพ.ศ. 2441 ในชื่อว่า ตำรากับเข้า เมื่อเปรียบเทียบกับตำราแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยนแล้ว ตำรากับเข้าของหม่อมส้มจีนจะมีรายการอาหารน้อยกว่าเน้นประเภทแกงและกับ และเน้นการใช้วัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์ป่าเช่น แย้ อ้น หมูป่า เป็นต้น


4. ตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร
ท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร เป็นธิดาของหมื่นนรารักษ์ (ปิ่น บางยี่ขัน) ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอยู่ที่บางยี่ขัน ธนบุรี มารดาชื่อหุ่น กำเนิดในสกุลสนธิรัตน์ สมรสกับเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) สกุลไกรฤกษ์ เป็นสกุลที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา และเริ่มรับราชการในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีสืบต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งกรณีของตำรับอาหารของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร จะไม่เน้นถ่ายทอดสู่วงนอกเหมือนของสองท่านก่อนนี้แต่เน้นให้สืบทอดภายในตระกูลไกรฤกษ์และญาติของตน ตำราอาหารนี้จะมีการแบ่งอาหารหลายอย่างมากกว่าสิบประเภท และมีอาหารจีนมากขึ้นเช่น หนังแรดเอ็นกว่าง ข้าวผัดเต้าหู้ยี้ หรือ แกงจืดเซี่ยงจี๊ แต่ก็ยังมีอาหารนานาชาติเช่น ข้าวบุหรี่ (อย่างเเขกเทศ ที่นำข้าวไปผัดกับเนยก่อนหุงรวมกับหญ้าฝรั่นใส่ไก่) ข้าวหมกไก่
ที่่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จะมีอาหารจีนที่ำทำทานง่ายๆมากขึ้น อาจจะสะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชาวจีนเริ่มมีฐานะในสังคมเพิ่มขึ้นจนอาหารจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากขึ้น

4 ตำรับอาหารนี้คือ ตำรับอาหารชาววังดั้งเดิมที่ถึงแม้จะเก่าแก่กว่าร้อยปี แต่ก็สามารถเห็นได้ถึงกระแสโลกาภิวัฒน์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนทำให้อาหารในวังบางส่วนกลายเป็นอาหารนานาชาิติโดยปริยาย ต่อมาเมื่อพ.ศ.2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยทำให้ความสำคัญของอาหารในวังลดลงไป บางส่วนสูญหายไปกับยุคสมัย เพราะ เจ้านายเ้จ้าของสูตรไม่ถ่ายทอดเพราะหวงวิชา แต่ก็ได้มีลูกหลานในวังได้นำอาหารในวังมาประยุกต์และเผยแพร่ใหม่ในสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทำให้อาหารสูตรในวังแพร่หลายสู่้สามัญชนมากขึ้น ผู้ที่ได้ถือว่าเป็นผู้สืบทอดสูตรอาหารในวังที่สำคัญในยุคนี้ได้แก่

1. มรว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ กับ เชลล์ชวนชิม


การเผยแพร่อาหารในสื่อสารมวลชนเริ่มครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสโดย บริษัททำล้อยาง มิชชิลิน ที่ทำแจกลูกค้าเป็นคู่มือในการเดินทางสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์โดยเริ่มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2443 หม่อมถนัดศรีก็เช่นกัน โดยการสนับสนุนของเชลล์เเก๊สใ้ห้เขียนคอลัมน์เชลล์ชวนชิมในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์และต่อมาในมติชน รวมถึงจัดรายการโทรทัศน์อย่าง การบินไทยไขจักรวาล ครอบจักรวาล รวมไปถึงพ่อลูกเข้าครัวทำให้อาหารในวังได้มีโอกาสเผยแพร่สู่วงกว้าง นอกจากนี้หม่อมถนัดศรียังเป็นผู้แนะนำร้านอาหารตำรับชาววังให้คนธรรมดาได้ลองไปลิ้มรสอย่าง ห้องอาหารท่านหญิงที่ถนนประมวญ สีลม ห้องอาหารหลายรสที่ซอยสุขุมวิท 49 ห้องอาหารดรรชนี เชิงสะพานวันชาติ ถนนประชาธิปไตย สวนทิพย์ ปากเกร็ด และห้องฝั่งน้ำ โรงแรมรอยัลริเวอร์ที่เป็นลูกศิษย์ของมล. เติบ ชุมสาย

2. มล. เติบ ชุมสาย

มี่พี่สาวคือ มล. ติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่สูตรอาหารวังรุ่นใหม่ด้วย เเต่มล. เติบ จะมีผลงานปรากฏเป็นรูปเล่มด้วย อาทิ ตำรับอาหารประจำวัน ตำรับอาหารทางทีวี และ กับข้าวรัตนโกสินทร์ เป็นต้น และที่สำคัญได้มีโอกาสทำรายการ"แม่บ้าน" ถ่ายทอดทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม และ ช่อง 9 ติดต่อกันนานถึง 20 ปี ซึ่งข้อดีของตำรับอาหารมล.เติบคือการนำเสนอตำรับอาหารชาววังให้ทำได้ง่ายขึ้นสำหรับแม่บ้านสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง ประสบความสำเร็จมากจนฮิตติดดาว สามารถเอาสูตรไปเปิดร้าน "ครัวชุมสาย" ซอยราชครู ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วย นอกจากนี้หม่อมเติบยังได้มีโอกาสเป็นพระเครื่องต้นทำอาหารถวายในหลวงองค์ปัจจุบัน รวมถึงทำอาหารเลี้ยงดาราระดับโลกอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เนื่องในโอกาสเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์ ugly american ที่ถ่ายทำในไทยและมรว.คึกฤทธิ์นำแสดงอีกด้วย

อนึ่ง หลังจากการเผยแพร่อาหารของ หม่อมถนัดศรี และหม่อมเติบทำให้เกิดผู้แนะนำอาหารในสื่อมวลชนขึ้นอีกมากมายอย่าง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รงค์ วงษ์สวรรค์ แม่ช้อยนางรำ พิชัย วาสนาส่ง เป็นต้น


3. วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้สืบทอดอาหารตำรับวังบ้านหม้อ
ตำรับวังบ้านหม้อเป็นวังของพระองค์เจ้ากุญชร ต้นราชสกุล ณ บางช้าง ที่มีเจ้าจอมมารดาศิลาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศรีสุริเยนทรฯ ทำให้วังบ้านหม้อเป็นวังหนึ่งที่ได้รับสืบทอดตำรับอาหารมาจากสายของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ แต่ปัญหาคือ เจ้าของสูตรที่สืบทอดกันมาหวงสูตรมาก แม้แต่ลูกหลานก็ไม่ยอมให้ แต่โชคดีที่คุณ วิษุวัต สุริยกุล ณ อยุธยา ลุกหลานของสกุลนี้ได้พยายามเก็บบันทึกสูตรและขอเรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่จนสามารถเก็บรักษาวิชาอาหารได้บางส่วน อย่าง ขนมจีบไทยและปั้นสิบ ที่มีวิธีทำเฉพาะของวังนี้เท่านั้น ปัจจุบัน ขนมจีบและปั้นสิบของวังบ้านหม้อได้ผลิตออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบอาหารกล่อง โดยส่งไปขายทุกวันศุกร์ที่ร้านภูฟ้า (สยามดิสคัฟเวอรี่และจตุรัสจามจุรี) และทุกวันเสาร์ที่สวนจตุจักร


4. ตำรับบ้านจักรพงษ์ หรือวังท่าเตียน
เดิมเป็นของพระเจ้าลูกเธอ เ้จ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ปัจจุบันได้ตกทอดสู่ทายาทคือ มรว. นริศรา จักรพงษ์ ปัจจุบันได้เปิดพื้นที่บางส่วนเป็นโรงแรมและ้ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารตำรับชาววัง สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaivillas.com

อ่านเสร็จแล้วต้องขอไปลองชิม:-)

Sunday, August 21, 2011

กรุงศรีปฏิวัติ : ศึก ๒ ราชวงศ์ วงศ์พระราม รบ วงศ์พระอินทร์

เป็นบทความประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยาตอนต้นที่น่าสนใจจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงนำมาแปะไว้เผื่อผู้สนใจ
โดย ปรามินทร์ เครือทอง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312195601&grpid=no&catid=&subcatid=
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312196673&grpid=no&catid=&subcatid=

มีใครสามารถอดทนรอเก็บความคั่งแค้นไว้ด้วยความสงบ ได้ถึง ๑๘ ปี



สมเด็จพระราเมศวร ทรงผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ พระราชบัลลังก์ที่ต้องตกเป็นของพระองค์ชัดๆ ในฐานะ หน่อพระพุทธเจ้าŽ ของสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ก็เป็นจริงเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพราะถูกสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยึดŽ ไป ส่วนพระองค์ต้องทรงล่าถอยกลับไปยังฐานที่มั่นเก่า ณ เมืองลพบุรี เฝ้ารอจังหวะและโอกาสอย่างอดทนถึง ๑๘ ปี



ที่น่าเจ็บปวดยิ่งขึ้น คือการเฝ้ารออย่างอดทนเกือบ ๒ ทศวรรษนี้ กลับเป็นการเฝ้าดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของศัตรู



เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ถือเป็นยุคสมัยเริ่มแรกของการขยายความมั่นคง ยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะการ กำราบŽ หัวเมืองเหนือในอำนาจของรัฐสุโขทัย เช่น ในปีพุทธศักราช ๑๙๑๔ หรือปีรุ่งขึ้นหลังจากทรงทำรัฐประหารยึดกรุงศรีอยุธยา ก็เสด็จขึ้นไปยึดเมืองเหนือ แม้จะมีคำอธิบายว่าการศึกครั้งแรกนี้ ทรงยึดได้ไม่เกินนครสวรรค์ก็ตาม



ศักราช ๗๓๓ กุญศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเหนือ แลได้เมืองเหนือทั้งปวงŽ๑

การเสด็จขึ้น ไปเอาเมืองเหนือŽ นั้น มิได้สำเร็จเด็ดขาดในคราวเดียว แม้ตลอดรัชกาลของพระองค์ก็ยังทำไม่สำเร็จดังที่ทรงตั้งพระทัยไว้ ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงมีแต่เสด็จ ไปเอาเมืองเหนือŽ ทั้งสิ้น



เหตุที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ต้องมี การบ้านŽ ในการทำสงครามกับเมืองเหนือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ทรง ญาติดีŽ กับรัฐสุโขทัยอยู่ ก็เพราะว่ากษัตริย์สุโขทัยที่เป็นพี่เขยคือพระมหาธรรมราชา (ลิไทย) นั้นเสด็จสวรรคตในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยานั่นเอง๒ ทำให้กษัตริย์สุโขทัยพระองค์ใหม่คือ พระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) และหัวเมืองใหญ่น้อย ไม่ยอมรับอำนาจจากกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป



และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เมื่อถูกทำรัฐประหารหลังรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงไม่มีการต่อต้าน หรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากรัฐพันธมิตรเมืองเหนือใดๆ เลย


ยึดหัวเมืองเหนือ การบ้านŽ ของขุนหลวงพ่องั่ว

เมืองชากังราวหรือเมืองกำแพงเพชร เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของรัฐสุโขทัย ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) หมายมั่นปั้นมือจะต้องพิชิตให้ได้ ดังนั้นระยะเวลา ๑๘ ปี ตลอดรัชกาลของพระองค์ จึงทรงยกทัพเข้าตีเมืองนี้หลายต่อหลายครั้ง เช่น ในปีจุลศักราช ๗๓๕ (พ.ศ. ๑๙๑๖) เสด็จไปเมืองชากังราว รบกับพระยาคำแหงเจ้าเมืองชากังราว โดยมีพระยาใสแก้วที่ฝ่ายสุโขทัยส่งให้ลงมาช่วยรบ การศึกคราวนี้พระยาใสแก้วตายในสนามรบ ส่วนพระยาคำแหงหนีเข้าไปตั้งมั่นอยู่ในเมือง ทำให้สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ไม่สามารถตีเมืองชากังราวแตกได้



และดูเหมือนว่าหัวเมืองเหนือ จะไม่ยอมให้กรุงศรีอยุธยากวาดรวมเข้าเป็นเมืองบริวารได้ง่ายๆ ดังนั้น ๒ ปีถัดมา ในปีจุลศักราช ๗๓๗ (พ.ศ. ๑๙๑๘) สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก หัวใจŽ ของรัฐสุโขทัยในขณะนั้น ครั้งนี้ได้ทั้งตัวเจ้าเมืองขุนสามแก้วและกวาดต้อนชาวเมืองมาเป็นจำนวนมาก



ปีรุ่งขึ้นจุลศักราช ๗๓๘ (พ.ศ. ๑๙๑๙) เสด็จไปตีชากังราวเป็นการแก้มืออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทรงทำได้ดีกว่าคราวก่อน แม้จะมีท้าวผ่าคองจากเมืองเหนือมาช่วยรบเสริมทัพชากังราว แต่ปรากฏว่าท้าวผ่าคองแตกทัพหนีไป ส่วนพระยาคำแหงเจ้าเมืองนั้น ไม่แน่ชัดว่าถูกจับตัวได้หรือไม่ เพราะพระราชพงศาวดารบันทึกเพียงว่า จับได้ตัวท้าวพระญาและเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมากŽ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการศึกคราวนี้ก็คงยังไม่ได้ตัวพระยาคำแหงและเมืองชากังราว เพราะอีกเพียง ๒ ปีต่อมา กรุงศรีอยุธยาก็ยกทัพเข้าตีชากังราวอีก



ศักราช ๗๔๐ มะเมียศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นมหาธรรมราชาออกรบทัพหลวงเปนสามารถ แลเห็นว่าจะต่อด้วยทัพหลวงมิได้ จึงมหาธรรมราชาออกถวายบังคมŽ๓



ผลจากการได้เมืองชากังราวมาในครั้งนี้ ย่อมมีความหมายถึงการได้รัฐสุโขทัยมาด้วย เนื่องจากทรงมีชัยเหนือพระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) กษัตริย์แห่งรัฐสุโขทัย เป็นอันว่า การบ้านŽ สำคัญของพระองค์บรรลุผลระดับหนึ่งแล้ว



ต่อมาสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงตัดสินใจที่จะ ทำการบ้านŽ ให้ถึงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งคอยสนับสนุนช่วยเหลือรัฐสุโขทัยอยู่เรื่อยๆ และที่สำคัญการจะขึ้นตีไปถึงเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นถือว่า ทางสะดวกŽ เพราะไม่มีรัฐสุโขทัยกีดขวางอีกต่อไป



ดังนั้นในปีจุลศักราช ๗๔๘ (พ.ศ. ๑๙๒๙) จึงยกทัพไปหมายจะตีเมืองเชียงใหม่ให้จงได้ แต่ทัพกรุงศรีอยุธยายกมาได้เพียงเมืองลำปาง เพราะไม่สามารถตีเมืองลำปางแตกได้ ต้องยกทัพหลวงกลับกรุงศรีอยุธยา



จะเห็นได้ว่าตลอด ๑๘ ปีในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) นั้น ทรงติดพันอยู่กับราชการ หัวเมืองเหนือŽ เกือบตลอดเวลา คือในปีจุลศักราช ๗๓๓, ๗๓๔, ๗๓๕, ๗๓๗, ๗๓๘, ๗๔๐ และทิ้งห่างไปอีก ๘ ปี จึงยกทัพไปหมายจะตีเชียงใหม่ในปีจุลศักราช ๗๔๘



เหตุที่ทรงทิ้งห่างไว้ถึง ๘ ปีนั้น อาจจะเป็นเพราะทรงพอพระทัยเพียงแค่ได้รัฐสุโขทัย ซึ่งเป็นอันตรายต่อกรุงศรีอยุธยามากกว่าเมืองเชียงใหม่ เท่ากับ การบ้านŽ เสร็จแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะทรงพระชราแล้วก็เป็นได้



หากคำนวณพระชนมายุตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ว่าทรงครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ ๖๓ พรรษา๔ ดังนั้นเมื่อคราวยกทัพไปตีเชียงใหม่จึงมีพระชนมายุมากถึง ๗๙ พรรษาแล้ว



แม้จะทรงพระชรามากถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุศัตรูประชิดหัวเมือง ทำให้ต้องทรง ออกกำลังŽ อีกครั้ง



สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรง ฝืนสังขารŽ ด้วยพระชนมายุ ๘๑ พรรษา เสด็จออกสงครามครั้งสุดท้ายเพื่อตีเมืองชากังราวในปีจุลศักราช ๗๕๐ (พ.ศ. ๑๙๓๑)



เหตุที่ต้องทรงนำทัพออกรบคราวนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเมืองชากังราวแข็งเมือง แต่เป็นเพราะเจ้ามหาพรหมกษัตริย์เชียงรายประสงค์จะได้พระสีหลปฏิมาหรือพระพุทธสิหิงค์ จึงยกทัพมาประชิดเมืองชากังราว ฝ่ายเจ้าเมืองกำแพงเพชรขณะนั้นคือพระยาญาณดิส หรือในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า ติปัญญาอำมาตย์ ก็ส่งสาสน์ขอความช่วยเหลือมายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงต้องยกทัพมาหมายจะรบกับเจ้ามหาพรหม แต่ทัพทั้งสองยังไม่ทันได้รบพุ่งกัน เพราะพระยาญาณดิสขอให้เจ้ามหาพรหมถอยออกไปตั้งทัพที่เมืองตาก เจ้า



มหาพรหมก็ยินยอมทำตามเพราะได้พระสีหลปฏิมาไปแล้ว พร้อมกับประกาศว่าหากกองทัพกรุงศรีอยุธยายกตามมาก็พร้อมจะรบกัน กองทัพกรุงศรีอยุธยาซึ่งตั้งทัพอยู่เพียงปากน้ำโพ ก็ไม่ได้ยกตามขึ้นไป



เหตุหนึ่งที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาไม่คิด ปิดบัญชีŽ กับเจ้าเมืองเหนือ ก็อาจเป็นเพราะถึงคราว สุดวิสัยŽ แล้วก็เป็นได้



ศักราชได้ ๗๕๐ มะโรงศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก แลเสด็จกลับคืน ครั้งเถิงกลางทางสมเด็จพระบรมราชาเจ้านฤพาน...Ž๕



แม้จะเป็นการประชวรสวรรคตที่ค่อนข้างปัจจุบันทันด่วน แต่หากคิดถึงพระชนมายุที่มากถึง ๘๑ พรรษาแล้ว ก็คงจะไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหวังหยั่งเชิงแต่ประการใด ที่สำคัญสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) น่าจะทรงเตรียมการทางการเมืองไว้พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะเรื่ององค์รัชทายาท



แต่สิ่งที่ทรงคิดไม่ถึงก็คือ ปัญหาทางการเมืองหลังจากพระองค์สวรรคต ไม่ได้เกิดขึ้นภายในกรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่ปัญหาการแก่งแย่งราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้อง หรือขุนนางอำมาตย์ แต่เป็นปัญหาที่ทรง ปล่อยŽ ไปเมืองลพบุรี เมื่อ ๑๘ ปีก่อน และบัดนี้ได้ย้อนกลับมา ทวงŽ ราชบัลลังก์คืนนั่นเอง


ปฏิวัติครั้งที่ ๒

วงศ์พระราม ขอคืนราชบัลลังก์

หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงศึกครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่า เสด็จมาแค่ปากน้ำโพŽ๖ ยังไม่ได้ขึ้นไปจนถึงเมืองชากังราว ก็มีการเจรจาหย่าศึกกันเสียก่อน



การยุติศึกครั้งนี้ดูจะเป็นผลดีต่อกรุงศรีอยุธยาอย่างยิ่ง เพราะหากสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทรงฝืนพระวรกายเข้ารบด้วยเจ้ามหาพรหม ผลอาจจะเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และบานปลายถึงเสียบ้านเสียเมืองได้ เพราะมีพระอาการประชวรหนักอยู่ ไม่น่าจะนำทัพจนมีชัยเหนือศัตรูได้



ดังนั้นเมื่อทรงยกทัพกลับพระนครได้เพียงกลางทางก็เสด็จสวรรคต การอัญเชิญพระบรมศพกลับพระนครคงใช้เวลาประมาณ ๑ วัน



ช่วงเวลาเช่นนี้ ย่อมเกิด ความเคลื่อนไหวŽ จากฝ่ายต่างๆ ไปทั่วแผ่นดิน



ข่าวการสวรรคตย่อมไปเร็วกว่าพระบรมศพ นี่คือจังหวะและโอกาสในการ ขยับตัวŽ ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม



เวลานั้นภายในพระนครคงจะโกลาหลพอสมควร ไม่ว่าจะต้องเตรียมการรับพระบรมศพกลับสู่พระนคร การจุกช่องล้อมวังเตรียมอัญเชิญ หน่อพระพุทธเจ้าŽ ขึ้นครองราชสมบัติในทันที



เมื่อข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) และการอัญเชิญ เจ้าทองลันŽ พระราชกุมารที่มีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ แพร่กระจายออกไป เจ้าเมืองใหญ่น้อยจากหัวเมืองต่างๆ ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ย่อมตระเตรียมการเดินทางมาสู่พระนคร เพื่อถวายบังคมพระบรมศพและถวายพระพรพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่



แต่สมเด็จพระราเมศวรทรงเตรียมไพร่พลเพื่อการอื่น ทรงรอเวลาเช่นนี้มาอย่างยาวนานและน่าจะทรง พร้อมเสมอŽ สำหรับการทวงราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง



ด้วยเหตุนี้การรัฐประหารครั้งที่ ๒ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาจึงสำเร็จเด็ดขาดภายในเวลาเพียง ๗ วัน

แลจึงเจ้าทองลันพระราชกุมาร ท่านได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยาได้ ๗ วัน จึงสมเด็จพระราเมศวรยกพลมาแต่เมืองลพบูรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุทธยา แลท่านจึงให้พิฆาฎเจ้าทองลันเสียŽ๗



ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับอื่นๆ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อยดังนี้

สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติŽ๘



และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึง เทคนิครัฐประหารŽ ไว้ว่า

เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรจนหมดพระสติแลสิ้นหวังว่าจะหายประชวร จึงแสดงพระองค์ขึ้นโดยเปิดเผย ทรงรวบรวมพวกข้าราชบริพารเท่าที่จะหาได้ขึ้นไว้อย่างลับๆ



ครั้นเมื่อพระราชกุมารขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงลอบเสด็จเข้าไปยังพระนครศรีอยุธยาในเพลากลางคืน บุกโจมเข้าไปในราชฐานแล้วกระทำประทุษร้ายแก่เยาวกษัตริย์ให้สำเร็จโทษเสียด้วยความขัดเคือง แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกครั้งหนึ่งŽ๙



สรุปว่าพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ตรงกันว่าทรง ยกพลมาแต่เมืองลพบุรีŽ ในทำนองยกพลเข้ายึดเมือง ส่วนวัน วลิต บันทึกว่าเป็น แผนลอบสังหารŽ คือ ลอบเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาในยามค่ำคืนŽ



ส่วนใครจะถูกหรือผิดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับตอนจบที่เหมือนกันคือ สมเด็จพระราเมศวรทรงทำรัฐประหารครั้งนี้สำเร็จโดยง่าย เป็นการนำกรุงศรีอยุธยาคืนจาก วงศ์พระอินทร์Ž แห่งสุพรรณบุรี กลับมาเป็นของ วงศ์พระรามŽ แห่งอโยธยาอีกครั้ง



การรัฐประหารที่จบลงด้วย บัลลังก์เลือดŽ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยานี้ ได้สร้างความยากลำบากต่อคำอธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพพอสมควร เพราะเมื่อคราวที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ทำรัฐประหารสมเด็จพระราเมศวรครั้งก่อนนั้น ทรงเห็นว่าสมเด็จพระราเมศวรทรง ยอมŽ ยกราชบัลลังก์ให้แต่โดยดี โดยมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะมีการ คืนŽ ราชบัลลังก์ให้เมื่อสิ้นรัชกาล คล้ายกับความพยายามที่จะอธิบายเรื่องการ แทรกŽ ขึ้นสู่บัลลังก์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และจะ คืนŽ ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัตนโกสินทร์อย่างไรอย่างนั้น



ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมราชาธิราช น่าจะมีความตกลงหรือเข้าพระทัยกันว่า สมเด็จพระราเมศวรเป็นรัชทายาทของสมเด็จพระบรมราชาธิราช คือตกลงกันว่า เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชแล้ว ก็ให้สมเด็จพระราเมศวรเข้ามาครองกรุงศรีอยุธยาอย่างเดิม ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้สมเด็จพระราเมศวรไปครองเมืองลพบุรีอย่างเดิมŽ๑๐



แต่แล้วเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ยกราชสมบัติให้กับเจ้าทองลัน พระราชโอรส เสมือนมีการ หักหลังŽ กันขึ้น ดังนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายแก้ให้ว่า



เห็นจะไม่ทันได้ทรงสั่งเสียจัดวางการเรื่องรับรัชทายาท ข้าราชการพวกหนึ่งซึ่งมีความนิยมต่อเจ้าทองลันหรือไม่นิยมต่อสมเด็จพระราเมศวร จึงยกเจ้าทองลันราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช อันหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ ว่ามีพระชันษาได้ ๑๕ ปี ขึ้นครองราชสมบัติŽ๑๑



แต่เมื่อเหตุการณ์รัฐประหารจบลงด้วยการนำเอากฎมนเทียรบาล ว่าด้วยการสำเร็จโทษเจ้านายมาใช้เป็นครั้งแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงอธิบายในบรรทัดต่อมาว่า มีผู้นิยมต่อเจ้าทองลันน้อย



พอสมเด็จพระราเมศวรทราบว่าพวกข้างกรุงศรีอยุธยายกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติ ก็รีบรวบรวมไพร่พลยกลงมากรุงศรีอยุธยา เห็นจะไม่ได้มีผู้ใดต่อสู้เท่าใดนัก ด้วยผู้นิยมต่อเจ้าทองลันมีน้อย สมเด็จพระราเมศวรจึงได้กรุงศรีอยุธยา และจับเจ้าทองลันได้ภายใน ๗ วัน ถ้าหากว่าการที่ยกเจ้าทองลันขึ้นครองราชสมบัติต้องด้วยความนิยมของคนทั้งหลาย เห็นสมเด็จพระราเมศวรจะชิงราชสมบัติได้ด้วยยาก หากจะได้ก็คงจะช้ากว่า ๗ วันŽ



สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพคงจะมีพระประสงค์ดี ไม่ต้องการให้คนเห็นว่าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเริ่มต้นด้วยการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ ดังนั้นจึงทรงอธิบายการรัฐประหารครั้งแรกของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) ว่าเป็นการ ยอมŽ มากกว่า ยึดŽ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงออกไปอีกทางหนึ่ง จึงต้องทรง อธิบายแก้Ž อีกในครั้งต่อๆ มา แม้แต่คำว่า พิฆาตŽ ก็ทรงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง ทรงใช้แต่เพียงว่า จับเจ้าทองลันได้Ž

แต่สิ่งหนึ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งข้อสังเกตไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบจนบัดนี้ นั่นคือ ความนิยมต่อเจ้าทองลันŽ



เหตุใดสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) จึงทรงเลือกเจ้าทองลันให้เป็นรัชทายาท แน่นอนว่าพระองค์คงจะต้องมีพระราชโอรสจำนวนมาก หากไม่นับ พระเทพาหูราชŽ ที่ประสูติจากพระมหาเทวีแห่งราชวงศ์สุโขทัย๑๒ ซึ่งคงจะเป็นการลำบากหากจะให้ ข้ามฟากŽ มาครองกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในเรื่อง ความนิยมŽ แต่พระราชโอรสพระองค์อื่นๆ ก็น่าจะมีไม่น้อย เพราะทรงเป็นทั้งกษัตริย์แห่งสุพรรณบุรีและกรุงศรีอยุธยา



แต่เหตุผลที่จะต้องเป็นเจ้าทองลันพระองค์นี้เท่านั้น ก็คงจะเป็นเพราะเป็นพระราชโอรสพระองค์โตหรือทรงเป็น หน่อพระพุทธเจ้าŽ ที่เกิดในเศวตฉัตรแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานั่นเอง



เพราะเมื่อเทียบเวลาที่ทรงครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๘ ปี กับพระชนมายุของเจ้าทองลันเมื่อขึ้นครองราชสมบัติคือ ๑๕ พรรษา (วัน วลิต ว่า ๑๗ พรรษา) ก็เป็นเวลาที่สอดคล้องกันพอดี



ส่วนพระราชโอรสในแผ่นดินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรีหรือสุโขทัย ล้วนไม่มีสิทธิเทียบเท่ากับเจ้าทองลันได้ และอาจจะก่อปัญหาเรื่อง ความนิยมŽ ที่เลวร้ายกว่ากรณีของเจ้าทองลันก็เป็นได้



อย่างไรก็ดี ความนิยมต่อเจ้าทองลันŽ ก็อาจจะไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญที่พระองค์ไม่สามารถรักษาเมืองจากการรัฐประหารครั้งนี้ได้ เพราะสมเด็จพระราเมศวรไม่ยอมรอนานไปกว่านี้อีกแน่ และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการรัฐประหารครั้งนี้ทรง เตรียมพร้อมŽ อยู่เสมอตลอด ๑๘ ปี



เมื่อการรอคอยสิ้นสุดลง สมเด็จพระราเมศวรทรงทำมากกว่าการยึดเมืองคืน ทรงสำเร็จโทษกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ และทรงสยบรัฐสุพรรณบุรีไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวอันจะเป็นภัยต่อกรุงศรีอยุธยาได้นานกว่า ๒๐ ปี ใน ๒ รัชกาล


รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร

กษัตริย์อันเป็นที่รักของขุนนางและราษฎร

สมเด็จพระราเมศวรทรงครองกรุงศรีอยุธยาไม่ยาวนานนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ทรงรอคอย คือเป็นเวลาเพียง ๗ ปี (บางฉบับว่า ๖ ปี) แต่นับว่าเป็น ๗ ปี ที่มีความหมายต่อราชวงศ์อู่ทองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางการเมืองภายในกรุงศรีอยุธยา และการควบคุมนครรัฐอื่นๆ ที่เคยมีปัญหากับกรุงศรีอยุธยา

พระราชพงศาวดารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสมเด็จพระราเมศวรมากนัก โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ไม่ได้พูดถึงเลยแม้แต่น้อย ส่วนฉบับอื่นๆ ก็พูดถึงแต่เพียงทรงทำศึกกับเชียงใหม่และกรุงกัมพูชา แต่ที่ชัดเจนคือ ตลอดรัชกาลของพระองค์กรุงศรีอยุธยาและกรุงสุโขทัย ไม่เคยกระทบกระทั่งกันเลย



ส่วน วัน วลิต ได้บันทึกเรื่องราวที่ทำให้เราได้รู้จักกับพระองค์มากขึ้นบ้าง โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงหลังจากทรงขึ้นครองแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงพระองค์ในทำนองว่าเป็นคนไม่ฉลาด โหดร้าย กระหายเลือด โลภ ตัณหาจัด และเรื่องในทางลบอื่นๆ จนเมื่อทรงขึ้นครองราชสมบัติครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ทรงเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว



พระองค์ได้ละพระนิสัยเดิมแล้วทั้งสิ้น ในรัชสมัยครั้งที่สองนี้ พระองค์ทรงพระคุณอันเลิศผิดกว่าความชั่วร้ายที่เป็นมนทินคราวเสวยราชครั้งที่แล้ว ทรงพระเมตตา มีพระการุณยภาพ ละเมียดละไม ไม่ด่วนลงพระราชอาญา แต่กลับพระราชทานอภัยโทษให้โดยง่ายดาย



พระองค์ทรงพระปัญญา สุขุมคัมภีรภาพ แกล้วกล้าในการใช้พระแสงบนช้างทรงและม้าทรง อีกทั้งอย่างทหารราบเดินเท้าด้วย ทรงบำเพ็ญทานแด่พระภิกษุสงฆ์แลยาจกวณิพก



ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไว้หลายแห่ง เนื่องจากทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา จึงมักเสด็จไปทรงสักการะบูชาพระพุทธเจ้า (gods - พระมหาเจดีย์ฐานทั้งห้า?) อยู่เนืองๆ ทำให้พระองค์ดูดุจภิกษุมากกว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์



พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชนŽ๑๓

ไม่ว่า วัน วลิต จะถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปเพียงใด แต่สำหรับประโยคที่ว่า พระองค์ทรงเป็นที่รักของเหล่าขุนนางและสามัญชนŽ (He was much loved by the mandarins and the common man) ได้พิสูจน์ไว้อย่างชัดเจน เห็นได้จากการเมืองภายในและภายนอก ปลอดจากการรบกวนไปยาวนานทั้งในรัชสมัยของพระองค์ และรัชสมัยต่อมา ซึ่งปกครองโดยพระราชโอรสของพระองค์



แม้ภายนอกจะดูสงบก็จริงอยู่ แต่คลื่นใต้น้ำนั้นเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา มหากาพย์แห่งสองราชวงศ์ ทั้ง วงศ์พระรามŽ และ วงศ์พระอินทร์Ž จึงยังไม่ถึงตอนอวสาน


ปฏิวัติโค่น วงศ์พระรามŽ

ศักราช ๗๕๗ กุญศก สมเด็จพระราเมศวรเจ้านฤพาน จึงพระราชกุมารท่านเจ้าพระญารามเสวยราชสมบัติŽ๑๔



สมเด็จพระราเมศวรเสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช ๑๙๓๘ ด้วยพระชนมายุ ๕๖ พรรษา ครองราชสมบัติ ๗ ปี



สมเด็จพระราเมศวรทรงพระประชวรก่อนเสด็จสวรรคต ดังนั้นจึงน่าจะมีโอกาส สั่งราชการŽ ไว้ล่วงหน้าถึงองค์รัชทายาท หรือไม่เช่นนั้น สมเด็จพระรามราชาธิราชŽ ก็คงจะเป็น หน่อพระพุทธเจ้าŽ จึงได้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์โดยอัตโนมัติ



พระราชประวัติของสมเด็จพระรามราชาธิราชนั้น เรารู้เพียงว่าเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราเมศวรเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นปริศนา



แม้แต่จำนวนปีที่ทรงครองราชสมบัติก็ยังสับสน พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ระบุใกล้เคียงกันคือ ๑๔-๑๕ ปี, สังคีติยวงศ์ว่า ๓ ปี, วัน วลิต ว่า ๓ ปี เป็นต้น



หากยึดเอาพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่แม่นยำเรื่องศักราชที่สุดเป็นหลัก ก็จะได้ปีที่ทรงครองราชสมบัติตั้งแต่ปีจุลศักราช ๗๕๗-๗๗๑ นับปีเริ่มต้นและปีสุดท้ายด้วยก็จะได้ ๑๕ ปี



อย่างไรก็ดี จำนวนปีที่ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยานั้นไม่น่าสงสัยมากไปกว่า ไม่มีพระราชพงศาวดารฉบับใดที่กล่าวถึงพระราชกรณียกิจไว้แม้แต่เพียงเหตุการณ์เดียว เรื่องราวของพระองค์มาปรากฏ ก็เมื่อทรงถูกทำรัฐประหารในตอนท้ายเท่านั้น



ส่วน วัน วลิต ได้พูดถึงพระราชประวัติไว้เล็กน้อยดังนี้



พระราม กษัตริย์สยามองค์ที่ ๖ เสวยราช ๓ ปี



พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนม์ ๒๑ พรรษา ทรงพระนามพระราม (Prae Rhaem) เสวยราชอยู่ ๓ ปี...Ž



ข้อความต่อจากนี้ วัน วลิต ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระองค์ถูกทำรัฐประหาร แต่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากหลักฐานชิ้นอื่นอย่างมาก



พระองค์ทรงพระปัญญาน้อย ตัดสินพระทัยผิดพลาดที่ส่งพระเชษฐาของพระทองจัน (ซึ่งถูกพระราเมศวร พระราชบิดาพระองค์จับสำเร็จโทษ) ให้เสด็จไปครองเมืองสุพรรณบุรี (Soupanna Boury) และพระราชทานอำนาจให้ล้นมือ จนท่านเจ้าเมืองนี้ประสบชัยชนะและสามารถปลงพระชนม์กษัตริย์พระรามลงได้ แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์



ไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวถึง พระรามกษัตริย์พระองค์นี้อีกต่อไป ก็ดังกล่าวมาแล้วว่าพระองค์ครองราชอยู่เป็นเวลาอันสั้น มิได้ทรงกระทำสิ่งใดที่สลักสำคัญขึ้นไว้Ž๑๕



แต่หลักฐานจากพระราชพงศาวดารอื่นๆ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ตรงกันว่า การรัฐประหารเกิดขึ้นจากเสนาบดีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขัดแย้งกับสมเด็จพระรามราชาธิราชจนถึงขั้น แตกหักŽ



ศักราช ๗๗๑ ฉลูศก สมเด็จพระรามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าเสนาบดี แลท่านให้กุมเจ้าเสนาบดีๆ หนีรอด (แลข้ามไป) อยู่ฟากปท่าคูจามนั้น แลเจ้าเสนาบดีจึงให้ไปเชิญสมเด็จ (พระอินท) ราชาเจ้า มาแต่เมืองสุพรรณบูรี ว่าจะยกเข้ามาเอาพระนครศรีอยุทธยาถวาย...Ž๑๖



เจ้าเสนาบดีŽ ท่านนี้ ดูท่าจะเป็นใหญ่สูงสุดในบรรดาขุนนางอำมาตย์ และอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์อีกด้วย เพราะพระราชพงศาวดารฉบับนี้ไม่นิยมเรียกขุนนางอำมาตย์ทั่วไปด้วยคำว่า เจ้าŽ (พระราชพงศาวดารฉบับอื่นเรียกท่านผู้นี้ว่า เจ้าพระยามหาเสนาบดีŽ แต่ตำแหน่ง เจ้าพระยาŽ เกิดขึ้นหลังจากนี้หลายรัชกาล)



แต่จะเป็น เจ้าŽ ฝ่ายไหนนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพราะจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้เห็นที เจ้าเสนาบดีŽ คงจะไม่นับญาติกับ วงศ์พระรามŽ อีกต่อไป ดังนั้นพอหนีรอดได้ก็ ย้ายพรรคŽ ไปสนับสนุนเจ้า วงศ์พระอินทร์Ž ราชวงศ์สุพรรณภูมิทันที



ความผิดพลาดครั้งนี้ของสมเด็จพระรามราชาธิราช คือการปล่อยให้ เจ้าเสนาบดีŽ หนีไปตั้งหลักได้ คงคิดไม่ถึงว่าผลของมันจะบานปลายถึงขั้นนำไปสู่จุดจบของพระองค์ ความสงบเรียบร้อยตลอด ๑๕ ปี ที่ทรงรับอานิสงส์จากสมเด็จพระราเมศวรก็เป็นอันหมดสิ้นลง



เจ้าเสนาบดีŽ ไม่ได้หนีตายออกจากพระนครไปเพียงลำพัง แต่เป็นการ ยกพลŽ ออกจากพระนคร ก่อนจะตัดสินใจ ยกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครŽ ได้ในที่สุด โดยมีสมเด็จพระอินทราชาหรือสมเด็จพระนครอินทราธิราช เจ้าผู้ครองนครรัฐสุพรรณบุรี หลานของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ่องั่ว) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ยกพลเข้ามาสนับสนุน



ครั้นแลสมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จมาเถิงไซ้ จึงเจ้าเสนาบดียกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครศรีอยุทธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติŽ๑๗



เทคนิครัฐประหารŽ ครั้งนี้คงเป็นการล้อมพระนครทั้ง ๒ ด้าน โดยมี เจ้าเสนาบดีŽ เป็นแม่ทัพใหญ่เป็นฝ่ายบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจากทางทิศใต้ของเกาะเมืองคือบริเวณปทาคูจาม จนกระทั่งบุกเข้าถึงพระราชวังหลวงปล้นเอาราชบัลลังก์ได้สำเร็จ



ฝ่ายสมเด็จพระอินทราชานั้นคงจะทรงเข้าร่วมเป็น ทัพสนับสนุนŽ นำกำลังพลล้อมพระนครฝั่งทิศเหนือหรือตะวันออกในคราวนี้ด้วย



เมื่อบุกเข้าพระราชวังได้ ทำรัฐประหารสำเร็จ เจ้าเสนาบดีŽ ท่านนี้ ก็ทำตัวเป็น ผู้จัดการรัฐบาลŽ โดยอัญเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป



หลังจากนั้นสมเด็จพระอินทราชาก็ไม่ได้ สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์Ž สมเด็จพระรามราชาธิราช เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเจ้าทองลัน พระญาติŽ ของพระองค์ ที่ถูกสมเด็จพระราเมศวรสำเร็จโทษไปเมื่อรัฐประหารครั้งก่อน แต่ทรงพระเมตตา ให้สมเด็จพระญารามเจ้าไปกินเมืองปท่าคูจามŽ ทางทิศใต้ของเกาะเมืองนั่นเอง

การรัฐประหารครั้งที่ ๓ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา มีผลทำให้ราชวงศ์อู่ทองสลายตัว หมดบทบาท และหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างถาวร



ศึกแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์อู่ทองกับราชวงศ์สุพรรณภูมิถึงตอนอวสานอย่างแท้จริง



ต่อจากนี้ไป ก็ได้เวลารบกันเองแล้ว!




เชิงอรรถ

๑ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับพิมพ์ตามฉบับพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. ๑๒๖, ๒๕๔๐), น. ๑.

๒ ประเสริฐ ณ นคร. สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร. (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑), น. ๓๑๑.

๓ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.

๔ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ม.ป.ป)., น. ๑๑.

๕ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๒.

๖ แสง มนวิทูร (แปล). ชินกาลมาลีปกรณ์. (กรุงเทพฯ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพงษ์สวัสดิ์ สุริโยทัย, ๒๕๑๘), น. ๑๑๒.

๗ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๘ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๑๖), น. ๑๑๕.

๙ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.

๑๐ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, น. ๔๒๗.

๑๑ เรื่องเดียวกัน, น. ๔๒๘.

๑๒ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. ศาสนาและการเมืองกรุงสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, ๒๕๒๘), น. ๑๘.

๑๓ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๒.

๑๔ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๑๕ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี (แปล). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. น. ๑๓.

๑๖ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, น. ๓.

๑๗ เรื่องเดียวกัน, น. ๓.

Saturday, February 26, 2011

Synchronicity หรือ เหตุผลเบื้องหลังความบังเอิญ

เรียบเรียงจาก "Schöpfungsakte in der Zeit: Synchronizität oder Der Sinn hinter dem Zufall" จาก วารสาร Zeitgeist 3/2001 โดย Dr. rer. biol. hum. Theodor and Angela Seifert และ วิกิพีเดีย

เหตุการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดกับทุกคน คุณต้องการจะโทรศัพท์หาใครสักคนหนึ่ง แต่สายไม่ว่าง หลังจากนั้นคุณก็ได้ค้นพบที่หลังว่า เขาก็กำลังโทรมาหาคุณเหมือนกัน โดยที่เขาไม่ใช่คนที่คุณจะเจออยู่ทุกวัน แต่เป็นคนที่ไม่ได้เจอกันนานแสนนาน สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่จากกันแสนนาน คุณก็คงจะสงสัียความบังเอิญนี้ คุณอาจจะคิดว่าสิ่งนี้มีความหมายว่าอะไร คงไม่ใช่ความบังเอิญล้วนๆแน่นอน มันยังมีเหตุการณ์แบบนี้อีกมากมายที่ทำให้เราบางครั้งทำให้เราประหลาดใจ บางครั้งทำให้เราอมยิ้ม สะกิดความดีใจให้เราเบิกบาน แต่บางครั้งก็ทำให้เราถึงกับสั่่นไหว แล้วมันมาจากไหน มันฝากข้อความหรือหมายความว่าอย่างไร เเล้วใครที่จัดฉากแบบนี้ให้ ทุกคนได้เจอแบบนี้กันหรือเปล่า หรือแค่คนแปลกๆบางคนเท่านั้น

นายแพทย์และจิตวิทยา ชาวสวิส คาร์ล ยุง (Carl Jung, 1875-1961) เป็นคนแรกที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เขาเชื่อว่านอกเหนือจากกฏแห่งเหตุและผลที่พิสูจน์ให้ประจักษ์ได้และแน่นอน (causal events) มันยังมีกฏอื่นที่เป็นความเชื่อมโยงที่กฏแห่งเหตุและผลทั่้วไป แต่เป็นเรื่องที่สามัญสำนึกบอกว่ามันเกี่ยวข้องกัน ห่วงโซ่แห่งเหตุการณ์นี้ ยุง เรียกมันว่า Synchronicity ที่พอแปลเป็นไทยได้ว่า เหตุการณ์ที่มีความพ้องกันของเวลาการเกิด (temporally coincident occurrences of acausal events) ซึ่งกว่าที่ ยุงจะตีพิมพ์งานชิ้นนี้ก็ใช้เวลานานมาก (คิดค้นประมาณ 1920 ตีพิมพ์ครั้งแรก 1952) เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ขัดกับเหตุแลผลของวงการวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมันในสิ่งที่เห็นประจักษ์ได้เด่นชัดแน่นอน



แผนภาพอธิบายเหตุการณ์ในธรรมชาิติที่รวมซิงโครนิซิตี้ไ้ว้ด้วยกับเหตุการณ์ทั่วไปและปรากฏการณ์ทางควอนตัมฟิสิกส์ โดย คาร์ล ยุง และ โวล์ฟกัง เพาลี พลังงาานที่ถูกทำลายไม่ได้นี้เเทนพลังงานทั้งหมดที่เหลือจากในกระบวนการทางกายภาพ รวมถึงพลังงานที่เปลี่ยนจากวัตถุมาด้วย ซึ่งพลังงานนี้จะเผยตัววิวัฒน์บนกาลและอากาศ เป็นตัวที่สร้างซิงโครนิซิตี้ ที่เพิ่มช่วยอธิบายเหตุผลของการเกิดแต่ละเหตุการณ์ว่านอกจากการเกิดแบบเหตุผลทั่วไปอย่างประจักษ์ได้ (causal events)ยังมีเหตุผลของเหตุการณ์ที่เป็นแบบ acausal events (ซิงโครนิซิตี้) ด้วย


ยุงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ดีจึงรอให้เพื่อนร่วมงานของเขา Marie-Louise von Franz ตีพิมพ์หนังสือ Psyche und Materie (จิตและวัตถุ) ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันก่อน เพื่อจะได้พิสูจน์ทฤษฏีของเขาในหลายๆรูปแบบ ซึ่งหลังจากนั้น โวล์ฟกัง เพาลี นักควอนตัมฟิสิกส์ก็ได้ยืนยันว่าซินโครนิซิตี้นี้เกิดได้ในระดับอะตอมเช่นกัน (non-local process from Bell) และอธิบายว่าในระดับล่างสุดที่ไม่มีอนุภาคคงอยู่ มีความเป็นไปได้ของรูปแบบ (form) ที่สามารถทำให้เกิดความเป็นไปได้นี้ มันเหมือนกับการถ่ายทอดสัญญาณความคิด (นามธรรม) แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องถ่ายทอดสัญญาณทางกายภาพ (รูปธรรม) ไปด้วย

และด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้มีจริง มิใช่แค่เพ้อไป แต่เรายังไม่สามารถอธิบายมันได้ เมื่อเราพยายามจะอธิบายมันด้วยเหตุผลทางนามธรรมและความรู้สึก มันก็ชวนเราตั้งคำถามถึงเหตุผลของความบังเอิญนี้ ยุงและนักจิตวิทยาบำบัดคนอื่นๆพบจากการตรวจผู้ป่วยทางจิตว่า พวกเขาป่วยเมื่อเขาไม่สามารถหาเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ได้ และเมื่อพวกเขาหาความหมายได้ ชีวิตเขาก็กลับมาเป็นปกติ ยุงจึงสรุปต่อไปว่า นอกจากซิงโครนิซิตี้มีจริงเกิดขึ้นได้ตามเหตุและผลแล้วแต่ละครั้งที่เกิดยังมีความหมายที่สำคัญอีกด้วย บทสรุปนี้ทำให้หลายคนปวดหัวจนถึงวันนี้ คุณสมบัิติแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับวิทยาศาสตร์สาขาอื่นเช่นกัน อย่าง โรเจอร์ เพนโรสที่ค้นพบ รูปทรงเรขาคณิตใหม่ๆ หรือ อัลเิบิร์ต ไอน์สไตน์ที่คิดทฤษฎีฟิสิกส์อันโด่งดัง พวกเขาต่างบอกว่าพวกเขาไม่ได้ป็นผู้ค้นพบแต่ทฤษฎีเหล่านั้นแ่ต่เป็นทฤษฎีหรือสมการเหล่านั้นผู้เลือกให้พวกเขาเปิดเผยมันออกมา

ความหมายของซิงโครนิซิตี้แต่ละครั้งก็เช่นกัน ที่มีขึ้นก่อนแล้วแต่อยู่ห่างไกลออกไป ทันใดก็ผุดบังเกิดให้ความหมายกับชีวิตให้เราเคลื่อนต่อไป ในแต่ละคร้งที่เกิด มันจะให้ความหมายใหม่ๆกับชีวิตและมักจะให้สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราที่สุดในวินาทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นของส่วนตัว เห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะทำซ้ำกับคนอื่นได้ หรือกล่างอีกอย่าง ซิงโครนิซิตี้นำความสำคัญ ศักดิ์ศรี ของปัจเจกกลับมา ปลดปล่อยตัวเองออกจากกับดักของความเฉยชาที่เห็นตัวเองไร้ค่า ให้ความสดใหม่กับชีวิต มันเปิดพื้นที่แห่งเสรีภาพโดยการปลดเปลื้องพันธนาการของห่วงโซ่แห่งเหตุผลที่ประจักษ์ได้และความรู้สึกผิดที่ติดมาจากโลกอันน่าเบื่อออกไป

ตัวอย่างที่คลาสสิคจากรายงานผลการวินิจฉัยผู้ป่วยของยุง คือ สารจากแมงทับศักดิ์สิทธิ์ (scarabaeus) ยุงเขียนไว้ว่า “ในช่วงเวลาสำคัญของการรักษาผู้ป่วยหญิงสาวคนหนึ่ง เธอได้ฝันว่าได้แมงทับศักดิ์สิทธิ์สีทองเป็นของขวัญ ระหว่างที่เธอเล่าเรื่องนี้ ผมก็นั่งหันหลังให้หน้าต่างที่ปิดสนิท ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรมาเคาะที่หน้าต่าง ผมหันหลังไปดูก็พบแมลงตัวหนึ่งกำลังบินชนหน้าต่างอยู่... มันเป็นดั่งภาพเหมือนอุปมา (analogy) ของแมงทับศักดิ์สิทธิ์นั้น ที่ต้องการสื่อสารกับเรา” ประสบการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นประสบการณ์อันน่าตื่นตาของยุง แต่ยังเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งยวดในการรักษาผู้ป่วยหญิงคนนี้ เธอมีอาการดีขึ้นและสามารถออกจากการดูแลพิเศษมาสู่การรักษาแบบปกติได้ การเชื่อมโยงภายในและภายนอกคือ กระบวนการหลักของซินโครนิซิตี้

่ยุงยังได้เสนอต่อไปว่า ซิงโครนิซิตี้เป็นหลักฐานสำคัญของแนวคิดของเขาเรื่อง ต้นแบบโบราณ (archetype) และ จิตไร้สำนึกร่วม (collective unconscious) ที่พยายามอธิบายทุกอย่าง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคำสอนทางศาสนาทุกศาสนา เพราะซิงโครนิซิตี้สามารถอธิบายหลักการที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งหมด รวมถึง ประวัติศาสตร์ สังคม อารมณ์ จิตวิทยาและจิตวิญญาณ ยุงเชื่อว่าเหตุการณ์บังเอิญต่างๆที่คิดตามเหตุผลทัึ่วไป (causual events) เป็นเหตุการณ์ที่เเสดงถึงกฏที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังได้ ที่เขากับเพาลี เีรียกว่า "Unus mundus" ระเบียบระดับลึกที่นำไปสู่การหยั่งรู้ตนเอง เป็นเหมือนกับการตื่นทางจิตวิญญาณ (ปิ๊งเเว่บ หรือที่ เฮสเสเรียกว่า เสียงเรียกจากภายใน)

ยุงถือว่านี่เป็นการสร้างสรรค์ในเวลาชั่วขณะ (act of creation in the time) ที่มีส่วนร่วมในการวิวัฒนาการทางจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเทียบได้กับแนวคิด "ปัจจุบันอันเป็นนิรันดร์" ของมาสเตอร์ เอ็กฮาร์ดท์ (Master Eckehart) หรือ "ธรรมะจัดสรร" ในพุทธศาสนา ซึ่งกระบวนการนี้ของซิงโครนิซิตี้ยังสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎี morphogenetic field (สนามสัณฐาณก่อรูป) และ morphic resonance (การสั่นพ้องก่อรูป) ของ รูเพิร์ต เชลล์เดรก ได้ว่า เมื่อเกิดการสั่นพ้องของอย่างน้อยสองสิ่งขึ้นมา จะเกิดการก่อรูปขึ้นมาใหม่จะทำให้เกิดพลังงานที่มีผลข้ามพื้นที่และเวลา ส่งผลให้เกิดสนามใหม่ได้ที่เป็นการสร้างสรรค์และเหมาะสมกับสิ่งนั้นมากขึ้น

โดยสรุป ซิงโครนิซิตี้ เหมือนคำเตือนให้เรากลับมาหาเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เป็นภูมิคุ้มกันความจำเจในความรู้สึกที่มนุษย์พัฒนาได้มากับวิวัฒนาการ เพื่อป้องกันอาการป่วยทางจิตวิญญาณ และที่สำคัญยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการพัฒนาตัวเองไปสู่การหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณที่เสมือนร่องรอยบอกทางในชีวิตได้







ล้อมกรอบ 1 อะไรคือซิงโครนิซิตี้

ซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity) เป็นประสบการณ์ของเหตุการณ์ตั้งแต่สองเหตุการณ์ขึ้นไปที่เกิดขึ้นอย่างไม่เกี่ยวพันกันตามเหตุผลทั่วไป หรือ ไม่น่าจะเกิดขึ้นด้วยกันอย่างบังเอิญ ที่ถูกมองว่าการเกิดด้วยกันนั้นมีความหมาย แนวคิดนี้เริ่มต้นโดย คาร์ล ยุง (1875-1961) ช่วงปี 1920 (สมัยรัชกาลที่ 6) แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งคำถามหรือแข่งกับแนวคิดเรื่องเหตุผลทั่วไป แต่เพียงแต่จัดกลุ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความหมายของมัน เพราะความหมายเป็นระบบความคิดที่ซับซ้อนที่เกิดจากจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ดังนั้นไม่จำเป็นที่ทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์จะสามารถให้คำอธิบายได้ด้วยเหตุผลทั่วไป

ยุงได้แบ่งซิงโครนิซิตี้เป็นสามแบบ
1. เหตุการณ์ภายนอกที่ตรงกับประสบการณ์ภายใน
2. ฝันหรือนิมิตที่ตรงกับเหตุการณ์ภายนอก
3. ภาพภายในที่บอกอนาคต (เดจาวู)

ต่อมายุงก็พยายามขยายขอบเขตของซินโครนิซิตี้ไปสู่โหราศาสตร์และปรจิตวิทยา (parapsychology) อย่างไรก็ตาม ยุงไม่เคยสามารถแสดงสถิติที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับซิงโครนิซิตี้ได้เลย


ล้อมกรอบ 2 ซิงโครนิซิตี้ในสังคม

ซิงโครนิซิตี้นำพาเราไปสู่ประสบการณ์แปลกใหม่ที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอง แต่ที่ๆเราพบซิงโครนิซิตี้ได้บ่อยและคุ้นเคยที่สุดคงเป็นในภาพยนตร์ ที่เป็นศิลปะการรวมเหตุการณ์ ภาพ ดนตรี ต่างๆ สั่นพ้องพร้อมกันทำให้เกิดประสบการณ์ซิงโครนิซิตี้เสมือนจริงไ้ด้ จนถึงขนาดบางคนบอกว่า ภาพยนตร์ทำให้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป บางทีนี่เป็นสาเหตุที่ธุรกิจภาพยนตร์เจริญรุ่งเรืองเพราะสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของคนได้ นอกจากนี้ซิงโครนิซิตี้ยังถูกอ้างอิงในภาพยนตร์โดยตรงหลายเรื่องเช่น The eagle has landed (1976), Repo man (1984)

อนึ่งซิงโครนิซิตี้อาจถูกเร้าให้เกิดได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดโปร่งเช่น จากการสุนทรียสนทนา ที่เป็นวงเล่าเร้าพลัง ที่เปิดโอกาสให้ทุกความเป็นไปได้เพราะความคิดทั้งหมดในวงรวมทั้งจิตใต้สำนึกสามารถไหลเวียนระหว่างวงและผู้สนทนาในวงอย่างมีพลวัตร

Saturday, November 13, 2010

ภูมิปัญญาจากภาษิตท้องถิ่นแอฟริกา

วันนี้ไปเดินเล่นในเมือง เข้าร้านหนังสือเจอหนังสือรวมข้อคิดจากแอฟริกา ตอนแรกคิดดูถูกว่าทวีปนี้ที่ไม่มีอารยธรรมใหญ่ๆมันจะมีอะไรลึกซึ้ง แต่พอเปิดมาอ่านดู ทำให้ตัวเองประทับใจ หลายภาษิตถือว่าคมคายมาก คนเหมือนกันไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใด อารยธรรมแบบไหน ก็มีความรู้ที่สั่งสมกันมาหลากหลายและลึกซึ้งเช่นเดียวกัน มีอะไรคล้ายๆกันเลยกับภาษิตจากชาิติอื่นๆ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์เคยบอกว่า "ความรู้ ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้จากโรงเรียน แต่คือสิ่งที่คุณสะสมมาทั้งชีวิต (ในที่นี้ก็เป็นสิ่งที่สะสมมารุ่นสู่รุ่นได้เช่นกัน)" ผมจึงขอคัดลอกบางส่วนมาแปลแ่บ่งกันอ่านกันไว้ที่นี่ครับ

"แนบหูซ้ายไว้กับพสุธา แล้วหูข้างขวาจะเปิดรับเสียงฟ้า"
จาก แอฟริกากลาง

"คนที่มองแต่ฟากฟ้า จะไม่สามารถค้นพบสิ่งสำคัญบนพื้นดิน"
จาก กาน่า และ โตโก

"สังคมที่แท้จริงเริ่มจากหัวใจของผู้คน"
จาก มาลิโดม่า โซเม่ นักเขียนจากแอฟริกาตะวันตก

"ความผิดดังภูเขา เรายืนอยู่บนยอดเขานั้นกล่าวว่าความผิดของผู้อื่นโดยไม่เห็นของตัวเอง"
จาก แอฟริกาตะวันตก

"เป็นเพื่อนกับสัตว์ป่า ง่ายกว่าเป็นเพื่อนกับคนขี้นินทา"
จาก ชาวมอริเชียส

"เมื่อเจ้าเลี้ยงดูเด็กชาย เจ้าจะได้ผู้ชายหนึ่งคน เมื่อเ้จ้าเลี้ยงดูเด็กหญิง เจ้าจะได้ปวงชน"
จาก กาน่า

"ตามรอยแม่น้ำ เจ้าจะพบมหาสมุทร"
จาก ชาวสวาฮิลี

"ในชีวิตคนหนึ่งคนจะมีช่วงเวลาพริบตาที่กำหนดชีวิต"
จาก แอฟริกาตะวันออก

"คนไม่รู้จักต้นไม้ ใช้ไม้ได้แค่ไม้ขีดไฟ"
จาก อูกันดา

"ความหวังเป็นเหมือนดั่งหมุดหมายแห่งโลก"
จาก แอฟริกาใต้

"สูเจ้าผู้ใดคิดทำการใหญ่ มันผู้นั้นต้องเดินทางไกลผ่านหลายราตรีกาล"
จาก แอฟริกาเหนือ

"ความจนเหมือนดั่งสิงโต ถ้าไม่สู้มัน เจ้าก็ถูกมันกิน"
จาก เผ่า ฮายา

"การช่วยเหลือผู้อื่น หาใช่การละเลยตัวเอง"
จาก เผ่า มัมพรุสซี่

"ปีนต้นไม้ต้องเริ่มจากโคน หาใช่จากยอด"
จาก เผ่า ชี่

"กินข้าวคนเดียว ก็เหมือนตายไปคนเดียว"
จาก เผ่า มามพรุสซี่

"ไฟที่เผาหญ้าเลวได้ ก็เผาหญ้าดีได้เหมือนกัน"
จาก เผ่า กานดา

"ข้าีชี้ดวงจันทร์ให้เจ้าดู แต่เ้จ้ากลับเห็นเพียงแค่นิ้วของข้า"
จาก เผ่า ซูกูม่า

ภาษิตสุดท้ายนี้เรื่องการชี้ดวงจันทร์นั้นตรงกับนิทานเซนอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่ง บรูซ ลี ได้นำไปใส่ไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Enter the dragon ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายของตัวเองด้วย ภูมิปัญญานี้ได้อยู่ในฉากการสอนศิษย์น้อยคนนึงให้จิตใจมีสติ สมาธิ (emotional content) ไว้เสมอทุกเวลาที่อยู่ต่อหน้าศัตรู โดยไม่ต้องสนใจปรากฏการณ์มายาภาพที่หลอกล่อ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ศัตรูอันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงดุจนิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ อย่าไปเพ่งที่นิ้วมือ ให้จิตใจไหลลื่นมองผ่านนิ้วมือไปแล้วจะเห็นดวงจันทร์ เป้าหมายที่แท้จริง

ข้อคิดนี้ช่างแสนลึกซึ้งที่ อาจารย์เซน บรูซ ลี และ ชาวเผ่าในแอฟริกาก็ได้ถ่ายทอดข้อคิดนี้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังสืบมา

ด้วยจิตคารวะ บรรพชนของมนุษยชาติ

(แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันที่ http://www.ffgleo.de/wb/media/news/2010_Afrikanachmittag/Weisheiten%20aus%20Afrika.pdf และ http://www.afrika-start.de/afrikanische-sprueche-und-weisheiten/)

Monday, October 11, 2010

เป็นคนหรือไม่? อยู่ที่ความหมายไม่ใช่ที่สมอง

ผมเพิ่งอ่านบทความ อาจารย์ หมอ ประสาน ต่างใจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553 แล้วพบว่าน่าสนใจ แต่พบว่าอ่านยากมากเลยลองเรียบเรียงใหม่ให้กระชับขึ้น ตัดบางอย่างออก และเติมคำบางคำเพิ่มเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็ลองอ่านกันดูนะครับ:-)

ที่มา http://www.thaipost.net/sunday/101010/28515

เราคงไม่ชอบ หรือบางคนอาจจะโกรธเสียด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าถูกดูถูก-หากใครมาพูดใส่หน้าตรงๆ ว่า “คุณเป็นคนที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับใครๆ เลย-รู้มั้ย?” เพราะเราคิดว่า เรา-และจริงๆ แล้วทุกคนในโลกเลย ต้องมีความหมายไม่อะไร-ก็อะไรซักอย่างกับคนที่รักเรา เช่น แม่ของเราคนนั้นๆ ความหมายจึงเหมือนเป็นคู่กับความรักในกรณีนี้ แต่ในกรณีทั่วๆ ไป ทั้งความหมายกับความรักเป็นเรื่องของจิตคนละอย่างและคนละส่วนของวิวัฒนาการกัน ความหมายจึงเป็นจุดมุ่งหมาย (purpose)

มนุษย์หลายคนจึงคิดว่า ความหมาย เป็นเรื่องที่สมองกำหนดมาให้มี แต่จากงานวิจัยของวิทยาศาสตร์ใหม่ พบว่า แม้สมองจะเหมือนกับ
อวัยวะอื่นๆ เช่นเดียวกับหัวใจ ตับ ไต ปอด ฯลฯ ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามนั้น โดยประสานงานกันเพื่อให้เราและสัตว์เหล่านั้นอยู่รอด บนโลกนี้จักรวาลนี้ เช่นกัน - โดยแต่ละอวัยวะก็มีหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นอิสระ แม้ว่าจะประสานกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน

ผู้เขียนและนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงคิดและเชื่อว่าสมองก็มีหน้าที่ที่เป็นอิสระเหมือนกับอวัยวะอื่นที่ยกมาเช่นเดียวกัน นั่นคือ สมองมีหน้าที่หลักในการบริหาร (carried out order) จิตไร้สำนึกของจักรวาล ให้เป็นจิตสำนึกใหม่และใหม่ๆ ตลอดเวลาไปตามความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ส่วนคำถามที่บางคนอาจจะถามว่า “แล้วใครหรือสิ่งอะไรล่ะ? ที่เป็นผู้บัญชาให้จิตไร้สำนึกโดยรวมของจักรวาลเข้ามาอยู่ในสมองคนแต่ละคนเป็นปัจเจก แล้วสั่งให้สมองนั้นบริหารจิตไร้สำนึกให้เป็นจิตสำนึก?” ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า อาจจะตอบว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง” ซึ่งวิทยาศาสตร์ใหม่ของมาตาเรลลาจะบอกว่า มันคือระบบจัดองค์กรให้กับตนเอง (self-organizing system) แต่ศาสนาที่มีพระเจ้าทั้งหลายที่เชื่อตามความเคยชินของมนุษย์ว่า ถ้าไม่มีเหตุแล้วจะมีผลได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น จักรวาล โลกและทุกๆ อย่างจึงต้องมีผู้สร้างทั้งหมดนั้นขึ้นมา และผู้สร้างที่อยู่ข้างนอกการสรรค์สร้างนั้น ก็คือ พระเจ้านั่นเอง ดังนั้นสมองก็เป็นเช่นอวัยวะที่อยู่ในร่างกายทั้งหลาย นั่นคือ มันจะมีหน้าที่หลักเช่นเดียวกับหัวใจ ซึ่งมีหน้าที่ปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกาย จิตไร้สำนึกจักรวาลจึงไม่ใช่สมองและไม่ใช่กาย แต่มาจากจักรวาลนอกรูปกายของตัวตนคนนั้นๆ ดังนั้นใคร่ขอบอกอีกครั้ง ไม่ว่าใครจะเชื่อเป็นตรงกันข้ามถ้าหากเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และคิดอย่างมีเหตุผลบนหลักฐานของงานวิจัยแล้วไม่ใช่เชื่อแบบที่ไม่ฟังอะไร ทั้งไม่ยอมอ่านดูหลักฐานอะไรทั้งนั้น “ข้าจะเชื่อของข้าอย่างนี้ มีอะไรมั้ย? ถ้าพูดกันอย่างนั้นก็จนปัญญา จิตที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย เช่น จอห์น เอคเคิลส์ วิลลิส ฮาร์แมน จอร์จ วอลด์ ฯลฯ และแม้แต่นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษคนหนึ่ง เซอร์ คาร์ล ป๊อปเปอร์ ก็เชื่อว่าการวิจัยหลากหลายในปัจจุบัน ต่างล้วนแลัวแต่ชี้บ่งไปทางเดียวกัน นั่นคือ จิตไม่ใช่สมอง วิลเดอร์ เพ็นฟิลด์ ศัลยแพทย์สมองที่ฝีมือเยี่ยมที่สุดของแคนาดา ผู้ที่ทีแรกไม่เชื่อว่าจิตกับสมองแยกจากกันเป็นคนละเรื่องในทีแรก ดังที่ได้เคยเล่าไปแล้วที่นี่เมื่อวันก่อน วิลเดอร์ เพ็นฟีล์ดได้บอกกับจอร์จ วอลด์ - หลังจากเขาใช้เวลาผ่าตัดสมองผู้ป่วยจนแทบนับไม่ถ้วนเพื่อหาตำแหน่งของจิตในสมอง - ว่า “จะบอกอะไรให้ จิตมันไม่ได้อยู่ในสมองอย่างแน่นอน” แต่สมองมีความสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ เพราะมันให้ตัวรู้ที่รู้ว่าฉันเป็นผู้ที่รู้นั้น


เมื่อสมองไม่ใช่จิต ไม่ได้เป็นตัว "ให้" ความหมาย แก่แต่ละอย่างที่เรารับรู้แล้ว แล้วจริงๆ ความหมาย (meaning) ที่เราพูดถึงอยู่มันคืออะไร

ความหมาย (meaning) ในที่นี้หมายความถึง “ความสำคัญของความหมายอันละเอียดที่สุดแสนละเอียดที่ซ่อนไว้จากสิ่งที่เรารู้ตามปกติ”

แล้วมันมาจากไหน

มาจากสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เรารู้ตามปกติจะต้องประกอบด้วย 3 อย่างคือ
1.เราต้องมีสติที่จะรับรู้
2.การรู้ต่างๆ ของเรานั้นต้องอาศัยตัวรู้หรือจิตรู้หรือจิตสำนึก
3.รู้ว่าสิ่งอันสำคัญนั้นคืออะไร? และรู้ว่ามันมีความสำคัญอย่างไร?

แต่สิ่งพวกนี้นั้นปกติเราไม่รู้ ที่เราสามารถจะทำได้คือ รอคอยให้สิ่งที่สุดแสนจะละเอียดนั้น-ออกมาจากที่ซ่อน เพื่อที่เราจะได้รู้ด้วยจิตรู้หรือจิตสำนึกปกติของเรา ถ้าหากมันไม่ออกมาจากที่ซ่อนและไม่มีทางที่จะให้มันออกมาได้ตามปกติธรรมดา เราก็ไม่มีทางรู้ ยกเว้น 2 กรณีอันไม่ปกติเลยคือ 1.เราเป็นผู้วิเศษ เป็นฤๅษี 2.เราอาจรู้ได้ด้วยจิตจักรวาลซึ่งเป็นจิตไร้สำนึก (unconsciousness continuum AS consciousness) เช่น คนที่ตายไปแล้ว แต่ยังไม่เกิดใหม่ หรือ “ชีวิตระหว่างภพ (life between life)”

ถ้าหากเราแปลคำว่าความหมาย (meaning) อย่างหนึ่งเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เดวิด โบห์ม นักควอนตัมฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ คนหนึ่งของโลก - เพื่อนต่างวัยกันของกฤษณามูรติ ปราชญ์แห่งพุทธศาสนาที่ตายไปไม่นานนัก (1986 A.D.) ความเห็นของทั้ง 2 คน ก็เป็นไปได้ที่อาจจะถูก เพราะมันใกล้เคียงกับพุทธศาสนาในเรื่องที่มาของจักรวาล

เดวิด โบห์ม บอกว่า จักรวาลเป็นองค์รวมที่เป็นทั้งหมด (wholeness) ซึ่งเป็นความจริงทางควอนตัมฟิสิกส์ โดยเดวิด โบห์ม บอกต่อไปว่าในรายละเอียดนั้น จักรวาลจะเคลื่อนตัวเองโดยการเคลื่อนที่เป็นวงจรอยู่ตลอดเวลา (holomovement) ด้วยลักษณะเหมือนกับหยดหมึกลงไปในถังน้ำเชื่อมที่เหนียวข้น ซึ่งเมื่อกวนน้ำที่เหนียวข้นนั้นไปทางหนึ่ง หยดหมึกนั้นจะละลายหายไปในน้ำเชื่อมนั้น แต่ถ้าเรากวนน้ำเชื่อมนั้นในทางกลับกัน หยดหมึกที่หายตัวไปโดยละลายในน้ำเชื่อมหรือ “เป็นองค์กรที่ซ่อนตัวเอง” (enfold) อยู่ในน้ำเชื่อมนั้นก็จะโผล่ปรากฏออกมาเป็นหยดหมึกเหมือนเดิม คือเป็นเสมือน “องค์กรที่คลี่ออกมาจากที่เคยซ่อนตัวเองอยู่นั้น” (unfold หรือ implicate order ก็ได้) และหยดหมึกหรือองค์กรที่ “ซ่อนตนเอง” และ “คลี่ขยายตนเอง” (enfold and unfold) จะเคลื่อนตัวเองเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งที่ว่าง อวกาศ (space) ของจักรวาลก็จะเป็นประหนึ่งน้ำเชื่อมที่ข้นนั้น

ส่วนองค์กรที่จะ unfold แล้วแทนที่หยดหมึกที่อยูในน้ำเชื่อมที่ข้นเหนียวหนืด มี 3 องค์กรคือ
1. ความหมาย (meaning) ที่ผู้เขียนคิดว่าคือจิตไร้สำนึกนั้น
2. พลังงาน (energy)
3. สสารวัตถุ (matter)
ทั้งหมดจะผลัดกันซ่อนเร้นตัวเองแล้วก็ผลัดกันคลี่ขยายตัวเองออกมาเรื่อยๆ

ที่ผู้เขียนพูดว่ามีความใกล้เคียงกับพุทธศาสนาก็เป็นดังได้อธิบายไว้ในคอลัมน์นี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คือพุทธศาสนาในระยะแรกๆ บอกว่า ที่ว่างหรืออวกาศนั้นเป็นต้นตอที่กำเนิดของจิตไร้สำนึกก่อนจะมีจักรวาล หรือก่อนมีบิกแบ็งเสียอีก นั่นคือก่อนมีจักรวาลจะมีที่ว่างหรืออวกาศ จิตไร้สำนึกที่แยกออกจากกันไม่ได้กับพลังงานจะปรากฏขึ้นมาจากที่ว่าง อวกาศนั้น ตอนนี้ก็คล้ายๆ องค์กรซ่อนตัวเองที่คลี่ขยายออกมาจากองค์กรที่ซ่อนเร้นตนเอง (unfold ออกมาจากที่มันซ่อนเร้นตัวอยู่ enfold or implicate order) ในที่ว่างอวกาศ - นั่นคือ ความหมายที่ผู้เขียนว่าคือจิตไร้สำนึกนั้น พอมีจักรวาลขึ้นมาแล้ว จิตไร้สำนึกก็เข้าไปอยู่ในทุกๆ ที่ว่าง (infiltrate and permeate) เรียกว่าจิตร่วมจักรวาลตามนักควอนตัมฟิสิกส์และเซอร์อาร์เธอร์ เอดดิงตัน บอก ซึ่งตรงกับที่ชวนจื่ออธิบายเต๋าไว้ หรือ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ปราชญ์บนรถเข็นก็กล่าวว่า จักรวาลออกมาจากสิ่งที่ไม่อะไรเลย ซึ่งองค์กรซ่อนตัวเองของโบห์มนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติ (Erwin Laszlo) เรียกว่าควอนตัมสุญญากาศ (quant um vacuum) - ที่เดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้ว่ามีจริง (Casimir’s effect) นั่นคือความว่างเปล่าที่เป็นความเต็มที่พุทธศาสนาบอก ที่ผิดไปก็ตรงที่พุทธศาสนาบอกว่าจิตปฐมภูมิแยกออกจากพลังงานปฐมภูมิไม่ได้หนึ่ง กับสสารวัตถุรุปกายที่แยกออกมาจากที่ว่างอวกาศ “หลัง” ที่มีจักรวาลแล้ว ซึ่งเดวิด โบห์ม ไม่ได้บอกเช่นนั้นอีกหนึ่ง
ไม่ว่าจะเชื่อเดวิด โบห์ม ตามนักควอนตัมฟิสิกส์มีชื่อหลายคนเชื่อ หรือเชื่อในพุทธศาสนาเรื่องจักรวาลหรือไม่? แต่ผู้เขียนเชื่อ ความหมายไม่ใช่เรื่องของสมองแน่ๆ.

Tuesday, August 17, 2010

รีวิวหนัง: ลุงบุญมีระลึกชาติ (จากนักวิจารณ์เยอรมัน)

ภาพยนตร์ "ลุงบุญมีระลึกชาติ"
ประเภท ตลก

ลุงบุญมี หมอผีที่ประตูแห่งความตาย

อันที่จริงแล้ว หนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับชาวไทย อภิชาิตพงศ์ วีระเศรษฐกุล ไม่มีทางที่จะหาคำอธิบายได้ ดังนั้นต้องดูด้วยตัวเอง และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่คานส์ปีนี้ ต้องออกจากโรงก่อนเวลา แต่ใครที่ทนอยู่จนจบได้ จะได้รางวัลเป็นประสบการณ์หนังที่ภาพยนตร์สมัยนี้น้อยครั้งจะให้ได้ เพราะความยากที่จะควบคุมขนาดของหนังและความยากที่จะตีความความเชื่อและโลกของผู้กำกับในหนัง ทำให้ "ลุงบุญมีระลึกชาติ" เป็นความงามที่แปลกประหลาด และเป็นความแปลกประหลาดที่งดงาม

ลุงบุญมี (ธนพัฒน์ สายเสมา) รู้ตัวหลังจากอาการไตวายว่าตัวเองจะเหลือเวลาอีกไม่นาน จึงอยากจะกลับบ้านที่อีสานเพื่อรอความตายในแวดล้อมของครอบครัวและคนรู้จัก ขณะที่ลุงบุญมีรับประทานอาหารเย็นกับน้องสาว ป้าเย็น (เจนจิรา พงพาส) กับหลานชาย ต้อง (ศักดา แก้วบัวดี) วิญญาณภรรยาของลุงบุญมี ก็ปรากฏมาในวงกินข้าว หลังจากนั้นไม่นาน ลุงบุญมี ก็เจอกับ สัตว์ประหลาดร่างลิงที่มีดวงตาสีแดงวาว แล้วลุงก็พบว่า สัตว์ตัวนี้คือลูกของลุงที่หายไปอย่างลึกลับ แล้วลุงบุญมีก็ออกเดินทางครั้งสุดท้ายกับคนที่ยังมีชีวิตไปยังถ้ำ้ที่ลุงได้เกิด เพื่อจะจบชีวิตลงที่นั่น ขณะที่วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วพาลุงไปสู่ความลับของการเกิดใหม่

แม้ว่า เผด็จการทหารที่ปกครองประเทศไทยจะต่อต้านความเชื่อของการเกิดใหม่และเรื่องผีห่าซาตาน แต่ความเชื่อเรื่องพวกนี้ของคนไทยก็ไม่ได้ถูกทำลายไป อภิชาตพงศ์ที่มีความเชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นแฟ้นได้พัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้จากหนังสั้นเรื่องจดหมายถึงลุงบุญมี ในงานศิลปะชุด primitive ของเขา งานชุดนี้ เป็นงาน Installation และ รวมภาพถ่าย ที่ได้จากการผสมผสานประสบการณ์ส่วนตัว ภาพสารคดี และ ความคิดเรื่องชาิติพันธุ์ ผู้กำกับได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ด้วยพลังสร้างสรรค์เต็มไปด้วยศิลปะ รวมทั้งเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม ตามด้วยภาพของความตายและการเกิดใหม่ ที่ลุงบุญมีได้รับประสบการณ์จากการค้นหาทางวิญญาณนี้ ถ้าตัวหนังได้เล่าเรื่องตามเวลา ในขณะเวลาที่หนังดำเนินไปเกือบสองชัี่่วโมง หนังค่อยๆละลายประสบการณ์ จินตนาการ และแฟนตาซี ระหว่างโลกจริงและโลกวิญญาณ ไปสู่ภาพหลอนที่เต็มไปด้วยคำถามและเวทมนตร์ประหลาด

ลุงบุญมีฯ เป็นภาพยนตร์ที่เป็นตัวของตัวเองและอาร์ตที่สุดในงาน และสำหรับผู้ชมหลายคนมันเป็นหนังที่เข้าใจยากที่สุดในคาสน์ปีนี้ มันเป็นหนังที่ไม่ใช้เทคนิกพิเศษหรือทริกใดๆ มันเล่าเรื่องโดยตัวของมันเองและทำให้ผู้ชมได้เห็นอะไรบ้างอย่างที่ตนเองได้ปกปิดไว้ ในแต่ละเฟรมและการจัดตัวแสดงประกอบ อภิชาติพงศ์ สร้างเรื่องราวด้วยการใช้แว่บแรกของแต่ละฉาก ทำให้ผู้ชมเหมือนมองทิวทัศน์บ้านเกิดของเขาในกล้องคาไลโดสโคป ที่ความตาย และ วิญญาณแห่งอดีต ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับลุงบุญมี แต่เป็นดั่งบทกวีเปรียบเปรยดินแดน ในภาวะที่หยุดชะงัก ในชายขอบระหว่างชีวิต ความตาย และ การเกิดใหม่
ในประสบการณ์แบบผ่านพ้นและในการติดอยู่ในประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและภาพเหมือนฝัน หนังจะเดินเป็นเพื่อนผู้ชมไปอย่างสบายๆไปสู่การรับรู้อีกระดับหนึ่ง เเละเมื่อคุ้นเคยกับหนัง ผู้ชมก็จะเชื่อการมีอยู่ของวิญญาณ สิ่งเหนือจริง และวงจรการเกิดใหม่ แม้จะไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้มาก่อน ลุงบุญมีฯเป็นหนังที่ควรดูอย่างยิ่งที่ด้านหนึ่งช่างไร้เดียงสาแต่ก็ถ่ายทอดมุมมองที่ยิ่งใหญ่ต่อความจริงรูปแบบใหม่และการมองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่ต้องมีภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกใดๆ นี่คือ มหัศจรรย์ของโลกภาพยนตร์จริงๆ

หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของอภิชาติพงศ์ แต่เป็นหนังที่ดูง่ายที่สุดของเขา และการที่หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลปาล์มทองคำก็เหมือนเป็นสัญญาณต่อไปว่า หนึ่งที่คานส์นั้นรับรู้สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยและสนับสนุนศิลปินผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างอภิชาติพงศ์ด้วย และสอง ภาพยนตร์ที่แปลกประหลาดเต็มไปด้วยปริศนาและงดงามอย่างมีเอกลักษณ์ แม้จะเข้าถึงได้ยากก็ยังมีที่ยืนอยู่ในวงการภาพยนตร์โลก

การที่หนังของอภิชาติพงศ์จะมาเข้าโรงที่เยอรมันนั้นยังไม่เป็นที่รับรู้ และก็เป็นไปได้ที่หนังเรื่องนี้จะไม่เข้าฉายแก่ผู้ชมทั่วไปในเยอรมันอย่างไรก็ตาม เมื่อมีโอกาสได้ฉาย ก็ควรชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ไม่ว่าคนจะชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ ความตายของลุงบุญมีนี้เป็นประสบการทางภาพยนตร์บนชายขอบของประสบการณ์ที่มีคุณค่าและหาชมได้ยากในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง

โดย Joachim Kurz
http://www.kino-zeit.de/filme/uncle-boonmee-who-can-recall-his-past-lives

ปล แปลโดยคนยังไม่ได้ดูหนัง มีข้อผิดพลาดแน่นอนครับ ต้องขออภัยด้วย

Thursday, May 27, 2010

มนุษย์แสงมนุษย์สีมนุโส

มนุษย์เป็นดั่งแสง เพราะแบ่งแยกจึงเกิดสี

คละ เคล้าชั่วตาปี ลืมกำเนิดมืดมัวมน

คำสอนพระชินสีห์ เกิดมีดีชั่วปะปน

สุดท้ายเราก็คน จะเกลียดกันไปทำไม

วันนี้ เริ่มด้วยรัก ใช่แช่งชักหักหัวใจ

ทางออกเห็นไวไว แสงสว่างอาบโลกา