Sunday, April 04, 2021

จีวรสีน้ำเงิน - หนึ่งในสีจีวรที่ไม่พบใช้อีกแล้ว

เคยอ่าน บทความของ นักวิชาการรุ่นใหม่บางท่าน บอกว่า จีวร ของ พระพุทธเจ้า และ พระสมัยพุทธกาลเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นสีของชนชั้นสูง เขาจึงสรุปว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของอีลิต แต่จากบทความด้านล่าง สีม่วง (สีน้ำเงิน) เป็นสีที่พระพุทธเจ้าบัญญัติพระวินัยว่าห้ามใช้ ถ้าเป็นตามนี้ ข้อสันนิษฐานของนักวิชาการท่านนั้น น่าจะผิดจากความเป็นจริง

 
from https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=883920095469834&id=100015555556981


 จีวรสีน้ำเงิน - หนึ่งในสีจีวรที่ไม่พบใช้อีกแล้ว

จีวรพระสงฆ์ในพุทธศาสนาโดยทั่วไปจะเป็นโทนสีร้อนแทบทั้งหมดตั้งแต่แดงหม่น เหลืองหม่น น้ำตาล หรือน้ำตาลเข้มไหม้ แต่สีโทนเย็นที่ได้ปรากฏแหวกแนวออกมานอกเหนือจากนั้นคือสีน้ำเงิน/สีคราม/เขียว (นีล) ซึ่งดูแปลกประหลาดต่างจากกลุ่มสีอื่นๆที่มีการใช้อย่างยิ่งทีเดียว
• ศาริปุตรปริปฤจฉา (Śāriputraparipṛcchā 舍利弗問經) แปลในสมัยตงจิ้น ศตวรรษที่ 4 กล่าวถึงนิกายต่างๆในอินเดียครองจีวรต่างสีกันไปเพื่อกำหนดแยกแยะ ระบุว่านิกายมหิศาสกะ ห่มจีวรสีน้ำเงิน" (青衣)
• สามพันวัตรแห่งมหาภิกษุ (大比丘三千威儀) แปลโดยพระอันซื่อเกา (安世高) ในศตวรรษที่ 2 ระบุเช่นเดียวกันว่านิกายมหิศาสกะ ห่มกาษายะสีน้ำเงิน (青袈裟)
• อย่างไรก็ตาม ในคัมภีร์ "นิกายสังครหะ" ซึ่งแต่งขึ้นในลังกา ระบุว่า จีวรสีครามนี้เป็นของนิกายสัมมตียะ เรียกว่ากลุ่ม "นีลปัฏฏทรรศนะ" หมายถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่มีทัศนะใหม่แตกต่างจากคณะสงฆ์เดิม เพื่อคานอำนาจของกลุ่มเดิมจึงหันมาครองสีครามหรือสีน้ำเงินเข้ม (นีล)
------------------------------
• ในพระวินัยปิฎกบาลี จีวรขันธกะ พระพุทธเจ้าทรงห้ามจีวรสีน้ำเงิน/สีคราม(นีล) "ภิกษุไม่พึงห่มจีวรสีน้ำเงินล้วน" (น ภิกฺขเว สพฺพนีลกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ) แต่ในอรรถกถาวินัยของฝ่ายบาลีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสีน้ำเงินที่ไม่ควรใช้ย้อมจีวรคือสีแบบดอกแฟลกซ์ (อุมาปุปฺผ) ซึ่งที่จริงเป็นสีม่วง นอกเหนือจากนั้น วินยสังคหอรรถกถาซึ่งเป็นคัมภีร์รุ่นหลังก็ระบุว่า "เว้นใบมะเกลือกับใบครามเสีย น้ำย้อมเกิดแต่ใบไม้ ควรทุกอย่าง" กล่าวคือไม่ควรใช้ครามที่ให้สีน้ำเงินเข้มในการย้อมผ้าจีวร
• พระวินัยแห่งนิกายมูลสรรวาสติวาท จีวรวัสตุ พบในเมืองกิลกิต (Gilgit) อัฟกานิสถานมีระบุเช่นกันว่า “ภิกษุไม่พึงครองจีวรสีน้ำเงินล้วน” (น ภิกฺษุณา สรฺวนีลํ จีวรํ ธารยิตฺวยมฺ )
-------------------------------
ทั้งที่สีน้ำเงินนี้ดูแปลกประหลาดไปจากสีย้อมฝาดของ "กาษายะ" อื่นๆ ที่ควรจะมีสีเดียวกับดินคือน้ำตาล เหลืองหม่น หรือแดงหม่น แต่มีข้อสันนิษฐานหนึ่งถึงสาเหตุของการใช้สีน้ำเงินย้อมจีวรน่าจะมีที่มาจากคำว่า "เมฆวณฺณํ" (meghavaṇṇaṃ) หรือ "เมฆวรฺณํ" (Meghavarṇā; मेघवर्णा) -"สีของเมฆ" ซึ่งในสายการสืบทอดอรรถกถาและปกรณ์นอกปิฎกของพุทธแต่โบราณทั้งฝ่ายบาลีและสันสกฤตที่ระบุว่าเป็นสีจีวรของพระพุทธเจ้าและพระสาวกในครั้งพุทธกาล โดยให้ความหมายว่าได้แก่ สีของเมฆต้องแสงแดดยามเย็นเป็นสีแดงหม่น
- สีลขันธฎีกาแห่งสายบาลีได้อธิบายว่า: "สีของเมฆ ได้แก่สีของเมฆที่ทาบติดด้วยแสงสนธยา" (เมฆวณฺณนฺติ รตฺต เมฆวณฺณํ สญฺชา ปพานุรญฺชิ ตเมฆสงฺกาสนฺติ อตฺโถ)
- สีลขันธอภินวฎีกา ว่า: "มีสีของเมฆเพราะย้อมดีแล้ว มีสีดำหน่อยหนึ่ง" (สุรญฺชิตภาเวน อิสกํ กณฺหวณฺณาย เมฆวณฺณํ)
file:///C:/Users/Sister/Downloads/219894-Article%20Text-709860-1-10-20191005.pdf
ดังนั้นโดยทั่วไปทั้งสายบาลีและสันสกฤตจึงยอมรับว่า จีวรของพระรุ่นโบราณเป็นสีของเมฆ (เมฆวรฺณ) นี้คือสีแดงหม่น แต่คำว่า "เมฆวรฺณ" เดียวกันนี้ในภาษาสันสกฤตยังเป็นคำที่ใช้เรียก ไม้คราม (India indigo) จึงอาจเป็นไปได้ว่านิกายมหิศาสกะได้เข้าใจคำนี้ว่าเป็นไม้ครามและนำไปสู่การใช้ย้อมจีวรจนเป็นสีน้ำเงิน จากภาพจิตรกรรมสื่อว่ามีการใช้จีวรสีนี้ตั้งแต่อินเดียกลาง อัฟกานิสถาน จนถึงอาณาจักรพุทธบนเส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง และเข้าสู่เมืองจีนด้วย
• บทบัญญัติแห่งพระอาจารย์หวงป้อ (黄檗清規) ตำราวินัยปฏิบัติของอารามเซนในเมืองจีนประมาณศตวรรษที่ 9 ระบุว่า พระภิกษุผู้ศิษย์สืบสายธรรมหรืออุปัฏฐากของพระอาจารย์เจ้าอาวาสในพิธีแขวนภาพจำลองและรำพันไว้ทุกข์พระอาจารย์ผู้ล่วงลับครองกาษายะสีน้ำเงิน (青袈裟) *กรณีนี้ดูเหมือนจะเป็นจีวรที่ใช้ในกรณีพิเศษเท่านั้น ไม่ได้ใช้เป็นบริขารอธิษฐานประจำตน
สีของกาษายะน้ำเงินไม่มีการใช้ในเมืองจีนอีกแล้ว แต่อิทธิพลของผ้าสีน้ำเงินในอดีตโบราณอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ชุดครองประจำวันที่ใช้เทียบแทนจีวรของพระสงฆ์จีนมีการใช้สีน้ำเงินและสีฟ้า ไปจนถึงฟ้าเหลือบเทาเรื่อยมาจนปัจจุบัน
พระสงฆ์จีนน่าจะใช้ชุดครองสีน้ำเงินมาอย่างน้อยก็ประมาณศตวรรษที่ 10 ตามตำนานทิเบตเล่าว่าเมื่อคณะสงฆ์ทิเบตแทบหมดสิ้นและต้องนิมนต์พระสงฆ์จีนเข้าร่วมนั่งอันดับในการรื้อฟื้นการอุปสมบท เพื่อเป็นการรำลึกบุญคุณพระสงฆ์จีน ในชุดอังสะชั้นในของพระทิเบต (ส่วนใหญ่เป็นสีแดง หรือสีเหลืองขอบแดง) จึงมีการเย็บด้ายสีน้ำเงินติดไว้ เพราะพระจีนในสมัยนั้นใช้ชุดครองสีน้ำเงินเป็นหลัก
-------------------------------
พระภิกษุสงฆ์บางกลุ่มในอดีตน่าจะได้แก่ นิกายมหิศาสกะหรือนิกายสัมมตียะเคยใช้จีวรสีน้ำเงิน น่าจะย้อมด้วยครามจนเป็นสีโทนดำคล้ำแต่เมื่อซักไปจะกลายเป็นสีน้ำเงิน
พระจ้านหนิง-วินยาจารย์สมัยซ่งได้ให้ข้อมูลว่านิกายมหาสังฆิกะใช้จีวรสีน้ำเงิน-เขียว (แต่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบที่ทำให้ดูน่าเชื่อถือในข้อนี้ มิฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่าจีวรสีน้ำเงินเป็นสีที่ใช้แพร่หลายในบางพื้นที่และอาจไม่จำกัดนิกายเคร่งครัด)
ในปัจจุบันไม่ปรากฏพระสงฆ์นิกายไหนในโลกนี้ใช้จีวรสีนี้เป็นบริขารอีกแล้ว แต่ในอดีตดูเหมือนจะเคยมีพระภิกษุสงฆ์บางกลุ่มที่ใช้สีน้ำเงินจริง ดังปรากฏหลักฐานประปรายในศิลปะรุ่นโบราณ เช่น
• จิตรกรรมฝาผนังที่พุทธคูหาแห่งบามิยาน (Bamiyan) ประเทศอัฟกานิสถาน
• จิตรกรรมฝาผนังที่พุทธคูหาแห่งกิซิล (Qizil) มณฑลซินเจียง ประเทศจีน บนเส้นทางสายไหม
• จิตรกรรมฝาผนังที่พุทธคูหาแห่งอชันตา (Ajanta) รัฐมหาราษฏร์ ประเทศอินเดีย
• จิตรกรรมฝาผนังที่พุทธคูหาแห่งเบเซกลิก (Bezeklik) ตูร์ฟาน มณฑลซินเจียง ประเทศจีน
• จิตรกรรมฝาผนังที่การาชาร์ (Karashar) มณฑลซินเจียง ประเทศจีน
จิตรกรรมฝาผนังที่คูหาวิหารอัลจิ (Alchi) แห่งลาดัข ในกัศมีร์ ประเทศอินเดีย อ่าน และ ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1086778548517320&id=100015555556981

Tuesday, January 05, 2021

รีวิว Thinking Fast & Slow || Done Author || Daniel Kahneman โดยคุณ Tossasat Rattanopassakul

ที่มา https://www.facebook.com/photo/?fbid=4291710280845913&set=a.185309461486036

Thinking Fast & Slow || Done
Author || Daniel Kahneman

หนังสือในตำนานที่ได้รับคำเตือนอย่างล้มหลามว่าอ่านยาก อ่านเหนื่อย แต่ก็เป็น Wish List ของเราเลย เพราะ แดเนียล คาเนมาน คือผู้ที่ถูก refer จากนักเขียนที่เราชอบมากๆ หลายคน (จริงๆแล้ว ทฤษฎีที่ทำให้แดเนียลได้รับรางวัลโนเบลในปี 2002 คืองานเขียนที่ถูกนำไปใช้อ้างอิงมากที่สุด ทั้งในแวดวงจิตวิทยา และ เศรฐศาสตร์) Thinking Fast & Slow ถูกตีพิมพ์ในปี 2011 และเป็นเหมือนปฐมบทของหนังสือจิตวิทยาทั้งปวง ถึงแม้หนังสือสายนี้จะมีเนื้อหาทับซ้อน ซ้อนทับกันปานใดก็ตาม แต่ถ้าชอบสายนี้ ยังไงก็ต้องอ่าน เพราะเป็นเหมือนการเข้าใจ pure theory ก่อนที่จะแตกแขนงไปสู่ many fancy executions

และคำเตือน... ย่อแล้ว นี่ย่อมากๆแล้วจริงๆ แต่ยาวมาก ยาวที่สุดที่เคยย่อมาให้กลั้นใจแล้วอ่านต่อไปได้เลย

หนังสือเริ่มต้นจากการสังเกต​ว่า ทำไมคนเรามักจะตอบคำถามทางสติถิได้ไม่ถูกต้อง ความสงสัยนำไปสู่การคาดการณ์ว่า สมองของมนุษย์น่าจะมีระบบปฏิบัติการ 2 ส่วน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคำนวนและเปรียบเทียบนั้นทำงานได้ช้ากว่าและไม่ได้ทำงานอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่สมอง​ส่วนที่เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดพื้นฐาน การมองเห็น สังเกตุ​ จดจำ และตัดสินใจนั้น ทำงานอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา เราจึงใช้สมองส่วนความทรงจำตอบคำถามออกไปก่อนที่จะได้คิดวิเคราะห์​อย่างจริงจัง

การค้นพบเล็กๆนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญ ว่าระบบความคิดของมนุษย์นั้น ทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ 2 ส่วน

[ พาร์ท 1 ]
system 1 คือระบบออโต้ไพลอท ที่ทำให้ร่างกายดำเนินไปตาม ‘ธรรมชาติ’ -​ (สัญชาตญาณ​การเอาชีวิตรอด)​ หรือเหตุการณ์​ที่คุ้นเคยจากการทำซ้ำๆจนเป็นลักษณะ​นิสัย (habit)​ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุ​การณ์​ที่ไม่อยู่ในสารบบของลักษณะ​นิสัยอันคุ้นเคย สมองจะทำการเปิดระบบ system​ 2 ขึ้นมาทำงานทันที ในขณะที่ใช้งานระบบนี้ สมองจะต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมากเพื่อรวบรวมสมาธิและประมวลผล และทำให้เราอยู่ในสภาวะ ‘รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา’ เพื่อทำภารกิจอย่าง การควบคุมตัวเองให้สุภาพเรียบร้อบ ระแวดระวังภัย จดจำชุดข้อมูล ไปจนถึงการคิดคำนวนและการเปรียบเทียบ

และเนื่องจาก system 2 นั้นใช้พลังงานมหาศาล จึงมีข้อจำกัด 3 ข้อ
1 - สมองจะไม่สามารถใช้งาน system 2 สองงานพร้อมๆกันได้ [ เช่น จดจำชุดตัวเลขและคำนวณผลคูณในใจต่อกันหลายชุด สมองต้องค่อยๆสลับหน้าที่ ทีละลำดับไปอย่างเชื่องช้า หรืออาจจะถึงกับทำให้เราต้องหยุดกิจกรรมอื่นๆใน system 1 เช่น หยุดเดิน หรือหยุดฟัง ซึ่งก็คือการลดภาระในการทำงานของสมองลง ]
2 - ถ้าเราใช้พลังงาน (กลูโคลส) ไปจนหมด สมองจะไม่สามารถใช้ system 2 ต่อไปได้
3 - ทำให้ร่างกายพยายามใช้ system 2 ให้น้อยที่สุด

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ต้องใช้ความคิดมากๆ เรามักต้องการให้หยุดกิจกรรมอื่นๆ หรือความวุ่นวายรอบๆตัวลง หรือเมื่อเราใช้สมองอย่างหนักจนรู้สึกเหนื่อยล้า การกินกลูโคลสจะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ในขณะเดียวกัน เราก็มักจะหงุดหงิด หรือโมโหง่าย ในช่วงเวลาที่ใช้สมองหนักหน่วง [ ตึงเครียด ] เนื่องจากเรากำลังใช้ system 2 ทำงานบางอย่างอยู่ system 2 จึงลดการทำหน้าที่ ‘ควบคุมตัวเองให้มีมารยาท' ลง

ความน่าสนใจก็คือ system 1 นั้นทรงพลังมากกว่าที่คิด สมองของเราเกิดการรับรู้ ประมวลผล และสร้างความเชื่อมากมายที่เราไม่ทันรู้ตัว (และไม่สามารถควบคุมได้) ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดที่เราเคยรับรู้เข้าไว้ด้วยกันเหมือนร่างแห เช่น เมื่อเราเห็นคำว่า อาหาร เราอาจนึกถึง ไก่ย่าง ต้มยำ หรืออาหารที่เราชอบทันที และไม่ใช่แค่นั้น สมองของเรายังนึกไปถึง กุ้งตัวโตๆ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กลิ่นหอมของมะนาวในต้มยำอีกด้วย

และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้น การนึกถึงมีผลต่อพฤติกรรม​ของเราอย่างไม่น่าเชื่อ [ เช่นตอนนี้คุณอาจจะกำลังรู้สึกหิว ] - คนที่ต้องเล่นเกมสะกดคำ ที่เต็มไปด้วยคำที่เกี่ยวกับคนแก่จะเคลื่อนที่ช้าลง - หรือแม้แต่การได้เห็นรูปเงินจำนวนมากในภาพแบคกราวน์ของคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น (Priming Effect)

system 1 จะถูกกระตุ้นโดยสารที่ได้รับซ้ำๆ ความรู้สึกปลอดภัย หรือการมีความสุข - ในทางตรงกันข้าม ความเศร้า หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็จะกระตุ้นให้ system 2 ทำงาน

เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ (ถึงแม้ว่าจะบังเอิญ) จะถูกบันทึกให้เป็น ‘เรื่องปกติ’ ใน system 1 เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นอีก system 2 จะไม่ทำงาน และยิ่งตอกย้ำความ ปกติ ให้มากขึ้น - การได้รับสารในรูปแบบของเรื่องเล่าก็สามารถถูกบันทึกลงใน system 1 ได้เช่นกัน

system 1 จะรีบข้ามไปยังข้อสรุปให้เร็วที่สุด โดยพยายามหาเหตุผลที่ดู ‘สมเหตุสมผล’ มากที่สุด (ไม่ใช่หาเหตุผลมาสนับสนุนให้มากที่สุด) - โดยจะพยายามคาดเดาและสรุปเรื่องราวจากข้อมูลบางอย่างที่ได้รับมาไม่ว่าจะน้อยเพียงใด มากกว่าที่จะขอข้อมูลเพิ่ม หรือตั้งคำถามว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการหาข้อสรุปนั้นๆ - เช่น มักจะรีบสรุปว่า หัวหน้าที่มาใหม่น่าจะดี เพราะเค้าฉลาดมากและมีเหตุผล - โดยที่ไม่ได้ใส่ใจขอข้อมูลเพิ่ม ( ฉลาด +เปิดเผย กับ ฉลาด +ขี้โกง นั้นต่างกันมาก)

เหตุการณ์​แบบสุ่มเกิดขึ้นในธรรมชาติ​เสมอๆ แต่ system 1 จะพยายามลดการสงสัย และหาความเชื่อมโยงของข้อมูลเท่าที่มี (WYSIATS - what you see is all that is) เพื่อรีบสรุป ‘ข้อเท็จจริง’ ให้กับทุกๆเหตุการณ์​ เพื่อคงความรู้สึกสบายใจ​ของเราไว้ (ความสบายใจทำให้ไม่ต้องใช้พลังงานเปิด system 2) - การดึงข้อมูลจากความทรงจำที่ดูจะเชื่อมโยงกันได้ขึ้นมารวมกันเพื่อสร้าง ‘เหตุผล’ ให้กับเหตุการณ์ต่างๆนั้นเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพราะ system 1 เก็บข้อมูลไว้เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว ทำให้เรามักจะมองเห็นความสัมพันธ์​ของเหตุการณ์​ต่างๆ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วความสัมพันธ์​นั้นจะไม่มีอยู่จริง และเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ​ก็ตาม

สุดท้าย system 1 และ 2 นั้น นอกจากจะทรงพลัง ก็อ่อนไหวอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าเรายิ้ม หรือใช้กล้ามเนื้อแบบเดียวกับการยิ้ม หรือแม้แต่ผงกหัวซ้ำๆ เรามันจะใช้ system 1 - ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราขมวดคิ้ว หรือสะบัดหัวไปทางซ้ายและขวา เราก็มักจะใช้ system 2 [ จากการทดลองให้นักศึกษาทำโจทย์ทางสถิติง่ายๆ ในขณะที่รับการทดสอบกล้ามเนื้อคอ ด้วยการสะบัดหัวไปในทิศทางต่างๆกัน นักศึกษาที่สะบัดหัวไปทางซ้ายและขวา ตอบถูกมากกว่า นักศึกษาที่สะบัดหัวขึ้นลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ]

[ พาร์ท 2 ]
หลังจากแดนนี่ปูพื้นความรู้ของ system 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว หนังสือจะพาเราไปดูอคติทางการรับรู้ (bias) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบทั้งสองกัน

Small Numbers - system 1 มักจะทึกทักเอาเองว่าเหตุการณ์​เฉพาะที่เราได้พบเห็น สามารถใช้เป็น ’ตัวแทน’ เหตุการณ์​ในลักษณะเดียวกันในครั้งอื่นๆได้ ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ตามหลักสถิติ เพราะถือเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เล็กเกินไป

Anchoring Effect - คือ priming effect ในรูปแบบของตัวเลข (หรืออะไรก็ตามที่ system 1 สามารถแปลงเป็นระดับ มาก-น้อย ได้)​ ซึ่งการตัดสินใจของเรามักจะโน้มเอียงไปทางตัวเลขนั้น ถึงแม้ว่าเราจะรับรู้ว่าตัวเลขนั้นไม่เกี่ยวข้อง (เลขแบบสุ่ม) หรือไม่ถูกต้อง (มาก/น้อย ผิดปกติ)​ แต่เราแทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะ system 1 รับสารนั้นโดยอัตโนมัติและไม่สามารถย้อนความทรงจำกลับไปที่จุด ‘ไม่เคยรับสาร’ ได้

Representative Bias - เนื่องจาก system 1 ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงคุณภาพ และมักใช้หลักการ ‘ตัวแทน’ เพื่อตอบคำถามที่ยากกว่าด้วยคำถามที่ง่ายกว่า (บริษัทจะประสบความสำเร็จมั้ย? >> ผู้นำองค์กรเก่งรึปล่าว? >> ผู้นำองค์กรดูมีสง่าราศีรึปล่าว?) หลังจากได้ข้อสรุปที่ดูเป็นไปได้ system 1 ก็จะรีบหาข้อมูลอื่นๆที่เป็นไปในเชิงบวกมาสนับสนุน (เค้าเป็นที่รักของลูกน้อง หน้าตาดี และไม่ฟุ้งเฟ้อ) และรีบหาเหตุผลเพื่อแก้ต่างว่าข้อมูลในเชิงลบนั้นไม่เกี่ยวข้อง (เค้ามีปัญหาครอบครัวแต่นั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน เค้าอาจจะฉุนเฉียวแต่นั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท) - จะเห็นได้ว่าคุณลักษณะในเหตุผลสนับสนุนและแก้ต่างนั้นสามารถมองให้เป็นเชิงลบได้ทันที ซึ่งนั้นก็คือลักษณะเด่นของ system 1 - การสร้าง ‘เหตุผล’ ให้กับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล

Less is more - เมื่อ ‘ความน่าจะเป็น’ ไม่เท่ากับ ‘ความเป็นไปได้’ โดยปกติ เมื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะเข้าไปมากเท่าไหร่ [สุนัข +ตัวใหญ่ +สีดำ +มีแผลที่ตา] system 1 จะยิ่งรู้สึกว่ามี ‘ความเป็นไปได้’ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่กำหนด [สุนัขทำร้ายคน] เพราะคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นทำให้การสร้างเรื่องราวดู ‘สมเหตุสมผล’ มากยิ่งขึ้น - แต่ในทางสถิติยิ่งเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ ’ความน่าจะเป็น’ ลดลง เพราะกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

Regression to mean - หรือการปรับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยเป็นเรื่องปกติทางสถิติซึ่งอธิบายด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์​ ว่าเหตุการณ์​ที่ดีกว่าปกติไปมาก มักจะตามมาด้วยเหตุการณ์​ที่แย่ลง (และเช่นเดียวกัน เหตุการณ์​ที่แย่มากๆมักจะตามมาด้วยเหตุการณ์​ที่ดีขึ้น)​ ซึ่งสามารถพบตัวอย่างได้ตั้งแต่เหตุการณ์​ต่างๆในชีวิตประจำวัน การทำงาน การเดินทาง อาหารที่กิน ไปจนถึงเหตุการณ์​สำคัญอย่างการแข่งขันกีฬา แต่ system 1 ก็มักจะหาเหตุการณ์อื่นๆมาสร้าง ’เหตุผล’ ให้เหตุการณ์สุดโต่งเหล่านั้น และมักจะลงเอยด้วยการเข้าใจผิดว่าสามารถ ‘คาดการณ์’ เหตุการณ์เหล่านั้นได้ และเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ มากกว่าค่าความน่าจะเป็นที่แท้จริง

ถึงแม้ว่าการค้นหา ความน่าจะเป็น หรือการ ‘คาดการณ์อนาคต’ นั้น ต้องพึ่งพาการคำนวณทางสถิติเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง แต่สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มองหาข้อมูลทางสถิติโดยธรรมชาติ เนื่องจาก system 1 ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานนั้นพยายามตอบคำถามที่ยาก (สถิติ) ด้วยคำตอบที่ง่ายกว่า (ความสมเหตุสมผล) อยู่เสมอ และ system 2 ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิง “ปริมาณ" และมีความสามารถในการคำนวณก็จะไม่ถูกนำมาใช้ตราบใดที่ system 1 ยังสามารถตอบคำถามได้ (ถึงแม้ว่าจะตอบผิดคำถามก็ตาม)

ก่อนจะข้ามสู่บทถัดไป แดนนี่ก็ให้คำแนะนำเล็กๆว่า พยายามรู้ตัวให้ได้เมื่อมีโอกาสในการเผชิญกับ illusions และ bias ด้วยตัวเอง จะทำให้เราคุ้นเคยกับการเปิด system 2 เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้ในอนาคต (แบบเดียวกับที่ทริกของภาพลวงตาหลอกเราได้ครั้งเดียว) และพึงระลึกไว้เสมอว่า system 1 มักจะคาดการณ์ผิดพลาด และโดยมากมักจะสุดโต่งกว่าความเป็นจริง เมื่อรู้ตัวแล้วก็ใช้ system 2 หาค่า base rate เพื่อทำ anchoring จากนั้นจึงทำ regression to base rate อีกที

[ พาร์ท 3 ]
หลังจากปูพื้นทฤษฎีหลักและทฤษฎีย่อยเรียบร้อย แดนนี่ก็เปิดฉากพาร์ทสามอย่างออกรสด้วยการเปิดเผยความบกพร่องทางการรับรู้ของสมองผ่านมุมมองของการเข้าใจผิดในสาขาอาชีพต่างๆ

เนื่องจากสมองรับเข้าเรื่องราวใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และเมื่อข้อมูลเก่าขัดแย้งกับข้อมูลใหม่ (เช่นสิ่งที่เคยเชื่อมั่น ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง)​ สมอง [ ซึ่งเราจะรู้ในภายหลังว่าคือ system 1 ] จะไม่สามารถเก็บทั้ง 2 ข้อมูลที่ขัดแย้งกันได้ ดังนั้น system 1 จะทำการเลือกเก็บข้อมูลที่คิดว่า 'จริง' ที่สุดไว้ และลบข้อมูลที่ขัดแย้งทิ้งไป ผลก็คือ สมองจะเชื่อว่าเราคิดและเข้าใจเหตุการณ์​ว่าเป็นแบบนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ​ซึ่งจะนำมาซึ่งสิ่งที่เลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจาก system 1 จะพยายามเชื่อมโยงข้อมูล 'เท่าที่มี'​ ให้เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด โดยพยายามเน้นข้อมูล 'บางอย่าง'​ ให้มีความสำคัญมากเกินจริง ทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นว่าเราค้นพบ เหตุและผล ของเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นเสมือนกุญแจแห่งความลับสู่การพยากรณ์ (เพราะถูกเน้นให้ชัดเจนขึ้นหลังจากเหตุการณ์​เกิดขึ้นไปแล้ว)​ ดังนั้นเราจึงเชื่อต่อไปอีกว่า เราน่าจะสามารถหาเหตุ​ผลแบบเดียวกัน เพื่อที่จะคาดการณ์​อนาคตได้ ทั้งๆที่แท้จริงแล้วเหตุผล​นั้นมีความเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์​น้อยกว่านั้นมาก โดยแดนนี่ได้โจมตีหนังสือยอดฮิตประเภท "ลักษณะ​นิสัยของ CEO ที่นำมาซึ่งความสำเร็จ" ว่าคุณลักษณะ​ของ CEO อาจจะมีผลอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงน้อยกว่า ความโชคดี และ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม น่าจะทำนายความสำเร็จได้แม่นยำกว่า ลักษณะนิสัย

ความมั่นใจที่เกิดขึ้น ถูกอธิบายด้วยหลักการทำงานของ system 1 ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความถูกต้องหรือปริมาณของข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับการที่ข้อมูลจำนวนน้อยๆ สามารถเชื่อมโยงกันจน ‘มีเหตุผล’ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากของ system 1) เมื่อความมีเหตุมีผลถูกสร้างขึ้น โดยเฉพาะจากข้อมูลที่เกิดจากการได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ภาพลวงตาของความเชื่อมั่นก็ฝังลึกลงไปใน system 1 ของเราอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ซึ่งข้อผิดพลาดนี้มักเกิดขึ้นกับผู้เชี่ยวชาญมากกว่าบุคคลทั่วไป เพราะถูกสังคมหล่อหลอมให้เชื่อว่า ยิ่งมีความรู้มาก ก็ยิ่งมีความสามารถ “เหนือกว่า” คนทั่วๆไป ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนเองมากกว่าและตกเข้าสู่กับดักของการเชื่อมั่นว่าข้อมูลเท่าที่มีใช้คาดการณ์อนาคตได้ง่ายขึ้น แดนนี่ชี้ให้เห็นถึงผลการดำเนินงานของนักวิเคราะห์หุ้น เศรษฐกิจ และการเมือง ว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าการเดาสุ่มเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักวิเคราะห์ทั้งหมดที่เชื่อถือไม่ได้ นักวิเคราะห์บางประเภทที่ตกเข้าสู่ภาพลวงตาของความเชื่อมั่นในตัวเองง่ายกว่า ไม่ใช่เพราะว่ามีความสามารถน้อยกว่านักวิเคราะห์ในสายงานอื่นๆ แต่เป็นเพราะพวกเค้าคือนักรบที่รบในสมรมูมิที่ไม่อาจเอาชนะได้ต่างหาก

แดนนี่ได้ร่วมกันหาคำตอบที่ว่า “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญคนไหน (และครั้งไหน) น่าเชื่อถือ?” ร่วมกับ แกรี่ คลีน นักจิตวิทยาที่มาจากฝั่งตรงข้าม คลีนเชื่อในสัญชาตญาณของมนุษย์ และยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า “การตัดสินใจของอัลกอริทึ่มไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการตัดสินใจของมนุษย์ (ที่เชี่ยวชาญ) ได้”

หลังจาก 7 ปีของการทำงาน (และถกเถียง) ร่วมกัน ทั้งคู่ก็ได้ค้นพบคำอธิบายที่สุดยอดนักจิตวิทยาจากสองขั้วตรงข้ามให้การยอมรับ

กฏข้อแรกคือ - ความเชี่ยวชาญในการคาดการณ์หรือทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของ ‘มนุษย์’ เกิดจากความทรงจำ ‘ที่ถูกต้อง’ ใน system 1 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเทียบเคียงเหตุการณ์ตรงหน้ากับความทรงจำด้วยเวลาเสี้ยววินาที และสามารถคาดเดาอนาคตได้ทันที เช่นเดียวกับที่ นักดับเพลิงสามารถรู้ต้นเพลิงได้ทันทีที่เหยียบเข้าบ้าน เซียนหมากรุกอ่านเกมออกทันทีที่เห็นรูปแบบหมากบนกระดาน นักวิเคราะห์ของเก่าแยกของจริงและของปลอมออกทันที และ วิสัญญีแพทย์รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติในการวางยาสลบ [ซึ่งก็จะสอดคล้องกับ Blink ของมัลคอม]

จุดร่วมของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้นำไปสู่กฏข้อที่สอง - เหตุและผลที่ทำให้เกิดสถาณการณ์เหล่านั้นต้อง ‘ตายตัว’ และสามารถฝึกฝนซ้ำๆเพื่อทำให้จดจำคอนดิชั่นของเหตุการณ์แต่ละแบบได้อย่างแม่นยำ ในส่วนนี้มีปัจจัยที่สำคัญอีกเรื่องที่แยก ผู้เชี่ยวชาญที่เราเชื่อถือได้ ออกจาก ผู้เชี่ยวชาญที่เราเชื่อถือได้ยาก นั่นก็คือความเร็วของการฟีดแบคผลลัพธ์หลังจากการคาดการณ์ เนื่องจาก system 1 เป็นระบบออโต้ไพลอทที่ว่องไวและอยู่เหนือการควบคุม การฟีดแบคโดยฉับพลัน จะทำให้จดจำ เหตุและผล ของเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง - เช่นการเดินหมากรุกและรู้ทันทีว่าเดินถูกหรือพลาดจากการรีแอคของคู่แข่งขัน หรือการเหยียบเบรกตอนเข้าโค้ง แล้วรู้ทันทีว่ารถเข้าโค้งได้ดี หรือจะไถลออกจากถนนจนเกิดอุบัติเหตุ - แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราจดจำข้อมูลคาดเคลื่อน เมื่อการคาดการณ์ได้ฟีดแบคที่ช้าลง เนื่องจากเหตุการณ์ที่ system 1 จดจำไว้ว่าเป็น ‘เหตุ’ อาจถูกเปลี่ยนแปลงจากการบันทึกข้อมูลอื่นๆทับลงไปในขณะที่รอฟีดแบค ยิ่งยาวนาน ความทรงจำของมนุษย์ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่ถูกต้อง และในที่สุดเมื่อผลลัพธ์ที่เชื่องช้าออกมาตรงกับการคาดการณ์ system 1 ก็มักจะทึกทักเอาเหตุผลบางอย่างที่จดจำได้ชัดเจนกว่ามาคาดการณ์ และ เหตุ-ผล ผิดๆ ก็คือจุดเริ่มต้นของความมั่นใจที่ผิดพลาดของผู้เชี่ยวชาญ

จากกฏทั้งสองข้อ แดนนี่และคลีนจึงได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้เชี่ยวชาญบางสาขาที่ไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่ไม่ได้มี ‘เหตุผลที่ตายตัว’ ได้ เช่น ตลาดหุ้น โอกาสในการประสบความสำเร็จของสินค้าใหม่ ทิศทางของสงคราม หรือแม้แต่การวิเคราะห์โรคที่ซับซ้อน - เพราะตลาดหุ้นนั้นแทบไม่ได้ถูกซื้อขายอยู่บนเหตุและผล และอาการบ่งชี้ของโรคบางชนิดก็ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว - ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเพียงแค่ต่อสู้อยู่ในสมรภูมิที่ไม่มีทางเอาชนะได้เท่านั้นเอง

ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเหล่านี้ อัลกอริทึ่มจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า - เช่นการวิเคราะห์ตลาดหุ้น การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ ไปจนถึงการอ่านค่าอัลตราซาวด์ - เหตุผลที่อัลกอริทึ่มสามารถทำงานประเภทนี้ได้ดีกว่าเนื่องจากการวิเคราะห์หาความน่าจะเป็นในสถาณการณ์ที่ซับซ้อนนั้นต้องใช้ความสามารถทางสถิติซึ่งทำงานตามคำสั่งของ system 2 - ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมนุษย์มักจะถูกแทรกแทรงการทำงานของ system 2 จาก system 1 อันทรงพลัง ซึ่งมักจะให้ความสนใจกับข้อมูลเชิงอารมณ์มากกว่าข้อมูลเชิงปริมาณอันน่าเบื่อ ทำให้เกิดการสร้างเหตุและผลอย่างมีอคติตามมา - ในขณะที่อัลกอริทึ่มนั้นทำตามคำสั่งทางสถิติอย่างเค่งครัดโดยที่ไม่มี system 1 มาทำให้ไขว้เขว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้สถิติโดยสมบูรณ์ หรือ คอมพิวเตอร์อัลกอริทึ่ม ในการคาดการณ์อนาคตต้องฝ่าขวากหนามของการต่อต้านมากมายในอดีต ก่อนจะมาถึงยุค บิ๊กเดต้าในปัจจุบัน เพราะนอกจากการถูกโจมตีด้าน ‘การตัดสินใจโดยไร้มนุษยธรรมแล้ว’ ยังเป็นภัยคุกคามต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เมื่อวันนึงความสามารถที่พิเศษ กำลังจะถูกแทนที่ด้วยระบบปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ [ แต่ 20 ปีผ่านไป หลังจากการค้นพบที่ทำให้แดนนี่ได้รับโนเบล พลวัฒน์ของโลกก็ได้พาให้เรายอมรับและพัฒนาอัลกอริทึ่ม จนให้กำเนิด เอไอ และวกกลับเข้าสู่วังวนแห่งความหวาดระแวงว่า เอไอ กำลังจะทำลายมนุษยชาติอีกครั้ง ]

แล้วเป็นไปได้มั้ยที่มนุษย์จะสามารถเอาชนะอคติของ system 1 ได้?

แดนนี่แนะนำว่าก่อนอื่นมนุษย์ต้องยอมรับให้ได้ว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ในโลกใบนี้จะต้องใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของเหตุการณ์ประเภทเดียวกัน (Base Rate) - เช่นสินค้าใหม่ หรือ สตาร์ทอัพ ไม่ได้สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกโปรเจค โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นต่ำมาก - และในสถาณการณ์ที่เราต้องพยากรณ์เหตุการณ์ที่ซับซ้อน (ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้ system 2) ถึงแม้ว่า system 1 จะชอบรวบรวมข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของเรา และปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของเราโดยอัตโนมัติ จนทำให้เกิดอคติของความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป และคาดการณ์ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับ best case scenario อย่างไม่สมเหตุสมผล เราก็สามารถสั่งปิด system 1 ชั่วคราวได้ โดยบังคับตัวเองให้ 'คิดเหตุผล' ที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่สุดโต่งไปในทางตรงกันข้าม (worst case scenario) เมื่อสมองได้สร้างเหตุผลให้กับความเชื่อที่ตรงข้ามกันสองชุด system 2 จะต้องทำงานเพื่อเปรียบเทียบข้อมูล และจะทำให้เรานึกถึง Base Rate ได้ง่ายขึ้น จากนั้นให้เริ่ม Anchoring และคำนวณออกจากค่ากลาง

[ พาร์ท 4 ]
แดนนี่จะเริ่มอธิบายถึงทฤษฎีใหม่ที่เค้าคิดค้นขึ้น หลังจากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของทฤษฎีกระแสหลักต่างๆ ซึ่งหลังจากส่วนนี้ไปจะเหมือนกับหนังสือ Misbehaving ของ Thaler เลย เพราะว่าทั้ง 2 คนทำงานนี้ร่วมกัน

เริ่มจากการพัฒนาทฤษฎี หลีกเลี่ยงความเสี่ยง(หรือความไม่แน่นอน) เป็น หลีกเลี่ยงการสูญเสีย (Lose Aversion) โดยพิสูจน์ให้เห็นว่า ในมูลค่าที่เท่ากัน มนุษย์เกลียดการสูญเสียมากกว่าชอบการได้รับประมาณ 2 เท่า และมูลค่าส่วนเพิ่มของการสูญเสียหรือได้รับนั้นจะค่อยๆลดลงเมื่อมีมูลค่าตั้งต้นมากขึ้น เพราะมนุษย์รับรู้สิ่งเหล่านี้โดยเปรียบเทียบกับจุดปัจจุบัน (Reference Point)

มนุษย์หลีกหนีการสูญเสียมากกว่าวิ่งเข้าหาการได้รับตามกลไกทางธรรมชาติ [ ลิงที่เอาแต่มองหาของกินก่อนระแวดระวังสิงโตไม่อาจมีชีวิตรอดเพื่อสืบเผ่าพันธ์ต่อไปได้ ] และการสืบทอดทางพันธุกรรมที่ยาวนานก็ทำให้ system 1 มองหาเหตุการณ์ร้ายๆก่อนเสมอๆ (เราสามารถสังเกตเห็นใบหน้าของคนโกรธ 1 คนท่ามกลางใบหน้ามากมายได้ทันที แต่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนยิ้ม 1 คนท่ามกลางใบหน้าเกรี้ยวกราดได้)

การไม่ชอบสูญเสียของมนุษย์นั้น นำแดนนี่ไปค้นพบกับกฎข้อต่อไป คือเมื่อมนุษย์ 'คิดว่า' ตัวเองเป็นเจ้าของอะไรบางอย่างแล้ว ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะเพิ่มมูลค่าให้ของสิ่งนั้นขึ้นเป็นอย่างมาก และทำให้ยิ่งยึดติดกับการไม่ยอมสูญเสีย (Endownment Effect) ในทางกลับกัน ถ้ามนุษย์ไม่ได้มองว่าของสิ่งนั้นเป็นของตน ถึงแม้จะถือครองอยู่เป็นระยะเวลานาน ก็จะให้มูลค่าของการสูญเสีย 'เท่ากับการได้รับของสิ่งนั้นมาใหม่' - เช่นสินค้าสำหรับขาย

หลังจากนั้น แดนนี่ก็พัฒนา 4 folds theory ขึ้นเพื่อช่วยอธิบายว่า ทำไมบางครั้งมนุษย์ถึงยอมรับการสูญเสียเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ถึงแม้ส่วนใหญ่มนุษย์จะยอมเสี่ยงเพื่อหลีกหนีการสูญเสียก็ตาม จุดตัดสำคัญอยู่ที่ส่วนสุดขอบของความน่าจะเป็น
- เมื่อเปรียบเทียบโอกาสที่จะเกิดเรื่องดีๆขึ้น 5% กับ 0% มนุษย์จะให้มูลค่ากับโอกาส 5% สูงเป็นพิเศษ เพื่อที่จะ 'สร้างโอกาส' ขึ้นจากความไม่มีโอกาส (Posibility Effecft) - ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกับการ สร้างโอกาสที่จะไม่ต้องสูญเสีย [ ลดโอกาสการเกิดเรื่องแย่ๆ จาก 100% เป็น 95% ]
- ในทางกลับกัน เมื่อเปรียบเทียบโอกาสที่จะเกิดเรื่องดีๆขึ้น 95% กับ 100% มนุษย์จะให้มูลค่ากับโอกาสดี 100% สูงเป็นพิเศษ เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็น 'ความแน่นอน' ที่จะได้รับโอกาส หรือ 'ไม่ต้องสูญเสีย' (Certainty Effect) เพราะแม้จะยังไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่มนุษย์ก็จะสร้างความเป็นเจ้าของขึ้นกับของที่ 'เกือบจะ' เป็นของเราอยู่แล้วเช่นกัน [ ลดโอกาสการเกิดเรื่องแย่ๆ จาก 5% เป็น 0% ]

ถึงแม้สมองของมนุษย์อาจจะรับรู้ทั้ง 4 scenario นี้แตกต่างกันตาม context แต่ทางเลือกของ system 1 ค่อนข้างจะคงที่ คือมีแค่ 2 scenario ให้มูลค่าโอกาสดี 5% (ความเสี่ยง 95%) และ โอกาสดี 100% (ความเสี่ยง 0%) มากเป็นพิเศษ ทำให้สามารถยอมสูญเสียได้จำนวนมากกว่าปกติ เพื่อที่จะได้ - ลดการสูญเสียลง จาก 100 > 95% หรือ 5 > 0%

การให้ค่าโอกาส 5% มากเป็นพิเศษ ยังสอดคล้องกับนิสัย (Overweight Rare Event) ซึ่งมนุษย์มักจะประเมิณว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าปกติ (ภัยธรรมชาติร้ายแรง การก่อการร้าย ทีมนอกสายตาชนะทีมตัวเต็ง) และประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์นั้นๆจะยิ่งเพิ่มการให้น้ำหนักความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะภาพความทรงจำใน system 1 นั้นชัดเจนมาก (Vivid Event) - การเพิ่มคำบรรยายเชิงคุณลักษณะต่างๆลงไปในข้อมูลทางสถิติก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ตัวเลขที่เรียบง่ายจะทำให้ system 1 Anchoring กับตัวเลข แต่การเพิ่มข้อมูลอื่นๆลงไปในข้อความจะลดความสำคัญของตัวเลขลง เพราะ system 1 ชอบข้อมูลเชิงบรรยายมากกว่าตัวเลข และทำให้การประเมิณความเป็นไปได้เป็นไปตามหลักความ ยาก-ง่าย ของการระลึกถึงเหตุการณ์แทน

ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้มนุษย์ยิ่งหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ก็คือการที่มนุษย์รับรู้แต่ละเหตุการณ์แยกจากกัน (narrative bias) การได้ประโยชน์ในสถาณการณ์หนึ่งไม่ถูกนำมาทดแทนความสูญเสียในอีกสถาณการณ์หนึ่ง ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดอื่นๆ เช่น (Sunk Cost Effect) - ยอมสูญเสียมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสเล็กๆที่จะลดการสูญเสียนั้น หรือ (Regret Effect) - การหวาดกลัวการสูญเสียจากการตัดสินใจ จึงเลือกที่จะไม่ตัดสินใจ ทั้งๆที่จริงๆแล้วการไม่ตัดสินใจคือการเลือก 'อีกทางเลือกหนึ่ง' ที่เป็นค่า default เสมอ

การประเมิณผลได้มวลรวมจากหลายเหตุการณ์ หรือ การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของหลายๆเหตุการณ์แทนที่จะประเมิณแยกกัน จะช่วยเปิดระบบ system 2 และช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น - ทริกง่ายๆคือ การสร้างสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเปรียบเทียบกันทันทีเพื่อกระตุ้น system 2 ให้ทำงาน [ หรือลองขมวดคิ้วเยอะๆเพื่อเปิด system 2 บ่อยๆดู ]

[ พาร์ท 5 ]
แดนนี่ปิดท้ายด้วยการนำทฤษฎีไปต่อยอด เปิดทฤษฎีใหม่ 2 Selves ที่ว่าด้วย

(Experiencing Self) - system 2 ที่ค่อยรับรู้เรื่องราวต่างๆโดยละเอียดผ่านช่วงเวลา
(Remembering Self) - system 1 ผู้ที่เลือกจดจำเฉพาะเรื่องราวในจุด Peak & Ending ไม่สนใจระยะเวลา แถมยังชอบเขียนทับข้อมูลเก่าๆจนจำผิดจำถูก หรือบางทีก็จำไม่ได้ ลืมไปเลยก็มี

และแน่นอนว่า system 1 ที่ทรงพลังกว่าเป็นผู้ 'ตัดสินใจ' ในเรื่องต่างๆของชีวิต ผ่านเรื่องราวที่จำได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะ 'ชอบ' - ความเจ็บปวดที่ยาวนานแต่ค่อยๆลดลง มากกว่าความเจ็บปวดที่รุนแรงแต่จบเร็ว - หรือยอมเจ็บปวดในตอนต้นเพื่อมีความสุขในตอนท้าย มากกว่าการมีความสุขที่จบด้วยความเสียใจ - แต่นั่นเป็นเรื่องของการมองย้อนกลับ (hindsight)

เพราะเมื่อให้คาดการณ์อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น (forthsight) system 1 มักจะประเมินค่าความสุขสูงเกินจริง (แต่งงาน ซื้อรถใหม่ เริ่มงานใหม่) และประเมินความเจ็บปวดมากเกินจริง (อกหัก บาดเจ็บ ตกงาน) นั้นก็เพราะ system 1 จะเลือกเฉพาะเหตุการณ์ที่ชัดเจนมากที่สุด (Peak) และเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น (End) ซึ่งในกรณีนี้ก็คือจุดเดียวกัน - จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ -

ถึงแม้การตัดสินใจที่รอบคอบ (สำหรับเหตุการณ์ในอนาคต) ซึ่งต้องปรับลดความรู้สึกลงตามช่วงเวลา และจำเป็นต้องใช้การเปรียบเทียบและคิดคำนวณนั้น จะต้องทำผ่าน system 2 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรตัดสินใจโดยใช้ system 1 - ถ้าสถานการณ์เหล่านั้น 'มีเหตุผลตายตัว' และ 'ฝึกฝนได้' การฝึกฝน system 1 ให้แม่นยำและถูกต้อง ก็ทำให้การตัดสินใจผ่าน system 1 เป็นเรื่องสมเหตุสมผลและสร้างความได้เปรียบมากกว่า

.
.
.
แดนนี่ทิ้งท้ายให้เราเข้าใจว่าทั้ง system 1 และ 2 ต่างก็มี ข้อดี ข้อเสีย จุดเด่น และ จุดด้อยที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง และนำแต่ละ system ไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่ถูกต้องต่างหากคือสิ่งสำคัญ

system 1 : ทำงานอยู่เสมอ ว่องไว ชอบข้อมูลเชิงบรรยาย หาเหตุผลและความเชื่อมโยงเพื่อจะได้รีบสรุป คุ้นเคยกับการใช้ตัวแทนและค่าเฉลี่ย ไวต่อสิ่งผิดปกติ แต่จะทำงานต่อเนื่องไม่ยอมหยุด เมื่อมีความสุข หรือ รู้สึกปลอดภัย
Sustem 2 : ใช้พลังงานมากจึงขี้เกียจโดยธรรมชาติ ถูกตั้งค่าให้ปล่อยผ่านสิ่งปกติ และทำงานเมื่อเจอสิ่งผิดปกติ (รวมไปถึงความเศร้าและไม่ปลอดภัย) คุ้นเคยกับตัวเลข หน้าที่หลักคือการคำนวณ เปรียบเทียบ และหาผลรวม

Saturday, September 26, 2020

ความมั่นคงของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

 ที่มาจาก 

https://www.facebook.com/Bossficial/posts/2736298859981405

เมื่อวานโทรคุยกับกรรมการบอร์ดท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การลงทุน
[คำเตือน : บทความยาว]
คุยไปคุยมาตั้งแต่เรื่องหุ้น นโยบายการเงิน ไปจนถึงเรื่องดอลลาร์สหรัฐ ที่มักจะมีประเด็นมาตลอดชาติตั้งแต่ผมเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ จนถึงตอนนี้ว่าดอลลาร์จะล่มสลายหรือไม่
ตามความเห็นผมนะ เงินดอลลาร์ในระยะสั้นจะยังคงเป็นเหมือนเดิม นับจากนี้ไปสัก 4-5 ปี มันก็ยังจะเป็นสกุลเงินที่ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลก
แต่ในระยะยาวแบบเกิน 10 ปีเป็นต้นไป อาจจะไม่แน่ว่ามันจะลดบทบาทและความสำคัญลง ซึ่งจะเป็นลักษณะใครมามีบทบาทนั้น คงตอบไม่ได้ แม้ว่าทุกคนจะเอียงไปทางหยวนของจีนก็ตาม
จริงๆมันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยโบราณที่เรื่องเงินตราของโลกนั้นมีการเปลี่ยนผ่านเรื่องอิทธิพลมาตลอด
ช่วงที่เราเห็นมากที่สุดในระยะหลังก็คือในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่เงินปอนด์ของอังกฤษ คือเงินตราที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลก เพราะปอนด์นั้นหนุนมูลค่าด้วยทองคำแล้วพิมพ์เป็นกระดาษ
นั่นคือจุดรุ่งเรืองของยุค Gold Standard ที่กระดาษเงินปอนด์มีคุณค่าเสมือนทองคำ เพียงแค่พิมพ์ออกมาใช้ให้สะดวกสบาย และเป็นยุคทองของเงินปอนด์อย่างแท้จริง
แต่นั่นก็อยู่กับอิทธิพลด้วยเช่นกันที่อังกฤษนั้นมีเมืองขึ้นทั่วโลก จนมีนามที่รู้กันคืออาณาจักรซึ่งไม่มีพระอาทิตย์ตกดิน เพราะดินแดนที่อยู่ทั่วโลกเริ่มตั้งแต่เกาะเล็กน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิค
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ปากีสถาน บางประเทศในตะวันออกกลางเช่นโอมาน คูเวต อิรัค ในแอฟริกาก็ตั้งแต่อียิปต์แล้วผ่ากลางลงมาจนถึงแอฟริกาใต้ ไปจนถึงแคนาดา และสหรัฐโซนตะวันออกตั้งแต่เหนือจรดฟลอริดา
นึกภาพตามละกันว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน และนั่นจึงเป็นที่มาของความยิ่งใหญ่และแสนยานุภาพของอังกฤษ ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่าเป็นผลทำให้เงินปอนด์นั้นมีอิทธิพลสูงที่สุด
ในขณะที่จบ Gold Standard ก็หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐพยายามวางตัวเป็นกลางแต่ก็สนับสนุนพันธมิตรมาเรื่อยๆ และจนกระทั่งเพิร์ลฮาร์เบอร์เริ่มต้นทำให้สหรัฐต้องเข้าสู่สงครามเต็มตัว จบลงที่นิวเคลียร์ฮิโรชิมา และนางาซากิ
ในเวลานั้นเองที่สหรัฐก้าวขึ้นมาสู่ผู้นำโลกอย่างแท้จริง และอิทธิพลหลังยุคอาณานิคมของอังกฤษก็สิ้นสุดลง พร้อมกับความระส่ำระสายของสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ที่ยุคนั้นพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 ที่สละราชสมบัติเพื่อแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สันกลับเป็นการสร้างความร้าวฉานอย่างหนัก
พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 ทรงสนับสนุนนาซีอย่างไม่ลับ กับพระเจ้าจอร์จที่ 6 (น้องชาย / พระชนกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร มีการล็อบบี้อย่างลับๆหากชนะสงครามโลก พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 จะถูกฟื้นให้กลับมาเป็นคิงอีกครั้ง
สามารถหาข้อมูลดูเพิ่มเติมเรื่อง Marburg Files เรื่องนี้พอไว้แค่นี้ ยิ่งเล่าจะยิ่งยาว
หลังจากนั้นสหรัฐก็สถาปนาอำนาจขึ้นมา องค์กรต่างๆเช่น สหประชาชาติ, ธนาคารโลก, IMF อะไรต่างๆ ก็เริ่มมาจากตอนนั้น และโลกก็เข้าสู่ยุคทุนนิยมเต็มตัวหลัง Bretton Woods ที่ยกเลิก Gold Standard ออกไป
คือมาตรฐานทองคำยังไงมันก็เอากลับมาอีกไม่ได้แน่นอน ทองคำในโลกที่ขุดขึ้นมาทั้งหมดมีอยู่ราว 160,000 ตัน คือมันจะไปหาทองคำมาจากไหนที่จะหนุนหลังมูลค่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนและทรัพย์สินบนโลกเราที่มีการซื้อขายนับ Trillion Dollar ต่อวัน
ดังนั้นบทสรุปที่แท้จริงคือ อำนาจอยู่ที่ใคร คนนั้นคือคนกำหนดชะตาโลก ดังเช่นอังกฤษยุคหนึ่งที่เคยกำหนดชะตานี้มาแล้ว
ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อผมไม่แน่ใจ แต่เรื่อง bitcoin จะเข้ามากำหนดชะตาตรงนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน Supply ไม่มีความเพียงพออารมณ์แบบทองคำนั่นแหละ
นอกจากนี้ระบบการเงินของโลก เราใช้เงินที่ราคา Par นั่นคือทรัพย์หนุนหลังเท่าไหร่ก็ผลิตเงินจำนวนเท่านั้น
แม้ว่าเราจะเห็นระยะหลัง ธนาคารกลางสหรัฐใช้นโยบายพิมพ์เงินก่อนแล้วไปซื้อทรัพย์สินทีหลัง แต่ท้ายที่สุดมันก็มี Asset back อยู่ดี ในขณะที่ bitcoin ที่ซื้อขายกัน ก็ Quote ราคาด้วย US Dollar เป็น Main Instrument
และมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงสูง มีความผันผวนยิ่งทำให้ส่วนนี้เห็นทีจะลำบาก และอิทธิพลดอลลาร์นั้นอยู่บนโลกโดยไขว้กับทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยน และระบบเงินตราทั่วโลก
หากดอลลาร์ล่มสลาย ทั้งโลกก็ล่มสลาย แม้กระทั่งจีนที่มีทุนสำรองสกุลดอลลาร์สูงที่สุดในโลกกว่า 3 Trillion ดอลลาร์ ก็จะล่มสลายตามกันไป ไทยเองก็เช่นเดียวกัน และมันก็จะล้มครืนลงไปทั้งหมด
คือจริงๆกว่า 80% ของการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนโลกนี้ที่เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศนั้นถูกไขว้ด้วย US Dollar กันเป็นหลัก
น้ำมันก็อ้างอิง US Dollar ตะวันออกกลางเองซึ่งเป็นผู้กำหนดชะตาพลังงานโลก ก็ยังต้องอาศัยใบบุญสหรัฐ เพราะในตะวันออกกลางก็ยังแทบจะตีกันตายห่ามาตลอดระยะ 40 ปีที่ผ่านมา
ทองคำในไทยเองก็เห็นกันชัดเจน ราคาที่กำหนดการซื้อขายแม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดค้าทองคำที่สำคัญอันดับต้นของโลก แต่เราก็ยังต้อง Quote ราคาผ่าน Gold Spot ด้วย US Dollar เป็นไทยบาทอยู่ดี
คือนึกออกปะว่า ทุกอย่างถ้าในเมื่อมันต้องผ่าน US Dollar มันก็จะเป็นกลไกว่าดอลลาร์จะยังคงเป็นส่วนสำคัญที่สุดอยู่ดี
ลองสมมติง่ายๆแค่ว่าถ้าเราซื้อทองคำ 1 ออนซ์ 2,000 ดอลลาร์ แต่อีกตลาดหนึ่งสมมติว่ายุโรป 1 ออนซ์ขายแค่ 1,500 ยูโร ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ ยูโร/ดอลลาร์ 1.19 หรือเท่ากับทองควรจะมีราคาที่ 1,680 ยูโร
นั่นจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรด้วย Arbitrage ด้วยการซื้อทองด้วยยูโรและขายทองด้วยดอลลาร์ ท้ายที่สุดราคาทั้งสองตลาดนี้จะวิ่งเข้าหากันสู่จุดดุลยภาพ
ถ้าให้พูดแบบสรุปคือระยะสั้นยังไม่มีใครมีอำนาจเหนือดอลลาร์สหรัฐ แต่ในระยะยาวก็ไม่แน่ หยวนก็มีความเป็นไปได้ แต่ลักษณะการปกครองแบบคอมมิวนิสต์นั้นคือฝ่ายตรงข้ามกับทุนนิยม
การที่จะเปิดให้หยวนเป็นค่าเงินเสรี มีความโปร่งใส มีการจัดการที่ดี มันเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เป้าหมายคือการ "ควบคุม" ไม่ใช่การปล่อยให้เป็นกลไกเสรี
ซึ่งถ้าจีนค่อยๆปรับส่วนนี้ได้ เข้าสู่ทุนนิยมได้โดยลดบทบาทความเป็นคอมมิวนิสต์ลงไปพร้อมๆกัน ผมเชื่อว่าจะค่อยๆเป็นไปได้ "อย่างช้าๆ" เพราะเรื่องพวกนี้มันเปลี่ยนชั่วข้ามคืนไม่ได้
แม้กระทั่งอังกฤษที่ถูกลดบทบาทลงก็ยังใช้เวลาในการ Transition อยู่หลายทศวรรษ
ส่วนนโยบายการเงินของ Fed เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมองว่า Fed ยังคงให้สัญญาณเล่นเกมแรง โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายทางตรงด้วยเงินเฟ้อ
และ JP (ประธานธนาคารกลางสหรัฐ) ก็ยังให้ความเห็นว่าหากเงินเฟ้อสูงขึ้น Fed ก็จะปล่อยให้เศรษฐกิจ Hot Longer หรือก็คือปล่อยให้เศรษฐกิจ ร้อนแรงยาวนานขึ้นโดยที่จะยังไม่ไปควบคุมเรื่องการดึงสภาพคล่องกลับหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าดอกเบี้ยจะ 0% จากเดิมที่ 2022 จะพิจารณาเรื่องนี้ ตอนนี้อาจจะนานถึง 2023-2024 และพยายามที่จะดันเงินเฟ้อให้ไกลกว่าเป้าหมายเดิมในระยะเวลานานขึ้น
สิ่งนี้จะกระทบอย่างไรบ้าง?
ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นจะเข้าสู่ยุค "A normal that we never used to" ขอให้ฉีกคำว่า New Normal ทิ้งไปซะ เพราะตำราใหม่นี้ ด้วยสภาพคล่องมหาศาล + อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อไปอีกหลายปี
ตลาดหุ้นที่เราเคยมองว่า P/E TTM เหมาะสมที่ 12-20 เท่า คงไม่ใช่อีกต่อไป และเราควรเลิกดู P/E TTM เนื่องจาก Q2 ที่ผ่านมามันสร้าง "หลุม" ของ Earnings ลงไป ซึ่งนั่นไม่ว่าจะมองยังไงตอนนี้ P/E TTM ทะลุไปไกลแน่นอน
ตัวที่ต้องไปดูแทนคือ Estimate P/E และหุ้นราคาถูก Est. P/E ที่ 20 เท่าก็อาจเป็นไปได้ว่านี่ก็ถือว่าราคาถูกแล้ว และ P/E ที่สูงจากคนที่เป็น Winner หลังวิกฤตก็จะยิ่งแพง เพราะคู่แข่งที่อยู่ไม่ได้นั้นตายลงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
"Premium Price to Pay" หรือก็คือผู้ชนะในเกมธุรกิจนี้จะยิ่งดีและยืนยงคงกระพันต่อไปเพราะคู่แข่งที่ตายลงทำให้บริษัทที่ว่าแข็งแกร่ง ยิ่งแข็งแกร่งเข้าไปอีก
ราคาหุ้นของ "The Best" จึงมีมูลค่าที่นักลงทุนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยเฉพาะในยุคที่เงิน 1 ล้านบาทฝากแบงค์ได้ดอกแค่ "ไม่กี่พันบาท" ต่อปี
ส่วนทองคำผมมองว่ามีแนวโน้มที่ดี การที่ Fed ให้ความเห็นว่าจะปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น นั่นแปลว่า Fed จะปล่อยให้เงินเฟ้อเดินหน้าไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม
นั่นคือสิ่งที่มองได้ว่าทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักนอกจากเป็นตัวสร้างความปลอดภัย แต่ถึงยังไงก็หนีไม่พ้นว่านี้คือโลหะชนิดหนึ่งที่เก็บแบบเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
อสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะค่อยๆกลับมา ในสหรัฐเห็นชัดจากยอดซื้อขายบ้านดีมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยกู้บ้านสหรัฐตอนนี้ต่ำเวอร์แบบสุดๆ
แต่ไม่ว่าจะตลาดหุ้นหรือทองคำหรืออสังหา ส่วนตัวผมเชื่อว่าการวิ่งต่อไปเรื่อยๆ น่าจะเริ่มไปแบบไร้เหตุผลขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งใดก็ตามที่มันวิ่งไกลจากพื้นฐานของมันไปมากๆ และเริ่มวิ่งแบบ Exponential เกิน 50 ดีกรี โดยเริ่มไม่มีคำอธิบายนอกจาก "ความโลภ" ของคนนับร้อยนับพันล้านในตลาด ที่กำลัง Enjoy Party
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ฟองสบู่"
ส่วนมันจะไปจบที่ตรงไหนนี่ผมไม่รู้ ตอบไม่ได้ แล้วมันก็จะกลับไปสู่ประโยคเดิมที่พูดมาประมาณพันล้านครั้ง "ซื้อมันได้ ก็ต้องขายมันเป็น"
คหสต, ยสตน

Friday, July 03, 2020

เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง

เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
from  คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น

https://www.facebook.com/3KingdomsXihan/posts/989298494850684?__xts__[0]=68.ARCT6NCEPMzpLeCoH0tRWvjXq8HaK-OsC5ALSpC-W_uStiOQaDNZhE_KLFxicutKAAeLdTuAEKj4e-HxJ8v750BXWG8NXOOZjFp22fMZI7A38FQsCPgTCO-IaVPiKOtPmXyEzLo9SKUUW59S9bS8ewsztBJG3jQGCNu8wmWhCRLJWemJrLUSt51X5wOXtyRaffy60YoBmOK-7hk5vDCinUWg7IZKUFzE-rjPfS0zZzBLqnN1aRNdQCSG3hD07XZAhqKsnmstj7hdL7blvyspVXKxFC2QfR7fUNE1ErztPLLVASORIQOb1sIC7J8HExGxaXslaTxSqMvEWuD7gvcQLY0&__tn__=K-R

เสวียนจ้าง : มหาสมณะแห่งต้าถัง
.
พระเสวียนจ้าง หรือ ที่ชาวไทยคุ้นชื่อในสำเนียงว่าก พระถังซำจั๋ง เป็นพระเถราจารย์คนสำคัญของจักรวรรดิถัง ในสมัยของถังไท่จง และสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยถังเกาจง การเดินทางผจญภัยสู่ชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกสู่แผ่นดินถัง เป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองให้แก่พุทธศาสนาในแผ่นดินจีนและเอเชียตะวันออกตราบจนปัจจุบันนี้ แม้ว่าเมื่อตัดเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ที่เราคุ้นชินกันจากเรื่องไซอิ๋วออกไปแล้วก็ตาม เรื่องราวความมุ่งมั่นของพระเสวียนจ้างก็ยังคงตระการตาลึกล้ำอยู่ไม่น้อยกว่าเรื่องราวปาฏิหารย์ในเทพนิยายไซอิ๋วเลย
.
● เล่าเรียนทั่วแผ่นดิน ไม่อาจสิ้นสงสัย
.
พระเสวียนจ้าง นามเดิม เฉินฮุ้ย (Chen Hui/ 陳褘) หรือ เฉินอี (Chen Yi/ 陳禕) ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวปัญญาชน รับราชการและเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาของรัฐมาหลายชั่วอายุคน เฉินฮุ่ย (Chen Hui/ 陈惠) บิดาของเขานั้นเป็นบัณฑิตที่สมาทานลัทธิขงจื๊ออย่างเข้มข้น ต่อมาจึงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ส่วนพี่ชายคนที่สองของเฉินฮุ้ยก็ออกบวชที่วัดจิ้งถูในเมืองลั่วหยาง ในวัยเด็กเขามักไปวิ่งเล่นวัดจิ้งถูอยู่เสมอ เมื่อวัย 13 ปี จึงได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ได้สมณนามว่า “เสวียนจ้าง” มีความหมายว่าเป็นผู้ลึกซึ้งในคัมภีร์ พระเสวียนจ้าง เป็นคนฉลาดหลักแหลม ประกอบการปลูกฝังในครอบครัวนักคิดมาแต่เยาว์วัย จึงมักศึกษาพระธรรมจนลืมกินลืมนอนอยู่เสมอ จนเมื่ออายุได้ 15 ปี ก็สามารถท่องพระคัมภีร์ “เนี่ยตั้งจิง” ได้อย่างแตกฉาน
.
ช่วงปลายราชวงศ์สุยต้นราชวงศ์ถัง พระเสวียนจ้างและพี่ชายเดินทางไปศึกษาธรรมกับพระเถระหลายรูปแถบเสฉวน โดยพำนักอยู่ที่วัดคงฮุ่ย เพื่อศึกษาให้แตกฉานยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ยิ่งเรียนก็ยิ่งอยากรู้เพิ่มเติม พระเสวียนจ้างบอกลาพระพี่ชาย เดินทางสู่ดินแดนเจียงตง ใช้เวลาพำนักอยู่ที่วัดเทียนหวงเมืองจิงโจวครึ่งปี จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปยังเหอหนาน เหอเป่ย ซานตง ยิ่งศึกษาเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่าการศึกษาพระธรรมคัมภีร์ในแผ่นดินถัง ยิ่งมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องเนื้อหาที่ไม่เคลียร์ และผู้รู้ที่ยังไม่แตกฉานในธรรมได้หมดจดอย่างที่พระเสวียนจ้างกระหายใครรู้ ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากแผ่นดินต้าถังสู่ชมพูทวีป เพื่อศึกษาพระธรรมจากต้นกำเนิดที่แท้จริง
.
● ท่องแดนตะวันตก สู่ชมพูทวีป
.
พระเสวียนจ้างได้เดินทางไปศึกษาภาษาจากชาวต่างประเทศในนครฉางอาน และตระเตรียมความพร้อมเรื่องปัจจัยก่อนที่จะออกเดินทางไกล ในเวลานั้นจักรวรรดิถังมีปัญหากับเผ่าทูเจวี๋ยทางชายแดนตะวันตก การจะเดินทางออกจากต้าถังไปยังตะวันตกจึงเป็นเรื่องเข้มงวด พระเสวียนจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ท้ายที่สุดจึงลักลอบออกเดินทางไปกับคณะพ่อค้า ในเดือน 8 ค.ศ. 627
.
พระเสวียนจ้างออกเดินทางด้วยความยากลำบาก ระหว่างทางม้าที่ขี่มาก็ตายลง พระที่เดินทางมาด้วยกันก็ท้อใจเดินทางกลับเสีย เมื่อถึงด่านอวี้เหมินกวนสุดเขตแดนทางตะวันตกของแผ่นดินต้าถัง ด้วยความช่วยเหลือของหลี่ชางเจ้าเมืองกวาโจว ที่ยอมฉีกหมายจับ ปล่อยตัวพระเสวียนจ้างไป ทำให้ท่านได้ออกจากด่านอวี้เหมินกวนโดยสวัสดิภาพ
.
พระเสวียนจ้างได้รับม้าจากชายชรา และได้ชายชาวซีอวี้ผู้หนึ่งชื่อสวีจื้อถงนำทาง (คาดกันว่าสวีจื้อถงเป็นแรงบันดาลใจให้อู๋เฉิงเอินเขียนตัวละคร ซุนหงอคง ขึ้นมา) แต่กระนั้นสวีจื้อถงก็หลบหายไประหว่างทาง พระเสวียนจ้างต้องเดินทางต่อเพียงลำพัง ผ่านแว่นแคว้นและอุปสวรรคมากมาย เช่น ม้าที่ใช้ขี่มาระหว่างทางเกิดตายลง ต้องเดินเท้าผ่านทะเลทราย ประสบภาวะขาดน้ำจนเกือบมรณภาพ ถูกโจมตีจากทหารที่เฝ้าป้อม ถูกกษัตริย์แห่งแคว้นเกาชางกักตัวไว้เพราะต้องการให้พระเสวียนจ้างอยู่สั่งสอนธรรมที่แคว้นของตนเองตลอดไป และอื่น ๆ อีกมากมาย
.
● ศึกษาธรรม ณ นาลันทา
.
พระเสวียนจ้างเดินทางสู่ชมพูทวีปอย่างยากลำบาก จนในที่สุดก็บรรลุถึงชมพูทวีปในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 628 นอกจากสภาพแวดล้อมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขาแล้ว การได้มาศึกษาที่วัดนาลันทา ที่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก ณ เวลานั้น สามารถบำบัดความกระหายใคร่รู้ของเขาได้เป็นอย่างดี
.
ในวันแรกที่พระเสวียนจ้างเดินทางไปถึงนาลันทา พระสงฆ์นับพันรูป ต่างเดินทางมารอต้อนรับเขา เนื่องจากทราบข่าวว่ามีภิกษุชาวถังที่เดินทางดั้นด้นจากดินแดนอันไกลโพ้น เพื่อมาศึกษาพระธรรมจากดินแดนต้นกำเนิด เสวียนจ้างคำนับพระศีลภัทร พระเถราจารย์ผู้มีอายุ 100 กว่าปีเป็นพระอาจารย์ พระศีลภัทรซึ่งชราภาพและไม่ออกสั่งสอนศิษย์นานแล้วรับพระเสวียนจ้างเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ
.
พระศีลภัทรใช้เวลา 15 เดือน ถ่ายทอดโยคะสูตรซึ่งเป็นพระสูตรที่เข้าใจยากที่สุดต่อพระเสวียนจ้าง นอกจากพระศีลภัทรแล้ว พระเสวียนจ้างใช้เวลาศึกษากับพระอาจารย์และภิกษุผู้รู้ท่านอื่น ๆ อยู่ในนาลันทาเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นจึงเดินทางสู่ทางตอนใต้ของอินเดียเพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม
.
● จาริกทั่วชมพูทวีป เป็นพระอาจารย์ที่นาลันทา
.
ภายหลังจากการศึกษาจากนาลันทา พระเสวียนจ้างออกจาริกทั่วแผ่นดินชมพูทวีปอีกเป็นเวลา 6 ปี ผ่านแว้นแคว้นใหญ่น้อยนับร้อยแคว้น ไปคำนับยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา จึงวนกลับมาที่นาลันทาอีกครั้ง พระอาจารย์ศีลภัทรมอบหมายให้พระเสวียนจ้างสอนคัมภีร์มหายานสัมปริครหศาสตร์แก่พระรูปอื่น ๆ
.
ในครั้งนั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่ง มาเขียนทฤษฎี 10 ประการแปะไว้ที่ประตูนาลันทา ท้าทายบรรดาภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาในนาลันทาว่าหากใครล้มทฤษฎีเหล่านี้ได้ เขาจะยอมตัดศีรษะตัวเอง ทว่าก็ไม่มีใครสามารถโต้งแย้งทฤษฎีของพราหมณ์คนนี้ลงได้ พระเสวียนจ้างอาสาโต้แย้งทฤษฎีดังกล่าวของพราหมณ์ โดยมีพระอาจารย์ศีลภัทรเป็นพยานในการโต้กถาธรรมในครั้งนี้ ท้ายที่สุดพราหมณ์เป็นพ่ายยอมแพ้ พระเสวียนจ้างไม่ลงโทษเอาชีวิตพราหมณ์ตามที่เขาประกาศไว้ พราหมณ์จึงติดตามรับใช้ท่าน
.
คำสอนของพระเสวียนจ้างเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น กษัตริย์หรรษาวรรธนะและกษัตริย์กุมารราชาทรงเลื่อมใสมาก ทั้งสองพระองค์ทรงร่วมกันจัดงานชุมนุมพระพุทศาสนาครั้งใหญ่ขึ้นที่เมืองกันยากุพชะ ในปี ค.ศ. 642 กษัตริย์ 18 แคว้นมาร่วมงาน รวมทั้งมีพระสงฆ์ชั้นสูงกว่า 3,000 รูป พระสงฆ์ที่ศึกษาอยู่ที่นาลันทากว่า 3,000 รูป และนักบวชในศาสนาอื่นอีกกว่า 2,000 คน เป็นการรวมตัวบุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดีย
.
พระเสวียนจ้างได้รับเชิญให้แสดงธรรมซึ่งส่วนมากเป็นคำสอนทางมหายาน และได้เขียนคัมภีร์มหายานสมปริตรศาสตร์ติดไว้ที่นอกงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้ามาถกเถียงได้ แต่ตลอดระยะเวลา 18 วัน ของการจัดงาน ไม่ปรากฏว่ามีใครโต้แย้งข้อเขียนของพระเสวียนจ้างเลย ถือได้ว่าในงานนี้พระเสวียนจ้างนำเสนอทั้งแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์อย่างครบถ้วน กษัตริย์หลายแคว้นและผู้เข้าร่วมงานหลายคนศรัทธาในตัวเขามาก มอบรางวัลจำนวนมากให้แก่เขา แต่พระเสวียนจ้างก็แจกจ่ายทรัพย์เหล่านั้นให้แก่ผู้ยากจนทั้งหมด ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วทั้งชมพูทวีป
.
● คืนสู่จักรวรรดิถัง มุ่งมั่นแปลพระไตรปิฎก
.
แม้จะอุดมไปด้วยชื่อเสียงในชมพูทวีป และมีข้อเสนอจากกษัตริย์อินเดียหลายแคว้นที่ต้องการให้พระเสวียนจ้างไปถ่ายทอดธรรมแก่ราษฎรของตน บางแคว้นจึงกับเสนอจะสร้างวัดให้ถึง 10 แห่ง แต่ในใจของพระเสวียนจ้างยังคงคิดถึงแผ่นดินถังบ้านเกิดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกษัตริย์หรรษาวรรธนะพยายามรั้งตัวเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อไม่อาจรั้งต่อไปได้แล้ว กษัตริย์หรรษาวรรธนะจึงจัดขบวนคาราวานส่งพระเสวียนจ้าง บรรดาคนที่มาส่งพระเสวียนจ้างต่างหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยรัก
.
ต้นปี ค.ศ. 645 พระเสวียนจ้างนำพระไตรปิฎกกว่า 650 เล่ม กลับสู่ดินแดนถัง เมื่อขาไป เขาออกไปอย่างคนผิดกฎหมาย แต่เมื่อกลับมาเขาได้รับการต้อนรับอย่งเอิกเกริกจากจักรพรรดิถังไท่จงและประชาชนชาวถัง พระเสวียนจ้างเล่าเรื่องการเดินทางและการศึกษาของเขาให้ถังไท่จงฟัง ถังไท่จงชักชวนให้เขาสึกมาช่วยราชการ แต่เขาปฏิเสธ
.
พระเสวียนจ้างทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน ถังไท่จงได้จัดวัดต้าฉือเอิน (วัดมหาการุณยาราม) ให้เป็นที่สำหรับทำงานแปลของพระเสวียนจ้าง จนล่วงมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิถังเกาจง ก็ได้สร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ที่วัดแห่งนี้ ภายหลังการทุ่มเทให้กับงานแปลและเผยแพร่ศาสนามายาวนา พระเสวียนจ้างก็มรณภาพลงใน เดือน 2 ปี ค.ศ. 664
.
พระเสวียนจ้างได้บันทึกการเดินทางไปทางตะวันตกและการจาจิกไปทั่วชมพูทวีป เป็นหนังสือในชื่อว่า “ต้าถังซีอวี้จี้” หรือ “บันทึกเรื่องอัสดงคตประเทศแห่งมหาราชวงศ์ถัง” ให้ข้อมูลแว่นแคว้นที่พระเสวียนจ้างได้จาริกไปรวม 111 แคว้น และที่ได้ยินมาอีก 28 แคว้น ส่วนเรื่องราวประวัติของพระเสวียนจ้างได้รับการท่ายทอดจากภิกษุฮุ่ยลี่ ศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านต่อมา ในหนังสือชื่อ “ต้าถังต้าฉือเอินซื่อซันจั้งฝ่าซือจ้วน” หรือ “ประวัติพระเสวียนจ้างแห่งมหาการุณยารามในมหาราชวงศ์ถัง” หนังสือทั้งสองเป็นต้นเค้าให้นักประพันธ์ยุคราชวงศ์หมิง นาม อู่เฉิงเอิน นำมาต่อเติมเสริมแต่ง เพิ่มอิทธิปาฏิหารย์ สอดแทรกคติธรรม จนกลายเป็นเรื่อง “ซีโหยวจี้” (ท่องแดนตะวันตก) ที่เรารู้จักกันในชื่อเรื่อง “ไซอิ๋ว” 1 ใน 4 วรรณกรรมเอกของจีน ที่เลื่องลืออยู่ตราบจนทุกวันนี้
.
เรียบเรียงจาก
เกร็ดประวัติศาสตร์จีน 5,000 ปี, ไอรีน แป
https://www.matichonweekly.com/column/article_267897