Thursday, May 28, 2015

จดหมายรักของเมฆบ้า

https://www.facebook.com/148739335287707/photos/a.148748825286758.1073741826.148739335287707/446256578869313/?type=1&theater
จากเพจ Zen Smile Zen Wisdom


"..ผืนป่าและทุ่งหญ้า โขดหินและวัชพืช มิตรแท้ของฉัน
ทางเถื่อนแห่งเมฆบ้ามิเคยแปรเปลี่ยน
ผู้คนคิดว่าฉันเสียสติ แต่ฉันมิใส่ใจ
หากฉันคือผีร้ายบนโลกนี้ ใยต้องหวาดหวั่นปรโลก

ทุกวัน นักบวชทั้งหลายตรึกตรองพระธรรมอย่างละเอียดละออ
และสวดพระสูตรอันซับซ้อนอยู่อย่างมิรู้จบ
ทว่าก่อนทำเช่นนั้น พวกเขาควรเรียนรู้ว่า
จะอ่านจดหมายรักซึ่งส่งมาโดยสายลมและสายฝน โดยหิมะและพระจันทร์ ได้อย่างไร.."

/พระอาจารย์ อิคคิว โซจุน,(一休宗純) (พ.ศ.๑๙๓๗-๒๐๒๔) แห่งพุทธศาสนานิกายเซ็นในญี่ปุ่น ในบทกวีท่านเรียกตนเองว่า เคียวอุน(狂雲) แปลตรงตัวว่า เมฆบ้า

(ภาพเขียนท่านอิคคิว โดย โบกุซะอิ ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน, ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่โตเกียว)


-------------------------------------------------------

จากโพสต์นี้ ได้แรงบันดาลใจมา เรียบเรียงใหม่เป็น


ไม่ว่าจะเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร หรือ ไม่นับถืออะไร เป็น atheist
ถ้าสามารถอ่านจดหมายรัก
บน ผืนป่าและทุ่งหญ้า
บน โขดหินและวัชพืช
ที่ส่งมาโดยสายลมและสายฝน
โดยหิมะและพระจันทร์ ได้
ผู้นั้นมีความ "เป็นพุทธ(ตื่นรู้)" อยู่ในตัว
โดยไม่ต้องเป็นชาวพุทธ


ธรรมะใสกว่าน้ำ
เงียบกว่าลม
เสียงของการตบมือข้างเดียว


(อธิบายต่อ)
จิต ที่เห็นแบบนี้เป็นจิตที่เป็นกุศล มีลหุตา มีความเบา มีมุทุตา มีความอ่อนโยนนุ่มนวล มีปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไว ไม่ซึมไม่ทื่อ มีกัมมัญญัตตา ควรแก่การงาน ไม่หลบหลีกการรับรู้ มีอุชุตา ซื่อตรงในการรู้ สภาวะอะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่
าเห็นไป จิตที่เป็นกุศลไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ
http://www.dhammada.net/2013/01/15/19044/


ในกาลามสูตร หัวใจหลักไม่ใช่การไม่เชื่อ แต่คือ การรู้กุศล อกุศล

เมื่อเข้าใจแล้ว ให้น้อมมาดูกาย ใจ รูป นาม
ถ้าฝึกกายเคลื่อนไหวแบบหลวงพ่อเทียน
แล้ว เข้าใจ ทำได้ถึงแก่น
จะได้รู้ เสียงของการตบมือข้างเดียว ก็คือ เห็นอย่างแจ่มแจ้ง วิปัสสนา
คือ แยกรูปขันธ์ เห็นจิต เคลื่อนไหวแยกออกจากกายนั่นเอง


เมื่อจิตพร้อมแล้ว นึกถึงธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าสอนท่านพาหิยะ เจริญปัญญาต่อไป

"ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อ
ทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี
ในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า
ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ"

จาก http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-pahiya-tarujeeriya.htm

เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือการจบกิจของศาสนาพุทธ ในชาตินี้
การจบคือ การสิ้นสุดของกิเลส ไม่มีโลภ โกรธ หลง ไม่ใช่ ไม่มีอะไร เลย
สิ่งที่มีคือ เมตตาล้นประมาณ ปัญญาที่เต็มเปี่ยม ความสุขที่หาอะไรเทียบไม่ได้


Thursday, May 14, 2015

"อวสานหงสา" ที่ไม่เกี่ยวกับหนัง "ท่านมุ้ย"

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1431600770

(สรุปสั้นๆ ว่า เพราะ การที่ตองอูล่มสลายแล้วเกิดอังวะใหม่ ทำให้มีการจัดระเบียบรัฐใหม่ให้แข็งเกร่งขึ้น ทั้งทางด้าน เอกลักษณ์ชาติพันธุ์ ระบบภาษา ระบบเศรษฐกิจ ระบบคุมกำลังคนและยุทโธปกรณ์ อยุธยาที่ไม่ได้พัฒนาอะไรเลยนอกจากตีกันเอง ก็เลยแพ้เสียกรุงครั้งที่สอง)

ที่จะคุยต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับสมเด็จพระนเรศวรเลย แต่ผมอยากจะเสนอว่า อวสานหงสานั้นมีส่วนอย่างสำคัญต่ออวสานอยุธยาในกว่าศตวรรษครึ่งต่อมา อวสานหงสาอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาล่มสลายลง มากเสียกว่าการแย่งชิงราชสมบัติกัน หรือความไร้สมรรถภาพของผู้นำประเทศ อย่างที่มักยกเป็นสาเหตุของกรุงแตกเสียอีกก็ได้

แม้ พระนเรศวรไม่ใช่ผู้ปราบหงสาโดยตรงแต่อวสานหงสาเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์ ตองอูในระยะแรกสิ้นสลายลงซึ่งก็นับเป็นโชคดีของราชวงศ์ตองอูหรือพม่า เพราะระบบปกครองของราชวงศ์ตองอูระยะแรกนั้น ไม่น่าจะทนทานต่อไปได้อีกนานเท่าไรอยู่แล้ว เมื่อขาดกษัตริย์ที่ชาญฉลาดและเก่งกล้าสามารถอย่างพระเจ้าบุเรงนอง ทุกรัชกาลจะสิ้นสุดลงด้วยการแตกสลายของจักรวรรดิ เพราะเจ้านายที่ครองเมืองลูกหลวง พากันแข็งเมืองต่อรัชทายาท ในที่สุดพม่าก็จะกลับไปสู่สภาพจลาจลเหมือนเมื่อสิ้นอาณาจักรพุกาม หัวเมืองใหญ่ทั้งหลายต่างตั้งตัวเป็นอิสระ และทำสงครามระหว่างกันอยู่บ่อยๆ เปิดโอกาสให้คนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นมองโกล, ไทยใหญ่, หรืออาณาจักรใกล้เคียง บุกทะลวงเข้ามาปล้นสะดมและยึดครองหัวเมืองในลุ่มน้ำอิรวดีอีก

การ กลับคืนขึ้นสู่ส่วนในแผ่นดินของราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่โดยสถาปนา ราชธานีที่อังวะกลับเป็นโอกาสให้ได้สถาปนาระบบปกครองแบบใหม่ที่ทำให้การรวม ศูนย์อำนาจอย่างยั่งยืนถาวรเป็นไปได้ ใช่แต่เพียงเท่านั้น การขยายอำนาจนำของราชวงศ์ผ่านพระพุทธศาสนา, อักขระวิธี, วรรณกรรม, การขยายตัวของเศรษฐกิจภายใน และการสร้างมาตรฐานกลางของอัตราน้ำหนัก, เงินตรา ตลอดจนความชอบธรรมของราชวงศ์พม่าเหนือชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ทั้งหมด ยังทำให้พม่ากลายเป็นราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งในเชิงโครงสร้าง เหนือรัฐเถรวาทอื่นๆ ในอุษาคเนย์อีกด้วย แม้ว่าในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เนื่องจากความเสื่อมโทรมของพระราชอำนาจ อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ราชวงศ์ตองอูล่มสลายลง เพราะการกบฏของชนกลุ่มน้อยในจักรวรรดิ โดยเฉพาะพวกมอญซึ่งสามารถตีอังวะแตก ถึงกระนั้น ในเวลาไม่นาน เมื่ออลองพญาสามารถตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ได้สำเร็จ การ "ปฏิรูป" ด้านต่างๆ ที่ราชวงศ์ตองอูซึ่งฟื้นฟูขึ้นใหม่ได้วางรากฐานไว้แล้ว ก็ดำเนินต่อไป อย่างคึกคักยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ผมขอพูดถึงบางเรื่องในการปฏิรูปของราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่



การ ถอยกลับขึ้นไปสู่ส่วนในนั้นนักวิชาการแต่ก่อนโดยเฉพาะอดีตเจ้าหน้าที่ อาณานิคมอังกฤษมักอ้างว่าเป็นต้นเหตุให้พม่าทอดทิ้งการค้าระหว่างประเทศ เลยพลอยไม่ค่อยรับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก (เพื่อให้เหตุผลว่า กษัตริย์พม่าล้าหลังเสียจนสมควรต้องตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ) แต่นักวิชาการรุ่นหลังชี้ว่า ข้อเท็จจริงตามหลักฐานมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะราชวงศ์ตองอูที่อังวะ สามารถควบคุมตอนล่างของลุ่มอิรวดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถรับผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศทางทะเลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต่างจากราชอาณาจักรที่มีราชธานีไม่ไกลจากทะเลเช่นกัน

ยิ่ง ไปกว่าการค้าทางทะเลการค้าทางบกเชื่อมต่อกับยูนนานของจีนรุ่งเรืองขึ้นอย่าง สม่ำเสมอปริมาณของสินค้าที่ส่งผ่านการค้าทางบกนี้ไม่อาจระบุเป็นตัวเลขได้ แต่จากหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ชี้ว่า ปริมาณนั้นต้องสูงพอที่จะทำให้พม่ากลายเป็นแหล่งผลิตฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดใน ภูมิภาคนี้ ฝ้ายกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวแรกๆ ที่ส่งออกผ่านกองคาราวานพ่อค้ายูนนาน (ในปลายอยุธยา ก็มีการผลิตฝ้ายเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเช่นกัน... อย่าลืมว่านางพิมได้เสียกับพลายแก้วที่ไร่ฝ้าย... แต่โดยปริมาณเปรียบเทียบแล้ว น้อยกว่าที่ผลิตในพม่าสัก 10 เท่า) การถอยราชธานีกลับขึ้นไปส่วนบน ทำให้ราชสำนักอังวะสามารถควบคุมเส้นทางการค้าจากยูนนานให้ปลอดภัยได้ตลอดมา เพราะได้สถาปนาอำนาจทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรมเหนือที่ราบสูงชานอย่าง มั่นคงขึ้น (รวมทั้งเลยเข้ามาในล้านนา ซึ่งพม่าเรียกว่าชานตะวันตก อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกองคาราวานพ่อค้ายูนนานด้วย)

ในขณะเดียวกัน กษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นนี้ ยังได้สร้างป้อมค่ายตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั่วราชอาณาจักร รวมถึงตามเส้นทางการค้าภายในด้วย ความสงบปลอดภัยที่รัฐบาลกลางจัดไว้ให้นี้ ยิ่งทำให้การค้าภายในรุ่งเรืองมากขึ้น ในช่วงราชวงศ์ตองอูที่อังวะกับต้นราชวงศ์อลองพญานั้น ภาษีที่เป็นเงินสดซึ่งรัฐบาลสามารถเก็บได้มีมูลค่าถึง 70% ของภาษีทั้งหมด

สะท้อนความเติบโตของเศรษฐกิจตลาดในพม่าได้ดี



แต่ ที่ผมคิดว่าสำคัญยิ่งกว่าการค้าก็คืออำนาจเหนือกำลังคนราชวงศ์ตองอูที่ ฟื้นฟูขึ้นกับราชวงศ์อลองพญา(กอนบอง)ต่างต้องให้ความสำคัญแก่การควบคุมกำลัง คน ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในที่ราบตอนกลางของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะกำลังคนเหล่านี้คือผู้ผลิตข้าว, ผลิตส่วยและภาษี, เป็นผู้ให้บริการที่จำเป็นในการปกครอง, เป็นกำลังรบกับข้าศึกต่างเมือง และกับเจ้านายและขุนนางซึ่งอาจก่อกบฏขึ้น ใน ค.ศ.1635 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง) กษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูได้ทำสำมะโนประชากร-ที่ดิน-บัญชีส่วยและภาษีทั้งของ หลวงและของขุนนางเป็นครั้งแรก

ในด้านการปกครองอังวะพยายามจำกัดอำนาจของเจ้าเมืองท้องถิ่นลงธรรมเนียมส่งเจ้านายไปครองเมืองลูกหลวงเป็นอันยกเลิกเด็ดขาด เจ้านายต้องอยู่ในเมืองหลวง ได้กินแต่ส่วยสาอากรจากหัวเมืองที่กษัตริย์มอบให้ โดยมีขุนนางเป็นเจ้าเมืองซึ่งอังวะพยายามไม่ให้สืบตำแหน่งทางสายโลหิต ฉะนั้น กษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นนี้ จึงมีพระราชอำนาจควบคุมส่วนกลางประเทศ ซึ่งเป็นแกนกลางของพม่าไว้ได้อย่างรัดกุม แม้ว่ายังมีปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติสืบต่อมา แต่เป็นการแย่งชิงกันในหมู่ราชวงศ์ เพราะพม่ายังถือความเป็น "เจ้า" เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสืบราชสมบัติ แตกต่างจากอยุธยาในสมัยเดียวกัน ที่ปล่อยให้ขุนนางเข้ามาร่วมเล่นเกมชิงราชสมบัติด้วย อย่างไรก็ตาม การแย่งชิงราชสมบัติของพม่าไม่เป็นเหตุให้กลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างที่เกิดในสมัยราชวงศ์ตองอูตอนต้นอีกต่อไป

พัฒนาการ ทางวัฒนธรรมในช่วงนี้มีความสำคัญต่อความแข็งแกร่งของราชวงศ์ที่ได้อำนาจ ปกครองพม่าอย่างยิ่งโดยอาศัยการปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้ตรงตามคัมภีร์ราชสำนัก ได้ขยายพระพุทธศาสนา "สำนวน" นี้ออกไปอย่างกว้างขวาง พระพุทธศาสนาแบบคัมภีร์เปิดโอกาสผู้ที่สามารถบำรุงเลี้ยง "นักปราชญ์" ที่เชี่ยวชาญบาลีกลายเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนาที่ใหญ่สุด และผู้ที่มีความสามารถทำเช่นนั้นได้ก็คือราชสำนักอังวะ ยากที่หัวเมืองอื่นหรือเจ้าประเทศราชจะสามารถแข่งขันได้ คัมภีร์บาลีจากลังกาถูกถ่ายเป็นอักษรพม่าจำนวนมาก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือมีการแปลคัมภีร์บาลีเป็นภาษาพม่าในช่วงนี้อีกมาก เหมือนกัน

ภาษาพม่าของส่วนกลางเริ่มกลายเป็นภาษามาตรฐาน ทั้งในแง่อักขรวิธี และศัพท์มีการทำอภิธานศัพท์ในภาษาพม่าขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ราชสำนักอังวะยังพยายามสร้างมาตรฐานกลางของหน่วยน้ำหนัก, การวัด และประดิทิน



การ ขยายตัวของภาษาพม่าเกิดขึ้นพร้อมกับความสามารถอ่านออกเขียนได้ซึ่งแพร่ กระจายไปยังประชาชนทั่วไปมากขึ้นก่อให้เกิดความเฟื่องฟูของวรรณคดีพม่า ไม่เฉพาะแต่ที่แต่งกันขึ้นในหมู่กวีราชสำนักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวรรณกรรมอีกมากที่แต่งกันขึ้นในหัวเมืองใหญ่อื่นๆ ทั้งที่เป็นตำนานเมือง, ธรรมสากัจฉา และบทละคร นอกจากนี้ ยังเกิดประเพณีทางวรรณกรรมใหม่ๆ ขึ้นเป็นอันมาก เช่น วรรณกรรมเสียดสีสำนวนของคนที่ไม่สังกัดชนชั้นมูลนาย แม้แต่ "มหาราชพงศาวดาร" ของอูกาลา ซึ่งไม่ใช่ข้าราชสำนัก ก็เปลี่ยนประเพณีการเขียนวรรณกรรมประวัติศาสตร์เสียใหม่ จนในบานแผนกต้องกล่าวขอโทษที่ไม่เดินตามประเพณีเดิม

ภาษาพม่าและวัฒนธรรมพม่ากลายเป็นมาตรฐานของผู้มีการศึกษาไม่เฉพาะแต่ในกลุ่มชาติพันธุ์พม่าเท่านั้นแต่รวมไปถึงเมืองประเทศราชทั้งหลาย โดยเฉพาะในคุ้มหลวงของเจ้าไทยใหญ่ และหัวเมืองมอญ (และคงรวมถึงล้านนา โดยเฉพาะเชียงใหม่ด้วย) ฉะนั้น ความเหนือกว่าทางวัฒนธรรมของราชสำนักพม่า จึงเป็นพลังผนวกเอาความภักดีของชนชั้นนำในบรรดาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในพม่าด้วย ความภักดีนี้อาจคลอนคลายได้ในบางสถานการณ์ แต่ความเป็นพม่าในส่วนลึกของจิตใจก็ยังอยู่

แม้แต่ในหมู่สามัญชนโดยทั่วไป ภาษาพม่าก็ขยายตัวขึ้นในหมู่ผู้ที่พูดภาษามอญ, พยู, ไท, ชิน และคดู โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในที่ราบตอนกลาง



พัฒนาการทั้งทางการเมือง,เศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรอยุธยาในสมัยนี้เช่นเดียวกัน แต่ผม "รู้สึก" ว่าความเข้มข้นไม่อาจเทียบได้กับที่เกิดในราชอาณาจักรอังวะ กว่าจะเข้มข้นเทียบเทียมกันได้ ก็ต่อเมื่อตกมาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้ว โชคดีที่ผมไม่ต้องอาศัยแต่ความ "รู้สึก" อย่างเดียว เพราะ Victor Lieberman ซึ่งค้นคว้าลงลึกเกี่ยวกับราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นกับอยุธยา ก็มีความเห็นอย่างเดียวกันใน Strange Parallels : Southeast Asia in Global Context เล่มหนึ่ง (และส่วนใหญ่ของข้อมูลเกี่ยวกับพม่าในบทความนี้ ก็เอามาจากหนังสือเล่มนี้)

ทั้ง หมดนี้ยังไม่ทำให้พม่ากลายเป็นรัฐชาติขึ้นมาหรอกครับพม่าก็ยังเป็นรัฐราช สมบัติอย่างเดียวกับอยุธยาและตั้งอยู่บนฐานของเครือข่ายกลุ่มอุปถัมภ์ที่ หลากหลายซับซ้อนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าในพม่าศูนย์กลางของเครือข่ายอุปถัมภ์มีสมรรถนะในการควบคุมเครือ ข่ายได้กว้างและลึกกว่าอยุธยา (แม้แต่การจัดไพร่หลวงหรือ ahmudan กับไพร่สมหรือ athi ของพม่ากับไทยคล้ายกัน แต่ไพร่หลวงของพม่าเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์กว่าของอยุธยา ซ้ำยังมีภารกิจไปทางทหารอย่างเห็นได้ชัด อาจคล้ายอยุธยาตอนต้นที่แบ่งไพร่ออกเป็นสองฝ่ายคือทหารและพลเรือนก็ได้) และระบบทั้งหมดเหล่านี้ถูกพัฒนาให้เข้มข้นและเข้มแข็งยิ่งไปกว่าเดิมเสียอีก ในสมัยราชวงศ์อลองพญา

อีก สิ่งหนึ่งซึ่งดูจะก้าวไปไกลกว่าอยุธยาคือสำนึกความเป็นพม่าของข้าไพร่เด่น ชัดกว่าข้าไพร่ของอยุธยาเป็นอันมากเล่ากันว่าเมื่อกองทัพของอลองพญายกไปปราบ หัวเมืองมอญที่ร่วมกันก่อกบฏจนทำลายราชวงศ์ตองอูลง ทหารพม่าต่างพากันถอดผ้าโพกหัว ปล่อยผมสยายลง เพื่อบอกแก่ชาวพม่าซึ่งตกเป็นเชลยของมอญว่าคนชาติพันธุ์เดียวกันได้ยกกำลัง มาช่วยปลดปล่อยแล้ว คำปลุกปลอบใจของกองทัพพม่าก็คือ พม่าหนึ่งคนสามารถปราบ "ตะเลง" ลงได้ 10 คน

ถ้าเปรียบเทียบพฤติกรรมของราษฎรไทย ทั้งในครั้งศึกอลองพญาและศึกครั้งเสียกรุง เราจะไม่เห็นสำนึกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เช่นนี้เลย



เพราะอวสานหงสาเปิดโอกาสให้พม่าถอยกลับขึ้นเหนือและปฏิรูปการเมือง,เศรษฐกิจ และสังคมของตนเองไปได้ไกลกว่าอยุธยา จึงทำให้กองทัพพม่าซึ่งยกเข้ามาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่กว่าปี สามารถปราบกองทัพอยุธยาที่ยกออกต่อรบได้ในเกือบทุกครั้ง มีวินัยและการวางแผนอย่างดี ในการตั้งทัพรอให้น้ำลด ต้องเข้าใจด้วยว่าการตั้งทัพรอน้ำลดนั้นเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งพม่าเองไม่เคยทำได้มาก่อนเหมือนกัน ทั้งยังไม่ใช่การตั้งทัพเพียงเพื่อให้อยู่รอดจนถึงหน้าแล้ง ทัพพม่าซึ่งต้องตั้งอยู่บนที่ดอนยังมีภารกิจสำคัญต้องทำอีกด้วย นั่นคือสกัดมิให้เสบียงอาหารไหลเข้าอยุธยา ต่อตีกับกองทัพเรืออยุธยามิให้มาทำลายค่ายได้ และป้องกันมิให้กองกำลังจากที่อื่นยกเข้ามาล้อมกระหนาบ

สิ่ง สำคัญที่สุดในทัศนะของผมก็คือจะทำอย่างไรให้ทหารชาวนาซึ่งถูกเกณฑ์มาไกลไม่ หนีทัพกลับบ้านทหารเลวที่สามารถตั้งทัพค้างฝนได้ทั้งฤดูเช่นนี้ ต้องมั่นใจว่าลูกเมียทางบ้านจะมีข้าวกินในปีถัดมา ผมไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์พม่าพอจะบอกได้ว่า ราชสำนักของพระเจ้ามังระแห่งราชวงศ์อลองพญาทำอย่างไร จึงจะสร้างความมั่นใจเช่นนี้แก่ทหารเลวในกองทัพได้ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ความสามารถที่จะทำสงครามนอกฤดูแล้งได้เช่นนี้ ต้องมีการจัดองค์กรทางสังคมที่ก้าวหน้า พอที่จะสามารถเฉลี่ยอาหารไปได้อย่างทั่วถึง แม้ผลผลิตอาจลดลงเพราะสูญเสียกำลังแรงงานไปกับกองทัพรุกรานของตน

ดังนั้น แม้กองทัพอยุธยามิได้เสียเปรียบกองทัพอังวะในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องไม้เครื่องมือในการป้องกันพระนคร กองทัพอยุธยาก็ไม่สามารถต่อสู้กับกองทัพพม่าได้ เพราะกองทัพอยุธยาต้องเผชิญกับกองทัพชนิดใหม่ ที่วางอยู่บนระบบการเมืองและสังคมที่แข็งแกร่งกว่าของตนเอง



สิ่งที่ผู้นำทัพไทยหลังกรุงแตกได้เรียนรู้สืบมาจนรัชกาลที่1เป็นอย่างน้อยก็คือ ความเกรียงไกรของกองทัพนั้น ไม่ได้มาจากความสามารถในการรบเพียงอย่างเดียว ที่เป็นรากฐานอันขาดไม่ได้เสียยิ่งกว่า ก็คือระบบการเมืองและสังคมที่แข็งแกร่ง อันจะเอื้อต่อความสามารถของกองทัพที่จะพลิกแพลงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีไปได้หลายกระบวนท่า เพื่อเอาชนะข้าศึกในทุกเงื่อนไขและสถานการณ์

ดูเหมือนบทเรียนดังกล่าวนี้ถูกผู้นำทัพไทยลืมไปเสียสนิทในระยะหลัง

หากหงสาไม่ถึงกาลอวสานราชวงศ์ตองอูก็ไม่สามารถย้อนกลับไปตั้งมั่นในส่วนในของประเทศแล้วสั่งสมพัฒนาการด้านต่างๆ ของราชอาณาจักร จนกลายเป็นรัฐราชสมบัติที่ก้าวหน้ากว่าอยุธยาอย่างมากได้

ความแข็งแกร่งของราชอาณาจักรอังวะนี่เอง ที่ทำให้อยุธยาไม่สามารถรักษาเมืองไว้ได้ เมื่อต้องเผชิญศึกกับพม่า อวสานหงสาจึงนำมาซึ่งอวสานอยุธยา ด้วยประการฉะนี้

Monday, April 20, 2015

อีกมุมมองต่อคำทำนายสิบยุค

หลายท่านคงเคยได้ยินคำทำนายสิบรัชกาล
ที่มา http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=68 หรือ http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=32231

มหากาฬ พาลยักษ์  รู้จักธรรม จำแขนขาด สนิทธรรม ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล




แต่ตอนนี้มีคนบอกว่า ที่จำๆกันมา เป็นการเพี้ยนของคำทำนาย ที่ถูกต้อง ตามคัมภีร์อาจารย์ เทพย์ สาริกบุตร

ที่มา https://www.facebook.com/lannanian/posts/1623479367886827

"เพิ่ง ดูข่าว เห็นว่าพรุ่งนี้จะมีการฉลองครบรอบ 233 ปี กรุงเทพฯ อ้าว ปกติเขาไม่ฉลองไม่ใช่เหรอ ไหนๆก่ไหนๆละ ผมจะมาเล่าเรื่องการสร้างกรุงเทพฯ อวนิมิตมงคลงู 4 ตัว และคำทำนาย 10 ยุคให้ฟัง
เกือบจะเจ็ดโมงเช้าในวันที่ 21 เมษายน 2325 ในพิธีลงเสาหลักเมือง อยู่ดีๆก่มีงูเล็ก 4 ตัวโผล่มาตอนกำลังจะเอาเสาลงหลุมนะ จะหยุดก็ไม่ได้จะเสียฤกษ์ จึงต้องปล่อยเสาลงหลุมทับงูเล็ก 4 ตัวตาย
รัชกาลที่ 1 จึงเรียกประชุมทั้งราชครู โหร พระ บัณฑิตทั้งหลายมาหมดเมือง จึงสรุปได้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอวนิมิตมงคล ดวงชะตาเมืองอยู่ในเกณฑ์ร้ายถึง 7 ปี 7 เดือน ถ้าอยู่กรุงเทพฯอยู่รอดได้ในเกณฑ์นี้จะถาวรลำดับกษัตริย์ไป 150 ปี รัชกาลที่ 1 ก่ทรงวิตก เพราะตอนนั้นเมืองก่เพิ่งสร้าง
จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 1 เดือนก่เกิดเหตุฟ้าผ่าที่หน้าบันพระที่นั่งอมรินทร์มหาปราสาทเกิดไฟไหม้ รัชกาลที่ 1 เลยโล่งใจว่าโอ้ นี่มันเป็นการที่เทวดาสะเดาะเคราะห์ให้เมืองไปแล้ว
"เราได้ยกพระไตรปิฏก เทวาให้โอกาสแก่เรา ต่อเสียเมืองจึงเสียปราสาท ด้วยชาตาเมืองคอดกิ่วใน 7 ปี 7 เดือน เสร็จสิ้นพระเคราะห์เมือง จะถาวรลำดับกษัตริย์ถึง 150 ปี"
เพราะว่าโดยปกติ จะต้องมีการเสียเมืองก่อนแล้วถึงจะเสียปราสาท แต่การที่ฟ้าผ่าปราสาทจนไฟไหม้นี่เหมือนเสียปราสาทเท่ากับได้เสียเมืองไป แล้ว
ซึ่งปีที่ 150 นั้นจะตรงกับปี 2475 พอดี
ในสมัย ร.4 ก่ได้มีการพยายามแก้เคล็ดด้วยการสร้างเสาหลักเมืองขึ้นอีกมาต้น และทรงสั่งให้แก้เคล็ดด้วยการให้สร้างสะพานเชื่อม 2 ฝั่งเจ้าพระยา แต่ไม่ทันสร้างในยุคนั้น แต่ ร.7 มาสร้างและเปิดใช้ทันในวันจักรี ปี 2475 พอดีซึ่งก่คือ สะพานพุทธยอดฟ้า
ยิ่งในช่วงใกล้ปี 2475 มีการเชื่อกันว่างูทั้งสี่ตัวมาปรากฏแล้ว ซึ่งก่คืออีกครั้งคือ ร.7 ,กรมพระนครสวรรค์ฯ ,กรมพระกำแพงเพ็ชรฯ, กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร เพราะทั้ง 4 พระองค์ประสูติในปีมะเส็ง(งูเล็ก-ตรงนี้ตรวจสอบแล้ว กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรไม่ได้เกิดปีงูเล็ก นอกจากนั้นใช่หมด) เลยแก้เคล็ดด้วยการสร้างตึก 4 มะเส็งที่สภากาชาด การแต่งเพลง ตับแม่งู แล้วการละเล่นแม่งู
จึงมีการเชื่อว่าการแก้เคล็ดเหล่านี้ทำให้ราชวงศ์ไม่จบสิ้นไปในปี 2475 ซึ่งเกิดแค่เปลี่ยนระบอบการปกครองเฉยๆ
นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมโหราจารย์ในเหตุอวนิมิตรมงคล งู 4 ตัวอีกอย่างที่เรารู้จักกันดีคือ คำทำนาย 10 ยุค
ยุคที่ 1 มหากาฬ
ยุคที่ 2 พันธุ์ยักษ์
ยุคที่ 3 รักบัณฑิต
ยุคที่ 4 สนิทธรรม
ยุคที่ 5 จำแขนขาด
ยุคที่ 6 ราชโจร
ยุคที่ 7 ชนร้องทุกข์
ยุคที่ 8 ยุคทมิฬ
ยุคที่ 9 ถิ่นตาขาว
ยุคที่ 10 ราชวิไล
หลายคนอาจเข้าใจว่าแต่ละยุคนั้นแบ่งตามรัชกาล แต่จริงๆแล้วคำทำนายนี้มาจากหลังเกิดนิมิตงู 4 ตัวปรากฎขึ้นในพิธียกเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ 1
โดยแต่ละยุคไม่ได้แบ่งตามแต่ละรัชกาล เหล่าโหราจารย์ได้วิเคราะห์แล้วว่ามันแบ่งตามวงรอบของการโคจรร่วมราศีของดาว พฤหัสและเสาร์ โดยตั้งแต่วันที่สร้างเมือง มีการร่วมราศีของดาวพฤหัสและเสาร์ทั้งหมด 10 ครั้ง และได้วิเคราะห์ชื่อทั้ง 10 ยุคตามเหตุการณ์ต่างๆดังนี้
ครั้งที่ 1 ในราศีธนู พ.ศ. 2325 ยุคที่ 1 มหากาฬ
- ที่เรียกมหากาฬเพราะมีการชิงราชบัลลังก์พระเจ้าตาก ฆ่าฝ่ายตรงข้าม ให้ตกตามกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ครั้งที่ 2 ในราศีสิงห์ พ.ศ. 2345 ยุคที่ 2 พันธุ์ยักษ์
- ได้มีการประหารลูกหลานพระเจ้าตากสิน ซึ่งรัชกาลที่สองเป็นคนสั่ง ซึ่งโหราจารย์ถือว่าเป็นทายาทสืบทอดความโหดเหี้ยมจากยุคที่ 1 เลยเรียกว่า พันธุ์ยักษ์
ครั้งที่ 3 ในราศีเมษ พ.ศ. 2364 ยุคที่ 3 รักบัณฑิต
- ยุคทองของกวี ปราชญ์ สุนทรภู่และผองพวก
ครั้งที่ 4 ในราศีธนู พ.ศ. 2384 ยุคที่ 4 สนิทธรรม
- รัชกาลที่ 3 สร้างวัดและบำรุงวัด ส่วนรัชกาลที่ 4 สร้างธรรมยุตนิกาย
ครั้งที่ 5 ในราศีสิงห์ พ.ศ. 2404 ยุคที่ 5 จำแขนขาด
- การเสียดินแดนใน รัชกาลที่ 5
ครั้งที่ 6 ในราศีเมษ พ.ศ. 2424 ยุคที่ 6 ราชโจร
- การถูกเอาเปรียบจากจักวรรดิต่างชาติต่างๆ
ครั้งที่ 7 ในราศีธนู พ.ศ. 2444 ยุคที่ 7 ชนร้องทุกข์
- ในรัชกาลที่ 6 ราชสำนักใช้เงินฟุมเฟือย ประเทศไม่มีตังค์ ชาวบ้านยากแค้น
ครั้งที่ 8 ในราศีกันย์ พ.ศ. 2464 ยุคที่ 8 ยุคทมิฬ
- การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กบฎบวรเดช
ครั้งที่ 9 ในราศีเมษ พ.ศ. 2483 ยุคที่ 9 ถิ่นตาขาว
- สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามา
ครั้งที่ 10 ในราศรีธนู พ.ศ. 2503 ยุคที่ 10 ราชวิไล
- สฤษดิ์เป็นนายกฯ ฟื้นโบราณราชประเพณีต่างๆทั้งหลายกลับมา
ไงละมึง แม่งเพี้ยน ยุคที่ 10 เป็นชาววิไล ฝันหวานกันละสิ คิดว่า พ้น 9 แล้วจะ วิไลกัน แต่ต้นฉบับเป็น ราชวิไล 5555

โหราจารย์เชื่อว่า การโคจรร่วมราศีของดาวพฤหัสกับเสาร์จะเกิดเหตุสำคัญกับบ้านเมือง กูจะนับให้ต่อแล้วเดาว่า ปีนั้นเกิดไรขึ้นกันเอง

ยุคที่ 11 ปี 2523

ยุคที่ 12 ปี 2542
ยุคที่ 13 ปี 2563 - XXX XXX ???"

แต่มีผู้แย้งว่า นับอีกแบบ
Wasu Khamhom ถ้าเป็นสูตรนี้นับดาวพฤหัสอย่างเดียว มันไม่ตรงหรอกต้องดูดาวเสาร์ด้วย ต้องมีองศาสัมพันธ์กันทั้ง 2 ดาว

ยุค 11 ปี 2536

ยุค 12 ปี 2548
ยุค 13 ปี 2560

รอบ 12 ปี +-7ปี ในช่วงนั้นจะมีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง

Thursday, April 16, 2015

มองความสัมพันธ์ไทย-อเมริกา ผ่านการแต่งตั้งฑูตค คนใหม่ กลิน เดวีส์

ที่มา https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/953047504746009?fref=nf

โดย อ.Puangthong R. Pawakapan

กรณี สหรัฐอเมริกาส่งนายกลิน เดวีส์ (Glyn Davies) นักการทูตที่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหายากๆ แบบเกาหลีเหนือ มาประจำประเทศไทย ชี้ว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะหันมาเอาใจรัฐบาลทหารของไทยสักนิด
*****************************************
นายเดวี่ส์ เป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์การทำงานในปัญหาด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯให้ ความสำคัญสูง เช่น ปัญหาการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขาเคยเป็นผู้แทนพิเศษ (ฐานะเท่าเอกอัคราชทูต) ประจำสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA) จึงทำให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน และต่อมาได้เป็น “ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ” ซึ่งพยายามคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน
(หมายเหตุ: เขาไม่ได้มีตำแหน่งทูตประจำเกาหลีเหนือ เพราะสหรัฐฯไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือ จึงไม่มีทูตประจำ)
เป็นที่รู้กันว่าทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นเสมือนกระดูกชิ้นใหญ่ที่ เคี้ยวยากสำหรับสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อนโยบายความมั่นคงของสหรัฐเสมอมา และมีปัญหาประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่านายเดวีส์ เป็นนักการทูตที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐฯ มีประสบการณ์ทำงานกับประเทศยากๆ มาแล้ว การที่สหรัฐฯส่งนายเดวีส์มาไทยจึงชี้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับไทยไม่น้อย แต่ก็ต้องไม่หลงละเมอเพ้อพกไปว่า ไทยสำคัญอยู่ประเทศเดียว หรือสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนทำให้สหรัฐฯกำลังจะโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาลทหารไทย เพราะกลัวอิทธิพลจีน
แน่นอนว่าสหรัฐฯ ย่อมไม่สบายใจที่เห็นรัฐบาล คสช. พยายามเล่นไพ่จีน (และรัสเซีย ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กดดันเรียกร้องให้ไทยเคารพในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่าความกังวลนี้จะทำให้สหรัฐฯละทิ้งแนวนโยบายของตนจากหน้า มือเป็นหลังมืออย่างทันทีทันใด เพราะอะไร
หนึ่ง ในแง่เศรษฐกิจ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ใครๆ ก็มองว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการเติบโตสูงมากจนกลายเป็นสาวเนื้อหอมสำหรับนักลงทุน จากทั่วทุกภูมิภาค ความมั่นคงทางการเมืองของไทยจึงสำคัญต่อกระเป๋าเงินของทั้งภูมิภาคและนักลง ทุนทั่วโลก
แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาจนเกือบจะครบทศวรรษ และยังไม่มีท่าทีจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ แถมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกลับถดถอยลงนับแต่การรัฐประหารโดย คสช. ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มเห็นว่าการฝากความหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่มองหาช่องทางอื่นบ้าง คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาแน่ ฉะนั้น นับแต่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นบรรรษัทใหญ่ๆ เริ่มย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นๆ
สอง ในแง่เศรษฐกิจ สหรัฐฯสำคัญกับไทยมากกว่าที่ไทยสำคัญต่อสหรัฐฯ สหรัฐฯเป็นหนึ่งในสามตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าไทย แค่สหรัฐฯและอียูประกาศลดระดับสถานะประเทศที่ป้องกันการค้ามนุษย์ของไทย จากระดับ 2 ไปเป็นระดับ 3 ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยเต้นเป็นจ้าวเข้าได้
ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากปีหน้า ประเทศไทยยังไม่มีเลือกตั้งเสียที เราจะเจอกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้ทั่วโลกรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ และเชื่อว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทหาร ซึ่งที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอเมริกัน เช่น Joshua Kurlantzick ก็ได้เสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารไทย เพราะเชื่อว่าจะทำให้แรงกดดันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน
สาม ในแง่การทหาร ไทยกับสหรัฐฯมีความสัมพันธ์แนบแน่นมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ในปัจจุบันก็ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารหลายฉบับ หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ คอบร้าโกลด์ อันเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิค โดยไทยเป็นฐานสำหรับการฝึกซ้อมร่วม แต่พอรัฐประหารปุ๊บ สหรัฐฯก็ประกาศ “ลดระดับ” การฝึกซ้อมกับไทย ให้เหลือแค่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติ และยังส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาย้ายที่ฝึกซ้อมร่วมไปออสเตรเลียแทน
นอกจากนี้ สหรัฐมองว่าการแอบอิงจีนไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาวุธของกองทัพไทย ได้อย่างน่าพึงพอใจ เพราะเทคโนโลยี่ด้านอาวุธของสหรัฐฯนั้นมีเหนือกว่าจีนมา แง่นี้แปลว่า เราต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯต้องการเรา
อันที่จริงในแง่การทหาร นับแต่สงครามเย็นยุติลง บทบาทของสิงคโปร์ด้านความร่วมมือด้านการทหาร ได้โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ฟิลิปปินส์ นับแต่ปี 1992 สิงคโปร์เปิดและพัฒนาฐานทัพของตน เป็นฐานโลจิสติคส์ให้กับกองเรือรบที่ 7 (หน่วยรบนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ทำงานประสานกับฐานทัพทหารสหรัฐฯในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์อาจเปิดฐานทัพของสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อคานอำนาจทางทหารกับจีน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้

สี่ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ภัยคอมมิวนิสต์ยุติลง สหรัฐฯและยุโรปเริ่มใช้มาตรการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย มาดำเนินความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้งเก่าและใหม่ของตนมากขึ้น เพื่อสถาปนาภาพลักษณ์ของผู้นำเสรีนิยม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องใช้หลักการนี้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศ มันขึ้นกับการประเมินว่าแนวทางไหนกับประเทศใดที่จะทำให้เขาได้ประโยชน์สูง สุด ในกรณีของไทย ปัจจุบันยังไม่มีภัยคุกคามที่น่ากลัวจนทำให้สหรัฐฯต้องละทิ้งหลักการ ปชต.แล้วหันมาจูบปากกับรัฐบาลทหาร แบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์มาแล้ว
ห้า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนับแต่รัฐประหารปี 2549 ดูเหมือนจะทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อชนชั้นนำ-กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างมีนัย สำคัญ
ในอดีต ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กระทำผ่านกลุ่มชนชั้นอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก เพราะมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกัน และสหรัฐฯมองว่ากลุ่มนี้คือ ผู้กุมอำนาจและกำหนดทิศทางการเมืองไทยเป็นหลัก ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้อย่างน่าพอใจ แม้จะมีรัฐประหารบ่อย แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่ได้ถูกสั่นคลอนจริงๆ การร่วมมือกับคนชนช้ำนำอนุรักษ์นิยม ไม่เพียงตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างราบรื่น แต่ยังรับได้ในเชิงหลักการด้วย (หลักการต่อต้านคอมฯ)
แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่ากลุ่มอำนาจเก่าของไทยคือ หนึ่งในสาเหตุของปัญหาที่ยืดเยื้อ นั่นคือ การปฏิเสธไม่ยอมรับกติกาการเมืองประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เหยียบย่ำหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน เอาชนะฝ่ายทักษิณไม่ได้ ก็หันใช้ตุลาการภิวัตน์ ก่อม๊อบปิดหน่วยราชการเพื่อสร้างภาวะ failed state ไปจนถึงทำรัฐประหาร แม้จนกำลังจะกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ก็ยังไม่มีท่าทีว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะยอมปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้ข้อผิดพลาด ของตนแต่ประการใด ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจกดปราบประชาชน ช่วยกัน เขียนรธน. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต่อไป โดยไม่ไยดีต่อความคับแค้นของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศที่รอวันเอาคืนแต่ ประการใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่ได้เคยพูดคุยกับนักการทูตจากตะวันตกหลายประเทศ ดิฉันพบว่านี่คือมุมมองหลักที่พวกเขามีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ สื่อมวลชนใหญ่ๆของโลกยังมีผลต่อมุมมองของรัฐบาลในประเด็นปัญหาสำคัญๆด้วย หากเรากลับไปอ่านสื่อใหญ่ๆ เช่น New York Times, BBC, the Economist, Wall Street Journal, CNN ฯลฯ เราจะพบข้อเขียนที่วิพากษ์กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักปลอบใจตัวเองว่าสื่อพวกนี้ถูกทักษิณซื้อไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือ สื่อเหล่านี้รังเกียจทักษิณอย่างยิ่งเช่นกัน เขาอาจพูดถึงข้อดีของนโยบายต่างๆ ของทักษิณต่อคนจนและคนชนบท แต่เขามักบรรยายคุณสมบัติของทักษิณว่าเป็นพวกอำนาจนิยม คอรัปชั่นเชิงนโยบาย สงครามต่อต้านยาเสพติดทำให้คนบริสุทธิ์ตายจำนวนมาก ฯลฯ
หก เวลาสหรัฐฯต้องดีลกับประเทศยากๆ สหรัฐฯไม่ใช้วิธีโอ๋เอาใจ แต่จะใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง โดยอีกฝ่ายมักต้องแสดงท่าทียอมอ่อนให้ก่อน สหรัฐฯจึงจะใช้ไม้นวมตาม เช่น กรณีเกาหลีเหนือ ยื่นเงื่อนไขการเจรจาว่าเกาหลีเหนือจะยกเลิกการวิจัยนิวเคลียร์เพื่อแลกกับ การที่สหรัฐฯและโลกตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือ แต่เมื่อเกาหลีเหนือปฏิเสธไม่ให้ผู้แทนภายนอกเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของ ตนตามการเงื่อนไขของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะยุติการเจรจาเช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนือยังเจรจาทำนองขู่ว่าตนจะยินดียกเลิกการทดลองนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ยกเลิกการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน สหรัฐฯ บอกไม่สน เดินหน้าซ้อมรบกับเกาหลีใต้ต่อไป
สุดท้าย สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับไทยก็คือ คนป่วยคนนี้ยังมองหาสาเหตุความเจ็บป่วยของตนเองไม่เจอ แถมยังงมงายอยู่กับแนวทางเผด็จการปนไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี หากเป็นที่แน่ชัดว่า ไทยจะไม่มีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า มีการละเมิดสิทธิของประชาชนด้วยมาตรา 44 อย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็อย่าหวังเลยว่าสหรัฐฯ ภายใต้นายเดวีส์ จะหันมาฮันนีมูนกับไทย การกดดันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงจุดหมายที่สหรัฐฯใช้มากกว่าการโอ้โลม ปฏิโลม
คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ยังหวังลมๆ แล้ง ๆ ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเจอปัญหามามากมาย ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี พระสยามเทวาธิราชจะยังช่วยเราต่อไปแน่ๆ ยังไงเราก็เอาตัวรอด ทะยานกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเหมือนเดิม แต่คนที่เขามองมาจากข้างนอก เขาเชื่อว่า “โชค” ที่ว่านั้น หมดไปนานแล้วค่ะ

เพิ่มเติม
ความเห็นของ อ.พอล แชมเบอร์
ท่านบอกว่า การเสนอให้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครมาดำรงตำแหน่งก็ตาม เป็นการแสดงการยอมรับความชอบธรรมของคณะรัฐประหารในไทย ไม่ใช่ข่าวดีอะไร อาจารย์หวังว่าทาง Senate ที่มีรีพับลิกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ จะไม่รับรองชื่อของเขา

ที่มา https://www.facebook.com/paul.chambers.319/posts/10205245344385943?fref=nf&pnref=story

Sunday, April 05, 2015

ข้อดีข้อเสียของรางรถไฟแบบ Dual track

กรณีการก่อสร้างรถไฟ มีคนสงสัยว่า จะทำรางขนาดไหนดี จะทำรางขนาดเดิม 1.067 เมตร ที่ประเทศเราใช้อยู่หรือว่า 1.435 เมตร เพื่อทำเป็นรถไฟความเร็วสูง มันเหมือนจะมีคำตอบที่เราไม่ต้องเลือกว่า จะทำแบบไหนคือ รางแบบ Dual track ที่เป็นทางรถไฟที่วิ่งได้สองขนาดพร้อมกัน ทั้ง 1.067 และ 1.435 เมตร มีตัวอย่างที่ ชายแดน จีน เวียตนาม ฟังเหมือนดูดี แต่มีผู้รู้แย้งมาดังด้านล่างนี้


Lunlaius Chobphol ให้ความเห็นว่า
"แบบ นี้ไม่ดีครับ วิ่งจริงวิ่งได้ไม่เร็วมากแค่120ก็สุดแล้วมั้ง เวลาวิ่งผ่านประแจทางแยกวิ่งเร็วๆรถเสี่ยงที่จะตกราง ทางแบบนี้ที่จีน-เวียดนาม มีแค่จากเมืองชายแดนจีน-ฮานอยครับ เพราะเวียดนามใช้ราง1เมตร จีนใช้ราง1.435

ถ้าดีจริงประเทศในยุโรปเค้าใช้กันแล้ว อย่า
งสเปน และโปรตุเกสใช้รางขนาดกว้างกว่ารางที่ประเทศยุโรปตะวันตกใช้ หลังๆสเปนก็ต้องมาสร้างราง1.435 เพื่อเชื่อมกับฝรั่งเศส หรือรัสเซียใช้รางกว้างกว่ายุโรป เวลานั่งรถไฟจากยุโรปเข้ารัสเซีย ขบวนรถก็ต้องเปลี่ยนแคร่ล้อเสียก่อน จำไม่ได้ว่าเปลี่ยนที่เขตรัสเซียหรือโปแลนด์


ในญี่ปุ่นที่รถไฟระบบเดิมใช้ราง1.067เมตร พอสร้างรถไฟความเร็วสูงใช้ราง1.435 ก็ไม่มีโครงการไหนใช้dual track แบบนี้ครับ

อีก ตัวอย่างคืออินเดียใช้ราง2ขนาด แตกต่างกันตามแคว้นต่างๆ เป็นผลจากนโยบายแบ่งแยกกันปกครองสมัยอาณานิคม ปัจจุบันอินเดียก็ต้องมาทุ่มงบประมาณเปลี่ยนขนาดรางให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั่วประเทศตามโครงการunigauge ไม่ได้ใช้dual trackแบบนี้

ราง ที่รฟท.ใช้ปัจจุบัน(และที่กำลังทยอยเปลี่ยนรางเก่าทั่วประเทศอยู่) เอารถดีเซลรางมาวิ่ง วิ่งได้ถึง120ครับถ้าใช้หัวรถจักรไม่ได้พ่วงหนักมากก็วิ่งได้120 เช่นกัน

แต่ จะวิ่ง120 ต้องซื้อรถโดยสารใหม่ด้วย เพราะแคร่ล้อรถโดยสารจำนวนมากของรฟท.ในปัจจุบันยังวิ่งได้ไม่เกิน90อยู่เลย ครับ(ดูจากตัวเลขที่เขียนไว้ท้ายแต่ละตู้รถโดยสาร)
รฟท.-คมนาคม ไทยคิดช้ามากครับ มาเลเซียเค้าสร้างทางคู่(ราง1เมตร)ที เค้าลงทุนเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้า-ระบบอาณัติสัญญาณใหม่ ตัดทางใหม่ให้ตรงขึ้นกันหลายช่วงเลย แก้ปัญหาเรื่องจุดตัดเสมอระดับ ทำอาคารสถานีใหม่ให้ทันสมัย ทำทีครบวงจรเลย แต่ก็เป็นหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นพอสมควรเช่นกัน

โครงการ ทางคู่ราง1เมตรของไทยคล้ายๆกัน แต่ไม่มีระบบไฟฟ้า ส่วนระบบอาณัติสัญญาณไฟสีแยกโครงการกัน อย่างไรก็ตามงบประมาณที่จะใช้ของไทยต่ำกว่ามาเลเซียอย่างน้อยๆครึ่งนึงครับ
"

ที่มา จากความเห็นในเพจ https://www.facebook.com/terasphere?fref=nf

Saturday, March 21, 2015

อัพเดต ความเห็นเรื่องจีเอ็มโอ

เรื่องจีเอ็มโอนี้ มี หลายประเด็น ซ้อนกันอยู่ เท่าที่คิดออก ก็มีประมาณนี้ครับ

1 เรื่องกินได้ หรือ ไม่ อันนี้ ยังดีเบตกันอยู่ แต่ดูแล้วน่าจะกินได้ ปลอดภัย ถ้าไม่ตัดอะไรมั่ว และมีการควบคุมมากพอ


2 เรื่องการปนเปื้อนดีเอ็นเอในธรรมชาติ ก็ยังดีเบตกันอยู่ว่า a. เปื้อนแล้วมีผลอะไร ทางชีววิทยา หรือ ไม่ b. ป้องกันได้หรือไม่ พบว่า สำหรับพืชบางชนิดถ้ารู้เวลา และ วิธี เเพร่เกสร ของมัน พอจะป้องกันได้

3 สิ่งที่จีเอ็มโอ โฆษณาว่า ช่วยลดยาฆ่าแมลง ไม่ได้ช่วยในระยะยาว หลายเจเนอเรชั่น และ อาจต้องเพิ่มยาฆ่าหญ้าที่ เป็นพิษน้อยกว่าแทน เช่น ฝ้ายบีที ต้องตัดต่อให้แรงขึ้นเรื่อยๆเพราะแมลงวิวัฒนาการ แต่ก็มี ประโยชน์ของจีเอ็มโอ ที่ทำออกมาแล้ว โดยเฉพาะ การผลิตยา แต่อันนั้น มัน เลี้้ยงแบคแล้ว มาเพียวริฟาย เอาเฉพาะสารเฉพาะ ไม่ได้กินทั้งหมด ซึ่งถ้าสิ่งมีชีวิตมีอะไรมากเกินไป มันอาจจะสร้างสารก่ออาการอักเสบมากขึ้นด้วย อาจจะเป็นพิษได้ (ดีเบตกันอยู่ และแน่นอนน่าจะแก้ได้) ส่วนกรณีข้าวสีทอง เท่าที่ตาม ยังไม่มีคนเช็กว่า กินแล้ว แก้อาการขาด วิตามินเอ ได้ไหม (อาจเพราะ โดนห้ามอยู่)

4 เรื่องสิทธิบัตร อันนี้เหี้ยมาก เท่าที่ดูเคส มันบัดซบกว่า ค่ายเพลงเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงอีกครับ เพราะถ้าปนเปื้อนออกไป เกษตรกรโดนเก็บเงินได้ด้วย แต่ถ้าทำจีเอ็มโอ แล้วเปิดเสรี ไม่เก็บสิทธิบัตร อาจจะพอรอรับได้ จริงๆ ควรเปิดเสรี เรื่องอาหารให้มากที่่สุด กันบริษัทใหญ่ๆผูกขาด

5 ถ้าเปิดจีเอ็มโอ ต้องคุมเข้มเรื่องการปนเปื้อนมากขึ้น เพราะ มีตลาดหลายที่ ห้ามจีเอ็มโอ หรือ เราใช้โควต้าว่า เราไม่มีจีเอ็มโอส่งเข้าไป เช่นในยุโรป (อันนี้ ต้องดูเทรนด์โลก แต่คิดว่า ยังไม่เปลี่ยนเรื่องความเข้มงวดต่อจีเอ็มโอ ในเร็วววันนี้ )

ความ เห็นส่วนตัวคือ อยู่เยอรมนี แล้ว มันมีทางเลือกเรื่องอาหารดีๆมาก เช่นพวกออร์แกนิก ตลาดโตทุกปี ขายดีมาก และผลิตพอ ผมว่า คนเยอรมัน ก็ไม่ได้คิดว่า เราต้องการจีเอ็มโอหนะครับ คือ มนุษย์เราสร้างของดีๆได้อยู่แล้ว (กรณีนี้ผมไม่มีตัวเลขมายืนยัน แต่ฟังข่าว ฟังคนพูดเอา)

สรุป คือ จีเอ็มโอ ดีหรือไม่ ยังดีเบตอยู่ แต่เยอรมนี มันโชว์ว่า ไม่ต้องจีเอ็มโอก็อาจจะอยู่ได้อะครับ (ยังต้องพัฒนาต่อ) และสิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนสุดคือ ยกเลิกการผูกขาดครับ ถ้าจะใช้จีเอ็มโอจริง ก่อนทำต้องแก้ปัญหา ที่มีก่อนครับ โดยเฉพาะ เรื่องสิทธิบัตร
สำหรับพื้นที่ แอฟริกา ที่แห้งแล้ง ไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ ยกเว้น จีเอ็มโอ ผมไม่มีปัญหาครับ ปล่อยให้ ประชาชนที่นั่น ทำประชามติ ไปเลย เขาเอาไม่เอาก็เรื่องของเขาอะครับ โดยหลักการและหลักฐานมันไม่ชัดเจนว่า จีเอ็มโอ อันตราย หรือ ปลอดภัย

ผมไม่ได้ต้านหัวชนฝานะครับ แต่ไอ้ข้อด้อยที่มี ขอให้จัดการให้เรียบร้อยก่อน ทำในแ
ล็บก็ทำกันไปหนะครับ จะออกข้างนอกก็ทำให้ครบทุกเงื่อนไข ก็รับได้

ส่วน เรื่องสัตว์จีเอ็มโอ เรื่องไก่ ที่พี่ยกตัวอย่างนี่ มัน แค่ cross-breeding หรือว่า ตัดต่อยีนพิเศษเข้าไปครับ ถ้าแค่ cross-breeding นี่ ไม่นับเป็นจีเอ็มโอครับ แต่ไม่ว่าจะทำแบบไหนก็ต้องเช็คก่อนปล่อยมาให้คนกิน ถ้าเช็กแล้วไม่มีอะไรก็โอเคครับ

เรื่อง ประชากร ล้นเกิน ก็ตามนั้นครับ เท่าที่ดูมันมีสองตัวเลขที่ผมงงๆ ตัวเลขแรก ที่พี่บอก คือ ทรัพยากรอาหาร เราไม่พอต่ออนาคต อันนี้ก็เคลียร์กับการพยากรณ์นี้ แต่อีกตัวคือ ขยะอาหารที่กินได้ (แค่หมดอายุ) ในสังคมมันเยอะมาก จนทำให้หลายครอบครัวกินจากขยะก็อยู่ได้สบายๆไปเลย ผมเลยไม่แน่ใจว่า อะไรมันคือ สถานการณ์ที่แท้จริงหนะครับ ถ้ามีคนเทียบให้เห็นชัดๆก็ดีเลย เราอาจจะเพิ่มประสิทธิภาพ การเข้าถึงอาหาร ของแต่ละคน มันจะช่วยได้ไหม

อ้อ อีกอย่างที่ รู้สึกรำคาญใจกับ จีเอ็มโอ คือ เรื่องติดฉลาก กลัวอะไรกันนักหนา ออร์แกนิก นี่ ต้องติดฉลากทุกอันเลย แถมต้องเสียเงินเพิ่มด้วย ทำให้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น อีก ผมรู้สึกว่าไม่แฟร์เท่าไหร่ ถ้าติดฉลากแฟร์ๆ หรือ เพิ่มต้นทุนให้มีบริษัทอิสระ มาตรวจคุณภาพจีเอ็มโอเรื่อยๆ ผมว่า โอเค อยู่


Joe Gomain Hoyes เสริมว่า "ทุก เทคโนโลยี ก็มีด้านบวก และผลกระทบด้านลบ ไม่ใช่เฉพาะ GMO ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้และการควบคุม ปัญหาคือเรายังไม่มีระบบควบคุมตรวจสอบการใช้เทคโนโลยี และที่สำคัญ เมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว การสืบหาผู้รับผิดชอบทำได้ยากมากจนถึงไม่ได้เลย ถึงทำได้การชดเชยความ เสียหายก็ต่ำ เช่นถ้าทำ GMO ข้าวโพดแล้วมีแมลงสุญพันธ์ จะคิดค่าเสียหายยังไง? คือถ้ารับประกันโดยรัฐได้ว่า การใช้เทคโนโลยีผิดพลาด จะต้องชดใช้ แม้ไม่ได้เจตนา จะทุนเล็กทุนใหญ่ก็ไม่กล้าใช้หรอก เพราะอาจไม่คุ้ม แต่นี่รัฐดำเนินนโบายตามที่เอกชนรายใหญ่แนะนำ มันจะไว้ใจอะไรได้ ทุกวันนี้รัฐไทยใช้ระบบอนุญาติ ในการควบคุม เมื่อได้รับอนุญาติไปแล้ว ทำเสียหายยังไงก็ได้ สุดท้ายก็เลยต้องรณรงค์ให้ ban ทั้งหมดไว้ก่อน"

Tuesday, March 17, 2015

Lottery dreaming theory




มีผู้แนะนำการซื้อหวย ดังนี้

ที่มา https://www.facebook.com/profile.php?id=100009180934516
"เทคนิคการซื้อหวยที่ผมได้รับการแนะนำจากอาจารย์มาคือ


1 โชคจะมาหาเอง

- สังเกตว่าคนที่ถูกหวยมักจะมีข่าวทำนองแบบนี้บ่อยคือ โดยยัดเยียดให้ซื้อ ซื้อชุดสุดท้ายที่คนเดินเอามาขายให้ เวลาผมไปซื้อหวยนี่ผมมักจะเดินผ่านแผงถ้าไม่มีคนไหนเรียกผมก็ไม่ซื้อ หรือถ้าอยู่ดีๆเดินเล่น กินข้าวหรือทำอะไรต่างๆ ถ้ามีคนเดินมาถามขายหวยให้ ผมจะซื้อทันทีโดยไม่ลังเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าแม่ค้าที่เร่มาขายแล้วบอกช่วยเหลือหน่อยตอนใกล้ บ่ายๆนี่จะยินดีๆมาก ซึ่งไม่เคยเจอกับตัวสักที


2 หวยเป็น
personal luck
- ถ้าเลขจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือฝันมา ไม่ควรแชร์กับใคร เพราะจะทำให้เสียไปได้ ยกเว้นเขาจะมีบุญร่วมกับเรา ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลย ดังนั้นอย่าบอกดีที่สุด คนอื่นเอาเงินมาฝากให้เราซื้อก็ไม่ได้ ลาภใครลาภมัน


3 ซื้ออย่างน้อยทุกงวด

- เป็นการแก้เคล็ดเรื่องเสียเงินเวลาดวงตกไปในตัว ถ้าไม่ถูกก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป ถ้าถูกก็ดีไป

โดย ปกติผมจะซื้อด้วยเหตุผลอย่างสุดท้ายมากกว่า และมีข้อแนะนำอีกข้อเลยคือ ซื้อแล้วให้ลืมไปเลยว่าซื้อ หรือตอนคนเอามาให้ พ่อค้าเลือกให้ ให้เขาพับมาเลย อย่าดู มาดูหลังหวยออก อันนี้ท่านอธิบายว่ากระแสจิตของการอธิษฐานมันก่เหมือนการส่งพิราบออกมา ความกังวลหรือการห่วงจะผูกรั้งให้มันไปไม่ถึงตามกระแสที่เราส่งไป
ไอ้เรื่องการพะวงนี่มันกับใช้การส่งจิต ส่งพลังในเรื่องต่างๆของการใช้วิชาไสยศาสตร์ด้วยนะ ปล่อยแล้วปล่อยเลย อย่าไปนึกถึง เพราะของพวกนั้นมันจะไม่ไปไหน จะผูกเพราะจิตเราดึงไว้

การได้โชคจากหวย มีสองอย่าง แยกประเด็นๆกันครับ อย่างแรกคือเรามีโชคแต่ไม่มีเลข ส่วนแบบที่ 2 คือเราได้เลขจากอะไรสักอย่างมาครับ

ยก ตัวอย่างอย่างแรกคือ เราไปบนบานขอให้ถูกหวยหรือได้ของเสริม luck มาครับ แต่จะเลือกก็ได้ถ้ามั่นใจ แต่คือถ้าเราเห็นเลขจิตเราก็จะพะวงถึงเลขนั้นจนบ่าย 4 วันที่ 1 และ 16


อย่างที่ 2 นี่คือฝันหรือได้เลขจากอะไรมาสักอย่าง
ถ้าเลือกเลขแล้วไม่คิดถึงมันได้ ก็ไม่เป็นไรครับ สังเกตข่าวพวกโดนรางวัลใหญ่ๆนี่จะรู้ตัวแบบ late มาก
ถ้า ถามว่าเรื่องอะไรสำคัญที่สุดคือเรื่องการส่งกระแสจิตเนี่ยแหละครับ ถึงเรามีดวงได้ชุดใหญ่ร้อยล้าน แต่พะวงหามันจนหวยออกก็ไม่ได้ครับ

เลย ตอบได้ว่าทำไมพวกที่ได้รางวัลไปรษณียบัตรทายผลบอลโลก หรือ ส่งฝาชาเขียวแม่งมักจะเป็นพวกส่งน้อยๆ ไอ้พวกส่งเยอะๆจริงๆจังๆ ไม่ได้แดกสักคน เพราะจิตมันดึงไว้


พูดง่ายๆ หวยให้ซื้อลืม แต่ผมก็ทำไม่ได้ จนต้องซื้อแบบไม่มองเลข"

อันนี้ตัวอย่างเคส http://www.thairath.co.th/content/487343