Sunday, July 26, 2015

รามายณะ วิจารณ์

สองบทความในมติชน วิจารณ์รามยณะ ได้อย่างน่าสนใจ ในแง่มุม ชนชั้น และ แง่มุมการกลืนศาสนาพุทธ

1 http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1431955667
รามายณะ มหากาพย์แห่งชนชั้น โดย น.พ.สมเกียรติ ธาตรีธรมติชนรายวัน 18 พฤษภาคม 2558


ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ในวัยเด็กเคยชื่นชมและชื่นชอบเรื่องรามายณะหรือรามเกียรติ์มาก เคยรวมเงินค่าขนมซึ่งได้วันละสองสลึงกับพี่ชาย ซื้อหนังสือรามเกียรติ์ซึ่งออกรายวันเล่มละหนึ่งบาท ระหว่างติดตามอ่านก็เอาใจช่วยพระราม พระลักษณ์ และเกลียดทศกัณฐ์อย่างยิ่ง รู้สึกสนุกและสะใจทุกครั้งกับความเก่งของหนุมานเมื่อรบชนะและฆ่าบรรดายักษ์ได้

เมื่อเติบใหญ่ขึ้น มีความรับรู้ด้านสังคมในเชิงลึกมากขึ้น ได้เห็นปัญหาสังคม เห็นความเหลื่อมล้ำจากการเอาเปรียบเชิงระบบ ความซับซ้อนของการเบียดเบียนและการเก็บเกี่ยวทรัพยากรโดยกลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงกว่า การใช้ความเชื่อสยบและสะกดคนผู้อ่อนด้อยกว่าทางการศึกษาและความคิด เพื่อคงความได้เปรียบในการบริโภคทรัพยากรของโลกและสิ่งแวดล้อมแล้ว เมื่อหวนกลับไปอ่านรามายณะหรือรามเกียรติ์อีกครั้งก็มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางความรู้สึกและแนวทางวิเคราะห์โดยสิ้นเชิง

ทำไมสีดาต้องเป็นลูกสาวทศกัณฐ์

การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะเอาลูกสาวตนเองเป็นเมียนั้น เป็นภาวะที่สุดอัปยศ เป็นความต่ำช้าในสายตาของสังคม จึงมีการผูกเรื่องให้ทศกัณฐ์พยายามเอาสีดาซึ่งเป็นลูกสาวมาเป็นเมีย แต่เพื่อให้แนบเนียน ไม่เจาะจงเกินไป จึงผูกเรื่องให้ทศกัณฐ์ไม่รู้ทั้งที่มีหลายช่องทางที่จะรู้ได้ เนื่องจากสีดาได้รับการดูแลจากเหล่านางฟ้าและเลี้ยงดูโดยฤๅษี อีกทั้งยังมีพิเภกซึ่งเพียงจับยามดูโดยไม่ต้องมีหน่วยลาดตระเวนหรือสายลับก็รู้ทุกอย่างของทุกฝ่ายได้อย่างละเอียด การผูกเรื่องจึงเป็นการจงใจให้ทศกัณฐ์พยายามเอาลูกสาวเป็นเมีย ให้เป็นภาพลักษณ์ที่ทุเรศแม้จะไม่รู้ก็ตาม

ทำไมทศกัณฐ์และพันธมิตรต้องเป็นยักษ์

ที่มาของทศกัณฐ์เป็นการกลับชาติมาเกิดของนนทกซึ่งเป็นยักษ์ที่ทำหน้าที่ต่ำต้อย คอยล้างเท้าเทวดาที่มาเฝ้าพระอิศวร ระหว่างนนทกกำลังล้างเท้า พวกเทวดาก็ลูบหัวเล่นจนนนทกหัวล้าน เหตุการณ์ในมหากาพย์รามายณะหรือรามเกียรติ์จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้านนทกผู้ต่ำต้อยยอมสยบ สงบเสงี่ยมเจียมตัวทำหน้าที่ต่อไปจนสิ้นอายุขัย แต่ไม่ใช่เช่นนั้น นนทกลุกขึ้นสู้ เมื่อได้อาวุธคือนิ้วเพชรจึงทำการตอบโต้เหล่าเทวดาล้มตาย ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องแปลงร่างเป็นหญิงสาวมาปราบด้วยการหลอกให้ชี้นิ้วเข้าตัวเอง เมื่อนนทกต่อว่าว่าพระนารายณ์มีถึงสี่กรตัวเองจึงแพ้ พระนารายณ์จึงสาปให้นนทกไปเกิดใหม่ มีสิบหัวยี่สิบแขน พระนารายณ์จะตามไปเอาชนะอีก นนทกที่กลายมาเป็นทศกัณฐ์จึงมีสถานะของยักษ์ที่ไม่ยอมแพ้ สื่อถึงการเป็นตัวแทนของผู้ต่ำต้อย ผู้ถูกกดขี่รังแกและถูกเอาเปรียบที่ลุกขึ้นสู้ การดำเนินของเรื่องหลังจากนั้น เมื่อนนทกกลายมาเป็นทศกัณฐ์แล้วก็ถูกตามไปฆ่าเผ่าพงศ์วงศ์ยักษ์ที่ไม่ยอมสยบต่อเทวดาเกือบหมดสิ้น ที่เหลืออยู่คือผู้ที่สยบยอมต่อเหล่าเทวดา เป็นการสื่อว่าบรรดาผู้ต่ำต้อยจะต้องยอมสยบต่อบรรดาผู้อยู่ในชนชั้นที่เหนือกว่าคือบรรดาเทวดาและพรรคพวกเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะต้องถูกฆ่าล้างผลาญหมดโคตร 

เทียบเคียงกับการแบ่งชั้นวรรณะในอินเดียก็คือการสื่อถึงบรรดาผู้มีวรรณะต่ำที่ต้องยอมรับ ยอมสยบต่อผู้มีวรรณะสูงโดยไม่มีเงื่อนไข มิฉะนั้นก็จะถูกประทับตราว่าเป็นยักษ์แข็งข้อ จะต้องถูกฆ่าถูกลงโทษข้ามชาติข้ามภพไม่รู้จบดังที่นนทกได้ประสบ

ทําไมทหารพระรามต้องเป็นลิง

ลิงซึ่งพูดได้ รับคำสั่งได้ มีพฤติกรรมเหมือนคนทุกประการนั้นสื่อถึงบรรดาคนผู้ต่ำต้อย บรรดาผู้คนซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของสังคมที่นอกจากต้องแบกภาระหนักในการครองชีพแล้ว ยังต้องมีหน้าที่รับใช้ชนชั้นสูงจนตัวตายโดยไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นที่รับรู้ และไม่เป็นที่ยอมรับ แม้ว่าหน้าที่นั้นเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของชนชั้นสูงก็ตาม

ทำไมหนุมานซึ่งแสนจะเก่งกาจจึงครองเมืองไม่ได้

หลังชนะศึกทศกัณฐ์ พระรามให้หนุมานร่วมครองเมืองอโยธยากึ่งหนึ่ง หนุมานให้เกิดความรู้สึก "เร่าร้อนฤทัยดังไฟกัลป์" ทนอยู่บนบัลลังก์ไม่ได้ต้องคืนเมืองให้พระราม พระรามจึงแผลงศรนำทางให้ไปสร้างเมืองชื่อนพบุรีให้ใหม่ ปรากฏว่าหนุมานก็ยังออกท่าลิงเกาแกะร่างกาย ท่าทางไม่สง่า ไม่สมเป็นเจ้าเมือง เป็นที่ดูถูกของบริวารจนต้องคืนเมืองให้พระรามอีก สื่อถึงภาวะที่ต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าอยู่ในกลุ่มคนชั้นต่ำ เทียบได้กับลิง ถึงจะอยู่ในตำแหน่งของคนของชนชั้นสูง ลิงหรือคนชั้นต่ำก็ไม่มีทางจะเป็นใหญ่ ไม่มีทางปกครองคนได้ ไม่มีทางจะมีบุคลิกสง่างามเหมือนคนหรือเหมือนชนชั้นสูงได้ ต้องย้อนกลับไปเป็นลิง เป็นคนชั้นต่ำตลอดไป

ว่าด้วยท้าวมาลีวราช

โดยสถานะมีโอกาสที่จะรู้ภูมิหลังของสีดาว่าเป็นลูกสาวของทศกัณฐ์ ก็ไม่สนใจสืบสาว รู้ทั้งรู้ว่าพระรามเป็นนารายณ์อวตารซึ่งไม่มีทางแพ้ ก็ยังแช่งทศกัณฐ์ซ้ำ รู้ทั้งรู้ว่าทศกัณฐ์คือนนทกผู้ต่ำต้อย ผู้ถูกรังแก ผู้ถูกสาป ก็ยังเอาประเด็นความไม่รู้ว่าสีดาคือลูกสาวของตัวเองของทศกัณฐ์มาซ้ำเติม การลักพาเมียคนอื่นนั้นไม่ดีแน่นอน แต่มีคำถามว่า เป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปเองตามกิเลสตัณหาของทศกัณฐ์หรือเป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วที่จะผลาญวงศ์ยักษ์ ฐานเป็นคนชั้นต่ำที่บังอาจแข็งข้อต่ออำนาจชนชั้นสูง หากทศกัณฐ์ไม่ขโมยเมียพระราม ไหนเลยจะได้ผลาญยักษ์ ท้าวมาลีวราชก็รู้ว่าพระรามเป็นนารายณ์อวตารมาเพื่อผลาญยักษ์ หากไม่ต้องการให้มีการตายกันมากมายก็เพียงเอาข้อเท็จจริงที่สีดาเป็นลูกทศกัณฐ์ ซึ่งเทวดาทั้งหลายก็รู้และก็ได้สมรู้ร่วมคิดเลี้ยงดูสีดามาตั้งแต่เล็ก มาบอกให้ทศกัณฐ์รู้เท่านั้น เรื่องก็จะจบด้วยดีแต่ไม่ทำ เป็นความหลายมาตรฐาน เป็นการเลือกปฏิบัติ และเป็นความลำเอียงอย่างยิ่งของกระบวนการยุติธรรม เป็นไปตามแผนที่จะผลาญยักษ์

ข้อสังเกต

พระรามแม้จะเก่งกาจมีฤทธิ์เดชมากมายก็จะไม่ชนะทศกัณฐ์ได้ถ้าไม่มีลิง ตลอดเรื่องรามายณะจึงสื่อถึงสองนัยยะคือ

นัยยะแรก ชนชั้นสูงตระหนักดีว่าจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคนชั้นต่ำคอยแวดล้อมรับใช้ เป็นผู้ผลิต เป็นผู้คอยยกให้ชนชั้นสูงยังคงสูงอยู่ได้ จึงผูกเรื่องให้ลิงหรือคนชั้นต่ำอยู่ช่วยเหลือ อยู่รับใช้ตลอด ยอมเจ็บยอมตายแทนเพียงเพื่อให้ชนชั้นสูงได้สมประสงค์

อีกนัยยะหนึ่งคือ แม้คนชั้นต่ำจะยอมเจ็บยอมตายเพื่อชนชั้นสูงแล้วก็อย่าหมายว่าจะตีเสมอได้ อย่าหมายว่าจะได้ครองตำแหน่งเสมอได้ เพราะจะเกิดภาวะ "เร่าร้อนฤทัยดังไฟกัลป์" เป็นการแยกกันชัดเจนระหว่างเทวดากับคนออกจากลิง อำนาจการปกครองและการบริหารเป็นของคนหรือชนชั้นสูง ลิงนั้นอย่างดีก็สมควรเพียงได้รับรางวัลเป็นสิ่งของ หลังจากนั้นก็จงรับใช้ต่อไป จงต่ำต้อยต่อไป ต้องเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองของชนชั้นสูงและบริวารซึ่งประกาศตัวเป็นคนดีในอาณัติชนชั้นสูงเท่านั้น ไม่ต้องมีสิทธิมีเสียง ไม่ต้องมีส่วนในการปกครองเพราะเป็นเพียงลิง หากไม่ยอมรับสถานะดังกล่าวก็จะถูกนับถูกประทับตราให้เป็นยักษ์ที่ไม่ยอมสยบซึ่งจะถูกตามไปทำลาย ไปบดขยี้จนไม่มีที่ยืนและที่อยู่ ต้องตระหนักว่าลิงนั้นก็คือลิง ให้มีจำนวนมากเพียงใดหรือเก่งเพียงใดก็คือลิง

เหตุการณ์อื่นๆ ตลอดเรื่องเป็นเพียงศิลปะการดำเนินเรื่องให้สนุกชวนติดตามเท่านั้น


2 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1433349309


รามายณะ มหากาพย์กับพุทธศาสนา โดย กลิ่นบงกช
มติชนรายวัน 3 มิถุนายน 2558


ได้ อ่านบทความชื่อ รามายณะ มหากาพย์แห่งชนชั้น ของ นพ.สมเกียรติ ธาตรีธร ซึ่งลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 หน้า 21 แล้ว ถูกใจมากตามมุมมองของท่าน บทความนั้น พอสรุปใจความเชิงสงสัยได้ 5 ประเด็น คือ

1.ทำไมฤๅษีวาลมิกิ ผู้แต่งรามายณะหรือรามเกียรติ์ จึงแต่งให้นางสีดา เป็นลูกของทศกัณฐ์ แล้วต่อมาทศกัณฐ์ต้องใช้ชีวิตยักษ์เป็นจำนวนมาก เพื่อทำสงครามแย่งเอาลูกสาวของตนมาเป็นเมีย

2.ทำไม ผู้แต่งรามเกียรติ์จึงแต่งให้กำลังรบของทศกัณฐ์เป็นยักษ์และเป็นยักษ์ที่ ชั่วช้าเลวทราม ขนาดทำสงครามเพื่อแย่งลูกสาวของตนมาทำเมีย

3.ทำไม ผู้แต่งรามเกียรติ์ จึงแต่งให้ลิงเป็นทหารของพระราม โดยมีหนุมานเป็นหัวหน้าลิง แล้วแต่งให้ทหารลิงเก่งกว่ายักษ์สามารถปราบยักษ์ได้ราบคาบ พวกลิงแม้จะตาย แต่พอลมพัดมาอ่อนๆ พวกลิงก็ฟื้นมารบได้อีก แต่พวกยักษ์เมื่อตายแล้วก็ตายเลย

4.ทำไมผู้แต่งรามเกียรติ์ จึงแต่งให้หนุมานผู้ซึ่งช่วยพระรามฆ่ายักษ์ แล้วนำนางสีดากลับมาได้ แต่ไม่มีวาสนาจะครองเมืองได้

5.ทำไม ผู้แต่งรามเกียรติ์ จึงแต่งเรื่องท้าวมาลีวราช ผู้เป็นพรหมผู้ทรงธรรม แต่แต่งให้ไม่ทรงธรรมคือหมายความว่า เมื่อให้พระพรหมมาลีวราชผู้ทรงธรรมมาตัดสินคดีทศกัณฐ์ทำสงครามแย่งเมียพระ รามแล้วทำไมไม่แต่งให้ท้าวมาลีวราชวินิจฉัยว่า นางสีดานั้นเป็นลูกทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จะเอามาเป็นเมียไม่ได้ เมื่อวินิจฉัยอย่างนี้แล้ว เรื่องก็จะจบ แต่ท้าวมาลีวราชไม่พูดความจริง กลับพูดเข้าข้างทศกัณฐ์ทำนองเห็นใจทศกัณฐ์ โดยใช้คำพูดพอสรุปได้ว่า อันนางสีดานี้เป็นหญิงงามหาหญิงในสามโลกเทียบไม่ได้ แม้แต่ตัวกูผู้ทรงธรรมก็ยังหวั่นไหวเพราะความสวยงามของนาง หากแต่กูอาศัยอุเบกขาญาณจึงกลับใจได้

ใน บทความดังกล่าวคุณหมอได้อธิบายอย่างน่าอ่าน แต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ ผู้สนใจโปรดอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเองก็แล้วกัน สำหรับบทความต่อไปนี้จะกล่าวมุมมองของผู้เขียนเท่านั้น



ผู้เขียนบทความนี้มีความเห็นเหมือนกันกับคุณหมอที่ว่าฤๅษีวาลมิกิมีนัยยะทางการเมืองในการแต่งเรื่องรามเกียรติ์ แต่นัยยะในมุมมองของผู้เขียน มองว่า ฤๅษีวาลมิกิมุ่งกดพระพรหมให้ตกต่ำ และมุ่งสร้างศรัทธาในพระเจ้าองค์ใหม่ที่ตัวสร้างขึ้นแทนพระพรหมซึ่งผู้เขียน จะขยายความต่อไป

หากเรา ศึกษาเรื่องภารตวิทยา คือความรู้เรื่องดินแดนอินเดีย เราจะพบว่า ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้น ประชาชนอินเดียนับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งศาสนานี้สอนว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในโลก มนุษย์พระพรหมเป็นผู้สร้าง แม้แต่โลกพระพรหมก็เป็นผู้สร้าง แต่เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระองค์กลับสอนตรงกันข้ามกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ กล่าวคือเมื่อพูดถึงกำเนิดโลก พระองค์ก็ตรัสไว้ในอัคคัญญสูตรว่าโลกเกิดโดยธรรมชาติ พระพรหมมิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เมื่อพูดถึงการเกิดของมนุษย์ พระองค์ก็ตรัสว่า มนุษย์เมื่อเริ่มแรกปฐมกับป์เกิดโดยโอปปาติกะคือลอยเกิดขึ้น ส่วนมนุษย์ยุคหลังจากนั้น เกิดจากพ่อแม่อยู่ร่วมกัน

เมื่อ พระพุทธเจ้าสอนความจริงที่เห็นกันชัดๆ อย่างนี้ ชาวอินเดียสมัยนั้นจึงนับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เมื่อชาวอินเดียเกือบทั้งประเทศนับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในยุคนั้นจึงรุ่งเรืองเหมือนแสงอาทิตย์ ส่วนศาสนาพราหมณ์ร่วงโรยอับแสงเหมือนแสงหิ่งห้อย

ประชาชน ชาวอินเดียส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนา ชาวพุทธอินเดียต่างก็พูดสรรเสริญพระพุทธเจ้ากันปากต่อปาก คำพูดสรรเสริญพระพุทธเจ้าอย่างอื่นหมื่นแสนพวกพราหมณ์พอฟังได้ แต่มีอยู่คำหนึ่งที่พราหมณ์ฟังไม่ได้ เพราะฟังไปแล้วมันแสนจะขมขื่น คำพูดคำนั้นก็คือ คำพูดว่าพระพรหมมากราบบูชาพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมนุษย์ในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวไว้ว่า ในสมัยนั้นชาวชมพูทวีปลือกันทั่วว่า พระพรหมมาเฝ้าพระพุทธเจ้า มากราบ ไหว้พระพุทธเจ้า พวกพราหมณ์ฟังคำนี้แล้วยากที่จะทำใจได้ เพราะพวกพราหมณ์บูชาพระพรหมกับทั้งพระพุทธศาสนาก็เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับ ศาสนาพราหมณ์ แล้วในเมื่อพระพรหมมากราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าเสียเช่นนี้พวกพราหมณ์จะอดสูใจ ขนาดไหน

อนึ่ง การที่พวกพราหมณ์ได้ฟังว่า พระพรหมมากราบไหว้พระพุทธเจ้ายังพอทน แต่ที่พวกพราหมณ์ฟังไม่ได้จริงๆ ก็คือการที่ชาวบ้านพูดกันว่า ขณะชาวบ้านกำลังนำอาหารเลิศรสมาทำพิธีเผาเพื่อบูชาพระพรหมอยู่นั้น พระพรหมก็ปรากฏกายให้เห็นแล้วกล่าวกับ ชนผู้บูชาพระพรหมอยู่ว่า การที่พวกท่านนำอาหารมีค่ามากมาเผาบูชาเรานั้น เป็นการสูญเปล่า หาประโยชน์มิได้ ขอให้ท่านน้อมนำอาหารเลิศรสต่างๆ ไปถวายพระอรหันต์ที่ท่านนั่งคอยอยู่ในบ้านของท่านจะมีอานิสงส์มากกว่าบูชา เราด้วยการเผาของมีราคาเช่นนี้ (เรื่องนี้ปรากฏในพระไตรปิฎกผู้เขียนจำไม่ได้ว่าสูตรใด) ชาวบ้านผู้บูชาพระพรหมได้เห็นพระพรหมปรากฏกายให้เห็นพร้อมแนะนำความจริงเช่น นั้นก็เลยเลิกบูชาพระพรหม หันมานับถือพระพุทธศาสนา 

คำพูดเช่นนี้แหละที่พวกพราหมณ์อดทนไม่ได้และก็คงมีความแค้นใจที่พระพรหมไม่ไว้หน้าตนทั้งที่ตนก็นับถือบูชาพระพรหมอยู่



เมื่อ พวกพราหมณ์มีความรู้สึกเสียหน้า จึงเกิดการประชดเลิกบูชาพระพรหมโดยตั้งพระเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมาแทน ผู้ที่เป็นหัวหอกในการเลิกบูชาพระพรหมและหาพระเจ้าองค์ใหม่แทนพระพรหมก็คือ ศังกราจารย์ ผู้นี้เกิดเมื่อปี พ.ศ.1331-1361 เขาแอบไปบวช แล้วศึกษาพระไตรปิฎกจนช่ำชอง แล้วสึกออกมาใช้ความรู้จากพระพุทธศาสนา ดำเนินการตั้งพระเจ้าองค์ใหม่ กลืนพระพุทธศาสนาเป็นฮินดู และแต่งเรื่องรามเกียรติ์หมิ่นพระพรหม เพื่อสร้างศรัทธาในพระเจ้าของใหม่ของเขา

งานขั้นแรก ของ ศังกราจารย์ ก็คือหาชื่อพระเจ้าองค์ใหม่ แทนพระอินทร์และพระพรหม ซึ่งเป็นเทพที่ชาวอินเดียรู้จักและมีนามปรากฏในพระเวท ดูเหมือนศังกราจารย์จะสร้างพระศิวะแทนพระพรหม เพราะให้เป็นผู้ สร้าง แล้วสร้างพระวิษณุแทนพระอินทร์ ซึ่งมีผิวกายเขียวเหมือนกัน แล้วสร้างชื่อศาสนาใหม่ของเขาว่าศาสนาฮินดู แทนศาสนาพราหมณ์ แล้วสร้างกติกาให้พระวิษณุอวตารมาเกิดเพื่อปราบคนชั่ว 

แผนการขั้นที่ 2 ก็คือกลืนพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาฮินดู โดยวิธีที่ชาวพุทธรับไม่ได้ กล่าวคือตั้งพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระวิษณุ หรือเป็นอวตารของพระนารายณ์ แผนนี้ทำให้ชาวพุทธอินเดียที่เป็น ชาวบ้านคาดไม่ถึงว่าจะทำลายพุทธศาสนาได้อย่างไร สำหรับสงฆ์ในอินเดียยุคนั้นก็เสื่อมสุดสุดแล้ว เพราะเป็นลัทธิมหายานที่เพิกถอนวินัยอยู่ร่ำไป มิได้คำนึงถึงความเสื่อมสูญของพระพุทธศาสนา พอมาถึงพุทธศตวรรษที่ 17 เมื่อพวกมุสลิมมาทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา ทำลายวิหาร ทำลายชีวิตพระสงฆ์มหายานที่อาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างโหดเหี้ยม แล้วจากนั้นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาก็หมดสิ้นไปจากดินแดนอินเดีย และนั่นคือโอกาสอันงามของศาสนาฮินดู

แผนขั้นที่ 3 ของ ศังกราจารย์ คือแต่งรามเกียรติ์ หมิ่นพระพรหม สร้างศรัทธาในพระเจ้าองค์ใหม่ของเขา ลักษณะโครงสร้างรามเกียรติ์ของศังกราจารย์และฤๅษีวาลมิกิ ก็ คือ สร้างตัวละครฝ่ายพระพรหมให้เป็นฝ่ายคนชั่ว เช่น แต่งให้ทศกัณฐ์ชั่วถึงขนาดจะแย่งลูกสาวของตนซึ่งเป็นเมียของคนอื่นอยู่เอามา เป็นเมียของตน ทศกัณฐ์เป็นลูกของยักษ์ชื่อ ท้าวลัสเตียน ซึ่งครองกรุงลงกา ท้าวลัสเตียนเป็นลูกของพระพรหม และคงจะหมายให้เป็นพระพรหมที่มาไหว้พระพุทธเจ้านั่นแหละ

จากนี้ลองมาดูตัวละครฝ่ายดีของฤๅษีวาลมิกิบ้าง ฤๅษีวาลมิกิสร้างตัวละครฝ่ายพระศิวะให้เป็นฝ่ายดีให้มาปราบทศกัณฐ์ ผู้เป็นฝ่ายชั่ว กล่าวคือสร้างพระรามเป็นลูกของท้าวทศรถ ท้าวทศรถเป็นลูกของท้าวอัชบาล ท้าวอัชบาลเป็นลูกของอโนมาตัน อโนมาตันเป็นลูกของพระศิวะ



มูลเหตุของสงคราม เกิดจากทศกัณฐ์วางแผนแย่งลูกสาวของตนเอง ซึ่งเป็นเมียพระรามอยู่ นำมาเป็นเมียของ ตน ผลของสงครามทศกัณฐ์เป็นฝ่ายแพ้ พระรามเป็นฝ่ายชนะ การชนะของพระรามเป็นการชนะทั้งในเรื่องรามเกียรติ์ และศาสนาฮินดูชนะศาสนาพุทธในประเทศอินเดีย ถ้า จะพูดสำนวนปัจจุบัน ต้องพูดว่าชนะทั้งในจอและนอกจอ ชนะในจอก็คือในเรื่องรามเกียรติ์พระรามซึ่งเป็นฝ่ายพระศิวะชนะทศกัณฐ์ ซึ่งเป็นลูกหลานพระพรหม ชนะนอกจอก็คือฮินดูชนะพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ประเทศอินเดียเกือบทั้งประเทศนับถือพระศิวะ แทบทุกคนพร่ำภาวนาแต่คำว่าสีดารามๆ พุทธศาสนาแทบจะไม่มีเหลือ

อยาก จะบอกความจริงแก่ชาวพุทธทั้งหลายว่า เรื่องรามเกียรติ์ที่ฤๅษีวาลมิกิเขียนนั้น แกนำเนื้อเรื่องในชาดกชื่อ ทศรถชาดกไปเขียน ชื่อตัวละครเหมือนกัน ความในชาดกนั้นมีโดยสรุปว่า พระราชาพระนามว่าทศรถ (ทดรด) ครองเมืองพาราณสี พระองค์มีพระโอรส ราชธิดา 3 องค์ คือ พระราม พระลักษณม์ และนางสีดา 

ต่อมาเมื่อพระมารดาของพระรามสิ้นพระชนม์ท้าวเธอจึงมีพระมเหสีใหม่ เมื่อพระมเหสีใหม่มีพระโอรสสององค์ พระราชามีพระโสมนัสทำนองคนแก่หลงลูกชายจึงออกปากให้พรพระมเหสีใหม่ว่าต้องการอะไรให้ขอ แล้วจะพระราชทานให้ นางจึงขอราชสมบัติให้ลูกชายของตัวเอง พระราชาทศรถทรงพิโรธ ตวาดมเหสีใหม่ว่า อีถ่อยมึงจะให้ลูกชายกูฉิบหายหรือ! แล้วไม่พระราชทานให้

ต่อ มาท้าวเธอดำริว่า ธรรมดาผู้หญิงมุ่งจะเอาชนะอย่างเดียว ถ้าพระรามยังอยู่ในวัง อาจมีอันตรายแก่ชีวิต จึงให้โหรคำนวณอายุของพระองค์ว่าจะมีอายุอยู่กี่ปี โหร คำนวณแล้ว กราบทูลว่าจะมีอายุต่ออีก 12 ปี ท้าวเธอให้เรียกหาพระรามมาเฝ้า แล้วรับสั่งให้ลูกชาย ราม-ลัก ษณม์ออกไปอยู่ในป่า 12 ปี เมื่อพ่อตายแล้วให้มาเอาราชสมบัติ ในการไปอยู่ป่านางสีดาน้องสาวขอตามไปด้วยพ่อก็อนุญาต พระรามไปอยู่ป่าได้เพียง 9 ปี พ่อก็สวรรคต เมื่อพ่อสวรรคต มเหสีใหม่ก็สั่งให้เสนาบดีมอบราชสมบัติให้พระภรต ลูกชายของตน

คำ สั่งของมเหสีใหม่ พระภรตและเสนาบดีไม่เอาด้วย แต่ยกกองทัพไปเชิญพระรามมาครองเมืองแทน วันราชาภิเษกพระประยุรญาติและประชาชนน้อมถวายนางสีดา ผู้เป็นน้องสาวให้เป็นมเหสี นี่คือเนื้อความโดยสรุปในทศรถชาดกที่ฤๅษีวาลมิกินำไปแต่งเรื่องรามเกียรติ์ ผู้สนใจชาดกเรื่องนี้โปรดไปอ่านในพระไตรปิฎกเล่ม 60 หน้า 72 พิมพ์โดยมหามกุฏราชวิทยาลัยปี 2525

เท่า นั้นยังไม่พอ ! ศังกราจารย์และฤๅษีวาลมิกิยังนำเอากุณาลชาดก มาแต่งเป็นเรื่อง มหาภารตยุทธ ที่ชาวอินเดียหลงใหลอยู่ทุกวันนี้ คนไทยบางส่วนก็พลอยหลงใหลไปด้วย ความสรุปในกุณาลชาดกมีว่า นางกัณหาราชธิดาติดแม่ของพระเจ้าพาราณสี ขอมีสิทธิเลือกคู่เอง ถึงวันเลือกคู่นางเลือกพระราชบุตรพี่น้อง 5 คนของพระเจ้าบัณฑุราช เป็นสามีทั้ง 5 คน นามราชบุตร 5 คนนั่นคือ อรชุน นกุล ภีมเสน ยุธิษฐิละ และสหเทพ นางกัณหามีสามีคราวเดียวถึง 5 คนแล้ว ก็ยังไม่อิ่มในกาม ยังแอบไปสังวาสกับบุรุษเปลี้ยอีก

จุดหมายของชาดกเรื่องนี้ คือตำหนิผู้หญิงไม่อิ่มในกาม

ข้อสังเกต

ใน ทศรถชาดก นางสีดาเป็นลูกสาวของท้าวทศรถ แต่ศังกราจารย์และฤๅษีวาลมิกิเปลี่ยนมาเป็นลูกทศกัณฐ์ มีจุดมุ่งหมายอะไร มุ่งจะประณามทศกัณฐ์ผู้เป็นหลานพระพรหมว่าเลวทรามขนาดจะเอาลูกทำเมียใช่ไหม ในชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระรามเป็นอดีตชาติของพระองค์ แต่ศังกราจารย์และฤๅษีวาลมิกิเปลี่ยนเป็นอวตารของพระวิษณุ

ในกุณาลชาดก เป็นเรื่องของนางกัณหา มีสามีคราวเดียว 5 คน โดยสามีทั้ง 5 คนนั้นเป็นพี่น้องกัน ศังกราจารย์ได้เปลี่ยนดังนี้ พี่น้อง 5 คนนั้นศังกราจารย์เปลี่ยนยุธิษฐิละมาเป็น พี่ใหญ่แทนอรชุน นางกัณหาเปลี่ยนไปเป็นเทราปตี เพิ่มการทำสงครามระหว่างวงศ์บัณฑุราชกับวงศ์เการพ เพิ่มพระกฤษณะเข้ามาโดยไม่มีในชาดก

ใน การทำสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร (อยู่เมืองเดลี) อรชุนเป็นแม่ทัพฝ่ายบัณฑุราช ทุรโยชน์เป็นแม่ทัพฝ่ายเการพ เมื่อกองทัพเผชิญหน้ากันอรชุนไม่กล้าสั่งรบ เพราะล้วนแต่ญาติพี่น้องทั้งนั้น พระกฤษณะเป็นสารถีให้อรชุน เกลี้ยกล่อมอรชุนให้สั่งรบในฐานะกษัตริย์ต้องทำสงคราม คำยุของกฤษณะอินเดียยกย่องว่า เพลงขับพระเจ้า (ภควศิตะ) ผล ของสงครามอรชุนเป็นฝ่ายชนะ ศังกราจารย์ก็สรุปว่า พระกฤษณะคือพระนารายณ์อวตารมา สำหรับในกุณาลชาดกพระพุทธเจ้าตรัสว่าอรชุนเป็นอดีตชาติของพระองค์ ผู้สนใจกุณาลชาดก โปรดอ่านในพระไตรปิฎกเล่ม 62 หน้า 559 พิมพ์โดยมหามกุฏราชวิทยาลัยปี 2525

ชาวพุทธทั้งหลาย! เมื่อทราบเรื่องนี้แล้ว ขอให้มีสติ แล้วมองตากัน ส่วนใครจะหัวเราะหรือร้องไห้ก็ตามอัธยาศัยเทอญ


Tuesday, July 14, 2015

Research makes difference

จากรีวิว ใน วารสาร Science  ฉบับ 10 กค 2015 เรื่องเศรษฐศาสตร์ ได้สรุปว่า อีลิตจำนวนน้อยที่ผลิตงานออกมามากๆ ช่วยให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมใน คริสตศตวรรษที่ 18

INTELLECTUALS AND THE RISE OF THE MODERN ECONOMY
http://www.sciencemag.org/content/349/6244/141.full?utm_campaign=email-sci-toc&utm_src=email

เขารีวิวจาก งานวิจัย ของ  Mara P. Squicciarini และ Nico Voigtländer
http://www.nber.org/papers/w20219


งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์งานนี้ ศึกษา ความสัมพันธ์ของค่าต่างๆกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสตศตวรรษที่ 18 แล้วพบว่า

ปัจจัยทางด้านมนุษย์ ที่ก่อให้เกิด ปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่ใช่ การที่คนทั่วไปจำนวนมาก สามารถอ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้น อย่างที่ มาร์กซิสต์หรือปัญญาชนส่วนใหญ่คิด แต่เป็นการที่อีลิตจำนวนน้อยที่สามารถเขียนอ่านงานซับซ้อนสร้างผลงานออกมาจำนวนมากเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมสำหรับ การปฏิวัติอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เปเปอร์นี้ก็ต้องระวังการตีความผิดไปว่า ต้องเป็นชนชั้น อีลิตเท่านั้นที่สร้างงานสร้างเศรษฐกิจ ต้องอุดหนุนชนชั้นนี้ให้มากที่สุ่ด เพราะในปัจจุบัน อีลิตมันมีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เป็น trickle-down economics ที่โครงสร้างมันผิด เอาอำนาจกับความร่ำรวยไปให้แค่ 1% ด้านบน ซึ่งรวยอยู่แล้วเก่งอยู่แล้ว โดยไม่แบ่งชนชั้นล่างลงมาบ้าง มันจะซวยเอา

สิ่งที่เรานำไปได้จากเปเปอร์นี้ คือ การพัฒนาความคิดซับซ้อน จนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้ได้
ถ้าที่เปเปอร์นี้กล่าวเป็นจริง แล้วลองนำมาประยุกต์กับเหตุการณ์ปัจจุบันที่คนชั้นกลางเป็นชนชั้นมีความรู้หลักของสังคม จะพบว่า การสร้างชาติถึงขั้นเปลี่ยนคุณภาพประเทศ คือการสร้างคนที่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นอีลิตชั้นสูง แค่ระดับคนชั้นกลางก็พอ แต่เป็นการพัฒนาคนชั้นกลางที่มีคุณภาพ สามารถอ่านเขียน วิเคราะห์งานที่ซับซ้อนได้ ซึ่งสามารถต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆขึ้นมา เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่เป็นที่รองรับอนาคต ถ้าทำได้ก็จะเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปทุกวงการ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ หรือ ระบอบการปกครอง เช่น ประชาธิปไตย จะงอกงามจากสังคมอุดมปัญญาเช่นนี้เท่านั้น


มีเกร็ดที่น่าสนใจ ว่า ในสมัยพระนารายณ์มหาราช สยามเจริญเฟื่องฟู เข้มแข็งทั้งวิชาการและการเงิน จนสามารถผลิตปืนใหญ่อยุธยา ให้ได้รับการยอมรับจากโชกุนของญี่ปุ่นถึงคุณภาพและสมรรถนะ และสามารถส่งไปช่วยฝรั่งเศสปฏิวัติได้ (พอดีวันที่ 14 กค พอดี ที่เขียน)


ทั้งนี้ คงเป็นผลมาจากการเรียนรู้และการตกผลึกทางวิทยาการจากตะวันตกนั่นเอง แต่เสียดายว่า จากการรัฐประหารของ พระเพทราชา ทำให้เกิดการไล่ต่างชาติออกไป ไม่มีการต่อยอดและพัฒนาวิทยาการเหล่านี้ในช่วงอยุธยาตอนปลายและต่อมาจนต้นยุครัตนโกสินทร์จึงทำให้รัฐสยามไม่สามารถปฏิวัติตัวเองเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอันเป็นพื้นฐานของการเป็นมหาอำนาจนั่นเองครับ

(เครดิต คุณ Danai Bawornkiattikul ในคอมเม้นต์ของ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152147870996954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=1&hc_location=ufi )

ซึ่งมันก็น่าเสียดายจนถึงปัจจุบันที่เมืองไทย คนพออ่านออกเขียนได้ แต่ขาดความรู้ มีความยับยั้งชั่งใจ ดูขนาดงานของนาซ่า ที่เกี่ยวกับรายงาน
breakthrough ภาพดาวพลูโตจากยาน
New Horizon ที่ใช้เวลาถึง 9 ปีในการไปเก็บรูปนี้  คนไทยที่พอเล่นคอมได้ ยังไปเกรียนจนเละเทะมาแล้ว ดูที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10204163114470105&set=a.1160978076644.2021739.1593591073&type=1&theater

ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศ โดน รัฐประหารชัทดาวน์ เพื่อแช่แข็งประเทศ เช่นเดียวกับสมัยพระเพทราชา ความอิสระทางความคิดไม่มี ความเชื่อมั่นในอนาคตไม่มี คนก็ไม่กล้าคิด ใช้ชีวิตไปวันๆ ก็ลืมได้เลยเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะสร้างชาติสำหรับอนาคต ในระดับชาติจากรัฐ เราขาดจุดตรงนี้ไปแล้ว เราก็หวังว่า อย่างน้อย ภาคเอกชนไทย ชาวบ้านชาวช่องไทยจะ ไม่หลับใหล ค่อยๆกันทำงาน สร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐ เผื่อในภายภาคหน้าที่ บรรยากาศผ่อนคลาย เอื้อต่อการใช้ปัญญา ประเทศจะได้ใช้ตรงนี้ในการเติบโตได้ทันที

การที่เราต้องสร้างความรู้ไว้ เป็นสิ่งสำคัญมาก หวังว่าจะมีคนธรรมดาทั่วไป ที่หวังจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเหลืออยู่ ทีทำงานกันเต็มที่ สุดท้ายนี้ขอฝากคติเตือนใจจาก
มากาเร็ต มีด นักมนุษยวิทยาชาวอเมริกัน ว่า
“อย่าสงสัยเลยว่า พลเมืองที่ช่างคิดและจริงจังเท่านั้นแหละที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีคนกลุ่มอื่นทำได้”

Saturday, July 11, 2015

ป่ากับฝน

from https://www.facebook.com/notes/prin-niamskul/%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9D%E0%B8%99/1023950247629253?__mref=message_bubble

by Prin Niamskul


ป่ากับฝน


วันนี้เรามาคุยกันในประเด็นของกลศาสตร์การถ่ายเทระดับใหญ่กันนิดๆและเอี่ยวกับระบบกลศาสตร์ของสิ่งแวดล้อมกันหน่อยๆ  ประเด็น ป่าทำให้เกิดฝน หรือ ฝนทำให้เกิดป่า มีที่มาจากข้อถกเถียงใน หว้ากอ in wonderland ที่พูดถึงโมเดลการเกิดฝนเชิงกลศาสตร์ความร้อนอันนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะมาคุยกันให้เรารู้จักธรรมชาติของเรามากขึ้น
-------------------------------------------------------
การเกิดของฝน

เมฆ คือไอน้ำที่กลั่นตัวเป็นละอองน้ำ แต่ด้วยขนาดที่มันเล็ก มันจึงยังไม่สามารถเอาชนะแรงยกของกระแสลมและตกลงมา การที่เมฆจะกลายเป็นฝน ต้องอาศัยความปั่นป่วนของลมทำให้ละอองเหล่านี้ชนกัน จับตัวเป็นหยดขนาดใหญ่จนชนะแรงต้านของกระแสลมและตกลงมา และเนื่องจากลม มีการเคลื่อนที่จากแหล่งความกดอากาศสูง (ที่เย็น ความถ่วงจำเพาะอากาศสูง จึงหนัก) ไปสู่แหล่งความกดอากาศต่ำ (ที่ร้อน ความถ่วงจำเพาะอากาศต่ำ อากาศจึงลอยตัว)ณ จุดที่มีการยกตัว เป็นจุดที่เกิดความปั่นป่วน และทำให้เกิดการปะทะกันของละอองน้ำ กลั่นตัวลงมาเป็นฝน จุดสำคัญ อากาศนั้นต้องมีความชื้น

ในแง่การเกิดฝน

รูปแบบการเกิดฝนในระดับพื้นที่ แบ่งใหญ่ๆได้ 3 รูปแบบ[1][2]
1. เกิดจากการพาของความร้อน (Convection) มักเกิดในวันที่ร้อนจัด อากาศถูกพาขึ้นไปสู่ด้านบนและกลั่นตัวตกลงมา


2. เกิดจากการเคลื่อนตัวผ่านสันเขา (Orthographic) เมื่อมวลอากาศอุ่นถูกพาเข้าสู่แนวเขาและยกตัวขึ้น อุณหภูมิอากาศจะลดลง ทำให้เกิดการกลั่นตัวเป็นฝน


3. เกิดจากการเคลื่อนตัวเข้าหากันของมวลอากาศร้อนและอากาศเย็น (Weather front) เพราะมวลอากาศร้อนมีความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าก็จะถูกดันขึ้นด้านบน อุณหภูมิลดลง ก็เกิดการกลั่นตัวเป็นฝน


สำหรับ ในแง่ความร้อน ต้นไม้ มีการระบายความร้อนออกด้วยการระเหยของน้ำ อุณหภูมิสัมผัสของผิวใบที่จะสูงจนสร้างแรงยกตัวของลมนั้นน้อยกว่าพื้นดินที่ไร้สิ่งปกคลุม ดังนั้น กำลังที่จะดึงอากาศภายนอกเข้ามา ดึงความชื้นและเมฆฝนเข้ามาตกในพื้นที่จึงน้อยกว่า ตรงนี้ ถ้านับเฉพาะผลทางความร้อน แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่า พื้นที่ๆไม่มีต้นไม้นั้น ความชื้นจะน้อยกว่า แม้พื้นดินจะร้อนขนาดไหน พาอากาศร้อนขึ้นสูงไปยังไงถ้าพื้นที่ไม่มีความชื้นฝนก็ไม่ตก

ดังนั้นในการบ่งชี้เหตุว่า มีป่าฝนตกมากกว่า หรือมีป่าฝนตกน้อยกว่า ในระดับพื้นที่ภูมิภาค จึงตอบไม่ได้ถ้ามองแค่เฉพาะความร้อนและการขยายตัวอย่างเดียว

ในแง่การพาความชื้นจากมหาสมุทรสู่พื้นดิน 

แต่ทีนี้ถ้าหากเรามองการเกิดฝน ในขนาดที่ใหญ่กว่าในพื้นที่หนึ่งๆล่ะ ในวงจรสภาวะอากาศ ถ้าเรามองในขนาดที่ใหญ่ขึ้น แหล่งความชื้นที่สำคัญคือทะเล แหล่งความกดอากาศสูงที่สำคัญก็คือบนบก อันนี้ ถ้าหากความแตกต่างอุณหภูมิสูงกระแสลมก็ควรไหลพาจากด้านเย็นไปสู่ด้านร้อนได้มาก ก็ควรพาความชื้นขึ้นไปได้มากกว่าถูกไหม

สำหรับประเด็นตรงนี้ เมื่อได้ทำการศึกษาถึงการพาความชื้นเข้าลึกสู่แผ่นดินของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ต่างกัน ผลปรากฏว่า พื้นที่ป่า ความชื้น หรือฝน ถูกพาเข้าสู่แผ่นดินได้ ลึกกว่ามากแบบมีนัยสำคัญ[3]

ในแง่ของสิ่งที่ผมทราบ ฝน ที่ตกผ่านป่าจะถูกกีดขวางไม่ให้ไหลไปเร็วนัก และความชื้นนั้นก็จะถูกซับลงสู่ดิน ไปเป็นระดับน้ำใต้ดินได้มาก ซึ่งถ้าฝนนั้นตกในพื้นที่โล่งเตียน ไม่มีอุปสรรคการไหล น้ำนั้นก็จะไหลออกไปจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว อันนื้คือการกักน้ำของป่า และเราจะสามารถสังเกตได้ว่า ในป่า มีความชุ่มชื้น ในป่าขาจะมีพวกตาน้ำ มีลำธารขนาดเล็กอยู่ได้ เป็นความชื้นที่ป่านั้นเก็บกักไว้ ค่อยๆไหลออกมา น้ำฝนที่ตกลงมาจึงไม่เหือดแห้งไปหมด มีน้ำค่อยๆไหลออกมาได้ตลอดปี

อีกส่วนหนึ่ง ต้นไม้ กันการไหลออกไปของน้ำอย่างรวดเร็ว มันก็เป็นตัวระเหยน้ำออกผ่านทางกระบวนการคายน้ำจากปากใบ ซึ่งมีพื้นที่ผิวมหาศาล ป่านั้นมีทั้งกลไกการกัก
และกระจายน้ำออกสู่บรรยากาศอย่างต่อเนื่อง และนั่น ก็อาจเป็นเหตุผลให้ ความชื้นที่ปรกติจะไหลกลับลงทะเล ยังถูกหอบพากลับเข้าลึกไปสู่แผ่นดินได้ต่อเนื่อง ถ้าไมมีมนุษย์มาทำลาย ป่าจะมีความสามารถรุกคืบเข้าไปในแผ่นดินที่ลึกๆได้ และสามารถพาความชื้นเข้าไปในแผ่นดินได้ลึกกว่าที่ไม่มีป่าไม้อยู่


 ในกรณีการอนุรักษ์น้ำของเมืองยุคใหม่ การปรับผังเมืองให้มีพื้นที่ซับน้ำด้านใต้เมืองก็เป็นทางออกหนึ่งของการอนุรักษ์น้ำ[4]
เมื่อกลับมาที่หัวข้อเรื่อง ป่าทำให้เกิดฝน หรือป่าไม่ทำให้เกิดฝน ป่า ก็ไม่เกี่ยวโดยตรงกับกลไกการเกิดฝนตกทั้ง 3 รูปแบบ แต่มันเป็นตัวส่งต่อความชื้น ที่เป็นเงื่อนไขให้กับการเกิดฝนตกอีกทีหนึ่ง ป่าทำให้ฝนที่ตกลงมานั้นคงอยู่ในพื้นที่ ค่อยๆระบายออก และส่งต่อความชื้นลึกเข้าไปในแผ่นดิน ทำให้เกิดความชุ่มชื้น เป็นปัจจัยให้เกิดฝนในแผ่นดินที่ลึกเข้าไป แทนที่จะบอกว่า ป่าทำให้เกิดฝน เราน่าจะบอกว่า ป่า เป็นตัวส่งต่อความชื้นเข้าสู่แผ่นดินที่ลึกเข้าไปในทวีปจะถูกต้องกว่า
-------------------------------------------------------
อ้างอิง
[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Precipitation_types
[2] http://www.royalrain.go.th/royalrain/uploads/vcharkarn/ZR2014.pdf
[3] http://www.hydrol-earth-syst-sci.net/11/1013/2007/hess-11-1013-2007.pdf
[4] http://www.sswm.info/category/concept/water-cycle

Monday, June 29, 2015

น้ำขึ้น น้ำลง น้ำแล้ง : โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

บทความนี้ให้ภาพสังคมไทย กับ น้ำได้ดี

from 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1435543211

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

มติชนรายวัน
วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558



คลองสายหนึ่งในกรุงเทพฯ รูปนี้น่าจะถ่ายสมัย ร.5 

มีผู้คาดว่าน่าจะเป็นย่านที่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ แต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่มีคำอธิบาย

มีเรือนตลาดแบบจีนติดกันเป็นแถว เรียกเรือนแถว แล้วมีบันไดท่าน้ำทอดพาดเรียงกันลงในคลอง สำหรับขนถ่ายสิ่งของขึ้นลงเรือ และเป็นทางลงตักน้ำใช้น้ำกิน กับอาบน้ำ

ช่วงเวลากลางวัน น้ำลงเหลือติดก้นคลอง สองฝั่งเห็นโคลนตม เรือติด จนต้องจอดเกยฝั่งอยู่อย่างนั้น เหลือแอ่งน้ำท้องคลองไว้ให้เรือเล็กแล่นไปมาได้ เรือใหญ่แล่นไม่ได้ 

พอตกกลางคืน น้ำจะขึ้นเต็มฝั่งตามปกติ เป็นอย่างนี้ชั่วนาตาปีสำหรับพื้นที่ใกล้ทะเล อยู่ใต้อิทธิพลของน้ำทะเลขึ้นลง

ปลาตีนริมคลองน้ำลง

เมื่อนุ่งกางเกงขาสั้นเรียนมัธยม ผมเคยอาศัยบ้านญาติอยู่ริมคลองวัดดาวดึงษ์ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี (เข้าออกโดยลงเรือข้ามฟากที่ท่าพระอาทิตย์ ถนนพระอาทิตย์ทุกวันนี้) 

ยุคนั้นยังไม่มีน้ำประปาเข้าไป ผมต้องรอเวลาน้ำขึ้นคอยตักน้ำจากคลองไปแกว่งสารส้ม รอตกตะกอน แล้วช้อนน้ำใสข้างบนใส่ตุ่มไว้ใช้ บางทีน้ำขึ้นกลางวัน แต่บางทีก็ขึ้นกลางคืนตอนดึกๆ ต้องถ่างตารอน้ำขึ้น(ให้รีบตัก)

ถ้าน้ำลงตอนกลางวันจะเห็นปลาตีนแหวกโคลนตมตามริมคลองวัดดาวเต็มไปหมด ผมตื่นเต้นมากๆ เพราะเด็กบ้านนอกเป็นที่ดอนไม่เคยเห็นปลาตีน

ที่เห็นน้ำขึ้นน้ำลงอย่างนี้ได้ในกรุงเทพฯ เพราะเป็นยุคไม่มีเขื่อนควบคุมน้ำ

[เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เปิดใช้งาน 7 กุมภาพันธ์ 2500 หลังจากนั้นมีเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เปิดใช้งาน 17 พฤษภาคม 2507]

แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อน้ำลงในหน้าแล้ง จะเหลือน้ำไหลปิดท้องน้ำเท่านั้น มองเห็นโคลนตมและเศษขยะสิ่งของสองข้างตลิ่ง(แบบเดียวกับคลองในรูปประกอบ)

เมื่อเดินลงเรือข้ามฟากดูน่ากลัวหกล้มตกโคลน เพราะสะพานทอดลงโป๊ะเรือจะชันกว่าตอนน้ำขึ้น

คนกรุงเทพฯสมัยนั้นมองเป็นเรื่องปกติของหน้าแล้ง เพราะมีให้เห็นทุกปี

Wednesday, June 03, 2015

นิสัยที่แท้ของคนไทย

อ่านบทความอาจารย์ โกวิท แล้ว คิดออกมาได้ดังนี้ (ดูต่อด้านล่าง)

กรมพระยาดำรงราชานุาภาพทรงเคยดำรัสว่า อุปนิสัยคนไทยคือ การรักความเป็นไทย ปราศจากวิหิงสา รู้จักประสานประโยชน์

คนไทยทั่วไปเข้าใจตัวเองว่า อุปนิสัยคนไทยคือ ความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

แต่ รูธ เบเนดิกต์ ปรมาจารย์ของวิชามานุษยวิทยา ผู้เขียนหนังสือ "ดอกเบญจมาศกับดาบซามูไร" ที่ พลเอก แมคอาเธอร์ใช้เป็นตำราในการปกครองญี่ปุ่น ซึ่งถือว่า เป็น "การยึดครองประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างวิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์" กลับบอกว่า ความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่น่าจะเป็นนิสัยเฉพาะของคนไทย เพราะว่า ทุกสังคมการเกษตรจะมีนิสัยแบบนี้
รูธ ได้ฟันธงว่า นิสัยเฉพาะของคนไทย คือ "คนไทยมีนิสัยชอบซ้ำเติมคนที่พลาดพลั้งจากการถูกหลอกลวงหรือถูกทำร้าย แต่ไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าคนที่หลอกลวงหรือทำร้ายคนอื่นนั้นมีความผิดแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังไม่ค่อยจะเห็นว่าการหลอกลวงหรือการทำร้ายบุคคลอื่นนั้นจะเป็นการกระทำที่เลวร้ายอะไรนัก" 

นี่ก็เป็นความเห็นฝรั่งคนหนึ่งเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ก็ไม่แน่ใจว่า ปัจจุบัน ยังเป็นจริงไหม

ถ้าแค่สมน้ำหน้า คิดว่า มีทุกชาติ แต่ เอาหนักๆแบบนี้ อาจจะมีที่จีน กับ อินเดีย ที่อินเดียน่าจะใช่เลย แบบ กรณี ข่มขืน ผญ บนรถบัสประจำทาง คนในสังคมก็มีกระแสคิดแบบเดียวกัน


---------------------------------------------
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1433313206

รูธ เบเนดิกต์ โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์


ที่มา:มติชนรายวัน 3 มิ.ย.2558
รูธ เบเนดิกต์ เป็นปรมาจารย์ของวิชามานุษยวิทยา (Anthropology) ที่จัดว่าเป็นวิชาการสาขาใหม่ที่ศึกษาทำความเข้าใจมนุษย์ เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามต่างๆ ในเรื่องของมนุษยชาติในประเด็นของวิวัฒนาการของมนุษย์ และสังคมวัฒนธรรมมนุษย์เริ่มปรากฏตัวบนโลกครั้งแรกเมื่อไหร่ ไปจนถึงประเด็นที่ว่าทำไมมนุษย์ในแต่ละสังคมทั่วโลกจึงแตกต่างกันทั้งทาง พัฒนาการและวัฒนธรรม


รูธ เบเนดิกต์ เขียนหนังสือเรื่อง Patterns of Culture (1934) ซึ่งหัวใจของหนังสือเล่มนี้คือ "วัฒนธรรม (วิถีการดำเนินชีวิต-ไม่มีดีไม่มีเลว เช่น คนไทยกินข้าว ฝรั่งกินขนมปัง หรือคนไทยเผาศพ คนจีนฝังศพ เป็นต้น) มีแบบแผนสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมนั้น" หรือจะเน้นให้ชัดเจนก็คือ "วัฒนธรรมก็คือบุคลิกภาพของคนในสังคมนั่นเอง"

รูธ เบเนดิกต์ เป็นสุภาพสตรีผู้ที่ทำการศึกษาเรื่องลักษณะนิสัยประจำชาติของไทยและของ ญี่ปุ่น สำหรับกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากทั้งประเทศญี่ปุ่นและไทยนั้นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา ทางกระทรวงกลาโหมอเมริกันก็เลยอยากรู้จักศัตรูของเขาให้ถ่องแท้ เข้าทำนอง "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะทั้งร้อยครั้ง" นั่นแหละ

ผลงานรูธ เบเนดิกต์ เกี่ยวกับลักษณะนิสัยประจำชาติของญี่ปุ่นนั้นเป็นที่แพร่หลายรู้จักกันดี ทั่วโลก โดยถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อเรื่องคือ The Chrysanthemum and the Sword-ดอกเบญจมาศกับดาบซามูไร ซึ่งหนังสือเล่มนี้กองทัพสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของนายพลแมคอาเธอร์ ยึดถือเสมือนคัมภีร์ไบเบิลในการปกครองชาวญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถือว่าเป็นการยึดครองประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างวิเศษที่สุดในประวัติ ศาสตร์เลยทีเดียว

ส่วนงานของรูธ เบเนดิกต์ เกี่ยวกับประเทศไทยนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก เพราะไม่ได้ถูกตีพิมพ์เป็นเล่มในภาษาอังกฤษ แต่ทางเมืองไทยได้แปลออกมาพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้ว โดยพรรณี ฉัตรพลรักษ์ ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2524 โน่น ยังพอหาอ่านได้ตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ชื่อเรื่องคือ Thai Culture and Behavior ส่วนชื่อหนังสือภาษาไทยคือ "วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย"

งานวิจัยเกี่ยวกับนิสัยประจำชาติคนไทยนี้ รูธ เบเนดิกต์ทำเสร็จแล้วส่งให้กระทรวงกลาโหมอเมริกันตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2486 เธอเสียชีวิตในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2491 รวมอายุได้ 61 ปี 

สิ่งที่จะต้องระลึกไว้ตลอดเวลาก็คือองค์ประกอบของเวลา เพราะทั้งคนที่ศึกษาและผู้ที่ถูกศึกษาก็เสียชีวิตหมดแล้ว บริบท (Context-สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศทั้งหมดในขณะหนึ่ง) ของประเทศไทยก็เปลี่ยนไปเยอะแยะแล้ว 

อาทิ เมื่อสมัยก่อน (ช่วงที่รูธ เบเนดิกต์ วิจัยนั่นแหละ) ถือว่าโรงแรมเป็นสถานที่อโคจร ผู้หญิงดีๆ เขาไม่เข้าโรงแรมกัน แต่ปัจจุบันนี้ต้องจัดงานแต่งงานในโรงแรมถึงจะโก้ แม้แต่ในแวดวงการศึกษา เช่น พวกมหาวิทยาลัย ยังนิยมจัดงานประชุมทางวิชาการกันที่โรงแรมเลยครับ 

ดังนั้น เรื่องที่ว่ารูธ เบเนดิกต์ ค้นพบความจริงเกี่ยวกับลักษณะนิสัยประจำชาติของคนไทย และสิ่งที่ค้นพบความจริงหรือไม่จริง ถูกหรือไม่ถูก จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาพิจารณากันอย่างจริงจัง 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความแปลกในการมองและมุมมองสังคมไทยของ นักวิชาการตะวันตก และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่น่าศึกษา พูดง่ายๆ ก็คือเทคนิควิธีการวิจัยของเขาน่าจะมีประโยชน์ในการศึกษาวิจัยของบ้านเรา ด้วย เพราะปัจจุบันนี้เราเน้นเฉพาะเทคนิควิธีวิจัยเชิงประมาณมากจนเกินไป แทบจะเรียกได้ว่าเอะอะอะไรก็ต้องเป็นเชิงประมาณไปเสียหมด พวกที่วิจัยเชิงคุณภาพกลับถูกมองข้ามไปหมดทีเดียว 

ที่ว่าน่าสนใจนั้นก็เพราะการมองของนักวิชาการต่างชาติแบบเป็นระบบ นั้นได้ให้ข้อคิดที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากรูธ เบเนดิกต์ ตัดเรื่องที่เป็นสากลออกไป เช่นที่ว่าคนไทยเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้น ก็เป็นเรื่องปกติของคนในสังคมเกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่ไหนๆ ที่เป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ผู้คนก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทั้งนั้นแหละ 

ส่วนเรื่องไม่ตรงต่อเวลาก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะในสังคมเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะไปเร่งรัดนักก็ไม่ได้ ไม่เหมือนการทำงานในโรงอุตสาหกรรมที่ต้องแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ ดังนั้น การตรงต่อเวลาแบบเป๊ะๆ จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับสังคมเกษตรกรรม สังคมเกษตรกรรมที่ไหนๆ ในโลกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาทั้งนั้น 

สิ่งที่รูธ เบเนดิกต์มองเห็นและวิเคราะห์สรุปออกมาเป็นลักษณะนิสัยประจำชาตินั้น ต้องเป็นลักษณะที่เด่นและแจ้งชัดจริงๆ แบบไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ใช่เรื่องสากล

ที่น่าพิศวงที่สุดที่รูธ เบเนดิกต์ สรุปว่าเป็นลักษณะนิสัยประจำชาติของไทยก็คือ "คนไทยมีนิสัยชอบซ้ำเติมคนที่พลาดพลั้งจากการถูกหลอกลวงหรือถูกทำร้าย แต่ไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าคนที่หลอกลวงหรือทำร้ายคนอื่นนั้นมีความผิดแต่ อย่างใด มิหนำซ้ำยังไม่ค่อยจะเห็นว่าการหลอกลวงหรือการทำร้ายบุคคลอื่นนั้นจะเป็นการ กระทำที่เลวร้ายอะไรนัก" 

ดูเหมือนคำพูดที่ติดปากคนไทยที่ว่า "สมน้ำหน้า" จะเป็นแคปซูลที่บรรจุลักษณะนิสัยประจำชาติของคนไทยเอาไว้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับพวกฝรั่งที่เขามีความเชื่อและการประพฤติปฏิบัติที่เป็นบรรทัด ฐานว่าต้องช่วยเหลือผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือผู้ที่ถูกทำร้าย เพราะเหยื่อที่ถูกหลอกลวงหรือถูกทำร้ายเป็นผู้ที่ควรแก่ความสงสาร สำหรับผู้ที่หลอกลวงหรือทำร้ายผู้อื่นนั้นเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย 

สำหรับการมองโลกของไทยนั้น ถ้าหากผู้หญิงถูกข่มขืนก็มักจะถูกคนไทยสมน้ำหน้า โดยถูกหาว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ยั่วผู้ชาย หรือไม่ก็หาเรื่องใส่ตัวโดยไปในที่ไม่ปลอดภัยเอง สรุปก็คือเป็นความผิดของเหยื่อเองที่โง่ ส่วนผู้ชายที่ข่มขืนผู้หญิงดูจะถูกยกย่องว่าเก่งเสียด้วยซ้ำไป 

ส่วนถ้าใครถูกหลอกให้เสียเงินเสียทอง เช่น เรื่องตกทอง (ลูกไม้ของการหลอกลวงที่เก่ากะลาแต่ยังใช้ได้ผลอยู่จนทุกวันนี้ คือนักต้มมนุษย์ มักจะหลอกคนที่มีทองคำเป็นเครื่องประดับ ว่าเก็บสร้อยทองคำหนัก 5-10 บาทได้ ให้เอาไปขายเอาเงินมาแบ่งกัน แต่ฝากให้ถือเอาไว้ก่อนจะไปตามเพื่อนอีกคน แต่ขอแหวนทองหรือกำไลทองหรือสร้อยทองของเหยื่อที่หนักสัก 2-3 สลึง หรือ 1-2 บาท ไปเป็นประกันก่อน แล้วก็หายไปเลย ส่วนสร้อยทองที่ให้ถือไว้ก็เป็นของเก๊) หรือเล่นไพ่สามใบ (การหลอกให้เล่นไพ่สามใบนั้นจะมีหน้าม้าเล่นกับเจ้ามือ แล้วก็เล่นได้เอาๆ แบบรวยกันง่ายๆ แล้วจึงชักชวนให้เหยื่อเล่นด้วย ก็หมดเนื้อหมดตัวทุกที) ก็จะถูกสมน้ำหน้าว่าโง่เอง ดังนั้น คนไทยที่ถูกใครโกงหรือถูกหลอกลวงจะปิดปากตัวเองเงียบเพราะกลัวจะถูกซ้ำเติม แบบว่ากลืนเลือดเงียบๆ นั่นแหละ 

ถ้าจะแปลงจากที่รูธ เบเนดิกต์ เขียนมาตรงๆ แบบมีกลิ่นนมกลิ่นเนยแรงหน่อยก็ได้ดังนี้ คือ "พฤติการณ์ที่เป็นการหลอกล่อ อาจนำมาใช้ได้โดยไม่มีข้อตำหนิติเตียน และเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อาจใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ความไม่รู้ ความละโมบของฝ่ายตรงข้าม เช่นเดียวกับภาษิตของคนไทยที่ว่า หนามยอกให้เอาหนามบ่ง และเข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตาม ความสนใจของคนไทยมุ่งไปที่การเยาะเย้ยคนที่ถูกหลอกล่อ ไม่ใช่การตำหนิวิธีการ"

ครับ! พอมาทบทวนงานวิจัยเก่ากะลาของคนที่ตายไปแล้วร่วม 70 ปี ก็เลยไม่มีข้อกังขาอะไรกับการที่คนไทยจำนวนมากแสดงออกถึงความโกรธ เกลียด เคียดแค้นชาวโรฮีนจาอพยพและผู้สื่อข่าวชาวไทยที่รายงานข่าวเรื่องนี้

Thursday, May 28, 2015

จดหมายรักของเมฆบ้า

https://www.facebook.com/148739335287707/photos/a.148748825286758.1073741826.148739335287707/446256578869313/?type=1&theater
จากเพจ Zen Smile Zen Wisdom


"..ผืนป่าและทุ่งหญ้า โขดหินและวัชพืช มิตรแท้ของฉัน
ทางเถื่อนแห่งเมฆบ้ามิเคยแปรเปลี่ยน
ผู้คนคิดว่าฉันเสียสติ แต่ฉันมิใส่ใจ
หากฉันคือผีร้ายบนโลกนี้ ใยต้องหวาดหวั่นปรโลก

ทุกวัน นักบวชทั้งหลายตรึกตรองพระธรรมอย่างละเอียดละออ
และสวดพระสูตรอันซับซ้อนอยู่อย่างมิรู้จบ
ทว่าก่อนทำเช่นนั้น พวกเขาควรเรียนรู้ว่า
จะอ่านจดหมายรักซึ่งส่งมาโดยสายลมและสายฝน โดยหิมะและพระจันทร์ ได้อย่างไร.."

/พระอาจารย์ อิคคิว โซจุน,(一休宗純) (พ.ศ.๑๙๓๗-๒๐๒๔) แห่งพุทธศาสนานิกายเซ็นในญี่ปุ่น ในบทกวีท่านเรียกตนเองว่า เคียวอุน(狂雲) แปลตรงตัวว่า เมฆบ้า

(ภาพเขียนท่านอิคคิว โดย โบกุซะอิ ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน, ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่โตเกียว)


-------------------------------------------------------

จากโพสต์นี้ ได้แรงบันดาลใจมา เรียบเรียงใหม่เป็น


ไม่ว่าจะเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร หรือ ไม่นับถืออะไร เป็น atheist
ถ้าสามารถอ่านจดหมายรัก
บน ผืนป่าและทุ่งหญ้า
บน โขดหินและวัชพืช
ที่ส่งมาโดยสายลมและสายฝน
โดยหิมะและพระจันทร์ ได้
ผู้นั้นมีความ "เป็นพุทธ(ตื่นรู้)" อยู่ในตัว
โดยไม่ต้องเป็นชาวพุทธ


ธรรมะใสกว่าน้ำ
เงียบกว่าลม
เสียงของการตบมือข้างเดียว


(อธิบายต่อ)
จิต ที่เห็นแบบนี้เป็นจิตที่เป็นกุศล มีลหุตา มีความเบา มีมุทุตา มีความอ่อนโยนนุ่มนวล มีปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไว ไม่ซึมไม่ทื่อ มีกัมมัญญัตตา ควรแก่การงาน ไม่หลบหลีกการรับรู้ มีอุชุตา ซื่อตรงในการรู้ สภาวะอะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่
าเห็นไป จิตที่เป็นกุศลไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ
http://www.dhammada.net/2013/01/15/19044/


ในกาลามสูตร หัวใจหลักไม่ใช่การไม่เชื่อ แต่คือ การรู้กุศล อกุศล

เมื่อเข้าใจแล้ว ให้น้อมมาดูกาย ใจ รูป นาม
ถ้าฝึกกายเคลื่อนไหวแบบหลวงพ่อเทียน
แล้ว เข้าใจ ทำได้ถึงแก่น
จะได้รู้ เสียงของการตบมือข้างเดียว ก็คือ เห็นอย่างแจ่มแจ้ง วิปัสสนา
คือ แยกรูปขันธ์ เห็นจิต เคลื่อนไหวแยกออกจากกายนั่นเอง


เมื่อจิตพร้อมแล้ว นึกถึงธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าสอนท่านพาหิยะ เจริญปัญญาต่อไป

"ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อ
ทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี
ในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า
ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ"

จาก http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-pahiya-tarujeeriya.htm

เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือการจบกิจของศาสนาพุทธ ในชาตินี้
การจบคือ การสิ้นสุดของกิเลส ไม่มีโลภ โกรธ หลง ไม่ใช่ ไม่มีอะไร เลย
สิ่งที่มีคือ เมตตาล้นประมาณ ปัญญาที่เต็มเปี่ยม ความสุขที่หาอะไรเทียบไม่ได้


Thursday, May 14, 2015

"อวสานหงสา" ที่ไม่เกี่ยวกับหนัง "ท่านมุ้ย"

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1431600770

(สรุปสั้นๆ ว่า เพราะ การที่ตองอูล่มสลายแล้วเกิดอังวะใหม่ ทำให้มีการจัดระเบียบรัฐใหม่ให้แข็งเกร่งขึ้น ทั้งทางด้าน เอกลักษณ์ชาติพันธุ์ ระบบภาษา ระบบเศรษฐกิจ ระบบคุมกำลังคนและยุทโธปกรณ์ อยุธยาที่ไม่ได้พัฒนาอะไรเลยนอกจากตีกันเอง ก็เลยแพ้เสียกรุงครั้งที่สอง)

ที่จะคุยต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับสมเด็จพระนเรศวรเลย แต่ผมอยากจะเสนอว่า อวสานหงสานั้นมีส่วนอย่างสำคัญต่ออวสานอยุธยาในกว่าศตวรรษครึ่งต่อมา อวสานหงสาอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาล่มสลายลง มากเสียกว่าการแย่งชิงราชสมบัติกัน หรือความไร้สมรรถภาพของผู้นำประเทศ อย่างที่มักยกเป็นสาเหตุของกรุงแตกเสียอีกก็ได้

แม้ พระนเรศวรไม่ใช่ผู้ปราบหงสาโดยตรงแต่อวสานหงสาเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์ ตองอูในระยะแรกสิ้นสลายลงซึ่งก็นับเป็นโชคดีของราชวงศ์ตองอูหรือพม่า เพราะระบบปกครองของราชวงศ์ตองอูระยะแรกนั้น ไม่น่าจะทนทานต่อไปได้อีกนานเท่าไรอยู่แล้ว เมื่อขาดกษัตริย์ที่ชาญฉลาดและเก่งกล้าสามารถอย่างพระเจ้าบุเรงนอง ทุกรัชกาลจะสิ้นสุดลงด้วยการแตกสลายของจักรวรรดิ เพราะเจ้านายที่ครองเมืองลูกหลวง พากันแข็งเมืองต่อรัชทายาท ในที่สุดพม่าก็จะกลับไปสู่สภาพจลาจลเหมือนเมื่อสิ้นอาณาจักรพุกาม หัวเมืองใหญ่ทั้งหลายต่างตั้งตัวเป็นอิสระ และทำสงครามระหว่างกันอยู่บ่อยๆ เปิดโอกาสให้คนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นมองโกล, ไทยใหญ่, หรืออาณาจักรใกล้เคียง บุกทะลวงเข้ามาปล้นสะดมและยึดครองหัวเมืองในลุ่มน้ำอิรวดีอีก

การ กลับคืนขึ้นสู่ส่วนในแผ่นดินของราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่โดยสถาปนา ราชธานีที่อังวะกลับเป็นโอกาสให้ได้สถาปนาระบบปกครองแบบใหม่ที่ทำให้การรวม ศูนย์อำนาจอย่างยั่งยืนถาวรเป็นไปได้ ใช่แต่เพียงเท่านั้น การขยายอำนาจนำของราชวงศ์ผ่านพระพุทธศาสนา, อักขระวิธี, วรรณกรรม, การขยายตัวของเศรษฐกิจภายใน และการสร้างมาตรฐานกลางของอัตราน้ำหนัก, เงินตรา ตลอดจนความชอบธรรมของราชวงศ์พม่าเหนือชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ทั้งหมด ยังทำให้พม่ากลายเป็นราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งในเชิงโครงสร้าง เหนือรัฐเถรวาทอื่นๆ ในอุษาคเนย์อีกด้วย แม้ว่าในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เนื่องจากความเสื่อมโทรมของพระราชอำนาจ อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ราชวงศ์ตองอูล่มสลายลง เพราะการกบฏของชนกลุ่มน้อยในจักรวรรดิ โดยเฉพาะพวกมอญซึ่งสามารถตีอังวะแตก ถึงกระนั้น ในเวลาไม่นาน เมื่ออลองพญาสามารถตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ได้สำเร็จ การ "ปฏิรูป" ด้านต่างๆ ที่ราชวงศ์ตองอูซึ่งฟื้นฟูขึ้นใหม่ได้วางรากฐานไว้แล้ว ก็ดำเนินต่อไป อย่างคึกคักยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ผมขอพูดถึงบางเรื่องในการปฏิรูปของราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่



การ ถอยกลับขึ้นไปสู่ส่วนในนั้นนักวิชาการแต่ก่อนโดยเฉพาะอดีตเจ้าหน้าที่ อาณานิคมอังกฤษมักอ้างว่าเป็นต้นเหตุให้พม่าทอดทิ้งการค้าระหว่างประเทศ เลยพลอยไม่ค่อยรับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก (เพื่อให้เหตุผลว่า กษัตริย์พม่าล้าหลังเสียจนสมควรต้องตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ) แต่นักวิชาการรุ่นหลังชี้ว่า ข้อเท็จจริงตามหลักฐานมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะราชวงศ์ตองอูที่อังวะ สามารถควบคุมตอนล่างของลุ่มอิรวดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถรับผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศทางทะเลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต่างจากราชอาณาจักรที่มีราชธานีไม่ไกลจากทะเลเช่นกัน

ยิ่ง ไปกว่าการค้าทางทะเลการค้าทางบกเชื่อมต่อกับยูนนานของจีนรุ่งเรืองขึ้นอย่าง สม่ำเสมอปริมาณของสินค้าที่ส่งผ่านการค้าทางบกนี้ไม่อาจระบุเป็นตัวเลขได้ แต่จากหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ชี้ว่า ปริมาณนั้นต้องสูงพอที่จะทำให้พม่ากลายเป็นแหล่งผลิตฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดใน ภูมิภาคนี้ ฝ้ายกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวแรกๆ ที่ส่งออกผ่านกองคาราวานพ่อค้ายูนนาน (ในปลายอยุธยา ก็มีการผลิตฝ้ายเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเช่นกัน... อย่าลืมว่านางพิมได้เสียกับพลายแก้วที่ไร่ฝ้าย... แต่โดยปริมาณเปรียบเทียบแล้ว น้อยกว่าที่ผลิตในพม่าสัก 10 เท่า) การถอยราชธานีกลับขึ้นไปส่วนบน ทำให้ราชสำนักอังวะสามารถควบคุมเส้นทางการค้าจากยูนนานให้ปลอดภัยได้ตลอดมา เพราะได้สถาปนาอำนาจทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรมเหนือที่ราบสูงชานอย่าง มั่นคงขึ้น (รวมทั้งเลยเข้ามาในล้านนา ซึ่งพม่าเรียกว่าชานตะวันตก อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกองคาราวานพ่อค้ายูนนานด้วย)

ในขณะเดียวกัน กษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นนี้ ยังได้สร้างป้อมค่ายตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั่วราชอาณาจักร รวมถึงตามเส้นทางการค้าภายในด้วย ความสงบปลอดภัยที่รัฐบาลกลางจัดไว้ให้นี้ ยิ่งทำให้การค้าภายในรุ่งเรืองมากขึ้น ในช่วงราชวงศ์ตองอูที่อังวะกับต้นราชวงศ์อลองพญานั้น ภาษีที่เป็นเงินสดซึ่งรัฐบาลสามารถเก็บได้มีมูลค่าถึง 70% ของภาษีทั้งหมด

สะท้อนความเติบโตของเศรษฐกิจตลาดในพม่าได้ดี



แต่ ที่ผมคิดว่าสำคัญยิ่งกว่าการค้าก็คืออำนาจเหนือกำลังคนราชวงศ์ตองอูที่ ฟื้นฟูขึ้นกับราชวงศ์อลองพญา(กอนบอง)ต่างต้องให้ความสำคัญแก่การควบคุมกำลัง คน ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในที่ราบตอนกลางของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะกำลังคนเหล่านี้คือผู้ผลิตข้าว, ผลิตส่วยและภาษี, เป็นผู้ให้บริการที่จำเป็นในการปกครอง, เป็นกำลังรบกับข้าศึกต่างเมือง และกับเจ้านายและขุนนางซึ่งอาจก่อกบฏขึ้น ใน ค.ศ.1635 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง) กษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูได้ทำสำมะโนประชากร-ที่ดิน-บัญชีส่วยและภาษีทั้งของ หลวงและของขุนนางเป็นครั้งแรก

ในด้านการปกครองอังวะพยายามจำกัดอำนาจของเจ้าเมืองท้องถิ่นลงธรรมเนียมส่งเจ้านายไปครองเมืองลูกหลวงเป็นอันยกเลิกเด็ดขาด เจ้านายต้องอยู่ในเมืองหลวง ได้กินแต่ส่วยสาอากรจากหัวเมืองที่กษัตริย์มอบให้ โดยมีขุนนางเป็นเจ้าเมืองซึ่งอังวะพยายามไม่ให้สืบตำแหน่งทางสายโลหิต ฉะนั้น กษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นนี้ จึงมีพระราชอำนาจควบคุมส่วนกลางประเทศ ซึ่งเป็นแกนกลางของพม่าไว้ได้อย่างรัดกุม แม้ว่ายังมีปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติสืบต่อมา แต่เป็นการแย่งชิงกันในหมู่ราชวงศ์ เพราะพม่ายังถือความเป็น "เจ้า" เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสืบราชสมบัติ แตกต่างจากอยุธยาในสมัยเดียวกัน ที่ปล่อยให้ขุนนางเข้ามาร่วมเล่นเกมชิงราชสมบัติด้วย อย่างไรก็ตาม การแย่งชิงราชสมบัติของพม่าไม่เป็นเหตุให้กลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างที่เกิดในสมัยราชวงศ์ตองอูตอนต้นอีกต่อไป

พัฒนาการ ทางวัฒนธรรมในช่วงนี้มีความสำคัญต่อความแข็งแกร่งของราชวงศ์ที่ได้อำนาจ ปกครองพม่าอย่างยิ่งโดยอาศัยการปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้ตรงตามคัมภีร์ราชสำนัก ได้ขยายพระพุทธศาสนา "สำนวน" นี้ออกไปอย่างกว้างขวาง พระพุทธศาสนาแบบคัมภีร์เปิดโอกาสผู้ที่สามารถบำรุงเลี้ยง "นักปราชญ์" ที่เชี่ยวชาญบาลีกลายเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนาที่ใหญ่สุด และผู้ที่มีความสามารถทำเช่นนั้นได้ก็คือราชสำนักอังวะ ยากที่หัวเมืองอื่นหรือเจ้าประเทศราชจะสามารถแข่งขันได้ คัมภีร์บาลีจากลังกาถูกถ่ายเป็นอักษรพม่าจำนวนมาก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือมีการแปลคัมภีร์บาลีเป็นภาษาพม่าในช่วงนี้อีกมาก เหมือนกัน

ภาษาพม่าของส่วนกลางเริ่มกลายเป็นภาษามาตรฐาน ทั้งในแง่อักขรวิธี และศัพท์มีการทำอภิธานศัพท์ในภาษาพม่าขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ราชสำนักอังวะยังพยายามสร้างมาตรฐานกลางของหน่วยน้ำหนัก, การวัด และประดิทิน



การ ขยายตัวของภาษาพม่าเกิดขึ้นพร้อมกับความสามารถอ่านออกเขียนได้ซึ่งแพร่ กระจายไปยังประชาชนทั่วไปมากขึ้นก่อให้เกิดความเฟื่องฟูของวรรณคดีพม่า ไม่เฉพาะแต่ที่แต่งกันขึ้นในหมู่กวีราชสำนักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวรรณกรรมอีกมากที่แต่งกันขึ้นในหัวเมืองใหญ่อื่นๆ ทั้งที่เป็นตำนานเมือง, ธรรมสากัจฉา และบทละคร นอกจากนี้ ยังเกิดประเพณีทางวรรณกรรมใหม่ๆ ขึ้นเป็นอันมาก เช่น วรรณกรรมเสียดสีสำนวนของคนที่ไม่สังกัดชนชั้นมูลนาย แม้แต่ "มหาราชพงศาวดาร" ของอูกาลา ซึ่งไม่ใช่ข้าราชสำนัก ก็เปลี่ยนประเพณีการเขียนวรรณกรรมประวัติศาสตร์เสียใหม่ จนในบานแผนกต้องกล่าวขอโทษที่ไม่เดินตามประเพณีเดิม

ภาษาพม่าและวัฒนธรรมพม่ากลายเป็นมาตรฐานของผู้มีการศึกษาไม่เฉพาะแต่ในกลุ่มชาติพันธุ์พม่าเท่านั้นแต่รวมไปถึงเมืองประเทศราชทั้งหลาย โดยเฉพาะในคุ้มหลวงของเจ้าไทยใหญ่ และหัวเมืองมอญ (และคงรวมถึงล้านนา โดยเฉพาะเชียงใหม่ด้วย) ฉะนั้น ความเหนือกว่าทางวัฒนธรรมของราชสำนักพม่า จึงเป็นพลังผนวกเอาความภักดีของชนชั้นนำในบรรดาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในพม่าด้วย ความภักดีนี้อาจคลอนคลายได้ในบางสถานการณ์ แต่ความเป็นพม่าในส่วนลึกของจิตใจก็ยังอยู่

แม้แต่ในหมู่สามัญชนโดยทั่วไป ภาษาพม่าก็ขยายตัวขึ้นในหมู่ผู้ที่พูดภาษามอญ, พยู, ไท, ชิน และคดู โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในที่ราบตอนกลาง



พัฒนาการทั้งทางการเมือง,เศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรอยุธยาในสมัยนี้เช่นเดียวกัน แต่ผม "รู้สึก" ว่าความเข้มข้นไม่อาจเทียบได้กับที่เกิดในราชอาณาจักรอังวะ กว่าจะเข้มข้นเทียบเทียมกันได้ ก็ต่อเมื่อตกมาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้ว โชคดีที่ผมไม่ต้องอาศัยแต่ความ "รู้สึก" อย่างเดียว เพราะ Victor Lieberman ซึ่งค้นคว้าลงลึกเกี่ยวกับราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูขึ้นกับอยุธยา ก็มีความเห็นอย่างเดียวกันใน Strange Parallels : Southeast Asia in Global Context เล่มหนึ่ง (และส่วนใหญ่ของข้อมูลเกี่ยวกับพม่าในบทความนี้ ก็เอามาจากหนังสือเล่มนี้)

ทั้ง หมดนี้ยังไม่ทำให้พม่ากลายเป็นรัฐชาติขึ้นมาหรอกครับพม่าก็ยังเป็นรัฐราช สมบัติอย่างเดียวกับอยุธยาและตั้งอยู่บนฐานของเครือข่ายกลุ่มอุปถัมภ์ที่ หลากหลายซับซ้อนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าในพม่าศูนย์กลางของเครือข่ายอุปถัมภ์มีสมรรถนะในการควบคุมเครือ ข่ายได้กว้างและลึกกว่าอยุธยา (แม้แต่การจัดไพร่หลวงหรือ ahmudan กับไพร่สมหรือ athi ของพม่ากับไทยคล้ายกัน แต่ไพร่หลวงของพม่าเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์กว่าของอยุธยา ซ้ำยังมีภารกิจไปทางทหารอย่างเห็นได้ชัด อาจคล้ายอยุธยาตอนต้นที่แบ่งไพร่ออกเป็นสองฝ่ายคือทหารและพลเรือนก็ได้) และระบบทั้งหมดเหล่านี้ถูกพัฒนาให้เข้มข้นและเข้มแข็งยิ่งไปกว่าเดิมเสียอีก ในสมัยราชวงศ์อลองพญา

อีก สิ่งหนึ่งซึ่งดูจะก้าวไปไกลกว่าอยุธยาคือสำนึกความเป็นพม่าของข้าไพร่เด่น ชัดกว่าข้าไพร่ของอยุธยาเป็นอันมากเล่ากันว่าเมื่อกองทัพของอลองพญายกไปปราบ หัวเมืองมอญที่ร่วมกันก่อกบฏจนทำลายราชวงศ์ตองอูลง ทหารพม่าต่างพากันถอดผ้าโพกหัว ปล่อยผมสยายลง เพื่อบอกแก่ชาวพม่าซึ่งตกเป็นเชลยของมอญว่าคนชาติพันธุ์เดียวกันได้ยกกำลัง มาช่วยปลดปล่อยแล้ว คำปลุกปลอบใจของกองทัพพม่าก็คือ พม่าหนึ่งคนสามารถปราบ "ตะเลง" ลงได้ 10 คน

ถ้าเปรียบเทียบพฤติกรรมของราษฎรไทย ทั้งในครั้งศึกอลองพญาและศึกครั้งเสียกรุง เราจะไม่เห็นสำนึกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เช่นนี้เลย



เพราะอวสานหงสาเปิดโอกาสให้พม่าถอยกลับขึ้นเหนือและปฏิรูปการเมือง,เศรษฐกิจ และสังคมของตนเองไปได้ไกลกว่าอยุธยา จึงทำให้กองทัพพม่าซึ่งยกเข้ามาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่กว่าปี สามารถปราบกองทัพอยุธยาที่ยกออกต่อรบได้ในเกือบทุกครั้ง มีวินัยและการวางแผนอย่างดี ในการตั้งทัพรอให้น้ำลด ต้องเข้าใจด้วยว่าการตั้งทัพรอน้ำลดนั้นเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งพม่าเองไม่เคยทำได้มาก่อนเหมือนกัน ทั้งยังไม่ใช่การตั้งทัพเพียงเพื่อให้อยู่รอดจนถึงหน้าแล้ง ทัพพม่าซึ่งต้องตั้งอยู่บนที่ดอนยังมีภารกิจสำคัญต้องทำอีกด้วย นั่นคือสกัดมิให้เสบียงอาหารไหลเข้าอยุธยา ต่อตีกับกองทัพเรืออยุธยามิให้มาทำลายค่ายได้ และป้องกันมิให้กองกำลังจากที่อื่นยกเข้ามาล้อมกระหนาบ

สิ่ง สำคัญที่สุดในทัศนะของผมก็คือจะทำอย่างไรให้ทหารชาวนาซึ่งถูกเกณฑ์มาไกลไม่ หนีทัพกลับบ้านทหารเลวที่สามารถตั้งทัพค้างฝนได้ทั้งฤดูเช่นนี้ ต้องมั่นใจว่าลูกเมียทางบ้านจะมีข้าวกินในปีถัดมา ผมไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์พม่าพอจะบอกได้ว่า ราชสำนักของพระเจ้ามังระแห่งราชวงศ์อลองพญาทำอย่างไร จึงจะสร้างความมั่นใจเช่นนี้แก่ทหารเลวในกองทัพได้ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ความสามารถที่จะทำสงครามนอกฤดูแล้งได้เช่นนี้ ต้องมีการจัดองค์กรทางสังคมที่ก้าวหน้า พอที่จะสามารถเฉลี่ยอาหารไปได้อย่างทั่วถึง แม้ผลผลิตอาจลดลงเพราะสูญเสียกำลังแรงงานไปกับกองทัพรุกรานของตน

ดังนั้น แม้กองทัพอยุธยามิได้เสียเปรียบกองทัพอังวะในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องไม้เครื่องมือในการป้องกันพระนคร กองทัพอยุธยาก็ไม่สามารถต่อสู้กับกองทัพพม่าได้ เพราะกองทัพอยุธยาต้องเผชิญกับกองทัพชนิดใหม่ ที่วางอยู่บนระบบการเมืองและสังคมที่แข็งแกร่งกว่าของตนเอง



สิ่งที่ผู้นำทัพไทยหลังกรุงแตกได้เรียนรู้สืบมาจนรัชกาลที่1เป็นอย่างน้อยก็คือ ความเกรียงไกรของกองทัพนั้น ไม่ได้มาจากความสามารถในการรบเพียงอย่างเดียว ที่เป็นรากฐานอันขาดไม่ได้เสียยิ่งกว่า ก็คือระบบการเมืองและสังคมที่แข็งแกร่ง อันจะเอื้อต่อความสามารถของกองทัพที่จะพลิกแพลงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีไปได้หลายกระบวนท่า เพื่อเอาชนะข้าศึกในทุกเงื่อนไขและสถานการณ์

ดูเหมือนบทเรียนดังกล่าวนี้ถูกผู้นำทัพไทยลืมไปเสียสนิทในระยะหลัง

หากหงสาไม่ถึงกาลอวสานราชวงศ์ตองอูก็ไม่สามารถย้อนกลับไปตั้งมั่นในส่วนในของประเทศแล้วสั่งสมพัฒนาการด้านต่างๆ ของราชอาณาจักร จนกลายเป็นรัฐราชสมบัติที่ก้าวหน้ากว่าอยุธยาอย่างมากได้

ความแข็งแกร่งของราชอาณาจักรอังวะนี่เอง ที่ทำให้อยุธยาไม่สามารถรักษาเมืองไว้ได้ เมื่อต้องเผชิญศึกกับพม่า อวสานหงสาจึงนำมาซึ่งอวสานอยุธยา ด้วยประการฉะนี้

Monday, April 20, 2015

อีกมุมมองต่อคำทำนายสิบยุค

หลายท่านคงเคยได้ยินคำทำนายสิบรัชกาล
ที่มา http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=68 หรือ http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=32231

มหากาฬ พาลยักษ์  รู้จักธรรม จำแขนขาด สนิทธรรม ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล




แต่ตอนนี้มีคนบอกว่า ที่จำๆกันมา เป็นการเพี้ยนของคำทำนาย ที่ถูกต้อง ตามคัมภีร์อาจารย์ เทพย์ สาริกบุตร

ที่มา https://www.facebook.com/lannanian/posts/1623479367886827

"เพิ่ง ดูข่าว เห็นว่าพรุ่งนี้จะมีการฉลองครบรอบ 233 ปี กรุงเทพฯ อ้าว ปกติเขาไม่ฉลองไม่ใช่เหรอ ไหนๆก่ไหนๆละ ผมจะมาเล่าเรื่องการสร้างกรุงเทพฯ อวนิมิตมงคลงู 4 ตัว และคำทำนาย 10 ยุคให้ฟัง
เกือบจะเจ็ดโมงเช้าในวันที่ 21 เมษายน 2325 ในพิธีลงเสาหลักเมือง อยู่ดีๆก่มีงูเล็ก 4 ตัวโผล่มาตอนกำลังจะเอาเสาลงหลุมนะ จะหยุดก็ไม่ได้จะเสียฤกษ์ จึงต้องปล่อยเสาลงหลุมทับงูเล็ก 4 ตัวตาย
รัชกาลที่ 1 จึงเรียกประชุมทั้งราชครู โหร พระ บัณฑิตทั้งหลายมาหมดเมือง จึงสรุปได้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอวนิมิตมงคล ดวงชะตาเมืองอยู่ในเกณฑ์ร้ายถึง 7 ปี 7 เดือน ถ้าอยู่กรุงเทพฯอยู่รอดได้ในเกณฑ์นี้จะถาวรลำดับกษัตริย์ไป 150 ปี รัชกาลที่ 1 ก่ทรงวิตก เพราะตอนนั้นเมืองก่เพิ่งสร้าง
จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 1 เดือนก่เกิดเหตุฟ้าผ่าที่หน้าบันพระที่นั่งอมรินทร์มหาปราสาทเกิดไฟไหม้ รัชกาลที่ 1 เลยโล่งใจว่าโอ้ นี่มันเป็นการที่เทวดาสะเดาะเคราะห์ให้เมืองไปแล้ว
"เราได้ยกพระไตรปิฏก เทวาให้โอกาสแก่เรา ต่อเสียเมืองจึงเสียปราสาท ด้วยชาตาเมืองคอดกิ่วใน 7 ปี 7 เดือน เสร็จสิ้นพระเคราะห์เมือง จะถาวรลำดับกษัตริย์ถึง 150 ปี"
เพราะว่าโดยปกติ จะต้องมีการเสียเมืองก่อนแล้วถึงจะเสียปราสาท แต่การที่ฟ้าผ่าปราสาทจนไฟไหม้นี่เหมือนเสียปราสาทเท่ากับได้เสียเมืองไป แล้ว
ซึ่งปีที่ 150 นั้นจะตรงกับปี 2475 พอดี
ในสมัย ร.4 ก่ได้มีการพยายามแก้เคล็ดด้วยการสร้างเสาหลักเมืองขึ้นอีกมาต้น และทรงสั่งให้แก้เคล็ดด้วยการให้สร้างสะพานเชื่อม 2 ฝั่งเจ้าพระยา แต่ไม่ทันสร้างในยุคนั้น แต่ ร.7 มาสร้างและเปิดใช้ทันในวันจักรี ปี 2475 พอดีซึ่งก่คือ สะพานพุทธยอดฟ้า
ยิ่งในช่วงใกล้ปี 2475 มีการเชื่อกันว่างูทั้งสี่ตัวมาปรากฏแล้ว ซึ่งก่คืออีกครั้งคือ ร.7 ,กรมพระนครสวรรค์ฯ ,กรมพระกำแพงเพ็ชรฯ, กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร เพราะทั้ง 4 พระองค์ประสูติในปีมะเส็ง(งูเล็ก-ตรงนี้ตรวจสอบแล้ว กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรไม่ได้เกิดปีงูเล็ก นอกจากนั้นใช่หมด) เลยแก้เคล็ดด้วยการสร้างตึก 4 มะเส็งที่สภากาชาด การแต่งเพลง ตับแม่งู แล้วการละเล่นแม่งู
จึงมีการเชื่อว่าการแก้เคล็ดเหล่านี้ทำให้ราชวงศ์ไม่จบสิ้นไปในปี 2475 ซึ่งเกิดแค่เปลี่ยนระบอบการปกครองเฉยๆ
นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมโหราจารย์ในเหตุอวนิมิตรมงคล งู 4 ตัวอีกอย่างที่เรารู้จักกันดีคือ คำทำนาย 10 ยุค
ยุคที่ 1 มหากาฬ
ยุคที่ 2 พันธุ์ยักษ์
ยุคที่ 3 รักบัณฑิต
ยุคที่ 4 สนิทธรรม
ยุคที่ 5 จำแขนขาด
ยุคที่ 6 ราชโจร
ยุคที่ 7 ชนร้องทุกข์
ยุคที่ 8 ยุคทมิฬ
ยุคที่ 9 ถิ่นตาขาว
ยุคที่ 10 ราชวิไล
หลายคนอาจเข้าใจว่าแต่ละยุคนั้นแบ่งตามรัชกาล แต่จริงๆแล้วคำทำนายนี้มาจากหลังเกิดนิมิตงู 4 ตัวปรากฎขึ้นในพิธียกเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ 1
โดยแต่ละยุคไม่ได้แบ่งตามแต่ละรัชกาล เหล่าโหราจารย์ได้วิเคราะห์แล้วว่ามันแบ่งตามวงรอบของการโคจรร่วมราศีของดาว พฤหัสและเสาร์ โดยตั้งแต่วันที่สร้างเมือง มีการร่วมราศีของดาวพฤหัสและเสาร์ทั้งหมด 10 ครั้ง และได้วิเคราะห์ชื่อทั้ง 10 ยุคตามเหตุการณ์ต่างๆดังนี้
ครั้งที่ 1 ในราศีธนู พ.ศ. 2325 ยุคที่ 1 มหากาฬ
- ที่เรียกมหากาฬเพราะมีการชิงราชบัลลังก์พระเจ้าตาก ฆ่าฝ่ายตรงข้าม ให้ตกตามกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ครั้งที่ 2 ในราศีสิงห์ พ.ศ. 2345 ยุคที่ 2 พันธุ์ยักษ์
- ได้มีการประหารลูกหลานพระเจ้าตากสิน ซึ่งรัชกาลที่สองเป็นคนสั่ง ซึ่งโหราจารย์ถือว่าเป็นทายาทสืบทอดความโหดเหี้ยมจากยุคที่ 1 เลยเรียกว่า พันธุ์ยักษ์
ครั้งที่ 3 ในราศีเมษ พ.ศ. 2364 ยุคที่ 3 รักบัณฑิต
- ยุคทองของกวี ปราชญ์ สุนทรภู่และผองพวก
ครั้งที่ 4 ในราศีธนู พ.ศ. 2384 ยุคที่ 4 สนิทธรรม
- รัชกาลที่ 3 สร้างวัดและบำรุงวัด ส่วนรัชกาลที่ 4 สร้างธรรมยุตนิกาย
ครั้งที่ 5 ในราศีสิงห์ พ.ศ. 2404 ยุคที่ 5 จำแขนขาด
- การเสียดินแดนใน รัชกาลที่ 5
ครั้งที่ 6 ในราศีเมษ พ.ศ. 2424 ยุคที่ 6 ราชโจร
- การถูกเอาเปรียบจากจักวรรดิต่างชาติต่างๆ
ครั้งที่ 7 ในราศีธนู พ.ศ. 2444 ยุคที่ 7 ชนร้องทุกข์
- ในรัชกาลที่ 6 ราชสำนักใช้เงินฟุมเฟือย ประเทศไม่มีตังค์ ชาวบ้านยากแค้น
ครั้งที่ 8 ในราศีกันย์ พ.ศ. 2464 ยุคที่ 8 ยุคทมิฬ
- การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กบฎบวรเดช
ครั้งที่ 9 ในราศีเมษ พ.ศ. 2483 ยุคที่ 9 ถิ่นตาขาว
- สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามา
ครั้งที่ 10 ในราศรีธนู พ.ศ. 2503 ยุคที่ 10 ราชวิไล
- สฤษดิ์เป็นนายกฯ ฟื้นโบราณราชประเพณีต่างๆทั้งหลายกลับมา
ไงละมึง แม่งเพี้ยน ยุคที่ 10 เป็นชาววิไล ฝันหวานกันละสิ คิดว่า พ้น 9 แล้วจะ วิไลกัน แต่ต้นฉบับเป็น ราชวิไล 5555

โหราจารย์เชื่อว่า การโคจรร่วมราศีของดาวพฤหัสกับเสาร์จะเกิดเหตุสำคัญกับบ้านเมือง กูจะนับให้ต่อแล้วเดาว่า ปีนั้นเกิดไรขึ้นกันเอง

ยุคที่ 11 ปี 2523

ยุคที่ 12 ปี 2542
ยุคที่ 13 ปี 2563 - XXX XXX ???"

แต่มีผู้แย้งว่า นับอีกแบบ
Wasu Khamhom ถ้าเป็นสูตรนี้นับดาวพฤหัสอย่างเดียว มันไม่ตรงหรอกต้องดูดาวเสาร์ด้วย ต้องมีองศาสัมพันธ์กันทั้ง 2 ดาว

ยุค 11 ปี 2536

ยุค 12 ปี 2548
ยุค 13 ปี 2560

รอบ 12 ปี +-7ปี ในช่วงนั้นจะมีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง

Thursday, April 16, 2015

มองความสัมพันธ์ไทย-อเมริกา ผ่านการแต่งตั้งฑูตค คนใหม่ กลิน เดวีส์

ที่มา https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/953047504746009?fref=nf

โดย อ.Puangthong R. Pawakapan

กรณี สหรัฐอเมริกาส่งนายกลิน เดวีส์ (Glyn Davies) นักการทูตที่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหายากๆ แบบเกาหลีเหนือ มาประจำประเทศไทย ชี้ว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะหันมาเอาใจรัฐบาลทหารของไทยสักนิด
*****************************************
นายเดวี่ส์ เป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์การทำงานในปัญหาด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯให้ ความสำคัญสูง เช่น ปัญหาการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขาเคยเป็นผู้แทนพิเศษ (ฐานะเท่าเอกอัคราชทูต) ประจำสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA) จึงทำให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน และต่อมาได้เป็น “ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ” ซึ่งพยายามคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน
(หมายเหตุ: เขาไม่ได้มีตำแหน่งทูตประจำเกาหลีเหนือ เพราะสหรัฐฯไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือ จึงไม่มีทูตประจำ)
เป็นที่รู้กันว่าทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นเสมือนกระดูกชิ้นใหญ่ที่ เคี้ยวยากสำหรับสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อนโยบายความมั่นคงของสหรัฐเสมอมา และมีปัญหาประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่านายเดวีส์ เป็นนักการทูตที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐฯ มีประสบการณ์ทำงานกับประเทศยากๆ มาแล้ว การที่สหรัฐฯส่งนายเดวีส์มาไทยจึงชี้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับไทยไม่น้อย แต่ก็ต้องไม่หลงละเมอเพ้อพกไปว่า ไทยสำคัญอยู่ประเทศเดียว หรือสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนทำให้สหรัฐฯกำลังจะโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาลทหารไทย เพราะกลัวอิทธิพลจีน
แน่นอนว่าสหรัฐฯ ย่อมไม่สบายใจที่เห็นรัฐบาล คสช. พยายามเล่นไพ่จีน (และรัสเซีย ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กดดันเรียกร้องให้ไทยเคารพในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่าความกังวลนี้จะทำให้สหรัฐฯละทิ้งแนวนโยบายของตนจากหน้า มือเป็นหลังมืออย่างทันทีทันใด เพราะอะไร
หนึ่ง ในแง่เศรษฐกิจ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ใครๆ ก็มองว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการเติบโตสูงมากจนกลายเป็นสาวเนื้อหอมสำหรับนักลงทุน จากทั่วทุกภูมิภาค ความมั่นคงทางการเมืองของไทยจึงสำคัญต่อกระเป๋าเงินของทั้งภูมิภาคและนักลง ทุนทั่วโลก
แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาจนเกือบจะครบทศวรรษ และยังไม่มีท่าทีจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ แถมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกลับถดถอยลงนับแต่การรัฐประหารโดย คสช. ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มเห็นว่าการฝากความหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่มองหาช่องทางอื่นบ้าง คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาแน่ ฉะนั้น นับแต่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นบรรรษัทใหญ่ๆ เริ่มย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นๆ
สอง ในแง่เศรษฐกิจ สหรัฐฯสำคัญกับไทยมากกว่าที่ไทยสำคัญต่อสหรัฐฯ สหรัฐฯเป็นหนึ่งในสามตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าไทย แค่สหรัฐฯและอียูประกาศลดระดับสถานะประเทศที่ป้องกันการค้ามนุษย์ของไทย จากระดับ 2 ไปเป็นระดับ 3 ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยเต้นเป็นจ้าวเข้าได้
ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากปีหน้า ประเทศไทยยังไม่มีเลือกตั้งเสียที เราจะเจอกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้ทั่วโลกรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ และเชื่อว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทหาร ซึ่งที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอเมริกัน เช่น Joshua Kurlantzick ก็ได้เสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารไทย เพราะเชื่อว่าจะทำให้แรงกดดันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน
สาม ในแง่การทหาร ไทยกับสหรัฐฯมีความสัมพันธ์แนบแน่นมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ในปัจจุบันก็ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารหลายฉบับ หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ คอบร้าโกลด์ อันเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิค โดยไทยเป็นฐานสำหรับการฝึกซ้อมร่วม แต่พอรัฐประหารปุ๊บ สหรัฐฯก็ประกาศ “ลดระดับ” การฝึกซ้อมกับไทย ให้เหลือแค่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติ และยังส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาย้ายที่ฝึกซ้อมร่วมไปออสเตรเลียแทน
นอกจากนี้ สหรัฐมองว่าการแอบอิงจีนไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาวุธของกองทัพไทย ได้อย่างน่าพึงพอใจ เพราะเทคโนโลยี่ด้านอาวุธของสหรัฐฯนั้นมีเหนือกว่าจีนมา แง่นี้แปลว่า เราต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯต้องการเรา
อันที่จริงในแง่การทหาร นับแต่สงครามเย็นยุติลง บทบาทของสิงคโปร์ด้านความร่วมมือด้านการทหาร ได้โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ฟิลิปปินส์ นับแต่ปี 1992 สิงคโปร์เปิดและพัฒนาฐานทัพของตน เป็นฐานโลจิสติคส์ให้กับกองเรือรบที่ 7 (หน่วยรบนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ทำงานประสานกับฐานทัพทหารสหรัฐฯในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์อาจเปิดฐานทัพของสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อคานอำนาจทางทหารกับจีน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้

สี่ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ภัยคอมมิวนิสต์ยุติลง สหรัฐฯและยุโรปเริ่มใช้มาตรการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย มาดำเนินความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้งเก่าและใหม่ของตนมากขึ้น เพื่อสถาปนาภาพลักษณ์ของผู้นำเสรีนิยม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องใช้หลักการนี้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศ มันขึ้นกับการประเมินว่าแนวทางไหนกับประเทศใดที่จะทำให้เขาได้ประโยชน์สูง สุด ในกรณีของไทย ปัจจุบันยังไม่มีภัยคุกคามที่น่ากลัวจนทำให้สหรัฐฯต้องละทิ้งหลักการ ปชต.แล้วหันมาจูบปากกับรัฐบาลทหาร แบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์มาแล้ว
ห้า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนับแต่รัฐประหารปี 2549 ดูเหมือนจะทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อชนชั้นนำ-กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างมีนัย สำคัญ
ในอดีต ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กระทำผ่านกลุ่มชนชั้นอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก เพราะมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกัน และสหรัฐฯมองว่ากลุ่มนี้คือ ผู้กุมอำนาจและกำหนดทิศทางการเมืองไทยเป็นหลัก ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้อย่างน่าพอใจ แม้จะมีรัฐประหารบ่อย แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่ได้ถูกสั่นคลอนจริงๆ การร่วมมือกับคนชนช้ำนำอนุรักษ์นิยม ไม่เพียงตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างราบรื่น แต่ยังรับได้ในเชิงหลักการด้วย (หลักการต่อต้านคอมฯ)
แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่ากลุ่มอำนาจเก่าของไทยคือ หนึ่งในสาเหตุของปัญหาที่ยืดเยื้อ นั่นคือ การปฏิเสธไม่ยอมรับกติกาการเมืองประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เหยียบย่ำหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน เอาชนะฝ่ายทักษิณไม่ได้ ก็หันใช้ตุลาการภิวัตน์ ก่อม๊อบปิดหน่วยราชการเพื่อสร้างภาวะ failed state ไปจนถึงทำรัฐประหาร แม้จนกำลังจะกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ก็ยังไม่มีท่าทีว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะยอมปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้ข้อผิดพลาด ของตนแต่ประการใด ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจกดปราบประชาชน ช่วยกัน เขียนรธน. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต่อไป โดยไม่ไยดีต่อความคับแค้นของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศที่รอวันเอาคืนแต่ ประการใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่ได้เคยพูดคุยกับนักการทูตจากตะวันตกหลายประเทศ ดิฉันพบว่านี่คือมุมมองหลักที่พวกเขามีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ สื่อมวลชนใหญ่ๆของโลกยังมีผลต่อมุมมองของรัฐบาลในประเด็นปัญหาสำคัญๆด้วย หากเรากลับไปอ่านสื่อใหญ่ๆ เช่น New York Times, BBC, the Economist, Wall Street Journal, CNN ฯลฯ เราจะพบข้อเขียนที่วิพากษ์กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักปลอบใจตัวเองว่าสื่อพวกนี้ถูกทักษิณซื้อไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือ สื่อเหล่านี้รังเกียจทักษิณอย่างยิ่งเช่นกัน เขาอาจพูดถึงข้อดีของนโยบายต่างๆ ของทักษิณต่อคนจนและคนชนบท แต่เขามักบรรยายคุณสมบัติของทักษิณว่าเป็นพวกอำนาจนิยม คอรัปชั่นเชิงนโยบาย สงครามต่อต้านยาเสพติดทำให้คนบริสุทธิ์ตายจำนวนมาก ฯลฯ
หก เวลาสหรัฐฯต้องดีลกับประเทศยากๆ สหรัฐฯไม่ใช้วิธีโอ๋เอาใจ แต่จะใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง โดยอีกฝ่ายมักต้องแสดงท่าทียอมอ่อนให้ก่อน สหรัฐฯจึงจะใช้ไม้นวมตาม เช่น กรณีเกาหลีเหนือ ยื่นเงื่อนไขการเจรจาว่าเกาหลีเหนือจะยกเลิกการวิจัยนิวเคลียร์เพื่อแลกกับ การที่สหรัฐฯและโลกตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือ แต่เมื่อเกาหลีเหนือปฏิเสธไม่ให้ผู้แทนภายนอกเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของ ตนตามการเงื่อนไขของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะยุติการเจรจาเช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนือยังเจรจาทำนองขู่ว่าตนจะยินดียกเลิกการทดลองนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ยกเลิกการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน สหรัฐฯ บอกไม่สน เดินหน้าซ้อมรบกับเกาหลีใต้ต่อไป
สุดท้าย สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับไทยก็คือ คนป่วยคนนี้ยังมองหาสาเหตุความเจ็บป่วยของตนเองไม่เจอ แถมยังงมงายอยู่กับแนวทางเผด็จการปนไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี หากเป็นที่แน่ชัดว่า ไทยจะไม่มีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า มีการละเมิดสิทธิของประชาชนด้วยมาตรา 44 อย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็อย่าหวังเลยว่าสหรัฐฯ ภายใต้นายเดวีส์ จะหันมาฮันนีมูนกับไทย การกดดันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงจุดหมายที่สหรัฐฯใช้มากกว่าการโอ้โลม ปฏิโลม
คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ยังหวังลมๆ แล้ง ๆ ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเจอปัญหามามากมาย ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี พระสยามเทวาธิราชจะยังช่วยเราต่อไปแน่ๆ ยังไงเราก็เอาตัวรอด ทะยานกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเหมือนเดิม แต่คนที่เขามองมาจากข้างนอก เขาเชื่อว่า “โชค” ที่ว่านั้น หมดไปนานแล้วค่ะ

เพิ่มเติม
ความเห็นของ อ.พอล แชมเบอร์
ท่านบอกว่า การเสนอให้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครมาดำรงตำแหน่งก็ตาม เป็นการแสดงการยอมรับความชอบธรรมของคณะรัฐประหารในไทย ไม่ใช่ข่าวดีอะไร อาจารย์หวังว่าทาง Senate ที่มีรีพับลิกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ จะไม่รับรองชื่อของเขา

ที่มา https://www.facebook.com/paul.chambers.319/posts/10205245344385943?fref=nf&pnref=story