Sunday, November 08, 2009

จิตวิทยาการศึกษา-จงเร่งเอสคิวจิตวิญญาณ

http://www.thaipost.net/sunday/081109/13205
จิตที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อนที่สุด - ดังที่คิดเอาเองทั้งได้พูดได้เขียนมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีหลังๆ มานี้ - โดยส่วนหนึ่งได้มาจากหลายๆ ที่มา ซึ่งจะไม่อ้างอิง เพราะมาจากหลายที่เหลือเกินจนอ้างไม่ไหว แต่พอจะสรุปได้ว่าเอามาจาก 3 ที่มาใหญ่ๆ (นอกจากที่คิดเอาเอง) คือเอามาจากมหายานและวัชรญาณพุทธศาสนา ปรัชญาและจิตวิทยา โดยเฉพาะจอห์น เซิร์ล วิลเลียม เจมส์ กับคาร์ล จี. จุง กับฟิสิกส์ใหม่ทั้ง 2 ทฤษฎี โดยเฉพาะควอนตัมเม็คคานิกส์ คือผู้เขียนคิดและเชื่อว่า หนึ่ง จิตไม่ใช่สมอง แต่สมองเป็นตัวแทนหรือตัวแสดงของจิต สอง จิตรู้หรือจิตสำนึก (conscious mind) ที่อยู่ในปัจเจกบุคคลมาจากจิตไร้สำนึกร่วมของสากลของจักรวาล (unconscious continuum) สาม สมองมีหน้าที่บริหารหรือเปลี่ยนจิตไร้สำนึกร่วมที่เข้ามาอยู่ในสมองของแต่ละ คนให้เป็นจิตสำนึกด้วยกลไกควอนตัมเม็คคานิกส์ (quantum-wave collapse) ซึ่งข้อ 3 นี้ จะยกเว้นจิตหนึ่งซึ่งเป็นแก่นแกนของจิตไร้สำนึกอันกระจ่างใส ซึ่งอยู่ภายในสุดของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล (ที่เราเรียกเช่นนั้นเฉพาะขามาของวิวัฒนาการของจักรวาลจากหนึ่งสู่ความหลาก หลายเท่านั้น ส่วนวิวัฒนาการขากลับจากความหลากหลายกลับไปหาหนึ่งนั้นเราจะเรียกว่านิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับจิตหนึ่ง) - นั่นตรงกับภาษาอังกฤษ uni + verse การหวนกลับไปหาหนึ่ง - นักศาสนปรัชญาส่วนใหญ่เชื่อว่าจิตสำนึกต้องหาแก่นแกนของจิตไร้สำนึกให้พบ หรือรวมกับแก่นแกนของจิต ด้วยวิวัฒนาการขากลับตามวิวัฒนาการโดยธรรมชาติของจิตผ่านจิตวิญญาณอันเป็น จิตเหนือสำนึก (super-conscious) ไปเรื่อยๆ จนถึงนิพพาน เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อเลยก็ได้ หรือว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็สุดแล้วแต่ ทั้งนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่านของท่านผู้อ่านที่อ่านบทความนี้แต่อย่างใด

บทความวันนี้ - ตามหัวข้อที่ตั้งไว้ข้างบน - มีความหมายที่จะชี้บ่งถึงการปลูกฝังหรือการเร่งเร้าให้มนุษย์เกิดหรือมี วิวัฒนาการของจิตเหนือสำนึกเร็วขึ้นและมากขึ้น เพราะภัยธรรมชาตินานัปการซึ่งเราสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเองจากความไม่รู้ และความอวดดีหลงตัวเอง (อวิชชา และ anthropocentric) นั่นคือ เอสคิว (SQ ซึ่งคนทั่วไป และดาเนียล โกลแมน จะเรียกว่า social quotient ซึ่งสัมพันธ์กับเวลาและสถานที่ของสังคมในขณะนั้นๆ ซึ่งไม่ได้สัมพันธ์กับวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ฉะนั้นในที่นี้ SQ จะมีความหมายที่จิตวิญญาณ หรือหมายถึง spiritual quotient) ซึ่งนักจิตวิทยาเด็กมักจะพูดรวมๆ กันไปกับสติปัญญาความฉลาดที่วัดได้ (IQ) ที่ฟรานซิส แกลตัน นักจิตวิทยาอังกฤษคิดขึ้นและแพร่มาถึง

บ้านเราตอนที่ผู้เขียนยังเล็กๆ และบ้านเราก็รับทันที เพราะฟรานซิส แกลตัน เชื่อหนักเชื่อหนาว่าสืบทอดในตระกูลได้โดยเป็นกรรมพันธุ์ หรืออย่างน้อยก็เป็นลักษณะจำเพาะเป็นพิเศษ (trait) ประจำครอบครัว ที่ผู้เขียนบอกว่าที่บ้านเรารับในทันทีจนกระทั่งปัจจุบันนี้ - ทั้งๆ ที่มีข้อมูลใหม่ๆ ที่บอกว่าการวัดสติปัญญาความฉลาด (psychometric) หรือไอคิวนั้นเชื่อไม่ได้ - ก็เพราะว่าความเชื่อดังกล่าว มันเกิดไปตรงกับภูมิปัญญาชาวบ้านของบ้านเราที่บอกว่า "เสือย่อมไม่ทิ้งลาย" หรือ "เชื้อย่อมไม่ทั้งแถว" อะไรพวกนี้ นั่นคือ ถ้าพ่อเป็นโจรก็ให้ระวังลูกที่อาจเป็นโจรตามพ่อก็เป็นได้ จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดว่าภูมิปัญญาชาวบ้านน่าจะถูกอย่างน้อยก็น่าจะเป็นลักษณะ จำเพาะ (trait) ที่ว่า

ส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่าความรู้สึกแยกออกจากอารมณ์ (EQ) ไม่ได้ ความชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ จึงแยกจากเวทนาไม่ได้ เพราะอารมณ์นั้นเป็นผลพวงของความรู้สึกทางกายภาพ (sensual) ที่เป็นไปในทันทีทันใด คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ระงับ (suppress) ได้โดยจิตที่อยู่เหนือสำนึกที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติบางส่วน โดยซ่อนตัวอยู่ลึกล้ำที่ภายใน ซึ่งจะโผล่ปรากฏออกมาเมื่อชีวิตหนึ่งชีวิตใดกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือกำลัง จะตายไปในทันทีถ้าหากช่วยไม่ทัน จิตเหนือสำนึก (spirituality หรือในที่นี้ก็คือ SQ) - ซึ่งพ้นผ่านหรือก้าวล่วง - จิตสำนึก เราเรียกว่าจิตวิญญาณ หรือธรรมจิต ซึ่งก็คือจิตบริสุทธิ์ที่งามพร้อมที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของในทุกศาสนา ในศาสนาพุทธคือเส้นทางไปสู่นิพพาน ส่วนในศาสนาที่มีพระเจ้าคือการที่จิตอันบริสุทธิ์แต่ละดวงได้รวมกับพระจิต ของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว 3 ความฉลาดที่วัดได้ (quotients) ที่ว่า ทั้งไอคิว อีคิว และเอสคิว นั้นมีส่วนที่มนุษย์เองสามารถสร้าง (co-creator) บางส่วน หรือเร่งเร้าให้เกิดขึ้นมาก็ได้ ซึ่งนักจิตวิทยาที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล รวมทั้งสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยเฉพาะมนุษย์-เชื่อ มนุษยชาติได้ผ่านหรือพบกับไอคิวและอีคิวมาแล้ว แต่เรายังขาดเอสคิวที่โดยปกติแทบไม่มีเลย ที่มีอยู่บ้างก็ถูกซ่อนตัวเอาไว้อย่างล้ำลึก นั่นคือเนื้อหาสาระของบทความวันนี้

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายถึงการสร้างสรรค์ของมนุษย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความฉลา

ดที่วัดได้ (นักจิตวิทยาการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเชื่อโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ว่าวัดไม่ได้) เราจะต้องรู้ความหมายของทั้ง 3 ความฉลาดเสียก่อน (ไอคิว อีคิวและเอสคิว) ก่อนอื่นควรจะอธิบายนิยามของสติปัญญาความฉลาด (intelligence) รู้และเข้าใจอารมณ์ที่แยกออกจากความรู้สึกยากมาก (emotion) และจิตวิญญาณ (spirituality) พอสังเขปตามที่ผู้เขียนเข้าใจและนำมาใช้ในบทความนี้

ในความเห็นของผู้เขียน ทั้ง 3 หรือไอคิว อีคิวและเอสคิวนั้น เราเอามาเรียงกันอย่างผิดๆ ซึ่งหากเราเรียงตามการเจริญเติบโตวิวัฒนาการ ไม่ใช่สนใจหรือว่าพบอันไหนและวัดอันไหนก่อน ความฉลาดทางอารมณ์ต้องมาก่อนเพื่อนนานนักหนา เพราะเป็นเรื่องของการ "รู้รอด" ซึ่งสัมพันธ์กับสัญชาตญาณ จริงอยู่ทั้ง 3 เป็นวิวัฒนาการของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาลที่เข้ามาอยู่ในปัจเจกบุคคล เพื่อ "การรู้" (cognition) แต่อีคิวเป็นวิวัฒนาการที่หยาบ ซึ่งมาก่อนในสัตว์ที่มีระบบลิมบิกวิวัฒนาการแล้วเท่านั้น เราต้องรู้ว่าจักรวาลมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือวิวัฒนาการเท่านั้น และวิวัฒนาการนั้นจะต้องดำเนินไปสู่ "การรู้" ที่สูงขึ้นกว่า ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่า และลึกล้ำมากขึ้นกว่าตลอดเวลา ทั้งในทางกายภาพและทั้งจิตภาพ แต่กายภาพจะมีวิวัฒนาการก่อนและจิตภาพมาทีหลัง โดยมีวิวัฒนาการช้ามากกว่า กระทั่งส่วนใหญ่มากๆ หรือแทบทุกคนก็ว่าได้ ซึ่งพุทธศาสนาบอกว่าจะต้องมีการสะสมบารมีข้ามภพข้ามชาติมาตลอดเวลา และผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น ทั้งจะเป็นวิวัฒนาการสุดท้ายของจักรวาลเมื่อมนุษย์ทุกคน สัตว์โลกทั้งหมดทุกๆ ตัวสามารถจะ "รู้แจ้ง"

เค็น วิลเบอร์ จะบอกว่า วิวัฒนาการทางจิตในมนุษย์ - ผ่านสเปกตรัมต่างๆ ที่เรียกว่า "เส้นทาง" (line) - จะเป็นการต่อยอดของเส้นทางที่เดิมมีเพียงเส้นทางเดียวก็ได้ หรือจะเป็นวิวัฒนาการที่เริ่มต้นจะมีหลายๆ เส้นทางก็ได้ ฉะนั้น เส้นทางหรือ line จึงไม่มีความสำคัญเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของจิตรู้ที่สัมพันธ์กับรูปร่างทาง กายภาพ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหากพิจารณาจากลักษณะของความเป็นองค์รวมของวิวัฒนาการ แล้ว องค์กรใหม่จะเป็นการวิวัฒนากรขององค์เก่า บวกกับส่วนที่ได้มาใหม่เสมอ (transcend and include) ซึ่งเค็น วิลเบอร์ ก็ได้พูดมาเองและผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น เพราะฉะนั้น กระบวนการวิวัฒนาการก็น่าจะเป็นเช่นนั้น มนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายจะต้องเรียนรู้หรือวิวัฒนาการมาตามลำดับ รู้รอดต้องผ่านสัญชาตญาณก่อน และรู้เพื่อรู้ต้องตามหลังรู้รอด ฉะนั้นสติปัญญาความฉลาด (intelligence) จึงต้องตามหลังการต่อสู้และหนีภัย และความฉลาดเหนือสติปัญญา (wisdom) ต้องผ่านความฉลาดธรรมดาๆ ก่อน เอสคิว หรือการรู้ของจิตวิญญาณ (spirituality) - อันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งแทงตลอดและวิมุตติ - จึงเหนือกว่าสติปัญญาความฉลาดธรรมดามากนัก

จากที่พูดมาทั้งหมด เราสามารถสรุปและสามารถยืนยันได้ว่า ทั้งศาสนาและปรัชญากับทั้งวิทยาศาสตร์ - ที่ต่างก็พยายามอธิบายความจริงแท้ของธรรมชาติ แต่อธิบายบนหลักการและวิธีการคนละอย่างแตกต่างกัน - บอกเหมือนๆ กันว่าความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งศาสนากับปรัชญาบอกว่าเป็นจิตเป็นปฐม ส่วนวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นรูปกายวัตถุที่ตั้งอยู่ข้างนอก แล้วก็อธิบายจักรวาล ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างไปตามนั้น และทั้ง 2 ก็บอกว่าจักรวาลมีเป้าหมายอย่างเดียวจริงๆ คือวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการไปทำไม? ทั้งศาสนากับวิทยาศาสตร์บอกว่าวิวัฒนาการเพื่อให้มีชีวิตและมนุษย์ดำรงอยู่ ได้ นั่นคือที่มาของความรู้ เห็นกับไม่เห็นที่พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือรูปกายวัตถุไม่ได้ เพราะจิตไม่ใช่กาย วิทยาศาสตร์จึงปลดความรู้ออกจากศาสนา เหลือไว้แค่ความเชื่อความศรัทธาอันไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง ส่วนศาสนาก็เถียงว่าวิทยาศาสตร์ไม่ยุติธรรม เพราะเล่นใช้แต่วิธีการทางรูปกายวัตถุอย่างเดียวในการพิสูจน์ แต่ไม่ใช้วิธีการทางจิตเลย เช่น การทำสมาธิที่มีในทุกๆ ศาสนาอย่างไม่มีการยกเว้น หลังจากนั้นเมื่อเถียงกันไม่รู้จักจบหรือจบไม่ได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้ง 2 ก็แยกไปเด็ดขาดโดยเดินกันคนละทาง จนกระทั่งมีฟิสิกส์ใหม่ที่คล้ายๆ กับศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่อุบัติขึ้นทางตะวันออก ฟิสิกส์ใหม่ซึ่งให้ความจริงแท้ของธรรมชาติ (ทั้ง 2 ระดับคือทั้งกายและจิต) ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์กายวัตถุเป็นไหนๆ

เอสคิวที่ผู้เขียนหมายถึงในที่นี้ คือการวัดความฉลาดทางวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ และความฉลาดนั่นก็ไม่ใช่สติปัญญา (intelligence) หากแต่เป็นปรีชาญาณการหยั่งรู้หรือภาวนามยปัญญา (intuition or wisdom) ซึ่งเป็นไปเพื่อวิวัฒนาการของเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล คือเป็นอารมณ์ด้านบวก อารมณ์ทุกๆ อารมณ์จะไม่มีเหตุผลทั้งนั้น จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ อารมณ์กับเหตุผลเชื่อกันว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้ามีเหตุผลก็ต้องไม่มีอารมณ์ หรือถ้าหากคนกำลังมีอารมณ์อยู่ก็อย่าหวังว่าจะใช้เหตุผลช่วยได้ เพราะเราอยู่ในยุคที่มีเหตุผลเป็นใหญ่ - ที่ผิดความจริงทางควอนตัมอย่างชัดๆ - ดังนั้นเรื่องของอารมณ์โดยเฉพาะด้านลบจึงเป็นของต้องห้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผลของการวิจัยใหม่ๆ ชี้บ่งอย่างเป็นตรงกันข้าม ทั้ง 2 กลับเสริมเติมซึ่งกันและกันเพื่อวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ รักเมตตาและให้อภัยด้วยใจจริง อารมณ์ช่วยให้เหตุผลเกิด และเหตุผลจะช่วยกำจัดอารมณ์ในคราวต่อๆ ไปให้มีน้อยลงๆ และค่อยๆ หมดไป (Antonio Damasio : Descartes' Error, 1999) โลกในอนาคตอันใกล้นี้ การอยู่รอดของมนุษยชาติจะไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผล (rational) และสติปัญญาความฉลาด (intelligence) อีกต่อไปแล้ว หากแต่จะขึ้นอยู่กับภาวนามยปัญญา (wisdom) ซึ่งจะมีได้เป็นปกติธรรมชาติต่อเมื่อมนุษยชาติมีวิวัฒนาการทางจิตไปสู่ระดับ จิตวิญญาณหรือธรรมจิต (spirituality) เส้นทางไปสู่นิพพานแล้วเท่านั้น.

Sunday, October 04, 2009

รายงานสภาพภูมิอากาศของโลกโดยสังเขป

ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ดี มีภัยธรรมชาติมากเหลือเกิน คนก็ตายรับทุกข์แสนสาหัส โดยเฉพาะในแถบเอเชียและแปซิฟิก
1. ออสเตรเลีย พายุทะเลทราย
2. พายุกฤษณา ที่ฟิลิปปินส์
3. ซึนามิ ที่ซามัว แปซิฟิกใต้
4. แผ่นดินไหวที่สุมาตรา อินโดนีเซีย
5. พายุป้าหม่าลูกใหม่ที่ฟิลิปปินส์
6. ....เชิญเลือกภัยธรรมชาิติตามใจต้องการ เพราะมันจะมีตามมาอีกแน่นอน

แม้ว่าเราจะประสบภัยกันเช่นนี้ แต่อีกฟากโลกที่ไม่มีภัยธรรมชาิิติก็พยายามสร้างภัยคุึกคามกันเองไม่หยุดหย่อน อย่างที่ อิรัก อิหร่าน อัฟกานิสถาน หรือล่าสุด จีนก็โชว์อาวุธนิวเคลียร์มหาศาลในวันชาติแบบพร้อมรบเสมอ เยอรมันเองที่ผมอยู่ตอนนี้ แม้ไม่ได้มีกองทัพอะไรพิเศษแต่คนเยอรมันก็เลือกพรรคที่ทำลายธรรมชาติที่สุดขึ้นมาเป็นรัฐบาลเพราะกลัวว่าตังค์ในกระเป๋าตัวเองจะหายไป (เขาว่าเป็นตลกร้าย ท่ามกลางบรรยากาศการล่มสลายของทุนนิยม คนเยอรมันกลับเลือกพรรคที่ทุนนิยมสุดโต่งมาเป็นรัฐบาลแบบไม่สนใจอะไร)

อนึ่งว่า โลกเราได้กลายเป็นนรกอเวจีไปกลายๆเสียแล้ว

คุณพร้อมแล้วหรือยัง:-)

Sunday, September 20, 2009

2012-13: กระบวนทัศน์ใหม่มาถึงแล้ว

from
http://www.thaipost.net/sunday/200909/10999

ทุกวันนี้ผู้เขียนมีความยินดีเอามากๆ ที่ได้เห็นชาวโลกโดยเฉพาะชาวไทย (ส่วนเล็กๆ) มีการตื่นตัวที่ภายใน (interiority) กันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสำหรับผู้เขียนที่ได้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตหรือภายในมานานถึง 20 ปี-แบบผู้อ่านทั่วไปมักจะพูดว่าเขียนเรื่องอะไร โดยที่คนอ่านไม่รู้เรื่อง-ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของความรู้ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของจักรวาล (ภายใน) ศาสนา วัฒนธรรม และฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ หรือควอนตัมเมกานิกส์ในส่วนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับจิต-ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ แห่งยุคใหม่และนักศาสนาหลายๆ คน รวมทั้งผู้เขียนที่ไม่ได้เป็นอะไร-เชื่อเช่นนั้นว่ามีส่วนสัมพันธ์กับภายใน คือเป็นคลื่นพลังงานสั่นสะเทือน (vibration) และคล้ายๆ กันมากเป็นพิเศษ ซึ่งจริงๆ แล้วความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ที่ว่านั้นคือ ความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันและกันที่ภายในอย่างที่ไม่มีทางแยกออกจากกันเป็น บูรณาการได้ตลอดกาล หรือจะพูดได้ว่าไม่มีการสิ้นสุดเลยก็ว่าได้

อยากจะขออนุญาตผู้อ่านว่า อย่าเพิ่งเบื่อ-เซ็งที่เห็นว่าผู้เขียนพายเรืออยู่ในอ่าง หรือคิดว่าจะได้ยินแผ่นเสียงตกร่องอีกเมื่อเห็นปี 2012 ในหัวเรื่องของบทความของวันนี้ โดยหลายคนอาจคิดว่า ไม่ว่าผู้เขียนจะเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนที่จะเกิดกับ ชาวโลกและคนไทยอย่างไร? ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ ผู้อ่านส่วนมาก? อาจคิดต่อไปว่าถึงจะรู้แล้วหรือเชื่อแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ทว่าจริงๆ แล้วที่เขียนบ่อยเพราะมันสามารถช่วย บางคน ได้ และช่วยได้ทันด้วย เพราะเรามีเวลาตั้งกว่าสามปีถึงจะถึงวันที่ 21 หรือ 22 เดือนธันวาคม ปี 2012 หากเราบางคนที่ว่านั้นปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ-ไม่ว่าเชื่อตามศาสนาต่างๆ นั้นๆ หรือไม่? มันก็เป็นเรื่องที่ดีงามกับตัวเองทั้งนั้น-ปฏิบัติกันตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งผู้เขียนขอรับรองว่าจะช่วยได้จริง

สาธารณชนคนทั่วไปโดยเฉพาะคนไทย-ยกเว้นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คน-แทบว่าจะทุกคน กระมัง? คงจะไม่รู้ว่าเร็วๆ นี้มันได้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบสุริยะที่สำคัญยิ่งอยู่สองเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง สนามแม่เหล็กโลก (magnetosphere) ที่ป้องกันรังสีอันตรายจากลมสุริยะที่อยู่ๆ ก็มีรอยโหว่มหึมาขึ้นมาเฉยๆ ดังที่ผู้เขียนได้เขียนลงไทยโพสต์ไปเมื่อเดือนสองเดือนก่อน ประเด็นก็คือ องค์การนาซาได้บอกว่าลมสุริยะ (solar wind) จะมีขนาดและจำนวนที่ใหญ่และมากขึ้นๆ สามารถที่จะรบกวนไม่เพียงแต่ระบบการสื่อสารหรือทั้งดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังอาจจะรบกวนพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ภายใน 3-4 ปีนี้ ซึ่งไปตรงกับปี 2012-13 พอดี กับเรื่องที่สองก็ได้เขียนลงที่นี่ประมาณสิบปีเห็นจะได้ ว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา-ซึ่งเป็นกาแล็กซีขนาดกลาง จึงหมุนรอบๆ ศูนย์กลางทุกๆ 250 ล้านปี ทำให้ระบบสุริยะหมุนตามไปด้วย-ฉะนั้นในรอบหนึ่งของการหมุน ดวงอาทิตย์และดาวนพเคราะห์ รวมทั้งดวงจันท์จะไปเรียงเป็นแถวเดียวกันกับศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้าง เผือกพอดี (grand planetary alignment) ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 ชาวโลกเราในขณะนี้กำลังได้รับรังสีจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากศูนย์กลางทางช้าง เผือก ซึ่งก็เป็นที่รู้ดีกันทั่วไปแล้วว่ารังสีจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในบางไวเบรชัน มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจิต (ไร้สำนึก) ของมนุษย์ (Robert Becker: The Electromagnetic Fields, What They Can Do For Us, 1990) นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเขียนเรื่องปี 2012-13 ไม่จบสักที

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกของชมรมจิตวิวัฒน์คนหนึ่งได้ถามผู้เขียนที่ชอบพูดเรื่องของปี 2012 อันเป็นปีที่โลกพัง (บางส่วน)-ที่หมายถึงประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน-และจิตใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ ที่ผู้ติดตามงานของผู้เขียนทุกๆ คนเลย มักรู้ดีว่าเป็นเรื่องที่ผู้เขียนจัดเป็นเสมือนเป้าหมายหลักของงานเขียนของ ผู้เขียน คือสมาชิกผู้นั้นถามคล้ายๆ กับว่า ตอนนี้ผู้เขียนยังคงคิดถึงปี 2012 เช่นเดิมหรือไม่? ผู้เขียนได้ตอบไปว่าก็คงเป็นเหมือนเดิม แล้วผู้เขียนก็ได้บรรยายถึงเรื่องของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ชื่อ ริชาร์ด มูลเลอร์ ที่เบิร์กเลย์พูดกับหลุยส์ อัลวาเรซ นักฟิสิกส์ที่พบหลุมอุกกาบาตที่ตกลงมาชนโลกที่อ่าวยูตาคาน ทำให้เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปทันทีทั้งหมดเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ในยุคเครตาเซียส-ทำให้หลุยส์ อัลวาเรซ ได้รับรางวัลโนเบลจากการที่เขาพบหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตตกลงมาชนโลกนั้น-จน อัลวาเรซเชื่อว่าหากมีดาวใหญ่เข้ามาใกล้ๆ ระบบสุริยะ (เช่นมีดวงอาทิตย์สองดวง) เกิดไปเกี่ยวให้ดาวหาง-อุกกาบาตหลุดจากที่อยู่ของมันในขณะเดียวกัน ดาวใหญ่หรือดวงอาทิตย์อีกดวงนั้นโคจรเข้ามาใกล้ๆ กับระบบสุริยะ ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าดาวหาง-อุกกาบาตอาจจะวิ่งมาชนโลกเราก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ระบบสุริยะเป็น "ระบบดาวคู่แฝด" หรือมีดวงอาทิตย์สองดวง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งอย่างที่ทั้งริชาร์ด มูลเลอร์ และหลุยส์ อัลวาเรซ คิดและเชื่อ อย่างไรก็ดี เรื่องของระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์สองดวงนี้ นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่มากๆ ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้เขียนคิดว่าความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่ และผู้เขียนเชื่อว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปี 2012 ซึ่งทุกๆ ศาสนาและทุกๆ ลัทธิความเชื่อ-เท่าที่ผู้เขียนรู้-ต่างพูดว่าเป็นปีที่ต้องระวัง แถมนักพยากรณ์บางคน เช่น นอสตราดามุส และพวกนิวเอจเยอร์ส (newagers) ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นปีที่โลกพัง (บางส่วน) แต่คงไม่หมดสิ้นทั้งเผ่าพันธุ์ กับจะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างใหญ่หลวงที่สุดในประวัติของมนุษยชาติที่ เรามีมาทั้งหมด และ ผู้ที่รอดพ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างลึกล้ำ

อาจารย์อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา สมาชิกของจิตวิวัฒน์เช่นกัน ได้บอกไว้ว่าปี 2013 เป็นต้นไป มนุษย์ส่วนใหญ่จะมีวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาน (spirituality) ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตรงกับที่ เตยา เดอ ชาดัง, ศรีอรพินโธ และนักคิดเขียนไว้ นั่นคือสัญชาตญาณของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์ หากเข้าที่คับขันที่เสี่ยงกับภยันตรายต่อเผ่าพันธุ์ประเทศชาติและศาสนา ความคับขันอันตรายนั้นจะเร่งเร้า หรือกระตุ้นให้เราปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างถอนรากถอนโคน นั่นคือสาเหตุอีกอย่างหนึ่งของผู้เขียน

มีอยู่สามเรื่องที่ต้องย้ำกันเป็นพิเศษ คือ

1.เรื่องโลกพัง (บางส่วน) กับปี 2012 นี้ แม้จะมีเหตุผลที่ยกมาข้างบน แต่รู้สึกว่าเขียนบ่อยจริงๆ ที่เขียนนั้นเพราะเชื่อว่า ถ้าหากความรู้ที่เรายอมรับกันว่าเป็นฐานของความจริงที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าความรู้นั้นจะได้จากทางจิต เช่น ศาสนา ลัทธิความเชื่อ หรือโหราศาสตร์ที่มองไม่เห็น ไม่มีตรรกะหรือเหตุผล หรือความรู้นั้นได้มาจากทางกาย เช่นวิทยาศาสตร์ที่มองเห็น (รวมทั้งที่ใช้อุปกรณ์ช่วย) หรือมีตรรกะเหตุผลที่ชมรมวิทยาศาสตร์บางส่วนยอมรับ เมื่อเชื่อว่าเป็นไปได้ที่โลกต้องพัง อย่างกะทันหัน เช่นน้ำท่วมโลกมากๆ และฉับพลัน การย้ายแผนที่โลก (geographic upheaval) อุกกาบาต ฯลฯ-ไม่ว่าในปี 2012 นี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้มาก หรือโลกจะต้องพังเป็นบางส่วนในวันข้างหน้าและเร็วๆ นี้ (ถ้าหากไม่พังในวันที่ 21 หรือ 22 ธันวาคม ในปีนั้น-ทั้งยังอาจช่วยบางคนได้ ไม่ว่าอย่างไรผู้เขียนก็ต้องเขียน

2.โดยธรรมชาติและความรู้ที่มี เรารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ระบบนิเวศน์โลกเท่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้จะเป็นสมดุล ซิเมตรี หรือพอเพียงพอดีกับประชากรโลก 7,000 ล้านคนที่โลกมีอยู่ในขณะนี้ เพราะเรารู้ว่าถ้าหากประชาชนทั้งโลกมีกินมีใช้อย่างเท่าเทียมกันสม่ำเสมอกัน จริงๆ-ไม่ใช่ในปัจจุบันที่ประชากรเพียง 2% ของโลก ส่วนใหญ่มากๆ อยู่ในสหรัฐอเมริกาบริโภคทรัพยากรธรรมชาติถึง 80%-ที่ไม่ใช้โดยฟุ่มเฟือยด้วย ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่โลกสามารถที่จะรองรับประชากรโลกได้เพียง 2,500 ล้านคนเท่านั้น ประชากรของโลกส่วนใหญ่จำต้องหายไป และการหายไปจะต้องเกิดอย่างกะทันหัน เช่น ดาวหาง-อุกกาบาตวิ่งมาชน หรือการย้ายขั้วโลก ย้ายแผนที่โลก หรือน้ำท่วมโลกที่เกิดในทันทีทันใด เหมือนสึนามิแต่ใหญ่กว่ามากๆ ฉะนั้นจงอย่าประมาทเป็นอันขาด

3.เรารู้ว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกเพียงเเผ่าพันธุ์เดียว จะต้องมีวิวัฒนาการหรือการเรียนรู้ตลอดเวลา ดังที่ผู้เขียนได้เขียนมาตลอดเวลาว่ามนุษย์ต้องเรียนรู้ทั้งสามรู้คือ รู้รอด รู้เพื่อรู้ และรู้แจ้ง ที่สัตว์โลกทุกตัวกับมนุษย์ทุกคนไล่ขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งข้อแรกเป็นคุณสมบัติของสัตว์โลกทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ ส่วนรู้เพื่อรู้ (intelligence) เป็นคุณสมบัติของสัตว์ชั้นสูงโดยเฉพาะของมนุษย์ ส่วนรู้แจ้งเป็นคุณสมบัติของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งก็คือวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ (spirituality) ไล่ต่อไปจนถึงนิพพาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อแรกจะเป็นการวิวัฒนาการของกายล้วนๆ ข้อที่สองเป็นวิวัฒนาการของกายและจิต โดยทั้งสองจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และวิวัฒนาการของจิตจะเป็นวิวัฒนาการของจิตสำนึกเท่านั้น ส่วนข้อที่สามหรือรู้ที่สามเป็นของมนุษย์แต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว และเป็นวิวัฒนาการของจิตเพียงอย่างเดียว ตอนแรกจิตของปัจเจกบุคคลหรือจิตสำนึกและใต้สำนึกก่อน ตอนหลังจึงเป็นจิตไร้สำนึก (unconsciousness) ของปัจเจกบุคคล หรือจิตสากลโดยรวมของจักรวาล

จากทั้งสามข้อที่เล่ามานั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรทั้ง 3 ประการจะต้องเกิดกับเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และน่าจะเป็นในเร็วๆ นี้ เช่น 1) โลกจะต้องพังไปบางส่วนอาจจะเป็นปลายปี 2012 หรือล่าช้าไปกว่านั้น แต่เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน 2) ผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างมีเหตุผลว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่จะหายไปในกะทันหันแต่ไม่หมด โดยจะเหลือพอที่จะรักษาความสมดุลพอเพยงพอดีเป็นธรรมชาติอย่างยั่งยืน 3) มนุษย์ที่เหลือจะเปลี่ยนแปลง (transform) ตัวเองเป็นปัจเจกก่อน แล้วจะไปเป็นโดยรวมหรือกระบวนทัศน์แห่งสังคมใหม่ในตอนหลัง

เป้าหมายของจักรวาลที่มีขึ้นมาก็เพื่อวิวัฒนาการอย่างเดียวเท่านั้น และการวิวัฒนาการจะเป็นไปได้อย่างเด่นชัด จะต้องมี "สิ่ง" และมีขั้นมีตอนซึ่ง "สิ่ง" ที่เห็นจะมีอยู่เพียงหนึ่งหรือองค์รวมที่แยกออกไปเป็นสอง รูปกับนามหรือกายกับจิต โดยทั้งสองจะมีพลังงานเป็นเครื่องมือ ทั้งหมดวิวัฒนาการไปเป็นวัฏจักร จากหยาบสู่ละเอียด จากความง่ายสู่ความยากและซับซ้อน รูปหรือกายได้แก่สสารวัตถุกับรูปชีวิตและมนุษย์ นามได้แก่จิต ทั้งหมดจะต้องผ่านสามขั้นตอนของวิวัฒนาการ จากสสารวัตถุไม่มีชีวิตไปสู่ชีวิต และจากชีวิตไปสู่มนุษย์ (นั่นคือ matter life and man) จากวิวัฒนาการของรูปหรือกายจึงถึงวิวัฒนาการของนามหรือจิต (man ในแบบหนึ่งคือ mind) ที่มีการเดินทางหรือเรียนรู้ (ซึ่งก็คือพลังงานเป็นเครื่องมือ) ซึ่งวิวัฒนาการจะแล้วเสร็จก็เมื่อจิตของมนุษย์ส่วนใหญ่บรรลุธรรมในระดับจิต วิญญาณ (spirituality) ขึ้นไปจนถึงนิพพาน สรุปก็คือ จักรวาลต้องมีวิวัฒนาการของโลกกับมนุษย์ ตามที่นักฟิสิกส์ใหม่บางคนคิดโดยหลักการมนุษยจักรวาลวิทยา (cosmological Anthropic principle) และมีวิวัฒนาการของกายกับของจิต ซึ่งทั้งหมดมีความจริงแท้อยู่เพียงแค่นั้น (matter life mind หรือ ดิน มนุษย์ (ชีวิต) และฟ้า) ขณะนี้เรากำลังเดินทางไปสู่จุดเป้าหมายสุดท้ายหรือฟ้าที่ยังยาวไกลไม่น้อย นั้น.

Saturday, September 12, 2009

วิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจจะเป็นจริง

ในทุกๆการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะชีววิทยาจะมีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นตลอด นั่นคือ เมื่อเราต้องการศึกษาปรากฏการณ์ในหลอดทดลองที่ไร้การปนเปื้อนจากสิ่งใดๆ เราต้องพยายามลดตัวแปร ตัวก่อกวนการทดลองออกไปให้มากที่สุด แต่ปัญหาก็คือ ในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในธรรมชาติที่แท้จริง ไม่เคยไม่มีการปนเปื้อน และก็จะมีตัวรบกวนระบบเสมอๆ แต่ ก็นั่นแหละ การเข้าใจสภาพแท้จริงของสิ่งที่ศึกษานั้น สิ่งรบกวน สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะสิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการมาเพื่ออยู่กับสิ่งนี้

ตัวอย่าง เช่น เราแยกเอนไซม์ออกจากสภาพแวดล้อมในเซลล์เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของมันในสารละลาย ในอุดมคติที่สะอาด ไร้การปนเปื้อน ในสภาวะเช่นนี้ มันก็ยังทำงานได้ อย่าง โปรตีเอส ก็จะตัดสายเปปไตด์ แต่คำถามคือในสิ่งมีชีวิตจริงๆแล้ว เอนไซม์นี้มันทำหน้าที่อย่างนี้หรือเปล่า เพราะสภาพแวดล้อมในเซลล์จริงๆแล้วจะไม่ใช่แบบสารละลายแต่จะเป็นเหมือนเยลลี่ มีความยืดหยุ่น มีโปรตีนอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งข้อนี้ หลายปีก่อน ก็มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียได้ทำการทดลองไว้แล้ว ว่า ใน ภาวะที่เหมือนเยลลี่ (แบบง่าย) โปรตีเอส บางตัวแทนที่จะตัดสายเปปไตด์ แต่กลับต่อสายเปปไตด์เข้ากันเป็นโปรตีนใหม่ขึ้นมา (J. Biol. Chem.

277, S. 43253)

หรืออย่าง อีโคไล เพื่อนรักของเรา ในห้องทดลองที่มันได้เติบโตในสภาวะที่เหมือนสวรรค์ ไม่มีศัตรู ไม่มีการแข่งขัน มีอาหารอุดมสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทีหลังว่า มันได้สูญเสียคุณลักษณะที่ใช้ในการอยู่รอดไปอย่างเช่น มันจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์อีกต่อไป หรือ แม้แต่สูญเสียคุณสมบัติในการสร้าง ไบโอฟิล์ม ที่ก่อโรคได้ ซึ่งทำให้อีโคไลนี้ต่างจากอีโคไลดั้งเดิมออกไป (J.

Bacteriol. 188, S. 3572).

ซึ่ง ผลการทดลองนี้ก็ได้รับการยืนยันภายหลังจากความรู้ทางชีววิทยาที่มากขึ้น อย่างความรู้เรื่องความคงตัวของจีโนมของแบคทีเรียที่น่าทึง หลังจากนั้นก็มีรีวิวออกมามากมายยืนยันว่า อีโคไลสายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในห้องทดลองหลายๆปีจะสูญเสียความสามารถสำคัญๆไป และจะไม่สามารถเป็นตัวแทนอีโคไลที่อยู่ในธรรมชาติได้ (Trends

Microbiol. 13, S. 58) นอกจากนี้ มันก็มีตัวอย่างด้านตรงข้ามออกไปเลย อย่าง หนอน C. elegans แมลงหวี่ Drosophila หรือกระทั่งสัตว์ชั้นสูงอย่าง หนู และลิง นักวิจัยพบว่า ถ้ามันกินน้อยลง ได้รับ แคลอรี่น้อยลง มันจะอายุยืนขึ้น (Science 325, S. 201 คนค้นพบได้โนเบลไปแล้ว) แต่นั่นเป็นจริงกับชีวิตนอกห้องทดลองงั้นหรือ เราต้องระวังไว้ให้ดีเพราะที่นักวิจัยศึกษานั้นเพียงแค่ดูอิทธิพลของการลดอาหารต่อการเกิดโรคแก่ชราเท่านั้น ตัวสัตว์ทดลองก็ยังอยู่ในดินแดนเหมือนสวรรค์อยู่นั่นเอง

ในหัวข้อนี้ก็มีงานวิจัยล่าสุดออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันต้องการพลังงานส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการต่อต้านเชื้อโรค แต่ว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่เมื่อติดโรคแล้วจะลดการกินอาหารลงไป เขาเลยทดลองกับแมลงหวี่เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกินอาหารกับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียสามชนิด ผลลัพธ์คือ แมลงหวี่ที่อดอหารสามารถทนต่อการติดเชื้อชนิดแรกได้ดีเท่าๆกับแมลงหวี่ในธรรมชาติ ส่วนเชื้อชนิดที่สองกลับตายเร็วขึ้น ส่วนเชื้อชนิดที่สามตายช้ากว่า (PLoS Biol. 7: e1000150)

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์จากห้องทดลอง in vitro หรือ แม้แต่ in vivo ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้กับโลกจริงๆได้เสมอไป แต่มันก็ทำให้ระลึกได้ว่า โลกจริงๆที่ปนเปื้อนนั้นมันง่ายกว่าที่คิด ต้องการการแก้ปัญหาอย่างง่ายๆที่ยืดหยุ่นเท่านั้นเป็นพอ ปวดขี้ก็ให้ไปขี้ ไม่ใช้ทำยังไงไม่ให้ปวดท้อง ไม่อยากแก่ก็ให้อารมณ์ดี มีความสุขไว้ อย่าคิดมากเด๋วเยี่ยวเหลือง

โลกมันง่ายกว่าที่คิดเว้ย ไอ้นักวิทย์ทั้งหลาย แสดดดด

Ralf Neumann

From http://www.laborjournal.de/rubric/archiv/domfac/bellbio/schoen_09_09.pdf

เติมน้ำใส่ไข่ โดย นายทิม

Monday, August 17, 2009

วัน พัก ใจ

เคยมีบ้างไหมที่จู่ๆ โลกเราชื่นชอบได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งใดเคยรักเคยหวง กลับกลายเป็นสิ่งเชยชาน่าเบื่อ การงานที่คุ้นเคยกลับกลายเหมือนโซ่ตรวนที่หน่วงหนัก คนเคยร่วมสังสรรค์เฮฮากลายเป็นคนแปลกหน้าที่เหมือนไม่เคยจะรู้จัก กระทั่งห้องหอที่เคยคุ้มหัวก็แปรเปลี่ยนไปเหมือนเป็นเรือนจำ

จากนั้นความเงียบเหงา อึมครึมก็โอบล้อมเข้ามาราวเมฆหมอกปีศาจ รู้สึกหมดพลังไปเสียทุึกอย่าง ไร้ซึ่งพลังจินตนาการสร้างสรรค์ใดๆสิ้น จบดิ่งสู่หุบเหวลึกล้ำหาที่สุด

สภาพเ่ช่นนี้ บางทีอาจนับได้ว่าเป็นความป่วยไข้ชนิดหนึ่ง ไ่ม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บในความหมายสามัญ หากเป็นโรคร้ายที่ทุกคนต้องเผชิญ เป็นทางสองแพร่งของชีวิตกับความตาย ด้านหนึ่งมองเห็นความไร้แก่นสารของสรรพสิ่งที่เคยผูกพัน อีกด้านหนึ่งเป็นความกลัวที่จะต้องสูญทุกอย่างไป

มันเหมือนสภาพกึ่งๆ ครึ่งๆ ไม่เต็มเต็ง จะไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะกลับข้างหลังก็ไม่ดี จะคิดว่าเป็นมายาก็ไม่ใช่เพราะความรู้สึกทรมานนี้มันจริงเหลือเกิน จะคว้าสิ่งใดมายึดเหนี่ยวบรรเทาก็ไม่มี เหมือนลอยคว้างอยู่กลางทะเล

บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณเป็นเวลาให้เดินทางค้นหาความกลวงโบ๋ของสิ่งที่อยู่ข้างใน เส้นทาง-สาย-หัวใจ

Saturday, August 08, 2009

ความรู้โลกความจริงโลกไม่ใช่ความแท้

http://www.thaipost.net/sunday/090809/8973

ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2518 ร่วม 35 ปีมาแล้ว เอกอัครราชทูตของประเทศสแกนดิเนเวียประเทศหนึ่ง ส่งเจ้าหน้าที่สถานทูตชาติเดียวกันไปรับผู้เขียนถึงสถานที่หนึ่งที่นัดไว้ ไม่ไกลจากบ้านที่ผู้เขียนหลบไปซ่อนตัว ตอนนั้นวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศว่า ผู้เขียนได้หนีไปที่ทุ่งไหหินไปแล้ว สองเดือนหลังจากวันนั้น หนังสือพิมพ์และแมกกาซีนที่พิมพ์เมืองนอกได้บอกว่า นักการเมืองที่เป็น "ลิเบอรัล" คนหนึ่งได้หลบหนีภัยการเมืองไปอยู่ในสถานทูตของประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งในตอนนั้นผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนเป็นนักการเมือง "ลิเบอรัล" จริงๆ เพราะไม่รู้ "ความรู้" รอบตัวอะไรเท่าใดนัก คิดแต่ว่าในทางการเมืองของประเทศไทยนั้น ถ้าไม่เป็นเผด็จการทหารหรือเผด็จการทุกรูปแบบ รวมทั้งคอมมิวนิสต์สุดโต่ง เป็นรอยัลลิสต์หรืออนุรักษนิยมแล้ว คำว่า สังคมนิยม รัฐสวัสดิการ ก็ไม่ได้แตกต่างจาก "ลิเบอรัล" เท่าใดนัก ทั้งที่ว่าไปแล้วผู้เขียนเกลียดหรืออย่างน้อยก็ไม่ชอบระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และกายวัตถุนิยมกับเทคโนโลยีที่ทำลายและทำร้ายธรรมชาติอย่างที่สุด นั่นเป็นตอนนั้นเมื่อ 35 ปีมาแล้ว ตอนนี้ถึงได้รู้ว่า "ลิเบอรัล" นั้นหมายเฉพาะเสรีภาพของ "มนุษย์" เท่านั้น

ทำให้พลอยไม่ชอบ "ความรู้" ในทางกายภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยตัวแทนแบบสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เป็นธรรมที่แท้จริง เพราะมีฐานที่มีมนุษย์เป็นใหญ่ (anthropomorphic) กว่าชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ที่แม้มนุษย์ด้วยกันเองก็ขึ้นกับความฉลาดแกมโกง อำนาจ เงินที่เจือจางด้วยกิเลสตัณหา รวมทั้งสิ่งอะไรๆ ที่มนุษย์คิดขึ้น-ที่ล้วนแล้วแต่ทำร้ายหรือผิดธรรมชาติแทบจะทั้งสิ้น-ไปด้วย

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร? ผู้เขียนก็คิดว่าโลกและจักรวาลของเราอันนี้หรือแห่งนี้ มีชีวิตอย่างแน่นอน การมีชีวิตคือการมีจิตที่เข้าไปอยู่ ดังที่ผู้เขียนได้เขียนเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว คืออยู่ "ภายใน" จักรวาลและ "ภายใน" หัวสมองของสัตว์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เรา และจิตจักรวาลส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ภายในหัวสมองของมนุษย์ ได้ถูกบริหารโดยสมองให้เป็นจิตรู้หรือจิตสำนึก-ทั้งของปัจเจกบุคลและจิตร่วม โดยรวม สำหรับหมู่คนชุมชนหรือสังคม-นั่นทั้งไม่ผิดไปจากศาสนาที่มีพระเจ้าและไม่มี พระเจ้า สำหรับกลุ่มแรกเพียงแต่พระเจ้าอยู่ในจักรวาลนี้ (ไม่ใช่อยู่นอกจักรวาลนี้) และเป็นผู้สร้างสรรค์จักรวาลอันนี้ขึ้นมาจาก "ซิงกูลาริตีที่เป็นซูเปอร์ซิมเมตรี" ซึ่งเป็นส่วนของจิตพระเจ้า (mind of God) สำหรับกลุ่มหลังเช่น ศาสนาพุทธที่บอกว่า "เป็นไปของมันเอง" ซึ่งสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่ไม่เดินเป็นเส้นตรง (non-linear dynamicity science) ซึ่งทำงานด้วยระบบของการจัดองค์กรให้กับตนเอง โดยมีทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นเครื่องมือ (self-organizing system and chaos theory) ทั้งสองกลุ่มจึงผิดกันที่ลำดับก่อนหลัง โดยกลุ่มแรกเกิดก่อนและกลุ่มหลังอธิบายหนักไปทางกลไก แบบนี้ทั้งสองกลุ่มยังไปสอดคล้องกันกับความพ้องจองกัน (coincidence) ที่มีนับร้อยนับพัน ประหนึ่งทำให้จักรวาลเป็นเหมือนกับผลพวงของฤทธิ์เดชของปาฏิหาริย์มายากล ดังที่นักฟิสิกส์ระดับนำของโลกหลายๆ คนเชื่อในทุกวันนี้ นั่นคือพื้นฐานของจักรวาลวิทยาใหม่และฟิสิกส์ดาราศาสตร์

ผู้อ่านทุกคนเลยคิดว่าตนรู้ดีว่าความรู้ (knowledge) คืออะไร? แต่ที่เราเข้าใจว่าเรารู้ดีนั้น อาจจะเป็นความรู้กายวัตถุที่เป็นประหนึ่งสิ่งของที่ถูกแช่แข็งอยู่ตลอด เวลา แน่นิ่งอยู่กับที่ดุจจะพูดได้ว่าเป็นก้อนหินที่ไม่มีชีวิตชีวา เราเข้าโรงเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อายุยังไม่ถึงสามขวบ เพื่อเรียนและรู้ซึ่งความรู้ที่ไม่มีชีวิตชีวานั้นๆ โดยเข้าใจว่าความรู้คือความจริงหรือนำไปสู่ความจริง และโดยทั่วไปของเด็กเล็กๆ เหล่านั้นในเมืองใหญ่ของปัจจุบัน เด็กเล็กๆ ในวัยแค่นั้นยังไม่รู้จักโลกรอบตัว หรือรู้จักตัวเองได้มากพอที่จะรู้ถึงความสัมพันธ์ของตัวตนต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านั้น นั่นคือความสัมพันธ์และความสำคัญของตัวเองกับสังคมและจิตวิญญาณ หรือวัฒนธรรมที่แสดงออกของสังคมนั้น เพราะฉะนั้นไปๆ มาๆ เราก็จะรู้หรือเรียนแต่เฉพาะความสำคัญของตัวเองกับความสัมพันธ์ของตัวเองกับ สิ่งแวดล้อมกายวัตถุ ในที่นี้และในเมืองใหญ่คือสังคม ตกลงสิ่งที่เราเรียน เรารู้ และสิ่งที่เราใช้กำกับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย คือการเรียนเพื่อที่จะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน หรือความเกี่ยวเนื่องระหว่างสังคมกับตัวตนของตัวเองที่สำคัญที่สุด เราเรียนเพื่อรู้แค่นั้น-สำหรับคนส่วนใหญ่-จริงๆ แต่จริงๆ แล้ว ความรู้ไม่ใช่ทั้งสองอย่างสองประการที่กล่าวมานั้น คือทั้งไม่ได้ถูกแช่แข็งตายซากอยู่เฉยๆ และที่สำคัญกว่านั้นความรู้ไม่ใช่ความจริงแท้ แต่ตรงกันข้าม ความรู้คือกระบวนการหรือเป็นกรรมวิธีของธรรมชาติ (natural process) จึงไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาโดยเชื่อมโยงกันทั้งหมด และความรู้ไม่ใช่ความจริงที่แท้จริงเพราะว่าอธิบายเฉพาะแต่รูปธรรมวัตถุภาย นอก ไม่มีอะไรแม้แต่น้อยที่เป็นเรื่องของภายใน ความรู้ในโลกของรูปธรรมวัตถุนิยมจึงไม่สมบูรณ์เลย เพราะธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องของภายนอกกับภายในเป็นบูรณาการ จริงๆ แล้วแม้ว่าภายนอกจะสำคัญ แต่ว่าภายในสำคัญยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดอย่างใดไปไม่ได้ในเรื่องของธรรมชาติแห่งองค์ รวม นั่น-ก็เป็นการอธิบายอีกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่าความรู้ไม่ใช่ความ จริง เนื่องจากธรรมชาติของความจริงจะต้องเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ซ้อนๆ องค์รวม...ฯลฯ ภายนอกกับภายในเป็นบูรณาการ... แอดอินฟินิตัม

ผู้เขียนใช้คำว่าจิตวิญญาณ (spirituality) ของสังคมหรือวัฒนธรรมในที่นี้ จริงๆ แล้วเพียงเพื่อต้องการที่จะเน้นความสำคัญของคำว่าวัฒนธรรมเท่าที่ผู้เขียน เข้าใจ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากที่คนทั่วไปเข้าใจและใช้ๆ กันอยู่ในทุกวันนี้มากนัก ในความเห็นของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าวัฒนธรรมคือจิตรวมทั้งจิตวิญญาณร่วมของสังคมด้วย ในขณะที่สังคมคือรูปกายวัตถุโดยรวม พูดง่ายๆ สังคมมีบริบททางรูปธรรมหรือมีบริบทไปในทางพฤติกรรม ขณะที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องของจิตรู้กับจิตไร้สำนึก คำว่าจิตนั้นกว้างมากที่สุดเลย ที่ทำให้นักคิดนักปราชญ์เข้าใจไม่ตรงกัน ผู้เขียนอาจเป็นคนที่ชอบคิด จึงอาจจัดว่าเป็นนักคิดทั่วไปก็ได้ แต่เป็นถึงนักปราชญ์นั้นคงจะยาก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้อ่านและได้คิดเรื่องจิตนี้อย่างจริงจังและยาวนาน ที่ทำให้ผู้เขียนสามารถจะเข้าใจมันได้บ้าง ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน หากว่าเรายอมรับกันว่าจักรวาลนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพียงประการเดียวคือ วิวัฒนาการ-จากหนึ่งสู่ความหลากหลายที่ซับซ้อนมากขึ้นๆ เป็นวัฏจักรเช่นล้อของเกวียน เพื่อที่กลับมาหาหนึ่งใหม่ไปเช่นนั้นเรื่อยไปอย่างไม่รู้จบ-ของจิต ฉะนั้น จิตจะรวมทั้งหมดตั้งแต่จิตปฐมภูมิ (primordial mind) ของจักรวาลที่เป็นจิตไร้สำนึก (cosmic unconsciousness) ที่มีอยู่ทุกหนแห่ง

และต่อมาส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในสมองของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์ และจะถูกบริหารโดยสมองไปเป็นจิตที่เรียกรวมๆ ว่าจิตใจ และมีวิวัฒนาการและถูกบริหารต่อไปเป็นจิตสำนึก (consciousness or conscious mind) ที่รวมความรู้สึก อารมณ์ ความจำ หรือจิต (ตื่นรู้ (cognition) ไล่ต่อๆ ไปตามสเปกตรัมของจิต ไล่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงจิตวิญญาณและนิพพาน ปัจเจกบุคคลก็เช่นนั้น โดยรวมหรือสังคมก็เช่นนั้น นิพพานที่ผู้เขียนเข้าใจจึงเป็นทั้งลักษณะของปัจเจกพุทธและโพธิสัตว์ วัฒนธรรมจึงหมายความคล้ายๆ กับจิตที่รวมจิตใจ จิตสำนึก รวมทั้งจิตวิญญาณไล่ไปถึงนิพพาน-ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นทั้งสภาวะและไม่ใช่ สภาวะ-ฉะนั้น วัฒนธรรมที่สาธารณชนคนทั่วไปนำมาใช้ๆ กันนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงคำที่มักจะหมายถึงจิตใจของสังคม จารีตประเพณีที่ดีงามและยั่งยืน รวมถึงวิญญาณของเทพเทวดา เจ้าพ่อเจ้าแม่ ผีหรือวิญญาณที่เราใช้กันจนเปรอะไปหมด ซึ่งอย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาหรือวัฒนธรรม ก็คือเรื่องของจิตที่กำกับควบคุมพฤติกรรมของสังคมอีกที

การรับรู้ของเราที่ทำให้เรา "รู้" ซึ่งความรู้ (หนึ่งๆ ใดๆ) แล้วจำเอาไว้เป็นประสบการณ์เพื่อระลึกเอามาใช้เมื่อเราต้องการนั้น เราจึงจำเป็นที่ต้องระลึกถึงความเป็นทั้งหมดของความรู้นั้นๆ ซึ่งได้แก่ ความสนใจหรือความจงใจ-หนึ่ง พฤติกรรม (การอ่านหรือการฟัง)-หนึ่ง บริบทของสังคมในขณะนั้น-หนึ่ง และวัฒนธรรมของสถานที่-เวลาในขณะนั้นๆ อีกหนึ่ง ความรู้ทุกๆ อย่างจะต้องประกอบด้วยความเป็นทั้งหมดทั้งสี่อย่างนั้นเสมอไป เป็นบูรณาการโดยขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ และต้องเข้าใจตลอดเวลาว่าดังที่ได้พูดมาแล้ว ความรู้ที่เรารับและเรียนรู้นั้น มันไม่เคยอยู่กับที่ หากแต่มันเป็นกระบวนการธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสัมพันธ์กับทั้งหมด เหมือนกับความจริงทางโลกหรือทางสังคมที่ไม่ใช่ความจริงแท้ ที่คล้ายๆ กันกับสายน้ำด้วย จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดว่า การเรียนรู้ ทั้งสามรู้ คือ รู้รอด รู้เพราะมีความรู้ และรู้แจ้ง ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือของวิวัฒนาการของมนุษย์และจักรวาล จากหนึ่งสู่ทั้งหมด เพื่อหวนกลับสู่หนึ่งใหม่ไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ นั่นคือขามาและขากลับของวิวัฒนาการ อันเป็นเป้าหมายของจักรวาลที่ยาวมากๆ และมนุษย์ที่สั้นมากๆ ดังที่ผู้เขียนมองเห็น เชื่อ และเอามาเขียนเล่าตลอดมา

นั่นคือขั้นตอนของวิวัฒนาการของจักรวาล วิวัฒนาการทางกายภาพจะต้องผ่านขั้นตอนของชีววิวัฒนาการของพืชและสัตว์ต่างๆ ไล่ไปตั้งแต่ต่ำไปหาสูง ทวีความซับซ้อนขึ้นไปตามลำดับก่อน ต้องผ่านการ "รู้รอด" ของพืช สัตว์และมนุษย์ก่อน ถึงจะเป็นการรู้หรือการแสวงหาความรู้ของสัตว์ชั้นสูง ไล่มาตั้งแต่แมมมอล ไพรเมต เอปส์ เช่น ชิมแปนซี และมาถึงมนุษย์ตามลำดับ ไล่มาอีกทางกายภาพตั้งแต่ปัจเจกและโดยรวมหรือสังคมตามลำดับ ก่อนที่จะมาถึงวิวัฒนาการของจิตและวัฒนธรรม ซึ่งก็คือจิตแห่งสังคมตามลำดับเช่นเดียวกัน ความรู้ทางโลกหรือทางสังคม-อันไม่ใช่ความจริงแท้ดั่งที่ได้ว่าไปแล้ว-จะ ประกอบด้วยความตั้งใจ-หนึ่ง พฤติกรรม-หนึ่ง สังคมในเวลานั้น-หนึ่ง และวัฒนธรรมในเวลาและสถานที่อีกหนึ่ง แล้วจึงจะมาถึงการค้นพบความจริงที่แท้จริงหรือ "รู้แจ้ง" ไล่ไปตั้งแต่จิตวิญญาณ (spirituality) ถึงนิพพานการรู้ (knowing or cognition) และความรู้ (knowledge) จึงเป็นกลไก หรือเครื่องมือของวิวัฒนาการของจักรวาลที่มีมนุษย์เป็นตัวแสดง การรู้และความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิวัฒนาการของมนุษย์ ที่ต้องเรียนรู้ทั้งสามรู้ที่กล่าวมานั้นจนรู้แจ้งหรือรู้ว่าความจริงแท้ นั้นคืออะไร? และการรู้ความจริงที่แท้จริง-อันเป็นเป้าหมายของจักรวาลนั้นจำเป็นที่จะต้อง รู้จักรู้การเอาตัวให้อยู่รอดหรือรู้รอดก่อน และการรู้เพื่อแสวงหาความรู้ก่อน-หรือรู้แจ้งนั้น.

Saturday, July 25, 2009

อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ ผู้ขมังเวท ๕ แผ่นดิน

http://www.thaipost.net/tabloid/260709/8277
http://www.thaipost.net/tabloid/020809/8623

อาจารย์ เฮง ไพรวัลย์ เป็นคนพื้นเพ ณ ทุ่งหันตรา พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นบุตรของนายตำรวจผู้ตรวจการเรือนจำ ท่านเกิดในปี พ.ศ.๒๔๒๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แล้วสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ข้อมูลบางที่บอกว่าท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเมื่อดูจากปี พ.ศ.แล้วเป็นการสันนิษฐานผิด เพราะแผ่นดินของในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยุติลงที่ พ.ศ.๒๔๑๑

ฐานะ ครอบครัวทางบ้านของอาจารย์เฮง นับได้ว่าเป็นตระกูลที่มีทรัพย์สินมากระดับขั้นเศรษฐีมีที่ดินที่นามากใน ทุ่งหันตรา คุณพ่อของอาจารย์เฮง เป็นคนที่มองการณ์ไกลได้ให้อาจารย์เฮงไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ คือ ปีนัง ประเทศสิงคโปร์

คน ในไทยยุคนั้นหากสามารถส่งลูกไปเรียนที่ต่างประเทศได้ถือว่าไม่ธรรมดาทางด้าน ฐานะ อาจารย์เฮงตกลงได้เดินทางไปสิงคโปร์ตามคำของคุณพ่อทุกประการ การไปศึกษาถึงต่างประเทศทำให้อาจารย์เฮงได้พบเพื่อนใหม่ๆ มากมาย และเหล่าพ้องเพื่อนนั้นต่อมาได้รับราชการกันเกือบหมด ได้เป็นพระยา ได้เป็นคุณหลวงหลายคน อาทิ พระยาเพชรปรีชา

แต่ ขณะที่ศึกษาอยู่นั้นภายใต้จิตของอาจารย์เฮง จิตใจยังระลึกวันที่บวชเป็นพระอยู่แล้วเพิ่งจะลาสิกขาบทมาหมาดๆ ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อ อาจารย์เฮงบวชครั้งแรกที่วัดสุวรรณคาราราม เหตุ ที่ทำให้ในใจของอาจารย์เฮงเป็นเยี่ยงนี้เพราะว่า หลวงตาชื้นในวัดสุวรรณคาราราม เล่นแร่แปรธาตุอะไรบางอย่างให้ดูด้วยคาถาอาคม จึงรู้สึกชอบและอยากจะให้ได้อย่างนั้นบ้าง ครั้นจะบวชอยู่ต่อก็ไม่ไหว เพราะพ่อเร่งรัดว่าต้องไปศึกษาต่อ จึงจำใจต้องลาสิกขาบทก่อน เพื่อเป็นการมิขัดใจต่อพ่อ

ใคร จะไปคิดได้ถึงว่าที่สุดอาจารย์เฮง ก็ทำเรื่องลาออกจากโรงเรียนที่ปีนังด้วยตัวเอง เพราะการเรียนอยู่ที่นั้นรู้สึกฝืนจิตใจชอบกล อาจารย์เฮงจึงได้หารือกับเพื่อนสนิทซึ่งต่อมาได้เป็นพระยาเพชรปรีชา ว่าจะลาออกกลับเมืองไทยเพื่อศึกษาไสยเวทเพราะชอบทางนั้น

ท่านพระยา เพชรปรีชาก็มิได้ทักท้วง แต่ได้แนะนำว่าของดีของขลังทางภาคใต้บ้านเราก็มีอยู่มากโดยเฉพาะที่เขาอ้อ พัทลุง ที่สุดแล้วได้เดินทางกลับประเทศไทย โดยเข้ามาอาศัยอยู่ทางภาคใต้ก่อน หลังจากที่ได้ยินคำเพื่อนแนะนำ จึงบ่ายหน้าไปที่ เขาอ้อ พัทลุง ที่มีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์มากมาย อาทิ อาบน้ำว่าน, สักยันต์นะ ๙ เฮชาตรี ศึกษาพืชสมุนไพร

การ หาสมุนไพรไม่ใช่หากันได้ง่ายๆ เมื่อเดินเข้าไปในป่าเขาลึกแล้ว เมื่อพบสมุนไพรบางตัว ตามสูตรต้องเก็บตามฤกษ์ยาม เพราะสมุนไพรบางตัวต้องเก็บยามเช้า บางตัวต้องเก็บกลางคืน เพราะสมุนไพรบางตัวจะคลายตัวยาออกมาที่ใบตอนกลางคืน พอเราไปเก็บตอนกลางวันก็คงไม่มีประโยชน์ หรือบางตัวเราต้องเก็บยามเช้าแต่พอไปเก็บยามบ่ายก็ไม่ส่งผลแต่ประการใด นับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านโดยแท้

สมุนไพร ที่เก็บยากมากที่สุดเห็นจะเป็นจำพวกที่ต้องไปเก็บตอนเดือนหงาย เวลาเก็บต้องกลั้นหายใจ เพราะในป่าเงียบมากพอไปถึงต้นแล้วหายใจดังจะทำให้ว่านตกใจหุบดอกหุบใบจนสิ้น ก็จะไม่สามารถเก็บได้ เพราะถึงเก็บมาตัวยาของว่านก็วิ่งกลับเข้าลำต้นแล้ว ก่อนเด็ดก็ต้องว่าคาถาบัดพลีต่อเจ้าป่าเจ้าเขาในใจก่อน ไม่ใช่เจอแล้วจู่ๆ เด็ดเลย เรื่องต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก

ท่าน ชอบเรื่องของการสักยันต์เป็นอย่างมาก จึงพยายามศึกษาในขั้นพื้นฐานจากที่สำนักเขาอ้อ ที่สำนักเขาอ้อนี้แม้แต่นายหัวมหาเศรษฐีอย่าง ดร.ไมตรี บุญสูง ก็ได้มาศึกษาถวายตัวเป็นศิษย์และได้อาบน้ำว่านด้วย การอาบน้ำว่านนี้ทำให้ผิวหนังดี คือ หนังเหนียวฟันแทงยิงไม่เข้า อดีตนายตำรวจปราบปรามเสือร้ายอย่าง พล.ต.ต.ขุนพันธ์ฯ ก็เป็นศิษย์สายเขาอ้อนี้เช่นกัน

อาจารย์ เฮงอยู่เขาอ้อได้ประมาณสามเดือนก็เดินทางกลับเข้าพระนคร (กรุงเทพฯ) จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านเกิดที่ทุ่งหันตรา ไม่นานพ่อของท่านซึ่งป่วยอยู่ก็ได้จากไป ท่านจึงมุ่งหน้าศึกษาเรื่องไสยเวทอีกครั้งอย่างจริงจัง โดยคราวนี้ท่านได้เดินไปที่วัดประดู่โรงธรรม ซึ่งเป็นวัดที่เก็บเอกสารวิชาตำรับตำราโบราณตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร มหาราช มีบัญชาให้สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว พระเกจิเชื้อสายรามัญ เป็นผู้เรียบเรียงและรวบรวมขึ้น โดยเฉพาะวิชาเดินทัพพิชัยสงคราม

หลักการของตำราพิชัยสงคราม สามารถแตกออกได้หลายแขนง อาทิ วิชาสมุนไพรรักษาโรคนานาชนิด, วิชาการสักยันต์และอักขระอันศักดิ์สิทธิ์, วิชาการตั้งพิธีกรรม, วิชาการตั้งค่ายกล, วิชาการตั้งทัพ, วิชาการเลือกชัยภูมิสร้างเมือง (ฮวงจุ้ย), วิชาตั้งปั้นเครื่องราง เป็นต้น

อาจารย์ เฮง ได้ศึกษาคัมภีร์รัตนมาลา หรือ คาถามหาพุทธาธิคุณ ซึ่งว่าด้วยบทอิติปิโสครบสูตร ในนั้นมียันต์มหาจักรพรรดิตราธิราช การศึกษาสมัยนั้นเมื่อท่องได้แล้วก็ต้องเขียนได้ เมื่อเขียนได้ก็ต้องเรียนพิธีกรรมเสริม เพราะแต่ละบทต่างก็ต้องใช้พิธีกรรมควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่ทำไปเรื่อยอย่างคนรุ่นหลังๆ อย่างการลบกระดานเพื่อเอาผงพุทธคุณ มือก็เขียนกระดานชนวนไปใจก็ตรึกนึกบริกรรมคาถา เขียนไปจนครบจบขบวน เวลาลบก็กลั้นใจให้คาถาอีกบทลบเอาผงเพื่อใส่ในบาตรพระ นั่นแลกว่าจะได้สักหนึ่งย่อมยากเย็นประณีตนัก

เครื่อง รางของขลังในยุคสมัยก่อนจึงมากไปด้วยความขลังศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพจริงๆ ไม่ใช่เปิดโรงงานนั่งปั๊มกันตึงๆ ทั้งวันทั้งคืน ของคนโบราณเขาดีทั้งในทั้งนอก เนื้อหามวลสารดีแล้ว แต่กว่าจะเป็นมวลสารได้ก็ต้องว่าคาถาทุกขั้นตอน จึงไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมพระเครื่องรางของขลังเก่าๆ จึงขลัง ผู้ใดใครมีจึงห่วงแหนนัก เพราะเป็นของที่ดีจริงๆ เลิศจริงๆ เพราะเขาไม่ได้ทำกันเล่นๆ ในการเสกเครื่องรางก็ต้องตั้งราชวัตรฉัตรธง เป็นสถานที่สำหรับเสก ต้องมีการบวงสรวงพิธีกรรมต่างๆ นานาชนิด ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิด คนที่ขาดความละเอียดและไม่ได้ศึกษามาโดยตรงหากไปจับไปต้องคงจะทำไม่ได้ตาม สูตรแน่แท้

เมื่อ อาจารย์เฮงศึกษาจนแตกฉานแล้ว จากนั้นท่านคิดที่จะศึกษาเรื่องของยันต์นะครบสูตรอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งตอนท่านอยู่ทางใต้ยังไม่ทันได้ศึกษา เพราะมีเหตุต้องกลับมาที่บ้านก่อนด้วยเรื่องของพ่อท่าน สูตรยันต์ที่ว่านี้คือ ยันต์นะ ๙ เฮชาตรี เป็นที่สุดยอดอีกหนึ่ง ผู้ที่มีความรู้เรื่องยันต์นี้เหลือน้อยเต็มที แต่บังเอิญ หลวงพ่อกลั่น ธรรมโชติ วัดพระญาติการาม พระนครศรีอยุธยา ท่านมีความรู้เจนจบในเรื่องนี้

อาจารย์ เฮงจึงได้มอบกายถวายชีวิตอุทิศตนเป็นลูกศิษย์ โดยขอบวชกับท่านนับเป็นการบวชครั้งที่สอง โดยมีหลวงพ่อกลั่น เป็นพระอุปัชฌาย์ วิชาของหลวงพ่อกลั่นไม่มีการจดบันทึกรวบรวมเอาไว้เป็นคัมภีร์ ใครจะศึกษาต้องถ่ายทอดกันปากต่อปาก คือ อยู่กันคนละฝาห้องอาจารย์จะเป็นผู้บอกตัวคาถาและอักขระให้ท่องจำเอาเองให้ ได้ เหตุที่ไม่มีการจดบันทึกเกรงว่าคาถานั้นจะร่วงหล่นไปตามพื้นเมื่อกระดาษนั้น หล่นหายหรือทิ้งทำลาย

วิชาที่อาจารย์เฮงศึกษาจากหลวงพ่อกลั่นนั้นมีอยู่หลายแขนง อาทิ ชักยันต์นะ ๙ เฮชาตรี, การฝังเข็มทอง, การ สักยันต์ณาณาณา เป็นกงจักรนารายณ์ ซึ่งมาจากอิติปิโสแปลงรูป (นารายณ์แปลงรูป) การฝั่งเข็มทอง คือ เอาทองคำแท้มาทำเป็นเข็มเล็กๆ ฝังเข้าไปในลำตัว การฝังโดยมากจะใช้ถึง ๙ เล่ม ฝังพร้อมกัน โดยว่าคาถาแล้วให้พลังจิตดันเข็มเข้าไป เมื่อฝังแล้วเวลาที่เข็มวิ่งหรือว่ามีเหตุอันใดเกิดขึ้นนั้นเข็มทองจะวิ่ง เข้าเนื้อทิ่มแทงเนื้อเตือนตน ให้เรารีบออกจากสถานที่นั่นเสีย เป็นสุดยอดอีกหนึ่งวิชาของหลวงพ่อกลั่น เมื่อการเรียนรู้อยู่กับหลวงพ่อกลั่นนั้นจบสิ้นตามปรารถนาแล้ว อาจารย์เฮงอยู่รับใช้หลวงพ่อกลั่นอีกระยะหนึ่งแล้วจึงลาสิกขาบท

มี เรื่องเล่ากันว่าเพราะท่านเรียนมามากจึงเกิดอาการร่ำร้อนวิชาขึ้นมาทุกขณะ ที่สุดก็ลาสิกขาบท เพื่อนๆ ของท่านที่เป็นพระยาทราบว่าสึกจากพระแล้ว ได้วิชาดีมากมาย จึงมาขอของดีด้วยการน้อมตัวเป็นศิษย์ พระยาเพชรปรีชา เป็นผู้นำมา การสักยันต์ในคราวแรกต้องทำกันที่วัดสะแก โดยอาจารย์เฮง ไพรวัลย์ ได้นิมนต์ หลวงปู่สี พินทสุวณฺณ เป็นฝ่ายสงฆ์ในการสวดทำพิธี การจะสักยันต์ของอาจารย์เฮงนั้นต้องตั้งราชวัตรฉัตรธง ทำแท่นบูชาพระอรหันต์ ๑๐๘ รูป พระสงฆ์สวดพระคาถา ส่วนอาจารย์เฮงท่านก็สักและว่าคาถากำกับไปด้วย (อ่านต่อสัปดาห์หน้า).

อาจารย์ เฮง ไพรวัลย์ ท่านสร้างเครื่องรางเอาไว้มากมาย เครื่องรางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้แก่ เหรียญสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เป็นเหรียญพรหมสี่หน้า ด้านหลังหลวงปู่สี วัดสะแก เป็นผู้จาร อาจารย์เฮงลงคาถาอาคมกำกับก่อน จากนั้นหลวงปู่สีท่านจารเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกสำทับหนึ่ง

ประสบการณ์ ของผู้ที่ได้บูชาเหรียญพรหมของอาจารย์เฮงนั้นมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการอธิษฐานขอ การขอนั้นโดยมากจะสำเร็จไปในเรื่องของการค้า และความเมตตาในด้านต่างๆ

มี แขกแถวๆ พาหุรัดคนหนึ่งได้เหรียญของอาจารย์เฮงเอาไว้บูชา แรกๆ ก็ขายผ้าโดยเช่าห้องเล็กๆ ขายอยู่ แต่ทว่าการค้าไม่ค่อยดี ทั้งที่ร้านของคนอื่นขายดี ทุกวันๆ เมื่อได้เหรียญพรหมมาเลยทำพิธีคงคาอารตี ซึ่งเป็นพิธีบูชาเทพแบบฮินดู

เมื่อ ทำไปแล้วอธิษฐานขอให้ขายค้าผ้าดีๆ หลังจากนั้นไม่ถึงเจ็ดวัน การค้าที่ซบเซามานานก็เริ่มมีคนมาซื้อของมากขึ้น เริ่มมีลูกค้ามาสั่งผ้าชุดยกชุดขนาดใหญ่ๆ มากขึ้น จนผ่านไปสองปีถึงกับตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ได้อย่างภาคภูมิ

เครื่อง รางของอาจารย์เฮงจึงได้โด่งดังมีผู้นิยมมากด้วยเหตุนี้ เหรียญพรหมสี่หน้าของท่านมีทั้งแบบเนื้อเงิน เนื้อนาก เนื้อทองคำ เนื้อทองแดงก็มีปรากฏเช่นกัน ราคาอยู่ที่ระดับหลักหมื่นกลางๆ ถึงแสน แล้วแต่สภาพและความสวยงามของเหรียญเป็นหลัก อย่างไรก็ตามต้องระวังของเก๊ที่มีระบาดเพียบครับ.

ราช รามัญ